Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

ชีวิต

"กิเลส" ในภาษาบาลี กิเลสเป็นธรรมที่เศร้าหมองไม่บริสุทธิ์ เมื่อรู้จักกิเลสของเราเองมากขึ้น ก็จะเห็นความน่ารังเกียจของกิเลสและความทุกข์ที่เกิดจากกิเลส จะเห็นโทษภัยของกิเลสและจะรู้ว่ากิเลสนั้นหนาแน่น

สัปเหร่อใบไม้ร่วง : เขียน pun.patc@chaiyo.com

ชีวิตคืออะไร ชีวิตเกิดจากอะไร ชีวิตจะสิ้นสุดลงอย่างไร
และเมื่อใดนั้นเป็นปัญหาที่เรามักจะขบคิดอยู่เสมอ ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกล
ชีวิตคือนามธรรมและรูปธรรมในขณะนี้ ขณะที่กำลังเห็นอยู่นี้มิใช่ชีวิตหรือ? โลภะ โทสะ
และโมหะ ที่เกิดเนื่องมาจากสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่ชีวิตหรือ? การคิดนึกถึงสิ่งที่เห็น
ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส มิใช่ชีวิตหรือ?
เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรารู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ นี้
กิเลสย่อมเกิดเนื่องมาจากอารมณ์เหล่านั้น นี่คือชีวิตในขณะนี้
แต่ก็ได้มีชีวิตมาแล้วในอดีต และจะมีชีวิตต่อไปในอนาคตด้วย
นอกจากว่าจะหมดกิเลสแล้วเท่านั้น
จวบจบบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดที่สามารถให้นิยามการใช้ชีวิตได้อย่างชัดเจน
เพราะชีวิตของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน สุข ทุกข์ สนุก เศร้า
ทุกอย่างของแต่ละคนได้มาย่อมแตกต่างกันแม้เป็นอารมณ์เดียวกันก็ตาม
น่าตลกตรงที่ว่าทุกวันนี้ยังมีผู้คนมากมายหลายล้านที่ยังไม่รู้ว่าชีวิตของตนนั้นคืออะไร
และยังไม่รู้อีกด้วยว่าแท้จริงนั้นตนนั้นต้องการอะไรให้แก่ชีวิต
วันๆได้แต่สนองตัญหาทนอมชีวิตให้มีความสุข
บำเรอชีวิตของตนให้บังเกิดซึ่งความสบายโดยไม่สนใจว่ารอบข้างจะเป็นเช่นไร
โดยพฤติกรรมนี้เรียกง่ายๆว่า “เห็นแก่ตัว”
การเอารัดเอาเปรียบเริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆเมื่อ สังคมเริ่มยอมรับการเห็นแก่ตัวเป็น
วิถีชีวิตหนึ่งที่จำเป็นแก่การดำรงค์ชีวิตในปัจจุบัน ยกตัวอย่างง่ายๆ
ที่ลูกขี้เกียจเรียนหนังสือหรือไม่อยากไปเรียน พ่อแม่มักจะพูดเสมอว่า
“ที่พ่อแม่บังคับเอ็งให้ไปเรียนหนังสือน่ะ ไม่ใช่เพื่อตัวพ่อแม่เองเลยนะ
แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเอ็งทั้งนั้น” ฟังๆไปก็รู้ว่าที่ทำไปทั้งหมดเพื่อลูกของตนเอง
แต่หากมามองมุมกลับทำไมไม่มีพ่อแม่พูดกับลูกน้อยในกรณีเดียวกันว่า
“ที่พ่อแม่บังคับเอ็งให้ไปเรียนหนังสือน่ะ ไม่ใช่เพื่อตัวพ่อแม่เองเลยนะ!



แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เอ็งเติบโตเป็นคนเก่งจะได้ช่วยเหลือสังคมช่วยเหลือประเทศชาติในภายภาคหน้า”
แน่นอนย่อมไม่มีพ่อแม่คนไหนสั่งสอนลูกของตนให้เล่าเรียนเพื่อถวายชีวิตรับใช้ชาติเป็นแน่
ทั้งนี้ก็เพราะความรักที่มีต่อลูก จึงอยากให้ลูกสบายในอนาคต
เมื่อความเห็นแก่ตัวเป็นที่นิยมมากขึ้นในสังคมแห่งการแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่น
การเอารัดเอาเปรียบ ก็เริ่มเป็นที่นิยมรองลงมา
การกระทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงว่าผู้อื่นรู้สึกเช่นไรแพร่หลายในเวลารวดเร็ว
จนในที่สุดก็กลายเป็นอีกวัฒนธรรมแฝงที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดในสังคมปัจจุบัน
น่าเศร้าที่ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ แต่จากสถิติ การฆาตกรรม การค้ายาเสพติด
การค้าบริการทางเพศ การโกงคอรัปชั่น ฯลฯ ประเทศถือได้ว่าติด 1 ใน 10
ที่มีสิ่งเลวร้ายเหล่านี้มากที่สุดในโลก เมื่อรู้เช่นนี้จึงเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า
เพราะอะไรประเทศที่ได้ชื่อว่าเมืองพุทธเช่นนี้
กลับกลายมาเป็นเมืองที่มีแต่ความชั่วครองเมือง ผู้มีอิทธิผลอยู่เหนือกฎหมาย
สังคมที่มาเฟียเป็นใหญ่ แล้วมาเฟียคือใคร มาเฟียก็คือนายทุนทั้งหลาย แล้วนายทุนคือใคร
นายทุนก็คือนักการเมือง
แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ประเทศไทยถึงจะหลุดพ้นออกมาจากเหล่ามารที่กำลังกัดกินบ้านเมืองอย่างเมามัน
ผู้คนวันๆเอาแต่คิดเรื่องของตนเอง วันๆเอาแต่คิดจะหาผลประโยชน์ใส่ตัว
คำว่า "defilement" แปลจากคำว่า "กิเลส" ในภาษาบาลี
กิเลสเป็นธรรมที่เศร้าหมองไม่บริสุทธิ์ เมื่อรู้จักกิเลสของเราเองมากขึ้น
ก็จะเห็นความน่ารังเกียจของกิเลสและความทุกข์ที่เกิดจากกิเลส
จะเห็นโทษภัยของกิเลสและจะรู้ว่ากิเลสนั้นหนาแน่น เหนียวแน่นและละคลายได้ยากเพียงใด
แต่ในบางครั้งบางคน แม้จะรู้ดีว่ากิเลสนั้นคืออะไรและเป็นเช่นไร
แต่กลับกระโจนเข้าหามัน.....................
ชีวิตของเราเต็มไปด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ
บางคนก็ไม่เห็นว่าความทุกข์จะลดน้อยลงเมื่อกิเลสลดคลายลง เรามีความมุ่งหวังในชีวิตต่างๆ
กัน เราปรารถนาความสุขกันทุกคน
แต่ต่างก็มีทัศนะในเรื่องความสุขและทางที่จะได้รับความสุขต่างกัน

