Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

สิตางศุ์
นวนิยายอิงธรรมะ ประพันธ์โดย สัตตบงกช

ตามต่อรอยทาง สร้างสานรอยธรรม (2)

            แม้มโนภาพที่ปรากฏขึ้นในตอนแรกจะดูลางเลือนเสมือนมีหมอกควันมาปกคลุมอยู่ก็ตาม แต่เพียงชั่วครู่ก็มีการปรากฏขึ้นของดาว ๕ ดวง ส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับ ณ ที่ต่างๆ กัน ครั้นเมื่อดาวแต่ละดวงเริ่มทอแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นจนทำให้บริเวณนั้นเกิดความสว่างไสว ยังผลให้หมอกควันที่ครอบคลุมอยู่นั้นค่อยๆ จางหายไป และแล้วภาพต่างๆ ในบริเวณนั้นจึงปรากฏขึ้นให้เห็นเป็นลางๆ ดูคล้ายเป็นภาพเงาที่กระเพื่อมอยู่ในแม่น้ำ สิตางศุ์เฝ้ามองจนอาการไหวของผิวน้ำค่อยๆ ลดลง จนสงบนิ่งดูใสราวกระจกเงาที่สามารถสะท้อนภาพให้เธอได้เห็นอย่างชัดเจน
            ณ บริเวณราวป่าริมแม่น้ำนั้น ต้นโพธิพฤกษ์ที่แตกกิ่งก้านสาขาดูโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มเย็น มีเสียงจั๊กจั่นเรไรที่ร้องระงมดุจประโคมเป็นเสียงดนตรี และทันทีที่พระมหาบุรุษผู้เปี่ยมพร้อมแล้วซึ่งพระบารมีเยื้องย่างเข้าสู่บริเวณนั้น เสียงต่างๆ ก็เริ่มเบาลงๆ และเงียบไปในที่สุดเมื่อพระองค์ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างดูสงบนิ่ง ไม่ไหวติงแม้แต่ใบไม้ ทั้งๆ ที่สายลมยังโชยพัดอยู่ตลอดเวลา

