Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

มนต์ผีเสื้อ
ตอน ทักษิณายันนคร สาวิตรี : เขียน

36…

เฝ้ามองจันทราคีรี

      งามมยุรายืนมองผืนน้ำสีน้ำเงินที่เอ่อท่วม มองดูแล้วราวกับทะเลสาบที่เกิดตรงปล่องภูเขาไฟ ภูเขาหินส่วนที่โผล่พ้นน้ำโดดเด่นปรากฏแก่สายตา ทั้งจากที่มองเห็นในระยะไกล และในระยะใกล้ขนาดนี้

      จันทราคีรี !

      งามมยุรานึกถึงวันแรก ๆ ที่เธอตื่นนอนกลางป่า แล้วบังเอิญมาพบกับลุงทองสุก คราวนั้นเขาบอกว่ามีเรื่องเล่าว่าบนภูเขาแห่งหนึ่งมีบ่อน้ำอยู่กลางภูเขา น้ำที่นั่นไม่มีวันแห้ง ใครเล่าจะคาดคิดว่าคำพูดของเขาจะเป็นความจริง บัดนี้เรื่องราวที่ซ่อนอยู่หลังตำนานเริ่มกระจ่างชัด จริงๆ แล้วกลไกที่ปิดบังความลับก็คือกาลเวลานั่นเอง ชีวิตคนในแต่ละช่วงอายุดูสั้นเหลือเกิน เมื่อเทียบกับการดำเนินมาของมนุษย์ตั้งแต่เริ่มแรกของการอยู่รวมกันเป็นอาณาจักร ผืนดินและผืนป่าก็เป็นวัสดุง่ายๆ อีกอย่างที่ปกปิดทุกสิ่งเอาไว้ ถ้าเราสามารถขุดคุ้ยสิ่งที่อยู่ในดินขึ้นมาศึกษา หรือไม่ก็สามารถเดินทางข้ามผ่านกาลเวลา ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ทุกสิ่งก็จะปรากฎออกมา 

      ทุกสิ่งหรือ… เธอชักเริ่มไม่แน่ใจ ในหลายสถานการณ์แม้จะอยู่ในเหตุการณ์ สามารถมองเห็นได้ด้วยตา แต่ก็ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น ยังมีความไม่รู้และความลับหลายอย่างที่ห่อหุ้มตัวคนเราเอาไว้ในแต่ละช่วงเวลา

      บางคนบอกว่าเราสามารถจะนำบทเรียนในอดีตมาทำให้ปัจจุบันดีขึ้น แต่จะเป็นดังนี้หรือไม่ ในโลกอันซับซ้อนขึ้นทุกวันอย่างตอนนี้ นี่ก็เป็นอีกอย่างที่เธอไม่แน่ใจ เพราะว่าไม่ว่าเวลาไหน มนุษย์ก็ยังคงมีธาตุแท้ที่เหมือนเดิม ต่างกันเพียงรูปแบบภายนอกที่แสดงออกถึงยุคสมัย ไม่ว่ายุคใดล้วนมีการแข่งขันกันในเรื่องของอำนาจ อาณาจักรใหญ่ต้องการกลืนอาณาจักรเล็ก คนที่บ้าอำนาจต้องการครอบครองเป็นใหญ่ที่สุดในโลกก็ยังมีอยู่อย่างสม่ำเสมอ และท้ายที่สุดอาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุด ก็มักมีจุดจบที่คล้ายกันด้วยการล่มสลาย ถ้าไม่ใช่ด้วยการแย่งชิงอำนาจกันจนอาณาจักรต้องแตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ต้องจบลงด้วยภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครต้านทานได้

      จันทราคีรีที่ยืนยงอยู่ถึงทุกวันนี้ เพื่ออะไรกัน ! ในเมื่อทักษิณายันนครก็ล่มสลายไปแล้ว สัตตคีรีนครก็แทบไม่เหลือซากให้จดจำ ผู้คนต่างล้มตายกันไปหมด งามมยุราพยายามสะกดความคิดของตนเอง แล้วหันมาใส่ใจกับความรู้สึก ความปรารถนาในส่วนลึกที่นำพาเธอมาที่นี่ ตอนนี้เธอได้คำตอบแล้วประการหนึ่ง ในที่สุดเธอก็รู้ชัดถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทาง ทุกสิ่งทุกอย่างรออยู่ภายในจันทราคีรี… 

      เธอเคยมีชีวิตอยู่ ในครั้งที่จันทราคีรียังแวดล้อมไปด้วยผู้คนของทักษิณายันนครอย่างนั้นหรือ มีบางสิ่งที่ต้องทำที่จันทราคีรีและเธอไม่ได้ทำ และสิ่งที่ต้องทำนั้นต้องรอคอยมาถึงสี่พันสองร้อยปี ! 

