Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

บันทึกของดอกไม้กลางทะเลทราย
โดย : ร.อ.หญิงคันธรส สินน้อย

บทนำ
เกี่ยวกับผู้เขียน

อ่านหน้า | 1  | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16

11

24 hrs in bagdad

28 ธ.ค. 46
         ในที่สุดอรุณรุ่งของวันใหม่ก็มาถึงอากาศดีมากแต่โชคไม่เข้าข้างเราเลย วันนั้นเมฆหมอกไม่รู้มาจากไหนครึ้มไปหมด พวกเรารอจนกระทั่งสายก็ยังไม่มีวี่แววว่าท้องฟ้าจะเปิด ดิฉันนึกอยู่ในใจถ้าเป็นอย่างนี้เราต้องแย่แน่ๆแผนการที่เราจะได้กลับบ้าน อาจจะต้องเลื่อนออกไปขออย่างเดียวอย่ายกเลิกเที่ยวบินของพวกเราเลย
น้องขวัญก็มารับพวกเราไปทานข้าวที่โรงครัวหลังจากที่ทานข้าวเสร็จแล้วก็พยายามติดต่อกับบ้าน โดยอาศัยโทรศัพท์สื่อสาร แต่ก็ไม่สามารถโทรได้ปกติทุกครั้งที่มีเหตุการณ์หรือข่าวที่ไม่ค่อยดีเราจะรีบโทรกลับเพื่อติดต่อทางบ้าน เพราะเรารู้ว่าคุณพ่อกับคุณแม่คงจะเป็นห่วง ดิฉันจะบอกกับทางบ้านเสมอว่าถ้าไม่โทรมาแสดงว่าเรายังอยู่สบายดี แต่ถ้ามีเหตุการณ์อะไรไม่ค่อยดีไม่ให้เชื่อข่าว ดิฉันจะเป็นคนโทรแจ้งข่าวเองแต่เที่ยวนี้ไม่สามารถโทรติดต่อได้
        เรารอจนกระทั่งเวลาเกือบเที่ยงได้แต่ภาวะนาขอให้ฟ้าเปิดและเห็นแดดซะที เพราะปกติถ้าวิสัยทัศน์ไม่ดีเครื่องบินก็จะบินไม่ได้ เราทำได้เพียงแค่รอเวลาจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีวี่แววเลยชะตาชีวิตเราทำไมแกล้งกันอย่างนี้นะ (ดิฉันคิดอยู่ในใจออกมาดังๆ) จนกระทั่งใกล้เที่ยงน้องขวัญเดินมาบอกข่าวร้ายกับพวกเราว่าเครื่องที่จะไปส่งพี่ทั้ง 2 คน ได้ยกเลิกแล้วเพราะวิสัยทัศน์ไม่ดีพี่คงต้องรอ แล้วเพื่อนๆที่ER ก็พาพวกเราไปเลี้ยงปลอบใจโดยเข้าไปที่พิพิธภัณฑ์ในกรีนโซน ซึ่งเป็นโรงครัวขนาดใหญ่อาหารจัดได้น่ากินเหมือนโรงแรมหรูๆซึ่งเราไม่เคยเจอมาก่อน
        เวลาผ่านไปประมาณบ่ายโมงกว่าท้องฟ้าเพิ่งเปิดเห็นแสงแดดรำไร เราเริ่มมีความหวังอีกครั้ง
ดีใจจังจะได้กลับบ้านแล้ว เที่ยวนี้ยกเลิกอย่างน้อยก็ต้องมีเที่ยวอื่นบ้างหล่ะดิฉันคิดว่าอย่างนั้น ปรากฏว่ามีเครื่องมาลงอีกประมาณ 2 เที่ยวมีคนเจ็บอีกเยอะเลย ดิฉันเห็นข่าวโทรทัศน์ของ CNN ซึ่งเราดูระหว่างการที่รอเครื่องข่าวว่ามีเหตุคาร์บอมในเมืองแบกแดด มีคนบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทั้งประชาชนชาวอิรักและทหารของสหรัฐ
