Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

บันทึกของดอกไม้กลางทะเลทราย
โดย : ร.อ.หญิงคันธรส สินน้อย

บทนำ
เกี่ยวกับผู้เขียน

อ่านหน้า | 1  | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16

13

ตลาดนัดชาวอิรัก

         เดิมก่อนที่พวกเราจะมาอยู่ในค่ายเรามีตลาด สำหรับขายของๆซึ่งชาวอิรักเอาเข้ามาขายพวกของใช้จำเป็นแรกๆ เรื่องกฎระเบียบการเอาของมาขายก็ไม่ค่อยมี ช่วงนั้นยังหล่ะหลวมและนับว่าเสี่ยงอันตรายอยู่ไม่น้อยเหมือนกันเขาเข้ามาเปิดร้านขายของใช้จำเป็น ของที่ระลึกและมีร้านตัดผมซึ่งฝีมือการตัดแย่มากๆแต่ก็ต้องใช้บริกการแต่ภายหลังมีร้านตัดผมของทหารไทยยอดลูกค้าเขาจึงตกเพราะร้าตัดผมของคนไทยบริการดีมีการนวดให้ด้วยที่เรียกว่า Massage ในช่วงแรกๆร้านเกือบจะอยู่กลางค่าย ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ไม่ดีหากพ่อค้าเป็นสายของฝ่ายตรงข้าม พวกเราคงลำบากแต่ภายหลังจากที่ทหารไทยเข้ามาเป็นช่วงเดียวกับการที่มีการปรับเปลี่ยนกำลังพลของโปแลนด์ กำลังพลส่วนใหญ่ในค่ายเป็นทหารไทย ผบ.ท่าน เลยได้รับตำแหน่งผบ.ค่ายลิม่า อีกหนึ่งตำแหน่ง ท่านก็เลยจัดที่ให้คนอิรักกระเถิบถอยไปขายแถวๆปากทางเข้าค่ายตอนแรกก็มีอยู่ 2 ร้าน ของก็มีไม่มากนักเป็นของใช้จำเป็นและที่ระลึกที่ทหารไทยชอบกันมากๆคือบุหรี่นอก พวกมาร์โบโร่ วิลตันอะไรพวกนั้นถูกมากแพ็คหนึ่ง 2 ดออล์ 5 ดอล์ล เล่นเอาคนที่เคยเลิกไปแล้วกลับมาสูบใหม่เลยยิ่งนานวันของที่เขาขนมาขายก็มากขึ้นเรื่อยๆมีตั้งแต่ ไม้จิ้มฟันยัน เรือรบ ซึ่งเขาสรรหามาหลอกล่อเอาเงินพวกเราสำหรับอเมริกาดูจะไม่ค่อยแพง แต่ถ้าเป็นคนไทยต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีเพราะได้เงินแค่ร้อยกว่าๆดอลล์ไม่มีอะไร ของที่เขามาขายส่วนใหญ่จะมาจากจีนแดงกับ ไต้หวันของที่เราจะซื้อแต่ละชิ้นต้องคำนวณแล้วคำนวณอีก เพราะว่าพอคิดเป็นเงินไทยก็หลายตัง ถ้าถูกก็จะซื้อ
         สรุปเอาเป็นว่าคนไทยก็จะกลายเป็นลูกค้าประจำของชาวจูเลียต (ผ.บ. ท่านให้เรียกว่าอย่างนั้น การที่เราเรียกว่าแขกมันทำให้ดูไม่ให้เกียรติกับอาจารย์ล่ามที่ไปกะเราเลยต้องเรียกแขกอาบังว่าจูเลียต) ลูกค้ารายใหญ่ไม่พ้นพี่ไทยเราเดินชมได้ทุกวัน แต่สิทธิพิเศษเสมือนเมมเบอร์คาร์ดต้องยกให้สาวๆเวลาที่ซื้อของก็มักจะได้ราคาถูกเป็นพิเศษ เวลาที่พี่ๆเราเขาจะซื้ออะไรมักจะชวนไปดูเป็นเพื่อนเพราะเราต่อเก่ง พอหลังๆพี่เขาชักเริ่มรู้ต่อได้บ้างไม่ได้บ้างทีหลังต้องแอบไปดูก่อนว่าจะซื้ออะไรแล้วค่อยไปซื้อใหม่ วันหลังเพราะราคามันขึ้นๆลงๆแล้วแต่อารมณ์คนขาย