      งามมยุราเหม่อมองไปยังจันทราคีรีที่โผล่พ้นขึ้นมาเหนือน้ำอย่างใจลอย นึกปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นเท่าที่จะสามารถจดจำได้ เธอคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมปลดปล่อยผีเสื้อที่จันทราคีรี พิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า หรืออีกนัยหนึ่งคือพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์

      เมื่อนึกทบทวนไป น่าประหลาดใจนัก ความรู้สึกปวดร้าวจากส่วนลึกค่อยแล่นออกมาเป็นริ้ว ความปวดร้าวที่ยังคงอยู่แม้ความทรงจำจะลบเลือนไปเกือบหมด ความปวดร้าวที่หาคำอธิบายให้กับตนเองไม่ได้ รู้สึกแต่เพียงว่าอยากจะร้องไห้ 

      แล้วน้ำตาก็รินไหลลงมา…

      งามมยุราหันหน้าหนีไปจากคนอื่น และเดินเลี่ยงออกมาให้ไกลพอที่จะไม่ให้ใครเห็น หากใครถามว่าเธอร้องไห้ทำไม เธอเองก็จนใจที่จะตอบ 

      โธ่เอ๋ย! ปกติแล้วชีวิตเธอไม่เคยมีเรื่องเศร้าใจหนักหนาจนต้องร้องไห้ถึงเพียงนี้ แล้วเธอก็ไม่ใช่คนเจ้าน้ำตาสักนิด นี่เธอเป็นอะไรไปแล้ว !

      งามมยุรามองยอดจันทราคีรี ฉับพลันภาพรูปปั้นของหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏอยู่ในมโนภาพ รูปปั้นของพระแม่เจ้า บันไดอันคดเคี้ยวของทางขึ้นจันทราคีรี !

      ใครคนหนึ่งเดินตามหลังมา ใครคนนั้นคือคนใกล้ชิดคุ้นเคย แต่ทำไมเธอจึงเย็นชานัก ทั้งที่รู้ว่าอีกไม่นานเขาจะต้องจากไป เขาเป็นคนที่สลักภาพตรงหน้าผา รูปของตัวเขากับหญิงสาวที่สวมรัดเกล้า รอบกายแวดล้อมด้วยผู้คนที่ทนทุกข์ทรมานกับสงคราม นอกจากนี้เขาก็ยังเป็นคนเดียวกับที่ให้ไหล่ได้พักพิง ขณะที่นั่งอยู่บนหลังช้าง ในความฝันของคืนวันหนึ่ง มิตรผู้อ่อนโยนและทำทุกอย่างด้วยหัวใจ 

      เขากำลังจะจากไป !

      บัดนี้ภาพตรงหน้าดูพร่ามัวไปหมดด้วยม่านน้ำตา เธอตัดสินใจหันหลังให้กับภาพตรงหน้า พยายามตั้งสติกลับมาเป็นตนเอง เตือนตัวเองว่าทุกสิ่งคือฝันไป ความฝันจะทำร้ายตัวเธอได้อย่างไร

      งามมยุรารู้สึกถึงหัวใจตนเองที่เต้นแรงขึ้น ทุกสิ่งราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน 

      อีกพักหนึ่งเธอเปิดกระติกน้ำล้างหน้า พยายามรวบรวมกำลังใจเท่าที่มี แล้วเดินกลับเข้าไปรวมกลุ่ม

