Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

บันทึกของดอกไม้กลางทะเลทราย
โดย : ร.อ.หญิงคันธรส สินน้อย

บทนำ
เกี่ยวกับผู้เขียน

อ่านหน้า | 1  | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16

2

ดอกไม้กลางทะเลทรายในเมืองอิรัก

ช่วงบ่ายของวันนั้นเอง.........
ผบ.กองกำลังท่านได้จัดพิธีบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยซึ่งดิฉันเองรู้สึกว่าเป็นพิธีที่สำคัญอีกพิธีหนึ่ง............... มันทำให้ดิฉันรู้สึกว่าพิธีนี้ศักดิสิทธ์ยิ่งนัก ทุกคนต่างตั้งใจถวายบังคมให้สวยที่สุดเท่าที่ทำได้ ดิฉันประทับใจในคำพูดของท่านผบ.ที่ว่า การที่พวกเราไปปฏิบัติงานภารกิจนี้เป็นการทำเพื่อชาติบ้านเมือง เสมือนเมื่อสมัยสมเด็จพระนเรศวรที่ทรงกอบกู้เอกราช ทำให้เราไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใดเราจึงควรภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมครั้งนี้................... หรือว่าชาติก่อนเราอาจจะเคยเป็นทหารของท่านมาจึงทำให้พวกเราได้มีโอกาสได้ไปปฏิบัติงานเพื่อชาติเช่นนี้ แม้ในยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแต่มันคงไม่ง่ายเลยสำหรับการที่จะรวมผู้คนที่มาจากต่างที่ต่างถิ่นแต่มารวมกันเพื่อปฏิบัติภารกิจเดียวกัน โดยที่ทุกคนสมัครใจมาและไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าเราจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างก็ตามที..................

        วันที่ 28 กย 46.......พวกเราชุดแรกออกเดินทาง...
เวลาประมาณ 5 โมงเย็นทางกองกำลังได้จัดแบ่งส่วนเป็น 2 ส่วนสำหรับการเดินทางชุดแรกจะเป็นส่วนของบก. และทหารช่างกับหน่วยระวังป้องกันอีกมีจำนวนประมาณ 212 นาย ส่วนหนึ่งเดินทางล่วงหน้าไปก่อนพี่มาเรียม 1 ใน 5 สาวเดินทางไปก่อนเป็นคนแรก พวกเราไปพักที่คูเวตที่ค่าย LSA-5 [life support area] หลังจากที่ตั้งแถวส่งชุดหนึ่งเดินทางออกไปจากกองบัญชาการทหารสูงสุดแล้วความเงียบเหงาเริ่มมาเยือนพวกเรา เพราะว่ากำลังพลเราหายไปครึ่งหนึ่งมีคนเริ่มบ่นเงียบเหงาจังเลยนะ อีกส่วนหนึ่งก็กำลังทำใจเพราะว่าวันรุ่งขึ้นพวกเราก็ต้องเดินทางแล้ว สำหรับดิฉันก็เหมือนกันเวลานั้นดิฉันคิดว่าเวลาของเราเหลือน้อยลงแล้วอารมณ์นั้นเหมือนกับว่าเรากำลังจะต้องเดินทางจากผู้คนที่เรารัก บ้านเมืองที่เรารัก ไปทำงานโดยไม่มีทางรู้เลยว่าอีกนานแค่ไหนเราจะได้กลับมาและข้างหน้ามีอะไรที่รอเราอยู่ก็ไม่อาจรู้ได้ คืนวันนั้นเองดิฉันแทบจะไม่อยากหลับตานอนเลยอยากเก็บเอาเวลาที่เหลืออยู่ทุกนาทีทุกวินาทีนั้นไว้ให้นานที่สุด จนในที่สุดก็ต้องข่มตาหลับเพื่อเก็บเลี่ยวแรงเอาไว้สำหรับเผชิญสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า