วันนี้อยากขายแพงบางทีอยากขายถูกตามกลยุทธของเขาเวลาที่ซื้อของจะถูกมากๆอย่างแว่นที่เขาก็อบปี้ เลียนแบบของจริงอะอันละประมาณ 3 ดอล,ต่อ 2 อัน 5 ยังไม่ได้เลยแต่พอดิฉันไปซื้อเหลือดอล์ลเดียว ดิฉันเลยมีแว่นกันแดดเยอะกว่าชาวบ้านบางครั้งซื้อของก็ลดแลกแจกแถมเต็มที่ แบบว่าหลงคารมสาวไทยพ่อค้าบางคนก็น่ารัก เวลาขายให้คนไทยราคาหนึ่งพอเขาหันหลังไปก็ลดให้เราเห็นๆเลยก็ถือว่าเป็นน้ำใจของเขาหล่ะนะ บางครั้งเวลาเดินเข้าโรงครัวก็เอาน้ำอัดลมไปให้บ้างน้ำดื่มบ้างถือเป็นการผูกมิตรเป็นน้ำใจเพราะที่นั่นน้ำแพงมากกระป๋องละ 1 ดอลล์ได้ พอเขาได้จากเราก็โอเคเวลาที่ซื้อของก็จะได้เกือบราคาทุนแต่เขาก็ฉลาดนะ เวลาที่เขาจะขายของจะบอกว่า For my friend ทุกคนหน่ะ My friend ซะหมดสรุปคนไทยก็หลงกลจนได้ แต่ก็มีร้านที่ซื้อกันประจำเป็นพี่น้องเด็กหนุ่มอายุไม่ถึง 20 ปีแต่ขยันทำมาค้าขายและเวลาขายจะขายถูกมากๆดูเขามีอัธยาศัยดีชื่อครอบครัวจาร์เบอร์ซึ่งร้านค้า หลังจากเกิดเหตุการณ์คาร์บอมเขาก็เลยปรับพื้นที่นอกรั้วค่ายวางเป็นตลาดนัด สำหรับขายตอนแรกมี 3 เจ้าพอมีตลาดเลยมาเพียบเลยก็ถือเป็น โอกาสดีสำหรับผู้ซื้อตรงที่ว่ามีการแข่งขันขายของตัดราคากัน ก็เลยสบายเวลาเขาเจ็บป่วยเขาก็พึ่งพาเรา ก็เอายามาให้บ้างมีปลากระป๋องก็เอามาให้บ้างถือเป็นการผูกมิตรภาพ
         หลังจากที่ออกมาตั้งนอกค่ายก็มีคนขายเยอะขึ้น ก็เลยได้มีโอกาสได้เดินออกมานอกรั้วบ้างล่อเป้าเล่นทางออกก็เป็นทางเดียวกับที่เราใช้พาคนไข้เข้าไปตรวจที่โมบายคลินิก ซึ่งเรามีประตูเข้าออกเล็กๆที่ทะลุผ่านแต่ก็ทำให้ได้เห็นนอกรั้วใกล้ชิดมากขึ้นอย่าแปลกใจเลยที่ไหนก็ทำมาหากินเหมือนกัน ในสนามรบก็มีตลาดได้แต่ที่เราจะสามารถสังเกตได้ง่ายก็คือ ถ้าวันไหนมีข่าวจะโจมตีค่ายพ่อค้าจะเก็บร้านเร็วกว่าปกติ เหมือนเขาจะรู้กันก็เหมือนเป็นสายข่าวให้เราอีกทางนั่นแหล่ะเพียงแต่ว่าเราจะดึงใจให้เขาเป็นฝ่ายเราได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง

14 กพ 47
         วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ตามหลักสากลก็คือ เป็นวันแห่งความรักซึ่งบรรยากาศที่อยู่ทางเมืองไทย คงจะเป็นการส่งดอกไม้ให้ช็อคโกแล็ตหรือไม่ก็ติดสติ๊กเกอร์รูปหัวใจเกลื่อนกลาดดอกกุหลาบสีแดงคงบานเต็มไปหมด คงมีแต่รอยยิ้มและความสดชื่นแจ่มใส แต่สำหรับพวกเราก็เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมาย แต่ก็มีเพื่อนชาวอเมริกาคนหนึ่ง ชื่อแอลเขาอายุอ่อนกว่าดิฉันประมาณสัก 5 ปีได้ ฃ เขาชอบมาคุยกับดิฉันเล่าถึงปัญหาชีวิตและปัญหาครอบครัวของเขาให้ฟังอีกด้วย ก็ให้คำแนะนำเขาจนเขารู้สึกดีเราก็เลยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน วันนี้เขาก็เลยเอาแผ่นหนังดีวีดีมาให้บอกว่าให้เก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก
           พอสายผู้บังคับบัญชาท่านจัดรถ เพื่อที่จะพาชุดส่วนล่วงหน้าไปเยี่ยมชมเมืองบาบิโลน ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญในอดีตและอยู่ในเมืองบาบิลที่เป็นฐานที่ตั้งของกองกำลัง MNDS ของโปแลนด์ซึ่งจะได้พาชุดเยี่ยมชมไปดูงาน ดิฉันก็เลยขออนุญาตท่านผบ.กองกำลังไปเนื่องจากจะได้มีโอกาสได้ติดตามคณะตรวจเยี่ยม และถือโอกาสไปเยือนเมืองบาบิล อีกครั้งหลังจากที่เคยได้ไปมาแล้ว ในช่วงที่เกิดคาร์บอมที่ไปติดอยู่ที่เมืองแบกแดดและได้แวะมารอรถมารับกลับในตอนนั้น ไม่ได้มีโอกาสได้เยี่ยมชมความงามของเมืองที่มีความมหัศจรรย์แห่งนี้เลย ทั้งๆที่ได้มีโอกาสเพราะตอนนั้นไม่ได้มีจิตใจจะรื่นรมย์กับอะไรทั้งนั้นใจอยากกลับเข้าค่ายมากกว่า มาคราวนี้สบโอกาสเหมาะเลยขออนุญาตท่านผบ.กกล. ไป ซึ่งท่านก็อนุญาตก็เลยมีดิฉัน,พี่มาเรียมและพี่พันได้ไปชมกัน เยี่ยมชมส่วนพี่อีก 2 คนไม่อยากเดินทาง จึงไม่ได้ไปด้วยระหว่างการเตรียมตัวเดินทางก็เหมือนทุกครั้งต้องใส่เสื้อเกราะหมวกเหล็กและต้องปิดม่านรูดให้สนิท ระหว่างการเดินทางใช้เวลาในการเดินทางเกือบ 40 นาที ได้รถต้องมีรถของหมวดระวังป้องกันประกบหน้าและหลังและต้องไม่วิ่งออกนอกเส้น ทาง พอพูดถึงเมืองมหาอาณาจักรที่รุ่งเรืองในอดีต เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ก็ต้องนึกถึงเมืองบาบิโลน ซึ่งเมืองบาบิโลนยังคงมีการอนุรักษ์ไว้เหมือนกับเมืองอยุธยาของเรา ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีชื่อและเก่าแก่
           ถ้าใครมาประเทศอิรักแล้วมาถึงเมืองบาบิลแล้วไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมก็คงจะเรียกได้ว่ายังมาไม่ถึงนี่ถ้าไม่ใช้เพราะว่าเราได้มีโอกาสได้ติดตามคณะที่มาตรวจเยี่ยม ดิฉันเองก็คงไม่มีโอกาสได้มาเป็นแน่ นับเป็นความโชคดีของดิฉันเสียจริงๆ   สภาพภายนอกส่วนหนึ่งได้รับการบูรณะแล้วบางส่วนอาจโดนคุกคามจากภัยสงคราม ก็เลยคงไว้แต่ซากปรักหักพังทั้งจากการเวลาและจากภัยสงครามความงามและคุณค่าของมันยังคงอยู่