              ขณะนี้พระองค์ทรงประทับนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนรัตนบัลลังค์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะเพียงฟ่อนฟาง ๘ กำ ที่ถูกนำมาวางซ้อนกันเท่านั้น แต่เมื่อเจ้าชายจอมบุรุษก้าวขึ้นประทับ เส้นฟางเหล่านั้นต่างก็เปล่งสีสดใสสวยดั่งใยแก้ว ดุจประกาศให้รู้ว่าบัลลังค์แห่งนี้มีไว้เพื่อรองรับพระผู้ที่จะบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณโดยเฉพาะเท่านั้น
              พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว รอบๆ บริเวณนั้นเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยแสงจันทร์ที่นวลสว่าง ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจน สิตางศุ์จับจ้องมองตรงไปที่จอมบุรุษปราชญ์เมธีที่ยังคงประทับนิ่งไม่ไหวติงเช่นเดิมอย่างไม่วางตา แล้วแล้วสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาให้เห็นนั้นสร้างความตื่นตะลึงให้กับเธอเป็นอย่างยิ่ง
              แสงสีทอง เริ่มปรากฏระเรื่อรอบๆ พระวรกาย จากนั้นก็แผ่ขยายออกเป็นสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง …แยกออกเป็นรัศมี ที่มีสีอยู่ ๗ ชั้น จนดูเสมือนสีของรุ้งกินน้ำที่ส่องประกายระยิบระยับหมุนเป็นวงกลมอยู่เบื้องหลังพระองค์ จากนั้นสีต่างๆเริ่มซึมแทรกเข้าสู่กัน ทำให้สีสันค่อยๆ จางลง จนในที่สุดกลายมาเป็นเป็นสีเนื้อนวลใส ซึ่งค่อยๆ เคลื่อนตัวกลับมาห่อหุ้มผิวะกายของเจ้าชายดุจเดิม ดูๆ ไปประหนึ่งว่าพระองค์ทรงเปล่งพระรัศมี ออกมากระนั้น
              และแล้วแสงสีนวลนั้นดูจะเข้มขึ้นด้วยประกายแสงสีต่างๆ จากดวงดาวที่ปรากฏขึ้น จากประกายสีม่วงส่องแสงระยิบระยับอยู่ครู่หนึ่ง ก็เป็นกลายมาเป็นสีคราม ถัดมาจึงเป็นสีน้ำเงิน ….เรื่อยๆ ไปจนเป็นสีเงิน และสีทอง
              เพราะสีต่างๆ ที่ทอประกายเป็นรัศมีจากพระองค์ ซึ่งมีถึง ๙ สีนี่เอง ทำให้จิตใจของสิตางศุ์เกิดความรู้ขึ้นมาว่า ขณะนี้พระองค์ทรงบรรลุปฐมฌาน เข้าสู่ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตฌาน…ซึ่งเป็นส่วนของรูปสมาบัติตามลำดับ จนถึงอรูปสมาบัติ ๔ ได้อย่างสมบูรณ์ด้วยแสงสีทองที่ส่องประกายให้เห็นเป็นลำดับสุดท้าย
            ขณะนั้นนั่นเอง แสงสีทองที่ระเรื่ออยู่ที่ผิวะกายก็แผ่กระจายพุ่งออกจากพระองค์ในแนวรัศมีที่เท่าๆ กัน ทำให้ดูประดุจพระองค์ทรงประทับอยู่ในครอบแก้วใสทรงกลมที่มีประกายสีทองเคลือบไว้ และแล้วในเวลาต่อมาบรรยากาศที่อยู่ภายในครอบแก้วนั้นเริ่มมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น คล้ายมีสายลมที่พัดพาเอาละอองกากเพชรสีต่างๆผ่านพริ้วไปมา
               แล้วอากาศเริ่มหมุนวน จนทำให้สีของกากเพชรที่มีอยู่นั้นเริ่มแปรเปลี่ยนไป จากสีม่วง ก็เริ่มมีสีครามเข้ามาเจือปน แล้วค่อยๆหมุนวนไปยังเบื้องหลัง สีทั้งสองที่ผสมปนเปกันนั้นเริ่มหมุนตัวเร็วขึ้นๆ ทำให้มองดูคล้ายถูกพัดพาให้ไกลออกไป ไกลออกไป ๆ อย่างหาที่สิ้นสุดมิได้
             ด้วยการหมุนวนของสีนี่เอง …ที่ทำให้สิตางศุ์บอกตนเองว่า ขณะนี้พระองค์ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณแล้ว ทรงสามารถระลึกไปถึงอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้
