Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

บันทึกของดอกไม้กลางทะเลทราย
โดย : ร.อ.หญิงคันธรส สินน้อย

บทนำ
เกี่ยวกับผู้เขียน

อ่านหน้า | 1  | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16

3

แผนเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าเมือง คาบาร่า

          หลังจากที่พวกเราอยู่เพื่อปรับตัวกับสภาพอากาศไม่ถึงอาทิตย์ ผบ.กองกำลังท่านจึงตัดสินใจเคลื่อนย้ายกำลังพงเข้าเมืองคาบาร่าโดยแบ่งกำลังพลออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน สำหรับพยาบาลทั้ง 4 และ พี่มาเรียมได้รับเกียรติได้เดินทางเป็นชุดแรกพร้อมกับผบ.กองกำลัง ท่านก็ได้สั่งให้เดินทางในวันรุ่งขึ้นโดยคืนวันนั้นประมาณเกือบ 3 ทุ่มได้มีการรวมกำลังพลเตรียมอุปกรณ์ข้าวของให้พร้อมที่จะเดินทางและให้ดิฉันมาในชุดเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง พูดได้ว่าแต่งครบสูตรสมบูรณ์แบบมีเครื่องป้องกันตั้งแต่หัวจรดเท้าประกอบด้วยหมวกเหล็กซึ่งหนักประมาณ 3 กิโลน่าจะได้ สำหรับดิฉันมีปัญหาทะเละกับรองเท้า combat เพราะตั้งแต่เรียนจบจากการเป็นนักเรียนพยาบาลก็ไม่ค่อยได้ใส่ จึงเกิดรอยเสียดสีรอบๆขาทั้งสองข้างจนพองเป็นถุงน้ำใสรอบๆขา เวลาเดินแสบมากยิ่งตอนที่ถุงน้ำเหลืองแตกยิ่งแสบสุดๆ ต้องทำความคุ้นเคยกับมันจนกว่าจะชิน รองเท้าของดิฉันแต่ละข้างหนักประมาณ 1 กิโลเห็นจะได้ยิ่งเวลาเดินกับทรายยิ่งเพิ่มความหนักแต่เราก็ไม่เคยบ่นเลยต้องท่องไว้ ท.ทหารอดทน (โอ๊ย...แต่เจ็บจริงๆนะจะบอกให้)
         เช้าวันที่4 ต.ค. 46 พวกสาวๆตื่นกันแต่เช้าประมาณตี 3 กว่า พี่ๆหลายคนตื่นเต้นมากเลย หลายคนปวดเมื่อยจากการฝึกของเมื่อวาน บางคนก็นอนไม่หลับพวกเราเดินทางโดยรถบัสนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นรถของคูเวต ส่วนคนขับก็ไม่ใช่ คนอิรักเป็นคนอินเดียหรือปากีสถานที่มาทำงานที่คูเวต เรามีการจัดแจงแบ่งแพทย์และพยาบาลกระจายอยู่ทุกคันสิ่งที่พวกเราจะต้องยึดถือและปฏิบัติระหว่างการเดินทางทางกว่า 600 กิโลเมตร เข้าเมืองคาบาร่าก็คือเราต้องมีอาวุธประจำกายบรรจุกระสุนเต็มอัตราและทำการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยให้เรียบร้อย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ห้ามไม่ให้ถอดเสื้อเกราะหมวกเหล็ก กระจกรถทุกบานต้องปิดม่าน ที่สำคัญห้ามหลับระหว่างการเดินทางเพราะพวกเราจะได้ระวังอันตราย สิ่งที่ทำได้ยากเพราะการเดินทางระยะไกลขนาดนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9-10 ชม.ระยะทางประมาณกรุงเทพกะอุบลได้ การเดินทางไกลความอ่อนล้าอ่อนเพลียย่อมเกิดขึ้นได้ แน่นอนระหว่างที่รถวิ่งต้องวิ่งตามรถนำขบวนเท่านั้น ห้ามออกนอกเส้นทางห้ามแซงเพราะอาจจะเหยียบกับระเบิดซึ่งวางเอาไว้รายทางได้ ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากชุดสำรวจล่วงหน้าที่ท่านผบ.กกล.เดินทางมาตามเส้นทางเพื่อเข้าเขตประเทศอิรัก โดนชาวบ้านและเด็กวัยรุ่นเอาหินขว้างปารวมทั้งยิงหนังสติ๊กใส่รถ ทำให้กระจกรถได้รับความเสียหาย บริเวณรอยต่อชายแดนดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคนและไม่ประมาทระหว่างการเดินทางดิฉันก็แอบดูบ้านเมืองข้างทางด้วยตามเส้นทางที่ผ่านทางคูเวต ส่วนใหญ่จะเป็นทะเลทรายมีต้นไม้เป็นหย่อมๆ มีอูฐเดินเรียงแถว ขบวนรถของเราซึ่งเป็นรถบัสและนำทางโดยหมวดระวังป้องกัน ระหว่างการเดินทางมีจุดตรวจของทหารอเมริกาเป็นระยะ