         เมืองบาบิโลน เป็นนครที่มีชื่อเสียงในอดีตและในประวัติศาสตร์ จากที่เราได้เคยเรียนมาการมาเยือนที่นี้นับว่าเป็นครั้งที่ 2 ถือเป็นความโชคดีของดิฉันมากเลย ที่ได้มีโอกาสมาเยือนหลังจากที่ผู้บังคับบัญชาประชุมเสร็จก็ได้เข้าไปเยี่ยมชม ในส่วนที่เขามีการบูรณะบางส่วนก็ปรักหักพังไปตามการเวลาบาง ส่วนก็ได้รับอิทธิพลจากสงครามตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซีย แต่เขาก็พยายามอนุรักษ์ไว้อย่างดีมีประตูชัยทางเข้าที่ ถ้าใครมาถึงต้องเก็บภาพเอาไว้เป็นที่ระลึก ภาพหินแกะสลักบอกเรื่องราวในอดีต และรูปปั้นหินแกะสลักที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองบาบิโลน พูดถึงรูปสลักหินโบราณมีทั้งมังกรไฟ, ม้าและสัตว์อื่นๆบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ดิฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะเก็บเอาภาพสวยๆมาไว้ดูเป็นที่ระลึกที่ ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสมาเยือนดินแดนที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้มา ได้รับคำบอกเล่าเมื่อครั้งสมัยที่เรียนประวัติศาสตร์ในวิชาสังคมที่เคยเรียนสมัยมัธยมแต่อาจจะเพราะความบังเอิญหรือว่าเคยได้มาที่นี่แล้วจึงทำให้ได้มีโอกาสได้มาอีกครั้งก็ไม่รู้มันเป็นความประทับใจที่ไม่มีวันลืม นอกจากนี้เดินชมรอบบริเวณมีสิ่งก่อสร้างมากมาย โดยเฉพาะรูปแบบการก่อสร้างเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากเพราะในสมัยก่อนเขาไม่มีการผสมปูนฉาบทำเหมือนอย่างสมัยนี้ อิฐทุกก่อนเรียงตัวได้อย่างลงตัวเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เขาทำได้อย่างไร ได้แต่ชื่นชมในการทำงานของคนสมัยก่อนนอกจากนี้ยังมีในส่วนของเขาวงกต ซึ่งซัดดัมได้สั่งให้มีการสร้างอันใหม่แทนอันเก่าที่ปรักหักพังแต่เป็นพื้นที่ที่ห้ามเข้า ดิฉันเองว่าก็ดีเหมือนกัน ถ้าเราหลงเข้าไปคงจะหลงอยู่ในนั่นเป็นวันๆก็เป็นได้นับว่าเป็นความชาญฉลาดของคนในสมัยนั้น ที่ทำทางเข้าวังให้มีการลึกลับซับซ้อนถ้าใครเป็นผู้ร้าย หรือศัตรูคงเข้าไปได้ยากนอกจากนี้แล้วก็มีรูปปั้นสิงห์ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองบาบิโลน

        ในเมืองบาบิโลนมีบ้านของซัดดัมแทบ ไม่อยากเรียกบ้านเลยอยากเรียกว่าวังก็คงไม่น่าเกลียดเท่าใดนัก เพราะเขาสร้างได้ใหญ่โตอลังการสูงเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขาเป็นเนินดินขนาดสูงมองเห็นบ้านซัดดัมเป็นสง่าอยู่ ถ้าได้ขึ้นไปเราจะเห็นวิวรอบๆเมืองได้ชัดเจนมาก เห็นแนวของแม่น้ำอะฮีร่าที่ไหลคดเคี้ยวไปมามองเห็นเมืองเก่าเมืองบาบิโลนมองเห็นเขาวงกตที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ที่ซัดดัมสร้างขึ้นแทนอันเก่าที่โดนระเบิดพังเสียหาย ส่วนหนึ่งก็สลายไปพร้อมกับการเวลา ส่วนหนึ่งก็ได้มีการบูรณะฟื้นฟูไว้เป็นเมืองโบราณเสมือนกับกรุงเก่ากรุงศรีอยุธยาบ้านเรา
