Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

สิตางศุ์
นวนิยายอิงธรรมะ ประพันธ์โดย สัตตบงกช

พระจันทร์ของพ่อ

          กลิ่นธูปและควันเทียนที่อบอวลอยู่ภายในห้องเล็กๆ … ยังผลให้หญิงสาวหน้าตาสะสวย รูปร่างบอบบางที่นั่งหน้าโต๊ะหมู่บูชานั้นรู้สึกดีขึ้น ความอึดอัดที่เกิดจากความเจ็บปวดรวดร้าวในกระดูกอันเป็นโรคร้ายประจำตัวที่เธอคอยผลัดวัน เพื่อรอความพร้อมในการผ่าตัดนั้น ดูจะทวีคูณขึ้นเมื่อเธอต้องนั่งทำงานตลอดทั้งวัน แต่บัดนี้เธอรู้สึกว่ามันค่อยๆ ผ่อนคลายลงไปด้วยบรรยากาศที่แวดล้อม ความเย็นภายในห้องก่อให้เกิดความสบายกาย ปลอดโปร่งใจมากขึ้นกว่าเดิม …ร่างที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยนั้น อยู่ในเครื่องแต่งกายที่ดูน่าจะไปงานนอกบ้าน มากกว่าที่จะมานั่งสวดมนต์อยู่ในห้องพระ แต่ดูเสมือนว่าเธอจงใจที่จะแต่งตัวให้ดีที่สุด สวยงามที่สุด เพราะเธอคิดอยู่เสมอว่า นี่ ! คืองานประเสริฐ …เป็นงานที่สำคัญของชีวิต เพราะเป็นงานที่ทำให้เธอรู้สึกว่า เธอกำลังจะเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการเข้าเฝ้าเพื่อที่จะได้สดับรับฟัง และทำความเข้าใจ เพื่อการเข้าถึงพระสัทธรรม….

เพราะว่าเวลานั้น
….เป็นเวลาที่เธอได้อยู่ตามลำพังเพียงคนเดียว

….เป็นเวลาที่เธอจะสามารถสร้างความสะอาด ความสงบ และความสว่างให้กับจิตใจของตนเอง
….เป็นเวลาที่เธอสามารถนำคำสอนของพระตถาคตเจ้ากลับมาทบทวน เพื่อสำรวจตนเอง ได้

และที่สำคัญ การโต้ตอบธรรมะเพื่อวิเคราะห์ชีวิตของตนเองนั้น นับเป็นการเข้าใจพระสัทธรรมอย่างแท้จริง เพราะแม้พระพุทธชินสีห์ศากยมุนีเองก็ยังทรงมีพระพุทธดำรัสว่า

“ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทาง แต่การเดินทางนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเธอทั้งหลาย”

เธอนั่งระลึกถึงงานที่ได้ทำมาแล้วในวันนี้ นับตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นมาตอนเช้ามืด จวบจนจรดเย็น เธอได้ทำอะไรมาบ้าง รายรับ – รายจ่าย ของกุศล และอกุศล ซึ่งเมื่อถึงเวลาปิดงบดุลของ “บัญชีชีวิต” ในแต่ละวัน เธอจะได้กำไร หรือขาดทุน ….และวันนี้ เธอได้กำไรกุศลอีกเช่นเคย

สวดมนต์เสร็จ เธอหันไปมองรูปพระที่วางอยู่ข้างโต๊ะหมู่บูชา ดูเหมือนภาพนั้น “หลวงพ่อ” ผู้เป็นบิดาได้ทอประกายสายตาอันอ่อนโยนมายังเธอ ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะระลึกนึกถึงภาพในอดีต …โดยเฉพาะคำพูดของพ่อที่เคยบอกเธอตั้งแต่เริ่มจำความได้ว่า

“สิตางศุ์… ลูกรู้ไหม ทำไมพ่อจึงตั้งชื่อนี้ให้กับลูก”

เด็กน้อยส่ายหน้าจนผมเปียสั่น

“เพราะเมื่อพ่อมีลูก พ่อจึงได้รับแสงสว่างของชีวิต เป็นแสงสว่างที่ให้ความเย็น ไม่ใช่ความร้อน ลูกรู้ไหมว่าอะไรให้ความสว่างที่เย็น…”

“จันทร์เจ้าขา …”
“ใช่แล้วลูก…พระจันทร์

 