          พวกเราก็ได้มีการประสานจนกระทั่งเราเดินทางมาถึงสแกนเนียร์ ประมาณเกือบจะ 6 โมงเย็นแล้วเราต้องรอรถอารักขาและนำทางจากทหารบัลกาเลียจาก ค่ายลิม่า มารับพวกเราเพราะอเมริกาจะมีการแบ่งโซนกันรับผิดชอบในการจัดรถขบวนคุ้มกันที่เขาเรียกว่า Escort team   ปรากฏว่าเขามาแล้วไม่เจอพวกเราเลยกลับไปก่อน ที่นี้เกิดปัญหาแล้วซิว่าถ้าเราเดินทางผ่านตรงนี้ก่อน 6โมงเย็นไม่ได้ อาจจะต้องค้างคืนที่นั่น 1 คืน เนื่องจากมีการประกาศกำหนดการใช้เส้นทางไว้ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามอาจได้รับอันตรายได้ (เคอร์ฟิว ) ถ้ามีรถเข้าไปจะโดนยิงโจมตีทันที พวกเราก็เลยต้องรอในที่สุดนำขบวนของทหารบัลกาเรียมารับเราได้ทันเวลาพอดีเกือบเส้นยาแดงผ่าแปด ในที่สุดเราก็ได้เดินทางผ่านสแกนเนียร์แล้วก็ตรงดิ่งเข้าเมืองคาบาร่าด้วยความปลอดภัยเมื่อเราไปถึงที่นั่นเกือบเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ทหารหญิงได้รับความดูแลจาก ร.อ. ยุทธการ(พี่เป็บซี่) ซึ่งเป็นรองหน.หมวดระวังป้องกันในส่วนล่วงหน้าได้ขนสัมภาระเข้าที่พัก ทุกคนอยู่ในอาการที่อ่อนเพลียเหนื่อยล้ากับการเดินทาง โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง

           เมื่อชุดเดินทางของเราชุดแรกเดินทางมาถึง ผู้หญิงถูกจัดให้อยู่บ้านไม้อัด ซึ่งทางนาวิกโยธิน (Marine) ของสหรัฐที่เข้ามาในช่วงแรกๆ ของการ Operation ได้จัดทำไว้ มีส่วนที่เป็นของคนไทยทั้งหมด 7 ฮัท ( เราเรียกบ้านไม้ว่า ฮัท Hut ) พยาบาลหญิงได้อยู่ในฮัทหมายเลข 5 ถัดไปเป็นฮัท 6 จะเป็นที่พักของผู้บังคับบัญชาฝ่ายต่างๆ สำหรับเตียงที่พวกเรานอนเป็นเตียงสนามผ้าใบเล็กๆสามารถพับเก็บได้ความกว้างประมาณเกือบ 2 ฟุตกว่าได้ เราได้นำเอาผ้าสักราดที่เตรียมมาปูรองและมีถุงนอนส่วนตัวที่ได้รับแจกคนละ 1 อัน นอนแบบเรียบง่ายส่วนผ้าห่มที่ดิฉันเป็นผ้าขนหนูผืนใหญ่ซึ่งเตรียมมาเอง ภายในฮัทเรามีเครื่องทำความเย็นและความอุ่นแบบเก่าๆ 1 เครื่อง ก็พอได้ดับร้อนและช่วยให้เราอบอุ่นในหน้าหนาว อากาศที่นั่นตอนนั้นกำลังเย็นสบาย กลางวันอาจจะร้อนบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าที่เมืองคูเวต สำหรับพี่ๆทหารชายถูกจัดให้นอนในเต็นท์ผ้าใบขนาดใหญ่ซึ่งสามารถจุคนได้ประมาณ 50 คน ภายในก็มีเครื่องทำความเย็นและทำความอุ่นในตัวมีประมาณ 3-5 เครื่องสำหรับเตียงนอนก็เหมือนเรา แต่พวกเราก็อยู่กันตามอัตภาพระยะเตียงห่างกันพอมีทางเดินเข้าออกได้


              ช่วงแรกของการปรับตัวบางคนอาจจะมีปัญหานอนหลับยากเพราะปรับตัวกับเสียงนอนกรน หลังจากที่จับจองที่หลับที่นอนเสร็จแล้วทุกคนก็พักด้วยอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย พอพวกเราหลับได้สักพักประมาณตี 2 หรือตี 3 เห็นจะได้ดิฉันได้ยินเสียงปืนดังเป็นชุดเลย ดิฉันเป็นคนหูดีอยู่แล้วเลยรู้สึกตัวพูดง่ายๆว่าเตรียมพร้อมเสมอจะว่าระแวงคงไม่ใช่แต่เราคงไม่ประมาทมากกว่า ดิฉันเตรียมปืนไว้ใกล้ตัวให้มากที่สุด มีดิฉันกับพี่เป้ซึ่งเป็นพยาบาลทบ.ที่จะชำนาญการใช้ปืน สักพักดิฉันก็โผล่ออกไปดูข้างนอกเห็นทุกอย่างเป็นปกติคืนนั้นเราก็เลยหลับต่อไป

