Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

บันทึกของดอกไม้กลางทะเลทราย
โดย : ร.อ.หญิงคันธรส สินน้อย

บทนำ
เกี่ยวกับผู้เขียน

อ่านหน้า | 1  | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16

6

วันว่าง นอกเหนือจากภารกิจการทำงานของพวกเรา

         ดิฉันพูดถึงเรื่องการทำงานมาก็มากแล้วนะคะ สำหรับกิจกรรมที่พวกเราทำในยามว่างเว้นจากการทำงาน     พูดถึงความรุนแรงในช่วงแรกที่เราเข้าไปอยู่ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก ส่วนใหญ่จะโดนลอบโจมตีช่วงโพล้เพล้หรือไม่ก็ดึกไปเลย พอเย็นๆเราก็เลยมีกิจกรรมคลายเครียดเช่นการเล่นกีฬา กีฬาของพวกผู้ชายก็คือเตะฟุตบอล ส่วนใหญ่ก็จะเล่นแถวๆหน้าป้อม 5 ภายหลังโดนคาร์บอมบ้างก็จะเตะตระกร้อหน้าโรงยิม ส่วนผู้หญิงก็จะเล่นวอลเลย์บอล ส่วนของหมวดระวังป้องกันก็จะเตะตระกร้อกับเพื่อนต่างชาติบ้างหรือไม่ก็สอนมวยไทยให้เพื่อนต่างชาติ ลูกศิษย์โปรดของพี่เป็บซี่ ก็คือ " เสน็ค " เขาเรียกตัวเขาว่างูน่ารักดี เป็นทหารชาวโปแลนด์ตัวใหญ่ไซร้บิกจัมโบ้ตัวโตสูงใหญ่กล้ามเป็นมัดๆยังกะแรมโบ้เวลาเตะกระสอบทรายทีเล่นเอาครูฝึกปลิวไปเลย
        ส่วนกิจกรรมสำหรับดิฉันอาจจะไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน ช่วงเย็นก็จะวิ่งออกกำลังกาย เป็นการเปลี่ยนวิวและสำรวจรอบค่ายดูความเป็นอยู่ของพี่ๆที่เข้าเวรยามตามป้อมบ้าง ถ้าวิ่งผ่านก็จะให้กำลังใจพี่ๆที่เข้าเวรตามป้อมเขาจะได้ไม่เหงาบางทีก็ไปเล่นเตะฟุตบอลกับพี่ๆเขาแบบว่าเคยเรียนสมัยเรียน ม.ปลายดิฉันเรียนอยู่รร.ผู้ชายซึ่งมีสหศึกษาในชั้นม.ปลายก็เลยเล่นกะเขาได้ แต่ส่วนใหญ่เขาจะไม่ให้ลงสนามแย่งลูกกะชาวบ้านเขาหรอก พี่ๆเขากลัวน้องสาวขาแข้งเขียว ก็จะทำหน้าที่ผู้รักษาประตูซะมากกว่า   ก็สนุกดีถือว่าเป็นสีสันให้กับผู้ร่วมงานให้ได้สนุกสนานกันไปตามเรื่องบางทีก็แข่งกับเพื่อนต่างชาติบ้าง หรือไม่ช่วงเย็นถ้าไม่เล่นกีฬากันพวกพี่สาวในฮัท เบญจศิริก็จะตุนอาหารสดแล้วก็มาประกอบอาหารทานกันเอง เช่นส้มตำแครอท ไก่คั่วเค็ม ส่วนดิฉันก็ทำเป็นแต่ส้มตำแอบเปิ้ล เอาแบบตามมีตามเกิด พอได้ทุเลาความเบื่ออาหารที่พวกเราทานอยู่ทุกวันและแก้ความคิดถึงอาหารไทย ตอนแรกเขาก็ตีสนิทกับพ่อครัวขอไข่ไก่สดบ้าง อาหารสดบ้าง ตอนหลังสงสัยพ่อครัวโดนดุเลยไม่ได้ให้ แต่พวกเราก็ได้ทานพวกไข่เจียว ใครๆเดินผ่านฮัท 5 ก็จะมีคนขอแจมด้วย เพราะว่ากลิ่นไข่เจียวคลุ้งตลบอบอวลจนใครๆต้องมาเคาะประตู ก็แบ่งปันกันตามมีตามเกิดเท่าที่เราจะหาทานกันได้