             และแล้วสายลมเริ่มสงบนิ่ง สีทั้งสองก็เริ่มคละเคล้าผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ประดุจมีพู่กันมาระบายป้ายบนผืนผ้าจนเป็นสีน้ำเงินของท้องฟ้าที่สว่างจ้าด้วยแสงของดวงดาวที่ทอประกายด้วยสีเหลือง ยิ่งสีเหลืองของดวงดาวปรากฏชัดมากขึ้นเพียงใดก็ยิ่งทำให้ท้องฟ้านั้นแปรเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวที่เย็นตามากขึ้น …การกระพริบของดวงดาวที่ปรากฏขึ้นหลายๆ ดวงนี่เองที่ส่งสัญญาณให้เธอรู้ว่า บัดนี้พระองค์ได้ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ มีความสามารถหยั่งรู้การเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายได้หมดสิ้น
              ต่อจากนั้นท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนไปเพราะแสงสุรีย์ที่เริ่มสาดส่องในยามเช้า จากสีเหลืองเรื่อๆ เริ่มเจือด้วยสีแสด ดวงดาวทั้งหมดไม่ปรากฏให้เห็นแล้วในเวลานั้น คงเหลือไว้แต่เพียงความชุ่มชื้นของละอองของหยาดน้ำค้างที่พร่างพรมประปรายอยู่ตามใบไม้ใบหญ้าไปทั่วบริเวณ
             พลันสายตาสิตางศุ์ต้องสะดุดตาเข้ากับกิ่งก้านโพธิ์ที่ทอดลงมาอยู่ใกล้พระมหาบุรุษ เพราะแทบทุกใบชุ่มฉ่ำไปด้วยละอองของไอน้ำ ปลายเส้นใบที่เรียวแหลมนั้นปรากฏหยาดน้ำสีรุ้งที่เตรียมพร้อมจะร่วงหล่น ครั้นเมื่อแสงสีแสดเริ่มส่องจ้าขึ้น หยดน้ำนั้นก็ล่วงละลายหายไป แต่มีหยดใหม่มาปรากฏขึ้นแทน ขณะนั้นนั่นเองก็มีเสียงก้องขึ้นในใจของเธอว่า “ปฏิจจสมุปบาท”
            …อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา-มรณะ
               เสียงเหล่านี้เกิดพร้อมๆ กับหยาดน้ำแต่ละหยด …สิตางศุ์รู้สึกสะท้านไปกับความเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย และประหลาดใจกับความสว่างที่เหมือนจะเกิดขึ้นในใจของเธอขณะนั้น ….อาการเหล่านี้เป็นความแปลกใหม่ที่เธอไม่เคยประสบมาก่อนเลยในชีวิต
              …ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อไป ดูเหมือนสิ่งต่างๆ จะหลั่งไหลเข้าสู่ความนึกคิด โดยที่เธอไม่สามารถบังคับบัญชาได้เลย
              ทันที่ที่เกิดหยดน้ำหยดที่ ๑ ต่อด้วยหยดที่ ๒ และ ๓ ๔ ….ตามมานั้น ปรากฏเสียงก้องขึ้นมาในใจของสิตางศุ์ว่า
เพราะมี อวิชชา เป็นปัจจัย จึงเกิด สังขาร
เพราะมี สังขาร เป็นปัจจัย จึงเกิด วิญญาณ
เพราะมี วิญญาณ เป็นปัจจัย จึงเกิด นามรูป
เพราะมี นามรูป เป็นปัจจัย จึงเกิด อายยตนะ
เพราะมี อายยตนะ เป็นปัจจัย จึงเกิด ผัสสะ
เพราะมี ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงเกิด เวทนา
เพราะมี เวทนา เป็นปัจจัย จึงเกิด ตัณหา
เพราะมี ตัณหา เป็นปัจจัย จึงเกิด อุปาทาน
เพราะมี อุปาทาน เป็นปัจจัย จึงเกิด ภพ
เพราะมี ภพ เป็นปัจจัย จึงเกิด ชาติ
เพราะมี ชาติ เป็นปัจจัย …จึงเกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส
                  ไม่ว่าสิตางศุ์จะมองไปที่ใด ก็ล้วนเป็นไปเช่นเดียวกันหมด …แต่ผลที่ปรากฏแห่งความเข้าใจนั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะแต่ละใบที่สิตางศุ์จับจ้องมองไปนั้น ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน สีสันของหยาดน้ำที่ปรากฏบางใบทำให้เข้าใจไปถึงเหตุผลกับการเกี่ยวกันเนื่องระหว่างอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ และอนาคตชาติ ที่เกิดขึ้นจาก อดีตเหตุ ? ปัจจุบันผล, ปัจจุบันเหตุ ? อนาคตผล นั่นก็คือ