ในสังคมทุกวันนี้มีไม่น้อยที่คิดว่าสิ่งที่มุ่งหวังที่สุดในชีวิตนั้น
เป็นการเพลิดเพลินไปในอารมณ์ที่ปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กายหรือ ? หรือว่าทรัพย์สมบัติ
ความสุขสำราญทางกาย ญาติพี่น้อง และมิตรสหาย ? เราลืมว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ยั่งยืน
ลืมว่าทันทีที่เกิดมานั้นก็แก่พอที่จะตายได้แล้ว
การยึดมั่น ถือมั่น การมีศรัทธานั้นก็ถือว่าดีก็ดี แต่ถือว่าไม่ดีก็ไม่ดี
การยึดติดกับอะไรมากเกินจะเกิดซึ่งความหลง
โดยความหลงเหล่านั้นนี่เองเป็นชนวนที่ทำให้เกิดซึ่งสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน
อย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือสงครามครูเสด (สงครามศาสนา)
ซึ่งเป็นสงครามซึ่งเกิดจากความเห็นไม่ตรงในเรื่องของศาสนา
ซึ่งแท้จริงแล้วศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี
ย่อมไม่ศาสนาใดๆที่สอนให้คนเอาเปรียบสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
แต่การทำสงครามโดยมีเหตุมาจากศาสนานั้นไม่สมควรเลยจริงๆ
ว่ากันว่าถ้าให้นิยามชีวิตนั้นจากคนร้อยคน ก็จะได้นิยามชีวิตร้อยนิยาม
ทำไมคนเราถึงได้ให้ความหมายกับชีวิตมากมายขนาดนั้น?
โดยส่วนตัวผู้เขียนให้นิยามกับคำว่าชีวิตว่า ชีวิตคือการเกิดมาสักประมาณ 70
ปีแล้วก็ตายมันก็เท่านั้น
ถ้าคิดเช่นนี้ก็ดูเหมือนว่าชีวิตก็ออกจะดูไร้ความหมายไปสักหน่อย
ก็เลยเติมลงไปตรงกลายว่า ชีวิตคือเริ่มจากเกิด แล้วจบที่ตาย
แต่สิ่งสำคัญคือเราจะเอาอะไรมาใส่ระหว่างตอนเริ่มกับตอนจบ อืม...ค่อยดูดีหน่อย
จะให้เปรียบชัดเจนยิ่งขึ้น ชีวิตก็เหมือนกับสมุด เกิดคือปกหน้า ตายคือปกหลัง
แล้วแต่เราว่าจะเติมอะไรเขียนอะไรไปในสมุด ถ้าหากสมุดเล่มมีคุณค่า
สมุดพลันจะกลายเป็นหนังสือและจะกลายเป็นหนังสือที่มีคุณค่าต่อไปให้ชนรุ่นหลังในทันที
ชีวิตก็ทำนองเดียวกัน
บางคนก็อยากอยู่เป็นอมตะ แน่นอนหากใครมาได้ยินว่าอยากเป็นอมตะย่อมขำเป็นธรรมดา
แต่ถ้าสมมุติว่า มีวิธีที่จะทำให้มนุษย์กลายเป็นอมตะจริงๆล่ะ?
จากเรื่องตลกในตอนแรกจะกลายมาเป็นเรื่องเครียดในทันที
ยังมีคนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถปลงซึ่งสังขารของตนเอง ยังคงเสน่หาสิ่งที่เป็นตนเอง
ของๆตนเอง ยังทำใจไม่ได้ว่าสักวันหนึ่งก็ต้องสูญเสีย
ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำทันสมัยนี้ ก็สามารถทำให้ผู้คนกลายเป็นอมตะได้จริงๆ
ตัวผู้เขียนเคยไปรับข่าวโคมลอยมาว่า
ต่างประเทศมีการค้าขายอวัยวะเพื่อผ่าตัดเปลี่ยนกับอวัยวะที่เสียของตนเอง
ฟังๆดูก็เป็นเรื่องธรรมดาที่มีการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ แต่ที่น่าตกใจตรงที่ว่า
มีการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะไม่ใช่เฉพาะแขนขาแบบคนพิการ มันยังรวมไปถึง
อวัยวะภายในต่างๆเช่นหัวใจ ตับ ไต ไส้ ฯลฯ ที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิมคือ
อวัยวะที่นำมาขายไม่ได้มาจากคนตายที่บริจาคเอาไว้ให้แก่โรงพยาบาล
แต่ได้มาจากคนเป็นที่ถูกทำให้ตาย
เชื่อได้เลยว่าในอนาคตอันใกล้ไม่ยังไงกรณีการซื้อขายเปลี่ยนถ่ายอวัยวะก็ต้องเกิดขึ้น
เมื่อนั้นยุคมิสัญญีก็จะเริ่มต้นด้วยความโกลาหลวุ่นวายที่ทุกๆคนต่างระแวงซึ่งกันและกัน
ชีวิตนั้นมีทั้งทุกข์และสุข แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็คล้ายกับสายน้ำ
สายน้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำเสมอ
สายน้ำที่ไหลบไปแล้วไม่ว่ายังไงมันก็ไม่มีวันที่จะไหลย้อนกลับ
ชีวิตหนึ่งแสนสั้นนักเมื่อรู้เช่นนี้ก็สมควรใช้ชีวิตที่แสนสั้นนี้ให้คุ้มค่าและก่อเกิดประโยชน์ศุงสุด
วัวควายตายไปมันยังเหลือเขาหนังให้เป็นประโยชน์
หมูเป็ดไก่ปล่าตายไปมันยังเป็นประโยชน์สามารถนำมาทำเป็นอาหารเลี้ยงผู้คนได้
แต่มนุษย์ล่ะ เมื่อตายไปจะเหลืออะไรเอาไส้ นอกจากสิ่งที่ทำเอาไว้เมื่อยังมีชีวิต
เพียงแต่สิ่งที่ทำเอาไว้นั้นมันจะดีหรือชั่วก็เท่านั้น

เขียนขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
ยังมีงานเขียนในทำนองนี้และมีนิยายที่ผมแต่งไว้อีก 1 เรื่องซึ่งปัจจุบันแต่งถึงตอนที่
51 แล้ว


หากสนใจติดต่อมาทางอีเมลล์ผมนะครับ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com