         พูดถึงบรรยากาศในตอนนั้นพวกเราทุกคนคิดว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรก็คงจะดีนะ เราจะได้ทำงานของพวกเราอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาไม่มีอุปสรรคอะไร ตอนเย็นๆพระอาทิตย์ดวงกลมโตกำลังจะลาลับขอบฟ้า แสงสีทองทอแสงส่องประกายสวยงามมากเลย ดิฉันขึ้นไปดูที่ป้อม 2 ซึ่งอยู่ซึ่งติดกับถนนมองดูชีวิตผู้คนที่อยู่ด้านนอก ก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านเรานัก คงไม่มีใครหรอกที่อยากจะเกิดในที่ๆที่มีแต่ความวุ่นวาย การแก่งแย่งและชิงดีชิงเด่นแย่งชิงเอาอำนาจ จนทำให้ชีวิตไม่มีความสุข มองดูแล้วก็คิดถึงตัวเราเองที่เราโชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทยอยู่ในที่ๆสงบไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของใครใช้ชีวิตของเราได้อย่างเสรี แต่ในขณะที่มองออกไปข้างนอกแม้จะอยากจะออกไปเดินเล่น ดิฉันเองก็ยังไม่มีสิทธิเพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราออกไปจากค่ายก็ ไม่รู้ว่ามันจะมีความปลอดภัยสำหรับเราบ้างหรือเปล่าเช่นกัน

วันที่ 7 พ.ย. 47
         เช้าวันนี้มีผู้แทนของ AAFES [Army Air Force Exchange service ] มีหน้าที่จัดตั้งร้านค้า ที่เขาเรียกว่า PX ( Post Exchange) มาพบกับผู้บังคับบัญชาค่ายเพื่อประสานงานจัดตั้ง PX ในค่ายเราเพื่อให้กำลังพลที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้เข้ามาใช้บริการ และช่วยอำนวยความสะดวกใจการจัดซื้อของ ในแคตตาล็อค ซึ่งดิฉันว่าก็ดีเหมือนกันเวลาเราซื้อของก็จะได้ซื้อใกล้ๆและไม่ต้องออกไป ล่อเป้าเพื่อที่จะซื้อของที่ตลาดนัดซึ่งอยู่หน้าค่าย
       พอตกบ่ายพี่มาลัยเป็นผู้หญิงไทยวัยกลางคนหน้าตาเธอดูสะสวย เธอเป็นหญิงไทยที่แต่งงานกับนักธุรกิจชาวอิรัก และใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงแบกแดดกว่าเกือบ 20 ปี และนานแล้วที่เธอไม่ได้กลับเมืองไทย เธอเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตามสามี ลูกสาวเธอก็หน้าตาหน้ารักสวยหน้าใสตามวัย พี่มาลัยมาทีไร หนุ่มๆกันหันมองตามกันเกลียวเพราะน้องอะซีลหนะน่ารักมากสวย สูงสง่า