…..อวิชชา และสังขาร (ที่ทำให้เกิดตัณหา อุปาทาน และภพ ในชาติที่แล้ว)….เป็นอดีตเหตุ
…..วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ และเวทนา (ที่มีในชาตินี้)…..เป็นปัจจุบันผล
…..ตัณหา อุปาทาน ภพ (ที่เกิดจาก อวิชชา และสังขาร) ที่ปรากฏในชาตินี้ …เป็นปัจจุบันเหตุ ทำให้ต้องมี…
…..ชาติ (การเกิด คือต้องมีวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ และเวทนา) ชรา มรณะ ในชาติหน้า เป็นอนาคตผล
               ในขณะที่อรรถธรรมหลั่งไหลในความรู้สึกนั้น แสงสีรุ้งยังคงหมุนวนอยู่เบื้องหลัง ยิ่งตอกย้ำทำให้เข้าใจไปถึงวัฏฏะคาถาที่เกิดขึ้นในอนุโลมเทศนาขณะนั้น “กิเลสวัฏ กรรมวัฏ วิปากวัฏ “

……….อวิชชา ตัณหา อุปาทาน คือ กิเลสวัฏ
………สังขาร ภพ เป็น กัมมวัฏ
………วิญญาณ นามรูป อายตะ ผัสสะ เวทนา เป็น วิปากวัฏ
               หยาดน้ำในบางใบบอกให้เธอรู้ว่า..วัฏฏะที่หมุนวนนี้ย่อมเกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุ คือสมุทัย จึงเรียกความเป็นไปนี้ว่า สมุทยวาระ อันเป็นวาระของกระบวนการกำเนิดชีวิต หรือความทุกข์ ที่เป็นไปดังนี้คือ

อวิชชา สังขาร เป็นเหตุ คือ สมุทัย
วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็น ผล คือ ทุกข์ (ชีวิต)
ตัณหา อุปาทาน เป็น เหตุ คือ สมุทัย
ชาติ (การเกิด คือ วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา) ชรา-มรณะ เป็นผล คือ ทุกข์
                 มาถึงตอนนี้ สิตางศุ์รู้สึกว่ารอบๆ ตัวเธอมีความสว่างที่เกิดขึ้นจากประกายแสงของฟ้าแลบที่มีติดต่อกันอย่างยาวนาน เหตุการณ์ที่เธอได้ประจักษ์ในครั้งนี้ ทำให้เธอเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องของการเกิด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูช่างวิเศษสุด เพราะสามารถยืนยันให้เธอได้ตระหนักและเข้าใจได้ชัดถึงการเวียนว่ายตายเกิด ภาพต่างๆ ที่ได้ประสบนั้นยิ่งมาตอกย้ำความเข้าใจให้ฝังลึก และติดแน่นอยู่ในจิตใจของเธอโดยไม่ให้แคลนคลอนไปอีกได้เลย …
               ในขณะที่ความรู้สึกต่างๆ ประดังเข้ามาในความนึกคิดของสิตางศุ์นั้น เสมือนจะมีอำนาจบางสิ่งบางอย่างกดดันอยู่ภายในทำให้น้ำตาของเธอหลั่งไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ครู่ใหญ่ก็ปรากฏใบโพธิ์ใบหนึ่งที่ปรากฏโดดเด่นด้วยหยดน้ำที่มีสีสันสวยงามดั่งราวนพเก้าที่แพรวพราวอยู่บนใบ ….และเป็นความหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ เพราะในครั้งนี้ความรู้สึกของเธอที่เกิดขึ้นนั้นต่างกับที่ผ่านๆมา โดยสิ้นเชิง

             ความคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เธอไปรู้สึกชัดที่การสลายตัวของน้ำแต่ละหยด เพราะการสลายตัวของหยดแรกนั่นเอง จึงทำให้ หยดที่สองที่ตามมานั้นต้องสลายตัวตามไปด้วย และหยดต่อๆ ไปก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน ทำให้สิตางศุ์เกิดความเข้าใจใน นิโรธวาระ อันเป็น วิวัฏฏะคามินีที่เกิดจากพิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมนั่นเอง คือ

เพราะ อวิชชา ดับ สังขาร จึงดับตาม
เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับตาม
เพราะ วิญญาณ ดับ นารูป จึงดับตาม
เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะจึงดับตาม
เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะ จึงดับตาม
เพราะ ผัสสะ ดับ เวทนา จึงดับตาม
เพราะ เวทนา ดับ ตัณหา จึงดับตาม
เพราะ ตัณหา ดับ อุปาทาน จึงดับตาม
เพราะ อุปาทาน ดับ ภพ จึงดับตาม
เพราะ ภพ ดับ ภพ จึงดับตาม
เพราะ ชาติ ดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส จึงดับตาม
เพราะหมดปัจจัยให้เกิด…ความเกิดจึงหมดไป