            หลังจากที่ผู้บังคับบัญชาประชุมเสร็จเราก็ได้รับอนุญาตให้ได้ขึ้นไปเยี่ยมชมข้างบน ระหว่างที่จะขึ้นไปเรามีทางเลือก 2 ทาง คือเดินไปตามถนนที่ทำขึ้นต้องใช้เวลาเกือบ 30 นาทีแต่เราไม่มีเวลามากนักจึงเลือกที่จะเดินขึ้นไปตามทางลัด ซึ่งเป็นการเดินไต่ไปตามเนินโดยมีไม้หรือเชือกให้ยึดเกาะระหว่างไต่   สำหรับก็อาศัยความไววิ่งขึ้นไปใช้เวลาประมาณ 10 กว่านาที ส่วนคนมีอายุอาจต้องใช้เวลามากขึ้นอีกหน่อยทางขึ้นค่อนข้างลาดชัน ถ้าสะดุดก็ล้มกลิ้งลงไปได้เลยเมื่อขึ้นไปถึงข้างบนอย่างทุลักทะเล ดิฉันก็เดินไปที่จุดชมวิวที่นี่มองเห็นวิวรอบด้านทุกทิศทางเพราะด้วยความสูงของมันเรามองเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวอิรัก บางคนกำลังซักผ้าบางคนเอาสัตว์เลี้ยงลงไปเลี้ยงเห็นต้นไม้สีเขียวเลียบริม 2 ฝั่งที่แม่น้ำไหลผ่านมองดูแล้วเหมือนประชาชนเขาจะมีความสุขอยู่ไม่น้อยหากปราศจากผู้รุกราน และผู้ที่เข้ามาก่อกวนความสงบของดินแดนแห่งนี้ ดิฉันได้แต่หวังว่าในไม่ช้าสันติสุขจะกลับคืนมาสู่ชีวิตของพวกเขาอีกครั้ง ภายในบ้านของซัดดัมสร้างได้อย่างสวยงาม บนผนังเพดานมีภาพวาดบอกเรื่องราวต่างๆน่าเสียดายที่ไม่มีไกด์ จึงไม่สามารถทราบถึงว่าเขาต้องการสื่ออะไรกับเรา จากที่สังเกตพบว่ามีร่องรอยของการวางรูปปั้นเพราะว่าเห็นแท่นวางอยู่ คาดว่าคงเป็นของที่มีค่าเพราะทุกอย่างถูกยกไปหมดแม้กระทั่งโคมไฟบนเพดานราวบันไดก็ไม่เหลือแม้กระทั่งโถส้วมก็อกน้ำ อ่างอาบน้ำทุกๆอย่าง เคยมีคนบอกกับดิฉันว่าซัดดัมรวยที่สุด แม้กระทั่งอุปกรณ์ พวกนี้ตกแต่ด้วยของที่แพงที่สุดชนิดที่ประเมินมูลค่าไม่ได้แต่สภาพใน ตอนนี้ไม่เหลืออะไรอยู่แล้วคงไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ภายหลังที่วังซัดดัมถูกยึดครองบ้านซัดดัมก็กลายเป็นกองบัญชาการของหน่วยต่างๆของโปแลนด์ เป็นทั้งที่อยู่ที่พักมีทั้งพวกทหารราบและทหารสื่อสาร เพราะเราเห็นมีจานดาวเทียมและเสาวิทยุบางที่ก็เหม็นกลิ่นปัสสาวะมากเลย
             เราเดินสำรวจโดยรอบมีห้องเล็กๆน้อยๆลึกลับซับซ้อน อยู่ไม่น้อยทุกอย่างตบแต่งได้อย่างสวยหรูหราวัสดุต่างๆราคาคงแพงมาก ดิฉันนึกถึงความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ในเมืองที่เจอแล้วก็นึกอยู่ในใจว่าทำไมมันแตกต่างกันราวกับฟ้ากะดินจากคำบอกเล่าของเพื่อนเราเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนที่ยังไม่มีซัดดัมบ้านเมืองฐานะทางด้านการเงิน แม้กระทั่งสวัสดิการต่างๆไม่แพ้เมืองคูเวตเลย ค่าเงินของอิรักแพงกว่าดอลล์ล่าสหรัฐด้วยซ้ำแต่ภายหลังจากเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทุกอย่างก็ดูแย่ลงแต่สวัสดิการส่วนหนึ่งก็ยังคงได้อยู่โดยซัดดัมจะแจกคูปองสำหรับแจกเครื่องยังชีพให้โดยคิดเป็นรายหัวต่อครอบครัว