และหุ่นดีจนดิฉันเองก็อดที่จะแอบมองความน่ารักสดใสของเธอไม่ได้ คุณมาลัยหัดให้น้องอะซีลพูดทั้งภาษาไทยซึ่งเธอไม่เคยลืมบางครั้งก็พูดภาษอังกฤษ เธอมากับสามีเธอคุณ Ahamed mukta ซึ่งมาขอพบผู้บังคับบัญชาและขอติดต่อธุรกิจค้าขาย สามีเธอดูแลเรื่องระบบการสื่อสารว่าเรากำลังจะมีอินเตอร์เน็ต ท่านผู้บังคับบัญชาก็เห็นความสำคัญของเรื่องการสื่อสาร ทั้งใช้ในการส่งรายงานทางราชการและให้กำลังพลได้มีโอกาสได้ติดต่อกลับประเทศไทย
        สำหรับพี่มาลัยก็แวะมาที่ฮัทคลินิกกองกำลังเพื่อขอยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งเราก็จัดเตรียมให้อย่างดีในฐานะที่เป็นคนไทยด้วยกัน พวกเราเองก็ดีใจที่มีโอกาสได้เจอคนไทยที่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยคนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ยังมีสายใยความผูกพันของความเป็นไทย เธอเล่าให้ฟังว่า สถานการณ์ตอนนี้ในเมืองแบกแดดก็มีการโจมตีกันเป็นประจำ แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในโซนกรีนโซนซึ่งเป็นเขตที่ตั้งของกองกำลังทหารสหรัฐ ส่วนพี่เขาอยู่อีกทางก็ค่อนข้างปลอดภัยจะมีน่ากลัวบ้างก็คือเสียงระเบิดบ้างปืนบ้าง แต่เธอก็ชินแล้วเธอเล่าให้ฟังว่าสมัยที่สหรัฐเข้ามาเปิด Operation ใหม่ๆน่ากลัวกว่านี้อีก แต่ก็อยู่จนชินซะแล้วเธอยังชวนให้พวกเราไปเที่ยวในเมืองแบกแดด โดยบอกว่าถ้าอยากไปก็ให้บอกเธอจะมารับถ้าพวกเราเดินทางโดยแต่งตัวเป็นชาวบ้านก็ค่อนข้างจะปลอดภัย แต่การเดินทางแบบทหารก็ถือว่าเสี่ยงต่ออันตราย ดิฉันก็ทำได้แค่คิดเท่านั้นแหล่ะในความเป็นจริงการอยู่ในที่ๆจำกัดบางครั้งก็ทำให้คนเรารู้สึกเบื่อ แต่ถ้ามาดูเกี่ยวกับสถานการณ์อยู่ในค่ายพวกเราถือว่าปลอดภัยมากที่สุดแล้ว อีกอย่างเราเป็นทหารการจะทำอะไรนั้นต้องอยู่ในกฏระเบียบและวินัย ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พี่มาลัยเล่าให้เราฟังเรื่องของเวชภัณฑ์ต่างๆค่อนข้างหายาก เล่าให้ฟังว่าตัวเธอเองเวลาที่ไม่สบายเสวดมนต์อ้อนวอนให้พระเจ้าคุ้มครอง แล้วอาการเจ็บป่วยต่างๆก็หายเป็นปริดทิ้ง ทั้งนี้ดิฉันเชื่อพลังแห่งความศรัทธาคือยาวิเศษ หรือถ้าจะอธิบายเป็นหลักทางวิทยาศาสตร์อาจกล่าวได้ว่า พลังแห่งความศรัทธาทำให้จิตสงบส่วนหนึ่งของการเจ็บป่วยทางกายเกิดจากภาวะทางจิตมารบรบกวนเรา ในบางครั้งเมื่อเรามีความรู้สึกเป็นสุขร่างกายก็จะหลั่งเอ็นโดฟีน และช่วยลดความเจ็บป่วยและทำให้ จิตใจผ่องแผ้วก็อาจเป็นได้ ดิฉันได้สนทนากับพี่มาลัยสักพักแฟนพี่มาลัยก็มา ทางผบ.ท่านก็ได้ มอบอาหารกระป๋อง ข้าวสาร และม่าม่า ให้พี่มาลัยด้วยเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยจากคนไทยให้คนไทยด้วยกัน