         เช้าวันรุ่งขึ้นของวันเดินทาง..........29 กย 46
เวลาประมาณ 6 โมงครึ่งพี่ทุกคนเตรียมตัวเก็บข้าวของเช็คความเรียบร้อยอีกครั้ง ถ้าขาดเหลืออะไรถ้ามีญาติมาก็จะฝากซื้อของใช้ของดิฉันพร้อมหมดเกือบทุกอย่างจะขาดก็คือเสื้อกันหนาวเพราะตลอดเวลาเกือบ 10 ปีที่อยู่ในกทม ไม่เคยมีครั้งไหนที่ปรากฏว่ามีอากาศหนาวเลย จึงไม่มีเสื้อกันหนาวและเตรียมไม่ทันจึงไปซึ้อเสื้อแบล็คที่ใส่พร้อมกับเครื่องแบบของทหารติดเอาไปด้วยยังไงก็อาศัยใส่เสื้อหนาๆ เอาไว้พอตกช่วงบ่ายมีพี่ๆน้องๆจากที่หน่วยงานมาส่งดิฉันด้วยรวมทั้งคุณลุงคุณป้าและน้องชาย เห็นทุกๆคนมาส่งรู้สึกดีใจตื้นตันอย่างบอกไม่ถูกก่อนเดินทางพี่เป้ พี่ที่เคยมีประสบการณ์เดินทางไปทำงานที่ประเทศติมอร์ตะวันออก บอกเทคนิคความเชื่อเล็กๆให้ฟังว่าก่อนที่จะขึ้นเครื่องบินให้เอามือแตะดินแล้วบอกพระแม่ธรณีว่า ขอให้ลูกทำงานในภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและให้กลับสู่มาตุภูมิอย่างปลอดภัย ว่าแล้วก็เอาดินใส่หัวเราเองถึงแม้ว่าจะไม่เชื่อมากนักแต่ก็อดที่จะทำตามพี่ๆเขาไม่ได้เหมือนอย่างที่เขาว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ
           ถึงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นขบวนรถของพวกเราเคลื่อนไปที่สนามบิน บน.6 ซึ่งเป็นสนามบินของกองทัพอากาศมีญาติพี่น้องมาส่งกำลังพลมากมายรวมทั้งพี่ๆที่ทำงานของดิฉันและคุณลุงคุณป้าและน้องชาย ซึ่งลารร.มาส่งโดยเฉพาะ รวมทั้งผู้บังคับบัญชาจากกรมแพทย์ทหารเรือได้ให้ตัวแทนคือ น.อ.ณัฐ ได้นำพวงมาลัยมาให้แก่ชุดแพทย์ทร. ด้วยแต่น่าเสียดายที่นำขึ้นไปด้วยไม่ได้จึงต้องฝากญาติกลับ เครื่องมาถึงเราล่าช้ากว่ากำหนดเล็กน้อยญาติๆก็รอส่งกันแบบเหนื่อยอ่อนจนกระทั่ง 2130 น.เราได้ทยอยกันขึ้นเครื่องบิน นั่นเป็นครั้งแรกสำหรับดิฉันที่ได้ขึ้นเครื่องบินเดินทางออกต่างประเทศ ปกติตอนเด็กๆก็เคยเดินทางโดยเครื่องบินลำเลียง C 130 ของทหารอากาศอยู่แล้วเพราะคุณพ่อเป็นทหารอากาศส่วนเครื่องบินโดยสารก็เคยอยู่บ้าง แต่สำหรับบางคนครั้งนั้นอาจเป็นครั้งแรกในชีวิตมีอะไรเปิ่นๆชวนขันดีแต่ก็นั่นแหล่ะ ธรรมดาของคนที่ไม่รู้ก็เป็นการเดินทางที่ไม่เครียดมากนัก สำหรับดิฉันเมื่อเครื่องล้อเริ่มหมุนมันมีความรู้สึก 2 อย่างที่ขัดกันอยู่คือรู้สึกใจหายเหมือนกันไม่รู้ว่าข้างหน้าเราจะพบกับอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาบ้านอันเป็นที่รักของเราความรู้สึกมันบอกเลยว่าไม่ว่าจะอยู่ที่แห่งไหนไม่มีความสุขเหมือนได้อยู่ที่เมืองไทยบ้านของเรา อีกความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นก็คือดิฉันรู้สึกภาคภูมิใจที่แม้จะเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆแต่ก็มีโอกาสได้ปฏิบัติงานเพื่อชาติและผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักของเรา

             การเดินทางของเราเริ่มต้นขึ้น...29 ก.ย. 46 เวลา 2130น..
จากสนามบิน บน.6 ของกองทัพอากาศไทยเมื่อเท่าเราพ้นพื้นแผ่นดินสิ่งเดียวที่เรารู้คือเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามที.......... เครื่องเราบินสูงเสียดฟ้ามองเห็นแต่แสงไฟที่ริบหรี่จนในที่สุดเริ่มมองไม่เห็นอะไรหลายๆคนก็นอนเพื่อเก็บแรง สำหรับการเดินทางเราเดินทางข้ามน่านฟ้าประเทศต่างๆนานประมาณเกือบ 6 ชม . แวะพักเครื่องและเติมน้ำมันที่เมืองบาเรนท์ที่นั่นเป็นสนามบินของทหาร เมื่อได้ออกไปยืดเส้นยืดสายแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยห่างกายเราคืออาวุธประจำกาย เรามีปืนพกและปืนเอ็ม 16 ที่นั่นมีร้านขายของซึ่งราคาแพงมากเราไม่ได้เตรียมเงินสำหรับแลกไว้เลยก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรเราพักเครื่องประมาณครึ่งชั่วโมงสนามบินที่นั่นไม่ใหญ่มากนัก ตอนนั้นเวลาเมืองไทยคงประมาณเกือบตี 4 เห็นจะได้ที่เรารู้เพราะเราตั้งนาฬิกาอีกเรือนของเรา เป็นเวลาไทยทุกคนบนเครื่องหลับด้วยอาการเหนื่อยอ่อนก็ไปถึงสนามบินทหารของเมืองคูเวตซึ่งเวลานั้นประมาณตี 3 ตี 4 ได้


          เราเดินทางโดยรถยนต์ไปทางทางเมือง Wataniya ไปทางทิศตะวันออกและนั่งรถบุกเข้าไปท่ามกลางทะเลทราย ใครนะช่างสรรหาที่ตั้งได้สมบุกสมบันดีจังต้องบุกเข้าไปอยู่กลางทะเลทราย ระหว่างการเดินทางได้มองเห็นรอบนอกรถมีอาคารบ้านเรือนไม่สูงมากนักส่วนใหญ่จะเป็นแนวราบสูงไม่น่าจะเกิน 4 ชั้น สีก็จะเป็นแบบธรรมชาติจะไม่มีสีสันฉูดฉาดเหมือนบ้านเราจะเป็นโทนอ่อนหรือไม่ก็เหมือนทะเลทรายประมาณนั้น ต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกปาล์มกระบองเพชรสภาพแบบนั้นปลูกต้นไม้ได้ยากเหมือนกัน เมื่อไปถึงพระอาทิตย์เริ่มส่องแสงเรืองรองลออตา รอบๆตัวเรามีแต่ทะเลทรายนึกเล่นๆว่าถ้าหลงไปนั่นเราจะทำไงนะจะหาทางกลับมาถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เราเป็นคนที่รอบคอบนะติดตัวจะมีนกหวีดหนึ่งอันสำหรับถ้ามีการพัดหลงจะช่วยเราได้นอกจากนี้จะมีเข็มทิศด้วยและ ที่ขาดไม่ได้คือมีดพกสารพัดประโยชน์พูดง่ายว่าวิชาเดินป่าเอามาใช้...................แต่ก็ไม่มีอะไรหรอกแค่เราไม่ประมาทเท่านั้นเอง ตอนนั้นเวลาที่ไทยประมาณ 8โมงเช้าได้ ผลัดแรกมาเข้าแถวรับพวกเราช่วยขนของ ฝุ่นเริ่มมากขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นอากาศก้อเริ่มร้อนมากขึ้น แต่ไม่ว่าการเดินทางของเรามากกว่า 9 ชม.บนเครื่องบินและต่อด้วยรถยนต์แม้จะเหนื่อยสักเท่าไรแต่พอหันไปทางไหนถ้าเจอคนไทย...........ก็จะมีรอยยิ้มให้กันเสมอความชุ่มชื่นและสวยงาม