      ดร.วัลลภที่กำลังคิ้วขมวดกับการโทรศัพท์ ด้วยช่องสัญญาณพิเศษที่ได้เช่ามา เขากำลังคุยกับบริษัทเอกชนที่มีหน่วยจู่โจมพิเศษ หรือจะให้เข้าใจง่ายคือเขากำลังติดต่อกับผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง เพื่อว่าจ้างมือดีในซุ้มมือปืน ให้มาสกัดชิงของคืนกลับมา การที่เขาไม่แจ้งตำรวจ มีอยู่เหตุผลเดียวคือเขาต้องการให้ทุกอย่างเป็นความลับ เขาแจ้งรายละเอียดของสถานที่ รายละเอียดของเส้นทางหลบหนี และลักษณะของสิ่งที่คนพวกนั้นขโมยไป โดยคาดการณ์ว่าศักดาและพวกอีกสามคนจะไม่หยุดพัก เพราะพวกเขาต้องการจะนำของออกไปนอกประเทศให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไหร่ย่อมหมายถึงเงินจำนวนมหาศาล มันจะกลายเป็นของเล่นของมหาเศรษฐีไม่คนใดก็คนหนึ่ง ที่เล็งเห็นประโยชน์ของการมีเทคโนโลยีต้นแบบที่ล้ำหน้ากว่าใคร ถ้าไม่หวังผลการต่อยอดทางธุรกิจ ก็มีไว้เพื่ออวดอยู่ในมือตนเอง

      ดร.วัลลภสบถพึมพำกับตนเองหลังการโทรศัพท์ หลังจากนี้ก็มีแต่รอการติดต่อกลับว่าจะสามารถนำของกลับคืนมาได้หรือไม่ ด้วยความมุ่งมั่นสูงสุดกับเครื่องฉายภาพอดีตที่ตอนนี้ได้กลายมาเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว หลังจากการหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาของดร.สถิตย์ ดร.วัลลภลืมที่จะสังเกตขอบตาแดงช้ำของงามมยุรา เมื่อเธอเดินเข้ามา เขาจึงพูดแต่เรื่องของตนเอง

      “พรุ่งนี้เช้าคงจะรู้ ขอให้ได้คืนมาเถอะ ถ้าหลุดออกไปเข้าตลาดค้าของเล่นพวกเศรษฐี จะเป็นเรื่องยากเย็นที่จะได้คืนมา” เขาบอกกับงามมยุราด้วยสีหน้าหนักใจ

      “คืนนี้พักที่นี่สักคืนนะคะคุณพ่อ ถ้าเรากลับกันตอนนี้ จะไปมืดกลางทาง และยังต้องพักระหว่างทางอยู่ดี พรุ่งนี้เมื่อคุณพ่อได้ข่าวดีแต่เช้า เราถึงค่อยกลับ” งามมยุราพูดให้กำลังใจเขา โดยไม่ได้คาดว่าดร.วัลลภจะเห็นด้วยหรือไม่ เธอไม่ได้นึกกลัวการไล่ตามพวกนั้นไป แต่ด้วยเหตุผลส่วนตัว ไม่ว่าอย่างไรคืนวันนี้เธอจะต้องอยู่ที่นี่

      ดร.วัลลภยกนาฬิกาขึ้นมาดู ตอนนี้ใกล้เที่ยงตรง “ดีเหมือนกัน คืนนี้เราจะพักกันที่นี่” เขาตอบตกลงง่ายๆ เพราะไม่ว่าอย่างไรความปลอดภัยก็ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เขานึกไม่ถึงเลยว่าศักดากับลูกน้องจะแก้เชือกได้รวดเร็ว ในขณะที่พวกเขาซุ่มดูดร.สถิตย์กับกลุ่มของพิชยุทธอยู่ห่างๆ เขาใช้กล้องส่องทางไกล มองเห็นศักดากับลูกน้องเดินเข้าไปรวมกลุ่มกับลูกน้องของพิชยุทธหน้าตาเฉย เขาเดาว่าอาจเป็นเพราะบรรดาเจ้านายพากันลงน้ำไปกันหมด คาดว่าคงจะหายไปนานพอควร เมื่อเทียบกับเวลาที่ศิลป์ธรกลับขึ้นไป บรรดาลูกน้องของพิชยุทธที่เคยชินกับการรอคอยคำสั่ง จึงแทบจะทำอะไรไม่เป็น เมื่อศักดาเข้าไปพอดี พวกนั้นคงจะรู้ว่าพิชยุทธได้ศักดาเป็นพวกเดียวกันแล้ว จึงได้วางใจ ดังนั้นศักดาจึงกลายเป็นผู้นำจัดการในเรื่องต่างๆ แล้วนายคนนี้ที่เขารู้ซึ้งถึงจิตใจ ได้โอกาสทำทีออกไปตามหาพวกที่ลงน้ำไปก่อนหน้านี้ เมื่อพบกับเครื่องฉายภาพอดีต ศักดาจึงรีบฉวยไว้ แล้วปลีกตัวออกมาทันที ซ้ำยังเอาลูกน้องของพิชยุทธอีกสองคนมาช่วยถือของ ส่วนพวกที่เหลือได้พักค้างแรมตรงนั้นอีกคืนหนึ่ง ตกสายจึงพากันกลับออกไป โดยใช้ผ้าใบมัดคลุมสัมภาระต่างๆ วางรวมกันแถวนั้น 