 

              ทันใดนั่นเอง สิตางศุ์รู้สึกว่าแผ่นดินที่เธอยืนอยู่ในขณะนั้นเริ่มสั่นสะเทือน และทวีมากขึ้นๆ ตามลำดับ จนเธอไม่สามารถทรงกายอยู่ได้ แต่กระนั้นก็ตามเธอยังสู้อุตส่าห์ได้ยินเสียงเปล่งก้องกังวานที่ดังขึ้นมาในขณะนั้นว่า "นับแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหาตัวนายช่างผู้สร้างเรือน คือ ตัวตัณหา ตลอดชาติอันจะนับจะประมาณมิได้ ก็มิได้พานพบ

              ดูกรตัณหา นายช่างเรือนผู้สร้างภพชาติให้แก่เรา บัดนี้เราพบท่านแล้ว แต่นี้สืบไป ท่านจะทำเรือนให้ตถาคตอีกไม่ได้แล้ว กลอนเรือนเราก็รื้อออกแล้ว ช่อฟ้าเราก็ทำลายเสียแล้ว จิตของเราปราศจากสังขาร เครื่องปรุงแต่งให้เกิดในภพอื่นเสียแล้ว ได้ถึงความดับสูญสิ้นไปแห่งตัณหา อันหาส่วนเหลือโดยประการใดๆมิได้เลย…”

ตอนนั้นสิตางศุ์ล้มฟุบลงกับพื้น ในขณะที่เสียงสะเทือนที่ได้ยินอยู่นั้นค่อยๆ แผ่วลง ๆ พร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้งหนึ่ง เธอจึงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น น้ำตายังคงไหลพรากอยู่ตลอดเวลา สิตางศุ์หันไปมองรอบๆ ไม่มีใครหรือสิ่งใดปรากฏให้เธอได้เห็นเลย ในขณะที่บรรยากาศตอนนั้นดูขมุกขมัวไปด้วยหมอกควันจนทำให้เกิดความอึดอัด …ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวจู่โจมจนเธอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่เกิดขึ้นภายใน ในขณะที่จิตใจของเธอบอกกับตนเองว่า

“ใช่ เรามาคนเดียว เราต้องอยู่คนเดียว …คนเดียวที่เป็นปัจจุบันผล ก็เพราะอดีตเหตุที่เราสร้างขึ้นมาเอง และเราก็กำลังสร้างปัจจุบันเหตุใหม่ เหตุที่จะทำให้เราต้องไปรับอนาคตผลเพียงคนเดียว…อย่างไม่มีวันจบสิ้น”
ตอนนั้นไม่มีใครๆ อยู่ในห้วงแห่งความคิดคำนึง เธอระลึกถึงภาพอันน่ากลัวของวัฏฏะ…ภัยแห่งสังสารทุกข์ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน …สมุทยวาระ วัฏฏภัยที่ย่อมเกิดกับผู้ที่มีอวิชชาครอบงำ ดูเหมือนจะมีบางสิ่งบางอย่างจุดประกายให้เธอเกิดระลึกขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่เธอเพิ่งได้ประสบมาเมื่อครู่นั้น ก็ยังคงมีแสงสว่างที่ส่องให้เธอได้เห็นหนทางที่ปลอดภัย

….นิโรธวาระ วิวัฏฏกรรม ที่จะสามารถทำให้เธอจบสิ้นซึ่งความทุกข์
….เป็นการอวสานของชีวิตได้โดยสิ้นเชิง

ความทุกข์ที่ท่วมท้นอยู่ในขณะนั้น ทำให้สิตางศุ์ตัดสินใจว่า เธอต้องไป …ไปให้พ้นจากความทุกข์ที่ต้องประสบอยู่ให้ได้ เพราะขณะนี้ดูเสมือนเส้นทางที่เธอมองเห็นอยู่เบื้องหน้านั้นมีการเล็ดลอดของแสงสว่างเข้ามา และยังมีไอเย็นของความสงบส่งเข้ามากระทบให้เธอได้รู้สึก บ่งบอกให้รู้ว่าถ้าเธอเดินไป ณ จุดนั้น ชีวิตของเธอจะต้องพบกับความสุขและความสงบอย่างแน่นอน