             วันที่ 30 กันยายน 46 รถพวกเรามาถึงค่าย LSA-5 [ life support area ] ซึ่งเป็นค่ายสำหรับทุกชาติที่จะต้องแวะเพื่อปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งจะมาปฏิบัติการใหม่และผู้ที่จะเสร็จสิ้นภารกิจแล้วก็จะมาอาศัยพักที่นี่สำหรับการเตรียมตัวที่จะกลับบ้าน สำหรับพวกเราต้องมีการพักเพื่อการปรับตัวกับสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เป็นแบบทะเลทรายกลางวันร้อนจัดอากาศเกือบ 50 องศากลางคืนเย็นบางวันเกือบ 5 องศาแต่ก็ไม่ถึงกับหนาวมาก ผู้หญิงถูกจัดให้อยู่ในเต็นท์ที่มีขนาดเล็กแยกออกจากเต็นท์ผู้ชายและอยู่ใกล้ๆกับผู้บังคับบัญชาด้านหน้าเต็นท์จะเขียนว่า only lady ป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามา ส่วนผู้ชายก็เป็นที่ทราบกันว่าไม่ควรเข้าไปเพราะเป็นเขตเฉพาะถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่สุภาพสตรี
              สำหรับดิฉันไม่ค่อยถืออะไรมากมายเพราะเวลาแต่งตัวเราก็จะแต่งตัวที่ห้องอาบน้ำอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรนักเต็นท์ที่เราอยู่เป็นเต็นท์ผ้าใบข้างในมีเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่เป็นแบบเครื่องทำความอุ่น และเย็นในตัวแต่เสียงเครื่องดัง ยังกะโรงสีข้าวเก่ามากแต่ก็พออยู่ได้ไม่มีปัญหามากนัก ที่จริงดิฉันเองคาดการณ์เอาไว้ว่าน่าจะคลุกดินคลุกฝุ่นกันเต็มที่เลยประเภทนอนกลางดินกินกลางทรายลุยๆประมาณนั้น ที่นั่นฝุ่นเยอะมากการดูแลความสะอาดทำได้ยาก ดังนั้น เราก็เลยตัดผมซะสั้นเลยให้พี่พันช่วยตัดข้างหลังให้ที่เหลือดิฉันก็เอาปลายกรรไกรซอยผมตัวเอง ดิฉันถนัดเพราะว่าตอนเป็นเด็กนักเรียนหน่ะตัดผมเองตลอดไม่ได้เสียเงินค่าจ้างตัดเลย และก็ช่วยเล็มผมให้พี่ๆด้วย พี่ๆเลยได้ทรงใหม่กันเป็นแถวๆ รอบค่ายมีเนื้อที่กว้างมากมองไปทางไหนเจอแต่ทะเลทรายแต่ละโซนหน้าตาคล้ายๆกันแทบจะแยกไม่ออก แต่โซนพวกเราจะมีธงชาติไทยเด่นเป็นสง่า เราจัดแจงเก็บข้าวของเข้าที่พอดีเช้าก็เลยไปสำรวจห้องน้ำห้องท่าสักหน่อย
ตอนเช้าพระอาทิตย์ขึ้นแสงแดดรำไรไม่ร้อนมากนัก พวกเราไปที่ห้องส้วมเพื่อทำการสำรวจซึ่งมีป้ายแปะไว้สำหรับผู้หญิงชัดเจน ห้องน้ำตั้งอยู่ไกลจากที่พักประมาณสัก100-200 เมตรได้