9 พย 46
         ช่วงนี้ฝนฟ้าตกอยู่เรื่อยๆดิฉันไม่ชอบฝนเลย มันทำให้เราทำงานได้ค่อนข้างลำบากเราไม่มีที่หลบฝนด้วยใครที่ตรวจอาวุธก็ต้องทำงานตากฝน ที่นี่จากคำบอกเล่าของล่ามชาวอิรักที่ทำงานให้กับพวก KBR ( KELLOG BROTHERS AND ROOTS ) เป็นบริษัทของเอกชนของอเมริกาที่ได้สัมปทานที่ทำหน้าที่ดูแลพวกเราในด้านสาธารณูปโภคไม่ว่าจะเป็น ก่อสร้าง น้ำ ไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ดิฉันได้พบกับเพื่อนที่ทำหน้าที่ล่ามให้ KBR ชื่อว่า อาฮาเหม็ดบอกกับดิฉันว่า


           "ส่วนใหญ่ที่นี่ฝนจะตกไม่กี่วันหลังจากนั้นก็จะเข้าฤดูหนาวเลยที่นี่ไม่ค่อยมีฝนและตั้งแต่มาอยู่ก็ไม่เคยมีวันไหนเลยที่ฝนตกมีฟ้าร้องฟ้าผ่าเหมือนอย่างบ้านเรา"
การทำงานค่อนข้างลำบากเพราะพอฝนตกดินก็จะแฉะและลื่นมาก ที่นี่ดินส่วนใหญ่จะเป็นดินเหนียวปนทรายหน้าร้อนทรายก็จะเป็นฝุ่น บางทีช่วงหน้าร้อนเราก็อาจจะต้องเจอพายุฝุ่นทะเลทราย แต่หน้าฝนของเรานี่ซิ..ดินเหนียวจับรองเท้าคอมแบทเราเป็นก้อน เวลาเดินหนักเป็นบ้าเลยและพื้นลื่นด้วยต่างหาก สำหรับปีนี้ไม่รู้ว่าเกิดอาเพทอะไรขึ้นฝนตกแทบทุกวัน บางวันตกแบบหนักๆเลยสงสัยว่าฝนจะตามคนไทยมา หลังฝนตกฟ้าก็สว่างสวยดีได้กลิ่นไอดิน ทำให้นึกถึงบรรยากาศของบ้านเราที่อยู่ตามชนบท บางวันฝนก็จะตกทั้งๆที่ไม่มีเค้าเมฆฝนมาก่อนเลย การทำความสะอาดบ้านทำได้ลำบากเพราะเวลาที่ไปทำงานดินก็จะติดเท้าเราพอเข้าเหยียบบ้านทำให้บ้านเราสกปรก
ดังนั้นก่อนเข้าบ้านดิฉันก็จะแวะล้างดินออกจากรองเท้าด้วย เพราะถ้าไม่ล้างดินออกคงจะขัดรองเท้าลำบากแน่เลย เวลาจะไปอาบน้ำก็ต้องเตรียมน้ำใส่กระป๋องเอามาไว้ล้างเท้าและก็ล้างของใช้ที่จำเป็นเพราะเดินๆพื้นมันลื่นและเลอะเทอะ