      ดร.วัลลภมองทัศนียภาพอยู่พักหนึ่งก่อนพูดขึ้น “คืนนี้พระจันทร์คงสวย คืนวันพระจันทร์เต็มดวง ริมทะเลสาบสีน้ำเงิน” จู่ดร.วัลลภก็พูดขึ้นมา ในดวงตาของเขาดูจะซ่อนใครคนหนึ่งในความคำนึง

      งามมยุรานึกฉงน เกือบตลอดเวลาที่ดร.วัลลภให้ความสนใจแต่กับงานที่ทำ จนบางเวลาเธอคิดว่าเขาขาดความอ่อนโยน และขาดความหวานในชีวิตไปแล้ว ความเข้าใจแบบนี้ดูผิดถนัด ความอ่อนไหวอ่อนโยนดูจะมีกับทุกคนที่เธอได้รู้จัก ต่างกันก็ตรงความมากน้อย

      ใช่สินะ ! แม้แต่นักรบที่เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ในวันหนึ่งเขายังมีดวงตาที่ปวดร้าว พร้อมกับคำสัญญาผ่านสัมผัสที่อ่อนโยน ข้าให้สัญญา… ตราบเท่าที่เจ้าหญิงยังคงอยู่ที่นี่ สัตตคีรีนครจะไม่รุกรานและข่มเหงทักษิณายันนคร…บ้านของเจ้า !

      สิ่งที่ผ่านเข้ามาในความคิดคำนึง ราวกับสิ่งนี้มากับสายลม งามมยุรานั่งตัวแข็งอย่างรู้สึกตระหนกกับความทรงจำที่ผ่านเข้ามาโดยบังเอิญ

      ตกตอนเย็นงามมยุรากับดร.วัลลภมานั่งคุยกัน นานมากแล้วที่เธอกับเขาไม่ได้มีโอกาสเช่นนี้ ดร.วัลลภได้มีเวลาสังเกตว่าลูกสาวของตนเองไม่ใช่เด็กเล็กๆ อีกต่อไป ในใจของเขารู้สึกผิดนิดๆ ที่ความแข็งแกร่งของเธอ มาจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เขาไม่ได้เป็นผู้ให้ บางครั้งเขาเคยถามตนเองว่าเขาทำหน้าที่พ่อได้ระดับไหน ทุกครั้งก็มักจะเข้าข้างตนเอง ยังมีอีกหลายคนที่ทำได้น้อยกว่าเขา

      เขาเอื้อมมือไปวางบนศรีษะของลูก แล้วยีผมเบาๆ งามมยุราหันมายิ้มให้ คว้าแขนเขามากอดไว้

      “คุณพ่อคิดว่าผืนน้ำสีน้ำเงินที่มาขังอยู่บนภูเขาแบบนี้น่าจะเกิดมาจากอะไร” เธอตั้งคำถาม 

      “จะว่าตรงนี้เคยมีภูเขาไฟระเบิด ไม่น่าจะใช่ เมื่อตอนบ่ายพ่อเดินหาร่องรอยของหินภูเขาไฟที่เย็นตัว ก็ไม่เห็นมี อย่างสีของน้ำที่เข้มราวกับน้ำทะเล ตรวจไม่ยาก เก็บตัวอย่างน้ำส่งไปตรวจที่ห้องทดลอง ไม่นานก็รู้ แถวนี้อาจมีแร่ธาตุบางอย่างที่ละลายน้ำขึ้นมา”