…สิตางศุ์ แปลว่า พระจันทร์ ลูกเป็นพระจันทร์ ที่ให้แสงสว่าง ทำให้พ่อได้รู้จัก ได้เห็นเห็นความจริงของชีวิต…”
“ลูกต้องจำไว้นะลูก ลูกคือพระจันทร์ และลูกจะต้องเป็นพระจันทร์ข้างขึ้น เป็นพระจันทร์เต็มดวงอย่างที่ลูกเห็น พระจันทร์ต้องมีหน้าที่ให้แสงสว่าง ลูกจะต้องมีหน้าที่ให้แสงสว่างแก่ผู้คน ให้เขาเหล่านั้นได้พบกับความจริงจากพระอภิธรรมให้ได้…”

…ตอนนั้น จำได้ว่า เธอนั่งอยู่บนตักของพ่อ ที่ชี้ชวนให้เธอดูพระจันทร์เต็มดวง เธอก็ได้แต่โบกไม้โบกมือมือให้กับพระจันทร์แสนสวยดวงนั้นไปตามประสาเด็ก พร้อมร้องว่า

“จันทร์เจ้าขา ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง ใส่มือน้องข้า ขอช้างขอม้า ให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั่งให้น้องข้านอน ขอละครให้น้องข้าดู …..” ตอนนั้นเธอไม่เคยรู้เลยว่า หน้าที่ที่พ่อพูดคืออะไร …พระอภิธรรม หมายถึงอะไร

เพราะตอนนั้นเธอยังเด็กเกินไป แต่ตอนนี้เธอรู้ เธอซึ้งแก่ใจในฐานะที่เป็นลูกสาวของพ่อ พ่อผู้เป็นประทีปดวงเอก แห่งวงการพระอภิธรรม เธอมองรูปของพ่อนิ่งและนาน พร้อมบอกกับใจตนเองว่า

“สิตางศุ์… เธอต้องอดทน เธอยังทำหน้าที่ที่พ่อมอบหมายไม่เสร็จ พ่อบอกแล้วว่า ยัง…ยังไม่พอ เธอต้องทำ ต้องเป็นผู้ให้ต่อไปจนกว่าจะไม่มีชีวิต ! ” แต่กับรูปของพ่อ เธอได้แต่พูดว่า

“พ่อจ๋า… วันนี้ลูกได้ทำในสิ่งที่พ่อต้องการแล้วนะคะ แล้วลูกก็จะทำต่อไปอีกค่ะ พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ” แล้วเธอก็เริ่มหลับตาลง พร้อมกับประณมมือขึ้น เมื่อจิตใจเริ่มสงบ เธอจึงเพิ่มพลังแห่ง “อิทธิบาท ๔“ ให้กับตนเอง

“ ข้าพเจ้าขอน้อมบูชาพระธรรมอันสูงส่ง ที่ช่วยหล่อหลอมจิตใจของข้าพเจ้าให้เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทิตา จนสามารถนำพาชีวิตกระทำความดีมาได้ถึงวินาทีนี้ ขออำนาจแห่งการกระทำกุศลจงช่วยอุดหนุนส่งเสริมให้ข้าพเจ้ามีความมั่นคงในการกระทำได้เช่นนี้ตลอดไป เพราะเป้าหมายของข้าพเจ้านั้นมี

“ฉันทะ” คือความพอใจ …พอใจที่จะใช้ชีวิตเพื่อช่วยงานพ่อ คืองานพระพุทธศาสนา

“วิริยะ” คือความเพียร ….หมายถึงเพียรละ เพียรระวัง ซึ่งกิเลสของตนเอง และเพียรสร้าง เพียรรักษา ซึ่งมหากุศลทั้งหลาย อันจะเป็นประโยชน์แก่เขาทั้งหลายเหล่านั้น

“จิตตะ” คือความตั้งมั่น….ตั้งมั่นที่จะฝ่าฟันอุปสรรคอันเป็นวิบากนานาประการ เพื่อจะรักษาและปกป้องพระพุทธศาสนาให้ได้

“วิมังสา” คือปัญญา ….เป็นปัญญาที่สามารถรู้เท่าทันในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตามสภาวธรรม เพื่อที่จะได้นำความรู้ และความเข้าใจนั้น ไปให้ความสว่างแก่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย

ขออำนาจแห่งอิทธิบาทนี้ จงทำให้ข้าพเจ้าสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่องานอันเป็นเป้าหมายของข้าพเจ้าด้วยเทอญ” จากนั้นเธอจึงทำความรู้สึกตัวเพื่อเข้าสู่สมาธิ โดยอาศัย “อานาปานสติ”