         ระหว่างที่ดูข่าวอยู่นั้นก็มีเพื่อนๆอเมริกาเข้ามาพูดคุยบางคนก็บอกกับดิฉันว่าคิดถึงบ้าน บางคนก็เอารูปลูกและภรรยามาให้ดู ส่วนน้องขวัญก็คุยกับเราว่าคุณพ่อคุณแม่เธอก็จะถามเธอเสมอเวลาที่เธอได้โทรกลับบ้านว่า เห็นคนไทยที่ไปทำงานที่อิรักบ้างไหม เธอก็จะบอกทางบ้านว่าไม่เราอยู่คนละเมืองกัน ดิฉันยังจำได้ ตอนแรกที่ได้เจอหน้าเธอดูเธอจะดีใจมากที่ได้พบเราแม้ว่าสถานการณ์ตรงนั้นจะไม่ค่อยอำนวยสักเท่าใดนัก ส่วนดิฉันเองก็ดีใจที่ได้มีโอกาสเจอคนไทยด้วยกัน น้องขวัญเล่าให้ดิฉันฟังว่าเธอกลับไปนี่จะได้แต่งงานกับคนไทยด้วยกัน เธอเล่าถึงครอบครัวที่น่ารักของเธอและโชว์รูปครอบครัวเธอให้ดูน่ารักจัง ด้วยความช่วยเหลือที่เธอมีให้แก่พวกเรามันทำให้ดิฉันมีความซาบซึ้งในน้ำใจอย่างมาก นี่แหล่ะคือดอกไม้อีกหนึ่งดอกที่กำลังเบ่งบานท่ามกลางเปลวไฟและความร้อนแรงของสงครามอย่างน้อยที่สุดก็แสดงให้เราได้เห็นว่า
แม้คนไทยจะอยู่ที่ใดคนไทยเราก็ยังคงมีน้ำใจที่งดงามอยู่เสมอ นอกจากนี้ดิฉันก็ยังซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนชาวอเมริกาที่อยู่ที่ฉุกเฉินทุกคนที่คอยดูแลเราเป็นอย่างดี หลังจากที่น้องขวัญเดินหายเพื่อไปทำงานตามหน้าที่ของเธอสักพักเธอก็เดินกลับมาพร้อมกับข่าวร้ายที่สุดของพวกเราว่า ตอนนี้คนไข้ที่รพ.นี้เตียงเต็มแล้วคงจะมีการงดการขนส่งทางอากาศชั่วคราวเพราะการขนส่งทางอากาศถือว่ามีความเสี่ยงสูงและต้องใช้งบประมาณเยอะ ดังนั้นการที่จะมีเครื่องเพื่อไปส่งเฉพาะพวกเราคงเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นแต่มีการขนส่งคนป่วยเท่านั้น ดังนั้นจึงเหลือทางเลือกสุดท้ายคือเราต้องรอจนกว่าทางกองกำลังจะส่งคนมารับเราหรือไม่เราเองก็ต้องอาศัยรถของสหรัฐที่จะเดินทางไปคาบาร่า ซึ่งทางนี้เป็นทางที่เราไม่อยากไปมากที่สุดเพราะยิ่งถ้าเราเดินทางกับอเมริกาโอกาสที่เราจะโดนโจมตีถือว่าน่าจะมีอันตรายมากที่สุด ส่วนอีกทางคือคนของเราต้องนำรถมารับเราก็ยิ่งอันตรายมากพอๆกัน
        เราจะทำอย่างไรดีเพื่อที่จะกลับอย่างปลอดภัยและคนของเราก็ไม่ต้องมาเสี่ยง พวกเราเหมือนจะเจอกับทางตัน เพื่อนของเราบอกกับเราว่าเราคงทำได้เพียงแค่รอเวลาซึ่งไม่มีกำหนด ดิฉันกับหมอกลางต่างก็เครียดด้วยกันทั้งคู่พยายามมองหาหนทางที่เป็นไปได้ ดิฉันก็ยังไม่ละความพยายามที่จะติดต่อกับพี่มาลัยเราฝากบอกกับคนงานบริษัทของอิรักที่มาทำงานกับสหรัฐว่า ให้ช่วยติดต่อพี่มาลัยให้ทีพอดีดิฉันมีอีเมลล์ของแฟนพี่มาลัยซึ่งมีชื่อและสกุลของแฟนพี่มาลัย เขาก็รับปากว่าจะช่วยเราอีกทางเราต้องรีบหาทางที่จะรายงานผู้บังคับบัญชาทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมแต่เราก็ไม่สามารถติดต่อได้เช่นเคย