      ยังไม่ทันที่ข้อสงสัยอันนี้จะกระจ่าง งามมยุราก็มีคำถามต่อไป

      “ถ้าตอนนี้เครื่องฉายภาพอดีตอยู่ในมือคุณพ่อ เราจะได้เห็นความเป็นไปในอดีตของที่นี่ไหมคะ”

      คำถามนี้ทำให้สติปัญญาของดร.วัลลภตื่นตัว ลูกสาวเขาช่างคิดจริงๆ น่าเสียดายที่นวัตกรรมแสนรักแสนหวงของเขาตกไปอยู่ในมือคนอื่น

      “ถ้ามองเห็นได้ก็ดีสิ” งามมยุรายังพึมพำอย่างเสียดาย “ถ้าเกิดได้เครื่องกลับคืนมาแล้ว จะทำอย่างไรต่อไปคะ”

      “ต้องหาที่ปลอดภัยซ่อนไว้” เขายังคงยืนยันเจตนารมย์เดิม

      “ทำไมไม่เปิดเผยต่อสาธารณชนล่ะคะ ทุกสิ่งมักจะมีทั้งด้านดีและร้าย ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้”

      “ยังไม่ถึงเวลา พ่อคิดว่าสิ่งที่เราทำ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องมานั่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากมันให้หมดในช่วงอายุของเรา เราสามารถจะทำอะไรได้หลายอย่างเพื่อการณ์ไกล ให้กับคนรุ่นหลังสานต่อให้เกิดประโยชน์ ที่สำคัญยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้พ่อไม่แน่ใจว่าจะควบคุมสิ่งประดิษฐ์ตัวนี้ได้ พ่อคิดว่าดร.สถิตย์คงได้รู้แจ้งกับตัวเองแล้ว ถ้า…พวกเขาไม่จมน้ำตายกันหมด ก็อาจจะ…” ดร.วัลลภหยุดคำพูดเพียงแค่นั้น

      “อะไรคะ”

      ดร.วัลลภเงียบไปเฉยๆ เขาเป็นคนไม่ชอบตัดสินไปกับสิ่งที่ยังไม่แน่ใจ งามมยุราตอบขึ้นมาแทน

      “อาจจะไปอยู่ที่อื่น” งามมยุราหัวเราะเบาๆ

      “ถ้าเดาไม่ผิด พ่อคิดว่าพวกเขาคงจะลงไปสำรวจจารึกบนผนัง ที่คนของเขาเคยถ่ายภาพมาให้ ลูกนี่เก่งมากนะ ล้วงความลับของพวกเขามาได้เยอะ เพิ่งรู้นะว่าเราแอบเป็นสายลับด้วย”

      งามมยุราอมยิ้ม

      ดร.วัลลภพูดต่อ “ถ้า…สมมติว่าพวกเขาหลุดไปอยู่ที่อื่นจริงๆ พ่อคิดว่าพวกเขาจะต้องสับสนกันมาก เรื่องที่ไม่เคยคิดกันอย่างจริงจัง จะกลายมาเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตพวกเขาทันที”

      “อะไรคะ” งามมยุราถามอย่างสนใจ

      “พวกเขาจะมีความไม่แน่ใจว่าอะไรคือความฝัน อะไรคือความจริง ถ้าบอกว่าจริง แล้วสภาวะเหนือธรรมชาติ แบบที่ไม่เคยมีใครพบเจอ จะอธิบายได้ด้วยอะไร เมื่อนานวันไป พวกเขาจะต้องหาความรู้สึกนึกคิดเพื่อจะศรัทธาไปในทางหนึ่งทางใด ซึ่งเขาจะต้องหารูปแบบให้ความหมายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปว่า ถ้าจะต้องเป็นความจริง จะต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง”

      “ความจริงคือเรามีร่างกาย โดนมีดบาดแล้วเลือดออกรู้สึกเจ็บ จับน้ำแข็งแล้วเย็น โดนไฟก็ร้อน”

      ดร.วัลลภหัวเราะหึ ๆ “ลูกแน่ใจหรือว่าเวลาที่ลูกฝัน ลูกจะไม่รู้สึกเจ็บปวด จะมองไม่เห็นเลือด”

      งามมยุราอึ้งไปอย่างไม่แน่ใจ แต่ยังไม่ยอมแพ้ “ถ้าอย่างนั้น…เราก็ต้องพิจารณาว่าในสถานการณ์ของเรานั้นเป็นอย่างไร ถ้าเป็นความฝันของเรา เราย่อมควบคุมได้”