         เช้าวันรุ่งขึ้นดิฉันได้ตื่นแต่เช้าออกวิ่งรอบค่ายโดยชวนพี่พันพี่บัดดี้ของดิฉันไปด้วย เสร็จแล้วกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ต้องออกกำลังกายทุกเช้า เพื่อรักษาสุขภาพ หัวหน้าของดิฉันเคยแนะนำไว้ว่าภายใต้สถานการณ์ที่มีความเครียดการออกกำลังกายจะช่วยให้เราสดชื่น ที่สำคัญจะช่วยให้ทำงานด้วยความมีสติ พวกเราชุดแพทย์เริ่มการเตรียมจัดทำความสะอาดและมีการเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำอุปกรณ์ในห้องพยาบาล เช่นเตียง โต๊ะ เก้าอี้ เคาเตอร์พยาบาล ชั้นวางของเก็บยา ที่จะจัดทำแต่อุปกรณยังไม่พร้อมเราเลยต้องรอพวกเรามากันจนครบ พอตกบ่ายปรากฏว่าพี่ๆของพวกเราที่เดินทางมาในชุดที่ 2 ไม่สามารถผ่านช่องแสกนเนียร์ได้ทันเวลาเจอเคอร์ฟิวส์ไป จึงต้องนอนพักค้างคืนที่นั่น 1 คืน ที่ CEDA-2 อาหารก็ทานอาหารสำเร็จ MRE [Meal ready to eat ] ซึ่งเป็นอาหารสำเร็จรูปที่เตรียมมาจากประเทศไทย ที่เราเตรียมมาทานกัน มีพี่เล่าให้ดิฉันฟังว่า ต้องกอดปืนดูดาวกลางคืนเหน็บหนาวกับน้ำค้าง แถมมียุงอิรักตัวยังกะแมงวันกัดเอาคันทั้งตัว บางคนถึงกับไม่สบายเลย สำหรับคืนที่แสนโหดของพี่ๆเขานับว่าชุดแรกเป็นชุดที่โชคดีที่สุดก็ว่าได้ ที่เหลือในที่สุดก็เข้ามาถึงเหลือชุดสุดท้ายอีกจำนวนหนึ่งที่ยังตกค้างอยู่ที่คูเวตเนื่องจากรถไม่พอเลยต้องทนอยู่กับสภาพทะเลทรายอีกเกือบเดือน ซึ่งในนั้นมีพี่ๆเราเหลืออีก 2 คน คือพี่บอล กับพี่ ต๊ะและชุดสุดท้ายก็เดินทางถึงค่ายวันที่ 26 ต.ค. 46 เป็นชุดสุดท้าย เพราะชุดท้านเดินทางตรงกับเทศกาลไฮตั้ม ซึ่งมีผู้คนมากมายทยอยเข้าเมืองคาบาร่าดังนั้นการเคลื่อนย้ายพวกเราจึงต้องเลื่อนออกไปเพื่อความปลอดภัย ในที่สุดก็โล่งใจไปทีที่พี่ๆสามารถกลับเข้ามาในค่ายได้ครบกันหมดทุกคนเป็นห่วงเหมือนกัน
             สภาพความเป็นอยู่ในค่ายมีหลายชาติด้วยกันอาศัยอยู่ ได้แก่อเมริกา,โปแลนด์,ไทย, สโลวาเกีย,บัลกาเรีย รวมกันประมาณ 1 พันเศษๆ ส่วนใหญ่ในกองกำลังจะเป็นทหารไทยกับโปแลนด์ที่มีจำนวนมากกว่าชาติอื่น ด้านสาธารณูปโภค ก็ได้รับการดูแลจากทางอเมริกาสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือการซ่อมบำรุงด้านสาธารณูปโภคต่างๆ การอยู่ร่วมกันกับกองกำลังนานาชาติคนไทยไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมีนิสัยที่อ่อนโยน เอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ ในจังหวัดคาบาร่าจะห่างจากค่ายประมาณ 8-9 กิโลเมตรโดยทั่วไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเนื่องจากมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่านคือยูเฟรติส และห่างจากเมืองบาบิโลนซึ่งเคยเป็นนครแห่งอารยธรรมเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลกเมืองคาบาร่าอยู่ทางตอนใต้ของเมืองแบกแดด
             สภาพอากาศกลางวันร้อนจนถึงร้อนมากกลางคืนอากาศหนาวเย็น บางครั้งมีฝนตกเล็กน้อยหรืออาจจะมีพายุฝุ่นบ้างในบางคืน ความปลอดภัยยังถือเป็นพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงจำเป็นต้องได้รับข่าวสารจากฝ่ายข่าวและอยู่ในสภาพพร้อมรบตลอดเวลา การออกนอกค่ายต้องได้รับอนุญาติจากผบ.กกล.และกกล.โปแลนด์ ค่ายรอบค่าย 3 ด้านมีถนนล้อมรอบค่ายที่ตั้งต่ำกว่าแนวระดับถนน 2 ทางนับว่าเสี่ยงต่อการถูกซุ่มโจมตี การแต่งกายของเราระหว่างการปฏิบัติงานคือชุดเสื้อเกราะหมวกเหล็กมีอาวุธประจำกายที่ต้องติดตัวอยู่ตลอดเวลา