              อันดับแรกเลยต้องเยี่ยมชมห้องน้ำ ห้องส้วมก่อนอื่นเลย เพราะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงจะต้องดูแลเรื่องความสะอาดกันเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว ห้องอาบน้ำของเราเป็นตู้คอนเทนเนอร์ที่มีเครื่องทำความร้อนความเย็นสำหรับกลางคืนอากาศค่อนข้างเย็น ต้องอาศัยเครื่องทำน้ำอุ่นช่วยไม่งั้นคงจะหนาวแน่เลย น้ำที่เราใช้อาบเป็นแบบรีไซเคิลดังนั้นถ้าเราจะแปรงฟันต้องถือน้ำขวดไปด้วยทุกครั้ง เพราะน้ำใช้อาบได้เพียงอย่างเดียวน้ำที่นั่นกระด้างเวลาสระผมผมจะแข็งต้องใช้ครีมนวดแต่ของดิฉันใช้ประเภท 2 อิน 1 สำหรับห้องน้ำก็อยู่ไกลจากที่พักเราเกือบหลายร้อยเมตร เรียกได้ว่าเดินข้ามทุ่งก็ว่าได้ ที่สำคัญระหว่างการเดินไม่ควรใช้รองเท้าแตะ เพราะอาจจะเจอพวกแมงป่องหรือตะขาบในทะเลทรายได้ ดังนั้นเราจึงพยายามใส่รัดส้นเอา
              ห้องอาบน้ำแบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆได้ประมาณ 10 กว่าห้องได้ ไม่มีประตูมีเพียงม่านบังตาสำหรับอาบน้ำที่พอจะรูดได้ไว้ป้องกันสายตาเรา ต้องเลือกห้องที่ผ้าไม่โปร่งมากนักสำหรับฝรั่งเขาไม่ถือแต่คนไทยขอเอาไว้ก่อนกั้นเป็นล็อคๆมีผ้าม่านกั้นเป็นประตู
            ส่วนห้องส้วมนี้สุดหรูเลยเป็นแบบส้วมถังเกรอะ คือเวลาถ่ายก็ถ่ายทับๆกันเอาไว้ตรงนี้ใครทานอะไรไปมื้อเที่ยงก็จะเห็นหมดในห้องน้ำ ลักษณะคล้ายตู้โทรศัพท์เรียงรายเป็นแนวมีเป็นสิบๆตู้ แต่ไม่น่าใช้สักตู้ยิ่งเวลาก่อนและหลังทานอาหารหน่ะไม่น่าเข้าเพราะอาจทำให้ทานไม่ลงได้ เวลาประมาณเที่ยงวันกับ 6 โมงเย็นก็จะรถมายกไปทำความสะอาดทีหนึ่ง พวกเราต้องคอยจ้องเวลาจะใช้ต้องคอยดูช่วงหลังทำความสะอาดเสร็จใหม่ๆ จะได้ใช้ห้องส้วมที่สะอาดที่ไม่มีเม็ดข้าวโพดเม็ดพริกลอยอืดอยู่ พวกพี่เขาเรียกว่าวิธีนี้ว่า " เปิดซิงห้องส้วม " คือเลือกเอาตอนทำความสะอาดเสร็จใหม่ๆ
             เรื่องส้วมก็มีเรื่องตลกเล่าให้ฟังว่า เวลาประมาณเที่ยงวัน มีพี่คนหนึ่งเกิดท้องเสียเขาเลยเข้าห้องส้วมพอเข้าได้สักพักมีอะไรไม่รู้เสียงดังกึกขึ้น พี่แกเลยโผล่ออกไปดูปรากฏว่าตกใจเพราะว่าตนเองกำลังโดนยกขึ้นสูงจากพื้น เขาเล่นยกไปทั้งคนทั้งส้วมเพราะไม่ทราบว่ามีคนอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องคุยสนุกสนานพอได้คลายเครียดกันเรียกเสียงหัวเราะได้พอสมควร