เธอรวบรวมกำลังใจ เริ่มก้าวเดิน และรู้สึกใน “รูปเดิน” จากทุกอาการที่ก้าวย่าง อารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนาที่ เคยฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ทำให้พลังแห่งสติปัญญาเริ่มมีความแรงกล้ามากขึ้น พลัน “นามได้ยิน” ก็บังเกิด

“อาจารย์ครับ..”
“อาจารย์คะ”
“อาจารย์ขา ช่วยหนูด้วย”
เสียงที่ดังตามๆ มานั้น ยังความสับสนให้เกิดขึ้นในใจจนเธอรู้สึกชัด
“สิตางศุ์ …ลูกพ่อ คนเขากำลังคอยเราอยู่นะลูก”
เสียงสุดท้ายนี่เอง ที่หยุดการกำหนดรู้ในอารมณ์วิปัสสนาต่อไป เธอหันไปตามเสียงเรียก เห็นลูกศิษย์หลายๆ คนนั่งคอยเธออยู่

…เธอชะเง้อมองหาบุคคลที่เธอเฝ้ารออยู่ตลอดเวลา
“….พ่อจ๋า พ่ออยู่ไหน..”
“ สิตางศุ์ พ่อฝากงานที่พ่อรักไว้ด้วย อย่าลืมสัญญานะลูก ……สัญญาที่ลูกเคยบอกพ่อว่า จะตามต่อรอยทางของพ่อและอย่าลืมช่วยสืบสานงานพระอภิธรรมต่อจากพ่อด้วย…นะลูกนะ”
           เธอมองไปที่บรรดาศิษย์ ทุกคนต่างชะเง้อมองมายังเธอด้วยแววตาที่ส่อถึงความหวัง เพราะเขาเหล่านั้นความตั้งใจที่จะมาเรียนรู้เรื่องราวของ “ชีวิต”อย่างเต็มที่ เสียงของพ่อดังขึ้นในความคิดว่า