           วันที่ 6 ต.ค. 46
วันนี้ได้มีการเรียกประชุมชี้แจงข้อมูลต่างๆ แก่นายทหาร ซึ่ง พยาบาลเช่นดิฉันก็ได้เข้าร่วมด้วยได้รับข้อมูลมาว่า ในเมืองคาบาร่าอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของประเทศโปแลนด์ซึ่งมีอยู่ 2 กองพัน พูดถึงกำลังพลชาติอื่นๆในค่าย มีโปแลนด์ 2 กองร้อย เป็นทหารช่างและทหารราบ ประมาณ 200 คน มีทหารสหรัฐประมาณ 70 คนเป็นกองร้อยสารวัตทหาร นอกนั้นก็จะมีทหารสื่อสาร 3 คนและก็มีทหาร สโลวัคเป็นหน่วยกู้วัตถุระเบิดอีกหนึ่งหมวด ส่วนทหารไทย กองกำลังไทย/อิรัก976 ประกอบด้วย ทหารช่าง 250 คน ชุดแพทย์ 76 คน ชุดระวังป้องกัน 50 คน บก.ฯ สูงสุด 32 คน ส่วนสนับสนุน 35 คน ล่าม 4 คน รวม 447 คนในชุดแพทย์ ประกอบด้วย บก.สส.1 ชุด ชุดแพทย์ทบ. 3 ชุด ชุดแพทย์ทร. 1 ชุด ชุดแพทย์ทอ. 1 ชุด แต่ละชุดมี 12 คน ซึ่งไม่รวมพยาบาลหญิง เมืองคาบาร่า ซึ่งมีแม่น้ำไตรกีสยูเฟรตีสไหลผ่ากลางเป็นพื้นที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ กองกำลังผสมนานาชาติ ( MULTI NATIONAL DIVISION CENTRAL SOUTH ) รับผิดชอบพื้นที่ 5 จังหวัด ( อิรักมี 18 จังหวัด ) ตอนกลางของประเทศ ได้แก่ BABIL , WASIT , KARBALA , AL QADISIYAH , และ AN NAJAF โดยมี โปแลนด์เป็น ผบ.กกล.ผสมนานาชาติ สำหรับ KARBALA เป็นพื้นที่รับผิดชอบของกองพลน้อยโดยตรง มีโปแลนด์เป็นผบ.พลน้อยที่ 1 และกกล.ฉก. 976 ไทย/อิรัก ขึ้นการบังคับบัญชากับกองพลน้อยที่ 1 มีที่ตั้ง CAMP LIMA ( KARBALA มี 4 CAMP ได้ CAMP INDIA , CAMP JULIET , CAMP KILO และ CAMP LIMA ) อยู่บนเส้นทางเข้า KARBALA อยู่ก่อนถึง KARBALA 10 กม. KARBALA เป็นเมืองสำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิม มีมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ 2 แห่งได้แก่ มัสยิด HUSSAIN และมัสยิด ALI เป็นเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์มากเมืองหนึ่งของประเทศอิรัก ในค่ายมีทหารสโลวัคพักที่ป้อม 6 ( ติดกับที่ซักรีด ) น่าจะมีสัก 15 คน เป็นชุด EOD
           เมืองคาบาร่าเป็นเมืองที่มีมัสยิดใหญ่ๆอยู่ 2 แห่งด้วยกัน เป็นเมืองสำคัญทางด้านศาสนา ที่นั่นในเรื่องความปลอดภัยเราก็ค่อนข้างปลอดภัย ประมาณวันที่ 11 ต.ค.46 เป็นเทศกาลไฮต้ำซึ่งเป็นการระลึกถึงศาสดาของเขามีการทำการทรมานตนเอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นความเชื่อที่เคารพนับถือ ที่สำคัญเมื่อใดที่มีคนจำนวนมากมาอยู่รวมกันก็อาจจะเกิดอุบัติภัยหมู่ ดังนั้นจึงได้มีการเตรียมแผนสำหรับตั้งรับ ผู้แสวงบุญของนิกายชีอะห์ที่จะเดินทางเข้ามาเมืองคาบาร่าประมาณ 5-7 ล้านคน มีการจัดกำลังในการป้องกันหากเกิดมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น สำหรับรอบค่ายจะมีการตั้งจุดสกัดของโปแลนด์ระยะรัศมี 10 กิโลเมตรและ 38 กิโลเมตร