          แล้วมีอยู่วันหนึ่งขณะที่พวกเรานอนหลับกันแบบสนิทเวลานั้นประมาณเกือบๆตีหนึ่งทุกคนนอนหลับสนิทกันหมด มีเสียงดังบึ้มดังกึกก้องพื้นสั่นสะเทือนทุกคนตื่นขึ้นพร้อมกัน บางคนพุ่งลงจากเตียงคว้าเอาเสื้อเกราะหมวกเหล็กมาใส่บางคนก็คว้าเอาหมวกมาใส่ ส่วนตัวดิฉันดูจะช้าสุดแบบว่ายังง่วงๆอยู่มีอะไรขอตั้งสติก่อน ถ้าไม่ดีคว้าเสื้อเกราะแล้วเผ่นก่อนดีกว่ามัวแต่ใส่อยู่สงสัยไม่ทันการ พอเปิดไฟทุกคนเรียบร้อยหมดแล้วดิฉันยังไม่ทันได้ใส่ทีนี้ ได้ยินเสียงลั่นดังเปรี้ยงที่นี้ดันมีเสียงฟ้าร้องตามมาด้วย ก็เลยร้องอ๋อฝนตกฟ้าผ่านี่เอง และด้วยความที่สงสัยก็เลยโผล่ศรีษะออกไปนอกบ้านไปดูพบว่าฝนตกจริงๆ เจ้ากรรมปกติก็ไม่เคยมีเลยฟ้าร้องฟ้าผ่าเนี่ยไม่รู้ว่ามาได้ไง เล่นเอาพวกเราตกใจนึกว่าโดนซะแล้ว พอวันรุ่งขึ้นจากคืนที่ฟ้าทดสอบกำลังใจพวกเรา ก็เลยได้เรื่องคุยสนุกกันก็คือเมื่อคืนนี้มีพี่ๆ บางคนที่เข้าเวรแล้วเห็นฟ้ามันผ่าใกล้ๆกับค่ายแรงสั่นสะเทือนมันพอๆกับแรงของระเบิด พี่เขาเล่าว่าฟ้าผ่าแบบไม่มีสัญญาณเตือนอะไรเลย เจ้ากรรมคนที่กำลังนอนหลับสบายเวลาขนาดนั้นทุกคนต่างก็หลับกันด้วยความอ่อนเพลีย พอได้ยินเสียงบึ้มได้บางคนก็เด้งดึ๋งลุกขึ้นหยิบเอาเสื้อเกราะหมวกเหล็ก แล้ววิ่งไปหลุมหลบภัยอย่างรวดเร็ว บางคนก็วิ่งแล้วล้มกลิ้งขมำหนำซ้ำเกือบโดนเพื่อนเสยเอาปลายคางเอาด้วยความที่ต่างคนต่างเอาชีวิตรอด ส่วนอเมริกาพอเห็นพวกเราวิ่งก็วิ่งด้วย ด้วยความตกใจและสัญชาติญาณ บางเต็นท์พี่ๆ เล่าว่ามีเรื่องชวนขำพอได้ยินเสียงพี่เขาก็กลิ้งตัวหลบลงที่ข้างเตียง หมายจะหาที่กำบังเพื่อตั้งสติเสียก่อน   แต่เจ้ากรรมดันโชคร้ายพุ่งไปผิดทางกระโจนล้มลงทับกันเองเล่นเอาศรีษะชนกันแล้วก็มึนไปพักหนึ่งด้วยความที่ตกใจกลัว

           ส่วนหน่วยระวังป้องกันบอดี้การ์ดของพวกเราทั้งกองกำลังก็เด้งดึ๋งขึ้นจัดแจงแต่งตัวเตรียมออกปฏิบัติงานด้วยความอาจหา แต่พอโจทย์มาเฉลยก็คือ มีเสียงฟ้าร้องมาก่อนแล้วครั้งหลังก็ผ่าลงมาอีก คล้ายๆจะเยาะเย้ยพวกเราที่หลงกล อืม.....มันน่าเจ็บใจจริงๆเรื่องนี้เลยกลายเป็นเรื่องล้อเล่นตลกขบขันกันในหมู่พวกเรา การที่มีฟ้าร้องในคืนวันนั้นเปรียบเสมือนการซ้อมใหญ่ของพวกเราก่อนที่พวกเราจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สมมุติ แต่มีความคล้ายกับสถานการณ์จริงว่าเวลามีอะไรเราต้องตั้งสติ และไม่อยู่ในความประมาท ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยสอนบทเรียนที่มีค่าให้พวกเรา แม้ว่ามันจะเป็นโดยธรรมชาติแต่มันก็ช่วยให้พวกเรามีการตื่นตัวกันเพิ่มขึ้น

10 พ.ย. 47