      คราวนี้คุณพ่อของเธอหัวเราะดังกว่าเดิม “ลูกแน่ใจอย่างนั้นหรือ” 

      คราวนี้งามมยุรานิ่งไปนานกว่าเดิม คิดในใจว่าในความฝันของเธอ หลายครั้งที่รู้สึกปวดร้าว และรู้สึกว่าเป็นความรู้สึกจริงอยู่เสมอ ถ้าเธอไม่ตื่นขึ้นมา เธอจะไม่รู้เลยว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในความฝัน แล้วยังผู้คนที่ไม่เคยรู้จัก แต่เข้ามาอยู่ในความฝันของเธอได้ คนเหล่านั้นเข้ามาได้อย่างไร งามมยุรายังคิดต่อไปด้วยความสับสนมากขึ้น การที่เธอตื่นขึ้นมาในสถานที่แปลกประหลาดถึงสองครั้ง กับภาพผืนน้ำสีน้ำเงินที่อยู่ตรงหน้านี้อีก ตกลงว่านี่คือความฝันหรือความจริงกันแน่ ! 

      เป็นไปได้ไหมว่าตอนนี้ตัวเธอเป็นความฝันของความจริงที่ร่างกำลังหลับอยู่….. งามมยุรารู้สึกปวดศรีษะหนึบขึ้นมาทันใด

      “คราวหน้าเราลงไปดูกันในน้ำไหมคะ จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เธอเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะตอนนี้สมองสับสนยุ่งเหยิงไปหมด 

      ดร.วัลลภพยักหน้า “อืม…น่าสนใจ แต่พ่อคิดว่าอีกไม่ช้าบริเวณนี้จะไม่ปิดตัวเหมือนตอนนี้ คราวหน้าอาจจะมีคนพลุกพล่านเต็มไปหมด”

      งามมยุราเห็นด้วย เธอเองเพิ่งคิดเหมือนกัน

      “เออ…ลูกอยากฟังตำนานเรื่องหนึ่งที่พ่อจะเล่าให้ฟังไหม”

      “คุณพ่อน่ะหรือคะ มีตำนานเล่าให้ฟัง” ลูกสาวเขาแสดงอาการประหลาดใจ พยายามเดาว่าตำนานของเขาจะออกมาแบบไหน

      “เอ้า…ทำไมพ่อจะมีบ้างไม่ได้ ตั้งใจฟังนะ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อหกสิบเจ็ดสิบปีที่แล้ว เคยมีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งประดิษฐ์เครื่องฉายภาพอดีตขึ้นมาได้ แต่เขาเลือกที่จะเก็บเอาไว้เป็นความลับกับตัวเขาไปตลอดกาล มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเขามีเครื่องนี้ และจนป่านนี้ก็ยังเป็นปริศนาว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่”

      “เป็นความลับแล้วคุณพ่อรู้ได้อย่างไรคะ” งามมยุราแกล้งดักคอ

      “วันหนึ่งพ่อไปพบความลับอันนี้โดยบังเอิญ ในงานประมูลของสะสมของนักวิทยาศาสตร์ท่านนั้น พ่อไปได้กล่องเก็บของส่วนตัวใบเล็กๆ มาอันหนึ่ง ข้างในนั้นมีรูปถ่ายใบหนึ่ง เป็นภาพชายหญิงคู่หนึ่ง ผู้หญิงสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงสวมหมวกแดง ส่วนผู้ชายสวมชุดสากลสีขาว สองคนนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวพันใดๆ กับเขา ไม่ได้เป็นญาติ ไม่ได้เป็นเพื่อน อีกทั้งยังไม่ใช่คนดังอย่างดาราภาพยนตร์ พ่อเก็บความสงสัยอันนี้อยู่นาน จนกระทั่งเวลาต่อมา พ่อได้แวะไปในงานสัมมนาในหัวข้อเกี่ยวกับจิตศาสตร์ พ่อได้พบกับผู้รู้คนหนึ่ง เขาเป็นนักสะสมเรื่องราวประหลาดจากทั่วทุกมุมโลก หนึ่งในเรื่องประหลาดในรอบปีที่ผ่านมา ที่ทำให้พ่อหันมาสนใจอย่างเต็มตา เขาได้เก็บข้อมูลว่ามีหญิงสาวคนหนึ่ง ได้พบสิ่งประหลาด ขณะนั้นเป็นเวลาช่วงบ่าย หญิงสาวคนนั้นได้เผลอหลับไป แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงเหมือนเครื่องกลดังลอยเข้ามาใกล้ จากนั้นในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น เธอคนนั้นได้เห็นภาพหนึ่งฉายที่ปลายเท้าคล้ายภาพในจอโทรทัศน์ ในภาพเคลื่อนไหวนั้นเธอมองเห็นผู้หญิงสวมชุดกระโปรงสีแดงและสวมหมวกแดง ข้างกันนั้นเป็นผู้ชายสวมสูทสีขาว เป็นเช่นนี้ครู่หนึ่ง แล้วก็มีเสียงหัวเราะของผู้หญิงแทรกเข้ามา แล้วก็ค่อยหายออกไป”