            ออกห้องส้วมเราก็ไปดูที่โรงอาหารกันโรงอาหารมีขนาดใหญ่ สามารถจุคนได้หลายร้อยคนเลย เขามีกำหนดช่วงเวลาเอาไว้ตั้งแต่เช้า 0630-08.30 น. เที่ยง 1130น-1330 น.เย็น 1730-1930 น.ชัดเจนแต่ที่สำคัญคือเนื่องจากมีเพื่อนต่างชาติหลายชาติด้วยกันเช่น โปแลนด์, อิตาลี ,สหรัฐฯ ,ตุรกี และไทย พอคนไทยไปต่อแถวหรือเข้าไปนั่งทานข้าวที่โรงอาหารก็จะถูกมองเหมือนกระเหรี่ยงเข้ากรุงอะไรประมาณนั้น เพราะพวกเราจะตัวเล็กๆ ส่วนเขาจะสูงใหญ่ไม่เหมือนกันโดยเฉพาะกลุ่มสาวๆจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษอาจจะเป็นคนเอเชีย บางคนพอเห็นว่าเป็นคนไทยเขาก็เข้ามาทักอาจจะเป็นพวกที่เขาเคยมาเที่ยวแล้วประทับใจเมืองไทย
             เนื่องจากคนในค่ายค่อนข้างเยอะจึงทำให้แถวที่จะเข้ามาทานอาหารยาวมากประมาณจากสนามหลวงไปหัวลำโพงเลยทีเดียว กว่าจะเข้าไปได้ต้องเข้าแถวล้างมือทำความสะอาดก่อนโดยมีถังน้ำขนาดใหญ่ให้พร้อมสบู่เหลวให้ล้างมือก่อนที่จะเข้าไปข้างใน มีอาหารเยอะแยะมากมายให้เราเลือกมีให้ไม่อั้นส่วนใหญ่จะเป็นซุบต่างๆขนมเค้ก, ครัวซอง ขนมปัง ไข่ดาว ไข่กวน ไข่ต้ม แฮมเบอร์เกอร์ เฟรนด์ฟราย สลัดและมีผลไม้ต่างๆมากมายแต่ที่สำคัญคุณต้องทานให้หมด พวกเราทานกันไปได้ไม่กี่มื้อเริ่มมีอาการเบื่อ เพราะอาหารฝรั่งค่อนข้างเลี่ยนและเป็นแบบเมนูเดิมๆซึ่งคนไทยไม่ค่อยจะชินนัก เช้าอย่างไรกลางวันอย่างไรก็เมนูเดิมทั้งนั้น ซึ่งพวกเราต้องทน ทานกันบางคนทนไม่ไหวเอาน้ำพริกที่แอบติดตัวมา แต่เมืองไทยมาทานกันด้วยพอได้เจริญอาหารหน่อย สำหรับพวกเราส่วนใหญ่มื้อกลางวันเราจะไม่ทานกัน เนื่องจากกลางวันแดดร้อนจัดมากเรียกได้ว่า ขนาดที่ใช้ครีมกันแดดขนาด SPF 50 ยังเอาไม่อยู่ แดดร้อนมากขนาดที่ซักผ้าแล้วตากสัก 2-3 ชม แห้งสนิท ดังนั้นเวลาที่ออกแดดนอกจากจะพอกครีมกันเบิร์น(ผิวไหม้)จากแดดกันแล้วต้องมีผ้าคลุมหน้าแลปกปิดคอให้มิดชิดป้องกันแสงแดด เหงื่อเราจะออกน้อยมากเพราะว่ามันระเหยโดยไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่จะเป็นการสูญเสียน้ำไปโดยที่เราไม่รู้สึกตัวมารู้สึกตัวอีกก็มีอาการปากแห้งมือแห้งแตกร่องเล็บแห้งแตกด้วย เราต้องพยายามกินน้ำเยอะๆ เพื่อจะลดภาวะสูญเสียน้ำแต่ทางอเมริกาก็น่ารัก เขาเตรียมน้ำให้เราดื่มอย่างเพียงพอให้ทานไม่มีจำกัดเลยซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าน้ำที่นั่นแพงกว่าน้ำมันบ้านเราเสียอีก