..ในช่วงแรกของการกระทำนั้น เธอพยายามที่จะสูดลมหายใจเข้ายาว ทำความรู้สึกตัวตามลมที่เข้า พร้อมระลึกว่าได้นำเอาอากาศดี(กุศล)เข้าสู่ร่างกาย เมื่อสิ้นสุดลมหายใจเข้า เธอได้กลั้นใจไว้ชั่วครู่ เสมือนกับว่ากำลังนำของดีไปชะล้างของเสียให้หลุดออกไปพร้อมกับที่ผ่อนลมหายใจออกยาว …วิธีการเช่นนี้เป็นเสมือนเทคนิคที่จะทำให้จิตใจของเราสะอาด ปราศจากนิวรณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อจิตใจสะอาดแล้ว ความสงบย่อมเริ่มปรากฏ พร้อมๆ กับลมหายใจเข้าออกที่เป็นปกติสม่ำเสมอ และในที่สุดค่อยๆ แผ่วลงๆ จนดูเหมือนไม่ได้หายใจเลย สมถกรรมฐาน หรือการทำ “สมาธิ” ที่ได้รับการฝึกปรือมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเธอได้กระทำอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอมาโดยตลอด จนทำให้เกิดเป็นความชำนาญ …ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าจิตของเธอย่อมมีความพิเศษเหนือกว่าคนอื่นๆ …

ภาพของหญิง ๒ คนที่มือถือดอกไม้เดินตามกันมานั้น คนหนึ่งเป็นสาวสะพรั่ง ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นดูจะเป็นสาวแรกรุ่น ทั้งสองเดินมุ่งตรงไปสู่มหาวิหารอย่างรีบร้อน เพราะพยายามที่จะตามให้ทันบุรุษที่เดินนำอยู่ข้างหน้า

“…เร่งฝีเท้าหน่อย มิฉะนั้นเราจะไปไม่ทัน” ท่านอำมาตย์หันมากำชับหญิงสาวทั้งสอง

เธอทั้งสองรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น จนในที่สุดก็ได้มีโอกาสเข้าไปในสถานที่ที่เป็นจุดหมาย แม้นว่ายังไม่ถึงเวลาแสดงธรรม แต่ผู้คนที่มีความเลื่อมใสในพระปทุมุตตระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็พร้อมใจกันมานั่งรอกันอยู่อย่างหนาแน่น

หญิงสาวแรกรุ่นนั้นเป็นญาติผู้น้องของบุตรสาวอำมาตย์ ซึ่งเธอเพิ่งจะมีโอกาสเข้ามาฟังธรรมในวันนั้นเป็นวันแรก ในขณะที่ญาติผู้พี่ของเธอนั้นติดตามบิดาไปฟังธรรมจากพระพุทธองค์เป็นประจำ และนางมีความเลื่อมใสในพระตถาคตเจ้าเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้มีโอกาสพบปะกัน นางมีแต่เล่าเรื่องธรรมะที่ได้รับฟังมา ซึ่งมีผลให้ญาติผู้น้องเกิดความสนใจจึงขอติดตามมาด้วยในวันนั้น

นับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันนั้นหลังจากที่ทรงแสดงธรรมจบแล้ว พระปทุมุตตระเจ้าทรงแต่งตั้งภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านรัตตัญญู (หมายถึงผู้รู้ราตรีนาน คือเป็นผู้มีประสบการณ์มาก เป็นผู้ออกบวชก่อนใครๆ) …ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเกิดความปีติใจแซ่ซ้องสาธุการ หญิงสาวผู้พี่ได้หันมาบอกน้องสาวว่า นางมีจิตปรารถนาที่จะเป็นเช่นภิกษุณีรูปนั้นบ้าง

วันนั้นหญิงสาวที่เป็นญาติผู้น้องได้แต่นั่งจดจ้องอยู่กับพระจริยาวัตรอันงามสง่าของพระพุทธองค์ ชื่นชมกับพระสุรเสียงที่ก้องกังวานออกมาเป็นกระแสธรรม ทำให้นึกไปว่า เหมาะสมแล้วที่ญาติผู้พี่ของเราเลื่อมใสเป็นนักหนา ยิ่งเมื่อได้มองมาที่สาธุชนที่กำลังสดับรับฟัง ทุกคนต่างมีสีหน้าอิ่มเอิบ ทำให้นางเกิดความสุขใจกับภาพที่ได้เห็นเป็นยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ได้ยินเสียงที่เปล่งก้องมหาวิหารว่า

… สาธุ สาธุ สาธุ

ยิ่งทำให้นางรู้สึกขนลุกซู่ทั้งตัว บังเกิดความปีติ ปราโมทย์ใจ อย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิต แม้กลับมาบ้านแล้ว เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด หญิงสาวผู้เป็นญาติผู้น้องก็ไม่เคยลืมความรู้สึกนั้นเลย…. โดยเฉพาะภาพ และน้ำเสียงที่กังวานของพระพุทธองค์ในวันนั้น ยังตามติดอยู่ในใจของนางอย่างไม่รู้ลืม