      “มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ หมายความว่าเขาอาจจะเคยทดลองถ่ายภาพหญิงชายคู่นี้ไว้ แล้ววันหนึ่งอาจด้วยเหตุบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ ภาพนั้นได้ข้ามมาสัมผัสกับจิตของหญิงสาวคนนี้” งามมยุราคาดเดาและรู้สึกทึ่งกับเรื่องที่เขาเล่าให้ฟัง “คุณพ่อเองก็มีความคิดที่จะเก็บเครื่องนี้เป็นความลับอย่างนักวิทยาศาสตร์ท่านนั้นใช่ไหมคะ”

      “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ พ่อยึดถือเรื่องปรัชญาของความสมดุล การที่ใครก็ตามเอื้อมมือไปแตะกลไกของเวลาซึ่งถูกกำหนดไว้ด้วยกฏของจักรวาล มันจะเป็นเหมือนกับการโยนก้อนหินลงไปในน้ำที่นิ่ง ที่จะทำให้เกิดคลื่นกระจายออกมาถึงขอบบ่อ ด้วยกฎสมดุลแห่งจักรวาล จักรวาลจะพยายามกำจัดส่วนที่เกิน และเติมส่วนที่ขาด ในสภาวะที่ไม่ใยดีต่อมนุษย์คนใด”

      “ไม่ยินยลต่อสิ่งใด” งามมยุราท่องประโยคคล้ายกันนี้ขึ้นมา เธอรู้ว่ามีใครคนหนึ่งเก็บตัวอยู่บนคูหาจันทราคีรีและกำลังปฏิบัติเช่นนั้น

เช้าวันหนึ่งอันแสนประหลาด
นักค้าวัตถุโบราณแปลกหน้า
สำรวจช่องเขาขาด
วางแผนเพื่อรู้ความลับ
จารึกโบราณของโลกียะ
เที่ยวป่า
ทีมสำรวจออกเดินทาง
ชายแปลกหน้าในความเลือนลาง
คัมภีร์อนันตภพเป็นจริง
เจ้าหญิงแห่งทักษิณายันนคร
พระแม่เจ้าบนจันทราคีรี
คีตะมิตรที่แสนดี
ทางลับเข้ามหาปราสาท
ความลับในปราสาท
ทางลอดใต้น้ำ
ความจริงที่น่าสะเทือนใจ
รัชทายาทนักรบ
งานเลี้ยงในท้องพระโรง
ดั่งนกในกรง
โลกียะส่งคนมาช่วย
พิธีเรียกดวงไฟ
ภาพฝัน
กลุ่มคนไม่น่าไว้วางใจ
เมืองโบราณใต้น้ำ
ความโหดร้ายในหุบเขาสัตตคีรี
ลูกน้องจอมทรยศ
ดร.วัลลภอยู่ในอันตราย
แม่เฒ่าผู้เฝ้าจันทราคีรี
ในสายตาของพระแม่เจ้า 
ห้องพิธีกรรม
หลงไปในอดีตกาล
ความตื่นเต้นของเจ้าหญิง
คำสัญญาของตรีศูล 
ล้วงความลับ
ภาพอนาคตอันน่าพิศวง  
เฝ้ามองจันทราคีรี
พิธีกรรมในคืนวันเพ็ญ
ตอนจบ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com