               “ท่านสาธุชนผู้ร่วมความทุกข์จากการต้องเวียนว่ายตายเกิดทั้งหลาย….ท่านมีความเข้าใจในชีวิตของท่านดีหรือยัง ว่าชีวิตนั้นคืออะไร ชีวิตเกิดมาได้ด้วยเหตุผลประการใด…..”
              พ่อผู้มีเมตตาธรรมของเธอ ต้องการให้ทุกๆ คนได้รู้จักเรื่องราวของชีวิตอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นจริงตามสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงค้นพบ
“ท่านสาชนผู้มีปัญญาทั้งหลาย ท่านมีความเห็นอย่างไร เรื่องอะไรที่สำคัญนั้นมีมากมาย แต่จะมีเรื่องอะไรที่สำคัญมากที่สุดยิ่งไปกว่าเรื่องของชีวิตได้หรือ….”
พ่อผู้ทรงความรู้และความสามารถของเธอ ได้ท้าทายเหล่านักวิชาการให้มาพิสูจน์ซึ่งความจริงในทางพระพุทธศาสนา…. ภาพและเสียงเหล่านั้นนั่นเองทำให้สิตางศุ์ต้องบอกกับตนเองว่า “นี่คือ เส้นทางที่เราเลือกแล้ว”
             หัวใจที่เต้นแรงจนรู้สึกได้ในขณะนั้น ทำให้สิตางศุ์ต้องถามตนเองว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นเธอฝันไปหรือไม่ ในเมื่อเธอคิดว่าเธอยังไม่ได้หลับ และเธอก็ยังรู้สึกตัวตื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ภาพเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นยังคงเด่นชัดในความรู้สึก ขณะนั้นเป็นเวลาตีสองกว่า เธอคิดว่าคงจะนอนต่อไปไม่ได้แล้ว จึงลุกไปนั่งหน้ารูปของพ่อในห้องพระด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ เพื่อช่วยให้เธอมั่นคงอยู่ในเจตนาอันสูงส่ง คือ…พร้อมที่จะละทิ้งซึ่งหนทางแห่งความสุข และยินยอมขลุกชีวิตอยู่กับความทุกข์ต่อไป และแล้วเสียงของพ่อที่บรรยายธรรมก็ดังก้องอยู่ในใจเธอว่า
“ท่านนักศึกษา …ขอได้โปรดพิจารณาด้วยดีเพื่อชีวิตของท่านเองว่า ทุกข์อะไรเล่าจะยิ่งใหญ่และร้ายแรงเท่ากับการที่ต้องเกิดอีก และเกิดอีกโดยไม่รู้จักจบสิ้นลงได้ มิหนำซ้ำการเกิดในแต่ละชาติก็ไม่ทราบว่าจะเกิดเป็นอะไร ในภพภูมิไหน จะเดือนร้อนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสประการใด….”
และครั้งหนึ่งเมื่อพ่อได้รับเชิญให้ไปปาฐกถาธรรม ท่านได้แสดงความรู้สึกออกมาว่า
“ท่านทั้งหลาย กระผมมีความปรารถนาดีอย่างสุดหัวใจ เพื่อจะให้ท่านที่ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดอย่างหนักแน่นมั่นคงได้เกิดความลังเลใจ เมื่อตอบคำถามไม่ได้ เพียงแค่ลังเลใจเท่านั้นก็เป็นมหากุศลเหลือหลาย เพราะเป็นการบั่นรอนเหมือนหลักที่ปักแน่นนั้นโยกคลอน …ด้วยการไม่เชื่อเรื่องการตายแล้วเกิดใหม่อย่างมั่นคงนั้นเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ชีวิต อย่างที่ไม่มีอันตรายจากอะไรๆจะมาเปรียบปานได้ กระผมได้มองเห็นอันตรายร้ายแรงอย่างที่สุดนี้กับผู้ที่มีความเห็นผิด ก็มีความเป็นห่วงแทนอย่างเหลือเกิน จึงได้พยายามทำทุกๆ อย่างเท่าที่จะทำได้ แม้จะเสี่ยงต่อความเสียหาย เพื่อหวังจะให้เขาผู้นั้นหันเหทิศทางเสียใหม่ แม้จะได้สักน้อยนิดก็ยังดีกว่าไม่ได้ เพื่อให้เป็นบันใดเบื้องต้น หรือเป็นฐานรองรับในชาตินี้ และชาติต่อๆ ไป….”
              สิตางศุ์รู้ซึ้งอยู่กับใจดีว่าพ่อของเธอสามารถกระทำทุกๆ อย่างได้ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นการเสี่ยงต่อชื่อเสียง และชีวิต เพียงเพื่อช่วยเหลือให้ผู้คนได้พ้นจากความเห็นผิดเท่านั้น ท่านยอมได้ทั้งสิ้น
“พ่อคะ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ลูกจะไม่ทอดทิ้งงานของพ่ออย่างแน่นอน ลูกจะรักงานพ่อยิ่งกว่าชีวิตของลูก…ลูกให้สัญญาว่าลูกจะช่วยพ่อทุกวิถีทางที่จะทำให้คนเชื่อเรื่องการเวียนว่าตายเกิด “ ภาพต่างๆ จากนิมิตกลับมาปรากฏอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
“ค่ะ…พ่อ ลูกให้สัญญาว่า..ลูกจะสานต่อรอยธรรมของพ่อให้ได้”

              เธอกราบพ่อ พร้อมกับมีความเชื่อมั่นว่า พรุ่งนี้เธอจะต้องพูดเรื่องกฏแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด ให้ดีที่สุดให้สมกับที่เธอได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ…ผู้ต่อสู้เพื่อเผยแพร่ความจริงจากพระอภิธรรม
เธอเชื่อว่า พ่อต้องมั่นใจในตัว และคอยให้กำลังใจเธอตลอดเวลา !

 คำปรารภ <<<

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com