         หลังจากที่เมื่อคืนวันก่อนฟ้าฝนทดสอบกำลังใจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วฮัทที่เราอาศัยอยู่ไม้อัดเริ่มโก่ง ประกอบกันไม่สนิท ดิฉันได้แต่ภาวนาว่าอย่างไรวันนี้ก็อย่าตกอีกเลยไม่งั้นพวกเราลำบากกันแน่ๆ ยังไม่ทันไรเวลาประมาณเกือบตี 2 ฝนตกหนักมากเลยคราวนี้นอนหลับ ฝนรั่วลงมาดิฉันก็คิดว่าฝันไปพอนอนไปสักพักชักจะเริ่มแฉะแล้ว เลยลุกขึ้นมาลากที่นอนให้พ้นแนวไม้ซึ่งมันประกบกันไม่ค่อยสนิทนัก ปรากฏว่าที่นอนของพี่ๆก็โดนเหมือนกันทุกคน ดิฉันดูจะเปียกน้อยกว่าเพื่อน เมื่อหลังคามันโก่งน้ำที่ไหลมาจากหลังคา เป็นสีสนิมโดนเสื้อผ้าเลอะเทอะไปหมด เสื้อก็เลยกลายเป็นลายพรางทะเลทรายสีสนิม ดูตลกดีบ้างก็รั่วตามแนวตะปูที่ตอกเอาไว้เอาหล่ะซิทีนี้ จะนอนกันอย่างไรพรุ่งนี้ก็ต้องทำงานแต่เช้าซะด้วย ถ้าไม่ได้นอนก็คงไม่มีเรี่ยวแรงมาทำงานเป็นแน่ ยังไงก็ทนๆหลับไปก่อนเสียงน้ำหยดลงกาละมังดังแหมะๆกว่าจะถึงเช้าเกือบเต็มกาละมังพอดี น้ำที่รูรั่วเล็กก็ใช้กระดาษกาวยึดเอาไว้น้ำมันเซาะกาวก็ปิดไม่อยู่ ส่วนรอยน้ำที่รั่วตรงตะปูเราก็นึกขึ้นได้ว่าสามารถใช้วาสลีน ซึ่งเราเคยปฐมพยาบาลในการหยุดเลือดได้ในกรณีที่ไม่มีอะไร (แต่ต้องสะอาดนะไม่งั้นติดเชื้อแน่ ) เลยอาศัยวาสลีนปะตามรูรั่วก็ได้ผลเพราะว่ามันเป็นน้ำมันเลยลื่นน้ำเลยไม่ไหลตามรอยตะปู มีรูขนาดใหญ่มันคงอุดไม่อยู่หรอกเพราะสู้ความแรงของน้ำไม่ได้ ยังไงก็แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่สู้รบปรบมือกับฝนเกือบ 2 ชม.กว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วก็หลับด้วยความอ่อนเพลีย
          ประมาณ 7 โมงเช้าดิฉันได้รับโทรศัพท์หมอธีรยุทธ์ (แพทย์ทบ.)โทรตามหาดิฉันในฐานะที่เราเคยดูแลผู้ป่วยเด็กมาก่อน และเรามีประสบการณ์ในด้านนี้ ว่ามีเด็กอายุประมาณ 6 ขวบมีอาการหายใจเหนื่อยหอบและเขียว หมอคมสันหัวหน้าชุดแพทย์ทร.และก็ได้พ่นยาให้ผู้ป่วย ให้ออกซิเจนพอ ดิฉันไปถึงช่วยให้ อ๊อกซิเจนเคาะปอดจนเสมหะที่เหนียวมาอุดทางเดินหายใจหลุดและผู้ป่วยอาการดีขึ้นและดิฉันก็ได้เฝ้าติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ประสานกับโรงพยาบาลโปแลนด์แล้วได้ข้อมูลมาว่า ที่ รพ.