           ภายหลังจากที่มีสงครามเกิดขึ้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป กลายเป็นประชาชนไม่มีที่ทำกินไม่มีรายได้ต้องดิ้นรนและถูกกดขี่ข่มเหง ซึ่งจากข้อมูลนี้เราคงไม่สามารถยืนยันเป็นหลักฐานได้ เพราะเป็นเรื่องที่ได้รับการบอกเล่าจากเพื่อนเราที่เขาอาจจะมีทัศนคติ เราคงจะขอเป็นในเรื่องของการบอกเล่าเสียมากกว่า เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันแต่จากที่สังเกตก็น่าจะมีความเป็นไปได้ หลังจากที่เกิดสงครามประชาชนทุกคนเหมือนต้องคำสาปเพราะความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตเริ่มแย่ลงเด็กๆขาดแคลนอาหารเจริญเติบโตได้ไม่สมกับวัย
           ส่วนเรื่องของการเจ็บป่วยก็ได้แต่อ้อนวอนขอพรพระเจ้าให้ท่านช่วยดูแลเหมือนกับที่พี่มาลัย เล่าให้เราฟังว่าเป็นนับ 10 กว่าปีแล้วตั้งแต่ที่พี่เขาแต่งงานอยู่กับคนอิรักและย้ายมานับถือศาสนาอิสลามพี่เขาไม่เคยไปรักษากับหมอที่รพ.เลย   ส่วนใหญ่ก็จะสวดมนต์ขอพรจากพระเจ้าให้มาช่วยเหลือ แต่ก็น่าแปลกที่หาย อาจจะเป็นเพราะเกิดจากศรัทธาและความเชื่อซึ่งเราก็ไม่สามารถอธิบายได้แต่ภาพที่เราเห็นและเกิดความสะท้อนใจ ก็คือเมื่อได้เห็นบ้านของซัดดัมและเปรียบกับความเป็นอยู่ของประชาชนมันต่างกันแบบราชากับยาจก ซึ่งมันเทียบกันไม่ได้เลยแต่สิ่งที่น่าเสียดายอีกอย่างก็คือ บ้านเรือนที่ซัดดัมเคยอาศัยอยู่ ตอนนี้ไม่เหลือสภาพให้น่าภูมิใจ ถ้าเราเป็นเขาคงรู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อยจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก ณ.ขณะนี้แม้กระทั่งกระจกที่จะส่องดูหน้ายังไม่มี น่าสงสารและน่าเสียดายยิ่งนัก ทำให้นึกว่าเราโชคดีมากๆที่เกิดเป็นคนไทย อยู่ในที่อุดมแม้จะมีความขัดแย้งกันบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายเพราะอย่างน้อยเราก็มีวิญญาณของความเป็นคนไทยเราภาคภูมิใจในความเป็นไทย นับเป็นความโชคดีของพวกเราเสียจริงๆที่อย่างน้อยที่สุดก็ได้มาเยือนดินแดนแห่งนี้ ดินแดนที่มีเรื่องเล่ามากมายมีร่องรอยของประวัติศาสตร์ที่เราจะขอจดจำและบันทึกไว้ในอีกหน้าหนึ่งของดอกไม้กลางทะเลทรายในเมืองอิรัก

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com