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านมหาอำมาตย์ได้ไปทูลนิมนต์ให้พระพุทธองค์ ไปเสวยพระกระยาหารที่คฤหาสน์ของท่าน ตามคำรบเร้าของธิดา โดยงานครั้งนี้มีลูกสาวของท่านมหาอำมาตย์เป็นแม่งาน และญาติพี่น้องทุกคนต่างก็กุลีกุจอมาช่วยกัน ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่างานครั้งนี้ญาติผู้น้องของนางก็ตื่นเต้น และดีใจในการที่จะได้พบกับพระสุคตเจ้าอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากที่ได้ทำมหาทานแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกเป็นเวลา ๗ วันแล้ว ในวันสุดท้าย หญิงสาวก็ได้เห็นภาพอันน่าประทับใจ นั่นคือ.. ญาติผู้พี่ของเธอได้หมอบกราบ ณ เบื้องพระบาท พร้อมตั้งจิตปรารถนาเบื้องหน้าพระสัพพัญญูปทุมุตตระพุทธเจ้า ด้วยพระญาณกำหนดรู้อนาคต ทรงทราบว่าความปรารถนาของนางจักสำเร็จ พระองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า

“นับจากนี้ไปอีกหนึ่งแสนกัปป์ พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวิกาของพระองค์ หลังจากบรรลุอรหัตตผลแล้ว พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งเธอไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านรัตตัญญู”

ครั้นได้ฟังพุทธพยากรณ์แล้ว นางก็เกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นกำลังใจให้นางมีความตั้งมั่นในการที่จะถวายทาน รักษาศีล และทำบุญต่างๆ ตลอดชีวิต ขณะที่พระปทุมุตตระพุทธเจ้าเดินผ่านมาที่ญาติผู้น้องนั้น พระองค์ทรงหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้า แววพระเนตรอันเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณได้มองตรงมายังหญิงสาวอย่างแน่วแน่ พร้อมตรัสว่า

“สิ่งใดที่ประทับอยู่ในใจเธอ …เราตถาคตขอให้เธอจงมีในสิ่งนั้น เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่ชนทั้งหลาย”

เป๊ก…เป๊ก

เสียงที่ดังขึ้น ..พร้อมกับความร้อนที่เกิดขึ้นที่ฝ่ามือ ทำให้ความรู้สึกของสิตางศุ์กลับมาสู่ลมหายใจอีกครั้งหนึ่ง ลมหายใจเข้าออกที่ดูจะค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น ๆ ..และแล้วเมื่อเธอลืมตาขึ้น ก็พบว่าขณะนั้นเปลวเทียนกำลังริบหรี่ และดับลงพอดีในน้ำตาเทียนเบื้องหน้านั้น น่าแปลก ! ไขเทียนก้อนเล็กๆ ที่ยังร้อนอยู่ มีขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ กลับวางอยู่บนฝ่ามือของเธอ เธอจับมันขึ้นมามองพร้อมบอกตนเองว่า นี่คือที่มาของเสียงที่ปลุกเธอออกจากสมาธินั่นเอง เมื่อเธอมองไปที่พระพุทธรูป พลันก็เกิดเสียงก้องขึ้นในใจว่า

“…ขอให้เธอจงมีในสิ่งนั้น เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่ชนทั้งหลาย”

ดูเหมือนเสียงนี้ เธอจะได้ยินจากภายในบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้จะหลับ โดยที่เธอเองก็ไม่รู้เลยว่า คำพูดประโยคนี้ เธอเคยได้ยินที่ไหน แต่มีความรู้สึกคุ้นเคยกับคำพูดนี้เป็นอย่างดี เมื่อมองดูนาฬิกา พบว่าคงจะมีเวลาให้เธอได้พักผ่อนประมาณ ๒ ชั่วโมง ก่อนที่จะลุกขึ้นทำหน้าที่ต่อไป ก่อนนอนในคืนนั้น สิตางศุ์ได้ตั้งจิตอธิษฐาน ขอตื่นขึ้นมาเพื่อทำงานให้บิดาต่อไป ด้วยการทำตนเองให้เป็นเสมือนพระจันทร์ ….เพื่อให้ความสว่าง แก่ผู้คนที่ยังต้องตกอยู่ในความมืดของโมหะและเพื่อให้ความร่มเย็น แก่ผู้ที่กำลังตกอยู่ในความรุ่มร้อนของโลภะ และโทสะ เธอบอกตนเองอีกครั้งอย่างมั่นใจว่า เธอจะต้องเป็นพระจันทร์…ตามที่พ่อต้องการให้ได้ !

>>> หน้าถัดไป     คำปรารภ <<<

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com