         จนกระทั่งเวลาประมาณเกือบ 6 โมงเย็น ตอนนั้นพระอาทิตย์เริ่มตกดินแล้วน้องขวัญวิ่งมาบอกข่าวกับพวกเราอีกอย่างว่านี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายของพี่ๆแล้วนะ เพราะว่าจะมีเครื่องมาแวะรับเอาของเพื่อจะไปรับคนที่เมืองบาบิล พี่อาจจะอาศัยเครื่องนี้ไปก่อนก็ได้เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก่อนที่เครื่องจะมาถึง พวกเราต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ดิฉันกับหมอกลางก็ยังพยายามที่จะติดต่อ เพื่อขออนุญาตเดินทางไปพร้อมเที่ยวนี้แต่ไม่สามารถติดต่อได้หมอกลางกับดิฉันจึงปรึกษากันว่าจะเอาอย่างไรดี
ดิฉันเคยรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองบาบิลอยู่บ้างว่าเป็นเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของกรุงแบกแดดและเป็นฐานของกองกำลัง MNDS ของโปแลนด์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองคาบาร่านัก เพราะเห็นผู้ใหญ่ไปประชุมกันเป็นพักๆ อีกทั้งยังมีฝ่ายเสนาธิการและหมอหม่อม ซึ่งเป็นหมอของเราไปทำงานอยู่ที่นั่นเป็นฝ่ายประสานงานซึ่งอย่างน้อยก็จะได้รับความปลอดภัย เพราะเราก็สามารถขอความช่วยเหลือได้ง่ายกว่า อีกประการจะได้พ้นเขตอันตรายตรงนี้และคนที่จะมารับเราก็จะได้ปลอดภัยด้วย เพราะไม่ต้องเสี่ยงที่จะมารับเราระหว่างการเดินทางทั้งไปและกลับ ดิฉันและหมอกลางจึงตัดสินใจที่จะขึ้นเครื่องมุ่งหน้าไปที่เมืองบาบิล สักพักเครื่องฮ. มาลงน้องขวัญวิ่งมาส่งพวกเรา เพื่อนที่ฉุกเฉินต่างก็ตะโกนอวยพรเป็นแถวๆ ภาพวันนั้นดิฉันยังจำได้ดีไม่มีวันเลือน
         ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนๆทุกๆคนอย่างมาก แม้จะต่างชาติต่างภาษกันสิ่งหนึ่งที่เราสามารถรับรู้ ได้คือความรักในเพื่อนมนุษย์และความมีน้ำใจ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดแม้จะในทะเลทรายก็ตามทีแต่ดอกไม้ก็ยังคงเบ่งบานและจะคงบานด้วยความงดงามอยู่ในหัวใจของเราตลอดไป ดิฉันกอดคอน้องขวัญแล้วบอกว่า ถ้ามีโอกาสเราคงได้พบกันอีกและก้อขึ้นเครื่องด้วยความอาลัย ที่ดิฉันมีโอกาสได้พบทุกคนไม่มากนักแต่มันเป็นกลับเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นขณะนั้น ในตรงนั้นมีคำว่ามิตรภาพซึ่งยากที่จะลืมเครื่องค่อยๆยกตัวขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อนที่ฉุกเฉินและน้องขวัญโบกมือให้เรา แล้วดิฉันก็เริ่มที่จะมองไม่เห็นอะไรเพราะตอนนั้นค่ำมากแล้ว