         สถานการณ์ในตอนนั้นไม่ค่อยแน่นอน ผู้บังคับบัญชาสั่งให้เราเตรียมพร้อม สำหรับที่จะออกปฏิบัติงานนอกค่าย เราจะไม่ประมาทต้องใส่เสื้อเกราะหมวกเหล็กทุกครั้งอาวุธพร้อมมือ ให้ระวังการซุ่มโจมตี ในการทำงานนอกค่ายทุกครั้งจะต้องมีรถของหน่วยระวังป้องกันออกไปด้วยทุกครั้ง ต้องมีทั้งรถนำและประกบรถขบวนเพื่อคุ้มกัน การป้องกันในระดับ 2 คือการป้องกันการโจมตีโดยอาวุธวิถีโค้ง พวกเราทุกคนต้องช่วยกันดูในเรื่องของรัศมีและจุดที่ตกให้ได้และรีบดำเนินการรายงานผู้บังคับบัญชารับทราบ การใช้อาวุธต่างๆห้ามกระทำโดยพละการให้รายงานให้ผู้บังคับทราบเป็นระยะจนกว่าจะมีคำสั่ง พูดถึงฝ่ายสนับสนุนเรื่องการรักษาเรามีรพ.โปแลนด์ซึ่งเป็น รพ.ระดับ
         ในการที่จะช่วยรักษาพยาบาล ถ้าไม่สามารถรองรับได้อาจจะต้องนำส่ง รพ.ในแบกแดดโดยจะมีการขนส่งลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศโดยการใช้เครื่องเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอร์ค หากเป็นประชาชนทั่วไปจะส่งทางรถเข้ารับการรักษาในเมืองคาบาร่า ในเมืองมีตลาดนัดด้วยจะหยุดวันเสาร์วันศุกร์และอาทิตย์หยุด (ใครจะกล้าไปเดินเล่นละนะอันตรายออกอย่างนั้น) นอกจากนี้ก็มีเรื่องอื่นๆที่เราต้องรับทราบเช่นสถานการณ์ต่างๆ
         วันนี้ดิฉันได้รู้จักเพื่อนใหม่ชาวอเมริกาเธอชื่อ บลู เป็นสาวน้อยหน้าใสนัยตาสีฟ้า ผมสีบรอนทอง น่ารักมากเธอเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีดีมาก เราได้พูดคุยกับแรกๆก็ปรับกันนิดหน่อยเพราะเธอพูดค่อนข้างน่ารักและพยามทำความเข้าใจเรา ตอนหลังก็เริ่มคุยสนทนากันแบบสนุกสนาน เธอช่วยสอนภาษาอังกฤษให้เราด้วย บลูจะอยู่กับพวกเราไม่ถึงอาทิตย์เธออายุแค่ 20 ต้นๆแค่เพิ่งจบ ไฮส์สคูลและก็มาเป็นทหารอาสารับจ้างเธอบอกกับเราว่าหลังจากที่เสร็จภารกิจนี้แล้ว เธอก็จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย บลูเธอจะคอยมาคุยและแวะทักทายพวกเราที่ ฮัท 5 อยู่เป็นประจำสาวๆที่อยู่ ฮัท 5 ดิฉันก็เลยตั้งชื่อ ฮัท ว่าเบญจศิริ ซึ่งก็เป็นแนวความคิดของดิฉันเอง คือ เราอยู่ฮัทหมายเลข 5 และบังเอิญเราก็มีอยู่ 5 คนซะด้วยส่วนคำว่าศิริ ก้คือความเป็นมงคลความดีงาม ตรงนี้ทุกคนในบ้านเห็นตรงกัน..

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com