           การติดต่อกันจะใช้วิทยุสื่อสาร ขณะที่อยู่ที่คูเวตค่าย LSA-5 เรายังสามารถติดต่อกับทางบ้านได้ทาง SMS ของระบบ GSM (ไม่ได้โฆษณานะคะแต่ใช้ได้จริงๆ) ซึ่งถ้าโทรเข้าก็จะเสียตังค์ทั้ง 2 ทางประมาณนาทีละ 90 บาทได้ แต่สำหรับดิฉันไม่ค่อยมีปัญหาหรอกค่ะเพราะว่าบอกคุณแม่เอาไว้แล้วว่า ถ้ามีอะไรไม่ดีจะโทรมา ถ้าไม่ติดต่อมาแสดงว่าสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง บอกทางบ้านไว้เลยว่าไม่ต้องเชื่อข่าวโทรทัศน์มากเพราะคุณแม่จะห่วงดิฉันมาก พลอยทำให้ไม่สบายใจขนาดอยู่เมืองไทยยังต้องโทรรายงานทุกอาทิตย์ไม่งั้นก็จะโทรมาเอง ตอนที่อยู่ที่นั่นได้มีโอกาสเห็นหนูทะเลทรายหน้าตาแปลกกว่าหนูบ้านเรา ใบหูมันจะมีขนาดใหญ่โค้งมนขนหูหนา หางเป็นพวงเหมือนกระรอกวิ่งไวมากกะจะถ่ายรูปเก็บไว้ซะหน่อยไม่เคยทันซักทีเลย
           พูดถึงเตียงที่เรานอนเป็นเตียง 2 ชั้น มีฟูกให้คนละท่อนฝุ่นเยอะสุดๆพูดง่ายๆว่าบางวันมีฝุ่นทะเลทรายมืดไปหมด เราจึงต้องมีผ้าสำหรับปิดจมูกเพราะเวลาที่ฝุ่นเข้าจมูกมากๆหล่ะก็จมูกแห้งมีเลือดออกซิบๆ คอแห้งเป็นผงอาจจะทำให้เจ็บคอ ซึ่งกำลังพลส่วนใหญ่ต้องทนต่อการปรับสภาพกับอากาศบางคนเกิดการแพ้อากาศ ทำให้ต้องนำยาซึ่งเตรียมมาในกระเป๋าสนามของชุดแพทย์ทร.ถูกนำมาใช้จนยาบางอย่างเกือบหมด ที่เป็นเช่นนั้น เพราะยาส่วนใหญ่เราเอาลงเรือตามมาภายหลัง ทำให้ช่วงนั้นยาพวกแก้แพ้เกือบขาดแคลน แต่เราก็พอจะมีพอแก้ไขปัญหาไปได้ หลังจากที่อยู่ได้สัก 1 วันผ่านไปแล้วทุกเช้าจะมีการเข้าแถวเพื่อชี้แจงข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆและมีการทบทวนความรู้ในด้านต่างๆมีการฝึกซ้อมอาวุธจนชำนาญ ดิฉันเองก็ทำความคุ้นเคยกับเจ้าปืนประจำการ 11 มม.ปืนคู่ชีพจนชำนาญสามารถใช้งานได้ในยามฉุกเฉินทันที นอกจากนี้ได้เชิญ สห.หญิงของสหรัฐมาอธิบายวิธีการใช้หน้ากากป้องกันแก็สพิษ ซึ่งพวกเราไม่เคยใช้มาก่อนและพวกเราทุกคนก็ต้องประกอบมันด้วยตัวเราเอง และตรวจสอบการทำงานด้วยตัวเราเองจนมั่นใจและฝึกการใส่ด้วยความว่องไวเพราะแก็สพิษจะกระจายในอากาศค่อนข้างเร็ว เราต้องฝึกฝนที่จะต้องใส่ให้เร็วภายใน 10 วินาทีเพราะคนเรากลั้นหายใจได้ไม่นาน สิ่งที่เราทำได้ถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นคือหมอบให้ต่ำและใส่หน้ากากให้เร็วที่สุดเพราะแก็สพิษบางตัวทำอันตรายถึงตายได้ บางตัวแค่สูดเข้าไปอาจจะทำให้เกิดอันตรายถึงตาบอด ซึ่งเราก็ไม่สามารถคาดเดาเหตุการณ์ข้างหน้าได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราทำได้ก็แค่ต้องพึงระมัดระวังและไม่ประมาทเท่านั้นเอง
             วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นหลังจากที่ทุกคนนอนหลับเกิดกลุ่มควันเข้ามาในเต็นท์ๆหนึ่งมีคนเห็นเลยตะโกนบอกเพื่อนว่า แก็สพิษทุกคนก็ตื่นด้วยความตกใจใส่หน้ากากที่ซ้อมอย่างว่องไว ทันใดนั้นเองก็เกิดฮีโร่ขึ้นเขาเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้ใส่หน้ากากแถมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วก็บอกเพื่อนๆว่าไม่ใช่แก็สพิษหรอกครับนี่อะหมอกชัดๆไม่เชื่อลองดมดูซิ แล้วทุกคนก็ขำกลิ้ง อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมของพวกเราดีเหมือนกันนะ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com