         หลังจากที่เครื่องบินไปได้ประมาณสัก 45 นาที พวกเราก็ได้เดินทางไปถึงเมืองบาบิล ตรงนั้นรอบตัวเรามืดสนิทหันซ้ายหันขวามองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น จะทำอย่างไรหล่ะที่นี้พวกเราจะสามารถติดต่อกับหมอหม่อมได้อย่างไรกัน นักบินที่ไปกับเราก็ยังใจดีพาพวกเราไปที่ศูนย์วิทยุเพื่อ ที่จะได้ทำการติดต่อกับหมอหม่อม ตอนแรกเราบอกเขาว่าจะติดต่อกับคนไทยที่อยู่ที่นี่ เขาก็ดูงงจนดิฉันเองสงสัยหรือว่าพวกเรามาผิดที่กันแน่ปรากฏว่าเขาก็สอบถามกันสักพักก็นึกได้ งั้นช่วยติดต่อที่รพ.หน่อยขอพูดกับหมอคนไทยที่อยู่ที่นั่น นับเป็นความโชคดีที่สามารถติดต่อหมอหม่อมได้พอดี ดิฉันก็เลยได้ขอความช่วยเหลือจากหมอหม่อมให้ช่วยเป็นธุระเรื่องที่พักให้ หมอหม่อมพาไปดูที่พักแต่ด้วยความที่ดิฉันเป็นผู้หญิงนอนเต็นท์ผู้ชายขนาดใหญ่คงไม่สะดวกนัก หมอหม่อมก็เลยติดต่อกับพยาบาลชาวอเมริกาชื่อว่าเมอร์ซี่ เธออายุประมาณ 40 ปลายๆยังโสด เธออยู่คนเดียวเธอก็เลยจัดหาที่พักให้กับดิฉันโชคดีจังที่ ได้พบกับเธอแต่ก็ไม่ค่อยคิดกังวลใจอะไรมาก เกี่ยวกับความเป็นอยู่พวกนี้จะให้กินอย่างไรนอนอย่างไรก็ง่ายๆอยู่แล้ว เพียงแต่ขอให้พ้นจากอันตรายที่เรามองไม่เห็นตัวเป็นใช้ได้ หมอหม่อมช่วยติดต่อทางกองกำลังและแจ้งให้ท่านผู้บังคับบัญชารับทราบว่าพวกเราปลอดภัยแล้ว
ในเช้าวันรุ่งขึ้นผู้บังคับบัญชาก็จะจัดเอารถมารับและก็เป็นความบังเอิญที่จะมีผู้บังคับบัญชาที่ท่านจะเข้ามาร่วมประชุมพอดี ก็เลยสบายใจคืนนั้นดิฉันก็หลับอย่างเป็นสุขและไร้กังวล  
            เช้าวันรุ่งขึ้นป้าเมอร์ซี่ก็ส่งดิฉันและอวยพรพวกเราส่วน หมอหม่อมก็เลยพาเราเดินดูรอบๆค่ายและก็ได้เห็นบ้านของซัดดัม คงไม่ใช่บ้านหรอกดิฉันว่าน่าจะเป็นวังหรือปราสาทซะมากกว่า และก็ได้เห็นเมืองเก่าที่เคยเลื่องชื่อที่เขาเรียกว่า เมืองบาบิโลนเป็นมหาอาณาจักรที่เฟื่องฟูในอดีต แต่น่าเสียดายที่ดิฉันไม่มีเวลาได้ไปดู แต่ก็ดีใจที่ครั้งหนึ่งที่ได้มาเยือนเมืองแห่งนี้