โปแลนด์เป็นโรงพยาบาลระดับ 2 ก็จริง แต่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กแม้เครื่องช่วยหายใจก็ไม่สามารถใช้ร่วมกับผู้ใหญ่ได้ เราจึงจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยเข้าไปในเมืองคาบาร่า ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรต้องให้บิดาเด็กช่วยบอกทาง โดยมีคุณหมอคมสันและดิฉัน คอยติดตามดูแลอาการผู้ป่วย โดยใกล้ชิดระหว่างการเดินทางนำเด็กส่งรพ.ในเมืองคาบาร่าตอนแรกดิฉันไม่ได้ใส่เสื้อเกราะหมวกเหล็กเลย ผู้บังคับบัญชาท่านได้ช่วยกรุณาจัดหาให้ ระหว่างที่ใส่ก็ได้อุ้มเด็กและดูแลสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะกลัวว่าเด็กอาจกลับแย่ได้อีก ตอนนั้นลืมคิดถึงอันตรายไปชั่วขณะสิ่งที่ทำ ก็เพราะว่ารู้สึกเป็นห่วงเด็กคนนั้นกลัวได้รับอันตราย ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า หากมีรถทหารไม่ว่าจะชาติใดเดินทางผ่านอาจเกิดการซุ่มโจมตี มีโอกาสได้ทุกเมื่อนับว่าอันตรายอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยเรามีหน่วยระวังป้องกันคอยนำขบวนและปิดท้ายคอยรักษาความปลอดภัยให้เราค่อยอุ่นใจ อีกอย่างด้วยความที่เราเชื่อมั่นในความปรารถนาดีของพวกเราที่มีต่อเขาคงไม่มีอันตรายใดๆเป็นแน่ เราใช้เวลาในการเดินทางเกือบครึ่งชม.

         ในที่สุดก็ถึงร.พ.เด็กซึ่งเป็นรพ.ขนาดเล็กมีแค่ 2 อาคารดูจากภายนอกไม่เหมือนร.พ.เลย ดูเก่าๆโทรมๆเหมือนเคยโดนระเบิดมาก่อน ดูอับและคับแคบ มองดูเหมือนคลีนิกบ้านเราซะมากกว่าอ๊อกซิเจนเขายังใช้แบบแท็งค์อยู่เลย ในที่สุดเราก็สามารถส่งเด็กคนนั้นถึงมือหมอที่นั่นอย่างปลอดภัย ญาติของคนไข้แสดงความขอบคุณพวกเรากันยกใหญ่แทบจะกอดหอมแก้มเลย ถ้าเป็นผู้ชายคงโดนกอดไปแล้วแต่นี่เขาแสดงท่าทางชูมือขึ้นเหมือน จะบอกว่าพราะเจ้าส่งพวกเรามาช่วยเขาว่าแล้วก็น้ำตาคลอด้วยความปลื้มใจ
         หลังจากส่งคนไข้เสร็จแล้วพวกเราก็กลับเข้าค่ายด้วยความอิ่มอกอื่มใจ ลืมแม้กระทั่งความกลัวและอันตรายที่รอเราอยู่ระหว่างการเดินทาง วันนั้นดิฉันทำงานด้วยความอิ่มใจที่ได้ช่วยให้เขาได้รับการรักษาอย่างปลอดภัย แล้วก็กลับมาทำงานที่โมบายคลีนิคตามเดิมเช่นทุกวัน ช่วงบ่ายมีครอบครัวหนึ่งมาหาเราโดนรถชน เราก็ได้ทำการปฐมพยาบาลแล้วนำตัวผู้ป่วยเข้ารพ.โปแลนด์ พอเสร็จจากงานเลยรบกวนพี่ๆน้องช่วยซ่อมแซมหลังคาบ้านให้พวกเราเสียที คืนนี้จะได้นอนหลับอย่างสบายหลังจากที่ทำงานด้วยความอ่อนล้าเพื่อเก็บแรงไว้สู้วันใหม่ต่อไป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com