            ดิฉันใช้เวลาเดินทางกลับทางรถเข้าค่ายใช้เวลาประมาณครึ่งชม. แล้วก็เข้าไปรายงานตัวผู้บังคับบัญชาและแล้วเล่าถึงสถานการณ์ที่เราได้เจอให้ท่านรับทราบ ท่านมิได้ตำหนิอะไรแต่ให้ข้อคิดข้อหนึ่งว่าครั้งหลังให้ดิฉันซึ่งเป็นผู้หญิงให้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนดีกว่าให้ตามหน้าที่ดีอยู่แล้ว
         เมื่อมาถึงได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น ทำให้ดิฉันรู้ซึ้งถึงความห่วงใยของพี่ๆน้องทุกคนที่เป็นห่วงเรา รับรู้ว่าไม่มีที่ใดเลยจะให้ความรู้สึกที่อบอุ่นเท่ากับการที่พวกเราได้มาอยู่ร่วมกับพี่ๆน้องๆของเราในค่าย เสมือนเราได้กลับบ้านส่วนประสบการณ์ที่ดิฉันเองได้ไปเผชิญคงจะติดตรึงอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม จะขอจดจำน้ำใจไมตรีของเพื่อนๆชาวอเมริกาที่มีให้กับเรารวมทั้งความช่วยเหลือที่น้องขวัญช่วยเหลือพวกเรา เก็บไว้ในความทรงจำและจดในบันทึกดอกไม้กลางทะเลทรายของดิฉันอีกหนึ่งหน้าใหญ่นี้ไว้ตลอดไป ด้วยพระบารมีแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ได้ปกปักษ์คุ้มครองให้ดิฉันแคล้วคลาดปลอดภัยและถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งที่ยากจะหาได้จากที่ใดได้

30 ธ.ค.46
        วันนี้ได้รับส.ค.ส. ของที่บ้านมี ของคุณพ่อคุณแม่และน้องๆของดิฉันที่ส่งมาให้ตลอดจน ผู้บังคับบัญชาหลายท่านจากทุกๆหน่วยงานที่ได้แสดงความห่วงใยหลายท่านก็ส่งน้ำพริกมาหลายกระปุกพอได้แจกจ่ายให้พี่ได้ทานกันพอให้หายคิดถึงบ้าน นอกจากนี้ยังมีไปรษณียบัตรจากเพื่อนพี่ๆน้องชาวไทยที่ส่งกำลังใจมาให้ ในการที่พวกเราปฏิบัติงานถึงแม้จะไม่มีส.ค.ส.มากพอที่จะส่งกลับหาทุกคน แต่ดิฉันก็ตั้งใจที่จะปฏิบัติงานและเป็นการตอบแทนที่ทุกคนได้ให้กำลังใจเท่าที่สามารถจะทำได้ สำหรับก็จะพยายามทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดซึ่งดิฉันก็ปลื้มใจและประทับใจอย่างที่สุดที่ได้รับกำลังใจมากมายขนาดนี้ แม้จะไม่สามารถอ่านถ้อยคำให้กำลังใจจากส.ค.ส.ได้ทุกฉบับแต่ดิฉันก็สำนึกในความรักและความห่วงใยของพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นอย่างดีจิตใจมันพองโตเมื่อเห็นกำลังใจหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศทำให้มีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ

31 ธ.ค. 46
         วันนี้เป็นวันสิ้นปีทุกคนในที่นี้ ดูไม่ค่อยตื่นเต้นกับบรรยากาศเท่าใดนัก เพราะพวกเราเพิ่งจะสูญเสียพี่ๆของเรา 2 คน คือ จ.อ.มิตร กล้าหาญ และ จ.อ.อัมพร ชูเลิศ บรรยากาศดูจะเศร้าซึมดู ไม่ค่อยคึกคักมากเท่าที่ควรจะเป็น วันนี้พี่ๆเราเตรียมอาหารและขนม สำหรับที่จะเยี่ยมคนป่วยพอดีไปที่รพ.โปแลนด์เพื่อนบอกกับเราว่าวันนี้หมอให้กลับบ้านได้ ก็เลยไปบอกพี่ๆ ให้ช่วยไปรับคนป่วยหลังจากที่เกิดเหตุการณ์คาร์บอมหน่วยระวังป้องกันต้องทำงานมากเพิ่มขึ้น เพราะต้องวางกำลังตามจุดต่างๆเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับพวกเราต้องมีรถออกตรวจลาดตระเวนรอบค่าย เพื่อเป็นกำลังใจให้กับพี่ๆหน่วยอื่นที่ต้องเข้าเวรยามคอยดูแลความปลอดภัย พวกเราในขณะที่เราหลับอย่างสบายการเข้าเวรยามถี่มากขึ้น เนื่องจากมีคนแค่ 30 กว่าคน มีป้อมที่ต้องดูแลทั้งหมดหลักๆ 3-4 ป้อม นอกจากนั้นก็มีป้อมของหน่วยอื่นซึ่งก็ต้องมีคนหมุนเวียนกันเข้า พี่บางคนเข้าเวร 8 ชม.พัก 8 ชม. เหมือนดิฉันตอนทำงานพยาบาลเลย ขอบอกเลยว่างานหนักมากเพราะต้องเครียดและต้องคอยสอดส่องดูแลความปลอดภัยอยู่เสมอ ยอมรับว่าการเข้าเวรในสถานการณ์แบบนั้นทุกคนค่อนข้างเครียดเพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนพี่ๆทหารช่าง ก็มีหน้าที่เพิ่มขึ้นคือ ช่วยดูแลซ่อมแซมข้าวของที่ชำรุดตลอดจน ซ่อมแซมค่ายโดยเฉพาะส่วนที่เกิดเหตุเพื่อเสริมความแข็งแรงของค่าย ขุดคูคลองรอบค่ายทั้งข้างนอกและข้างในทำ 2 ชั้นมีกำแพงที่แน่นหนา ส่วนทางเข้าก็วางสิ่งกีดขวางให้ซับซ้อนยืดเส้นทางการเดินทางให้ไกลออกไปอีก ทำให้ยากต่อการโจมตีโดยใช้คาร์บอมพูดได้ว่าค่ายของเรามีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น เกือบจะ100 เปอร์เซ็นต์
         ทุกหน่วยงานทำงานค่อนข้างหนัก ช่วงดิฉันไม่อยู่ไปติดที่เมืองแบกแดดพี่มาเรียมเล่าให้ฟังว่า พี่ๆหน่วยระวังป้องกันทำงานกันทั้งกลางวันทั้งคืนเรียกได้ว่าห้ามเจ็บห้ามป่วยกันเลย เพราะว่าคนน้อยงานก็หนักพี่เรียมกับดิฉันก็เห็นใจก็เลยต้มข้าวต้มส่งเสบียงให้ บ้างก็ทำม่าม่าผัด หรือต้มถั่งเขียวต้มน้ำตาลไปให้บ้าง เพื่อเป็นน้ำใจให้ผู้ร่วมงานที่เขาดูแลพวกเรา ในเวลาค่ำคืนที่ในขณะที่เรานอนหลับอย่างสบาย พี่ๆบางคนเล่าให้ฟังอย่างน่าสงสารว่าบางทีลงเวรมาแล้วไม่มีอะไรทานเพราะลงเวรไม่ตรงกับโรงอาหาร บ้างก็หากินตามมีตามเกิด ไม่มีก็ไม่กิน จากการที่ดิฉันได้เข้าไปช่วยดูแลทำให้พี่ๆเขามีกำลังใจในการทำงานมากเพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้ก็คือน้ำใจที่เราได้มอบให้แก่ผู้ร่วมงานด้วยกัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com