Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1  กรุงานเขียนเก่า 2  กรุงานเขียนเก่า 3  กรุงานเขียนเก่า 4  กรุงานเขียนเก่า 5

อัศสุชล >>

ศาลาท่าน้ :

ศาลาท่าน้ำ

แสงสว่างที่จางไป
ไม่รู้นานเท่าไหร่แล้วที่ฉันไม่มีโอกาสกลับมานั่งคิดอะไรต่อมิอะไรที่ศาลาท่าน้ำ ที่บ้านเรือนไทยหลังนี้ มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้ หลายต่อหลายเรื่องราวยังอยู่ในความทรงจำ ภาพของเด็กผู้หญิงสองคนกอดคอกันร้องไห้ในวันที่รู้จักกับความสูญเสียครั่งยิ่งใหญ่ในชีวิตเมื่อ 18 ปีก่อนแจ่มชัดขึ้นมาบนความรู้สึกอีกครั้ง เหมือนภาพยนต์ที่ย้อนกลับมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า…..
“ ไปหล่ะลุง เดี๋ยววันจันทร์ไปโรงเรียนเจอกันใหม่ ขอบคุณค่ะ “
“ อืมม เดี๋ยวบอกตากับยายนะว่าเดี๋ยวลุงมาช่วย กลับบ้านอาบน้ำอาบท่าซะ “
“ ช่วยอะไรหรือลุง เดี๋ยวก็ไม่มีใครอยู่บ้านแล้ว เค้าจะไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลกัน “


“ เอ็งบอกตากะยายเอ็งอย่างที่ข้าบอกแล้วกัน”
“ อย่างนั้นก็ได้ลุง ขอบคุณอีกทีนะ เดี๋ยววันจันทร์เจอกันใหม่ “

ลงจากรถนักเรียนในเย็นวันศุกร์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังว่า เดี๋ยวจะได้ไปเจอแม่ที่รักษาตัวอยู่พี่โรงพยาบาลเพราะอุบัติเหตุเมื่ออาทิตย์ก่อน ที่จริงมันก็ไม่ใช่อุบัติเหตุหรอกแต่มันเป็นผลมาจากความบ้าปิ่นของวัยรุ่นมีสตางค์บางคนที่ชอบทดสอบความเร็วบนถนนหลวงจนต้องทำให้แม่ต้องเจ็บขนาดนี้ทั้งที่จอดรถติดไฟแดงอยู่กันละฟากของถนนแท้ ๆ พ่อบอกว่ามันเป็นคราวเคราะห์ของแม่ ก็คงจะจริงมั้งถึงได้มาเจอะเจอกะคนประเภทนี้ประเภทที่มีแต่ตังค์ในกระเป๋าแต่ไร้สมอง ซ้ำยังเป็นคนที่มารยาททรามเป็นที่สุด …. ฉันคงไม่ได้ประนาณคน ๆ นี้อย่างนี้เพียงแค่น้ำจิตน้ำใจเพียงเล็กน้อยที่เค้าจะหยิบยื่นให้คนเจ็บอย่างแม่ฉัน แต่เท่าที่ฉันรู้และสัมผัส ตลอดเวลาที่แม่อยู่โรงพยาบาลไม่เคยเห็นมันมาเยี่ยมมาดูดำดูดีสักครั้ง ซ้ำยังให้คนมาขอยอมความยอมจ่ายเงินอย่างไม่อั้นไม่ให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา .. ให้ตายเถอะคนมีสตางค์เนี่ยเค้าทำอะไรก็ได้งั้นหรือ ??? พ่อบอกว่าพ่อไม่เอาเรื่องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ และไม่ได้คิดเรียกร้องเงินทองจากพวกเค้าเลย แต่ที่พ่อต้องการคือให้แม่หายเป็นปกติ….พ่อต้องการเพียงเท่านั้น

“ ซากา ไปไหนมาวะ ”
“ มาจากบ้านเอ็งแหละ ”
“ ไปทำไรว๊า ไปขอขนมยายกินหล่ะสิ ”
“ เออเอ็งไม่ต้องถามไรมาก รีบกลับบ้านไป๊ ”
“ ไม่ถามก็ได้วะ รีบกลับบ้านก็ได้เดี๋ยวจะไปหาแม่ที่โรง-บาลอยู่”
“ เออ ๆ มัวคุยอยู่น่านแหละ รีบเข้าบ้านไป๊”
“ เอ๊ะ!!! เอ็งนี่ท่าจะบ้า จะไปไหนก็ไปเลยไป ”
“ เดี๋ยวจะมาช่วยนะ ”
?????
?????
“ ช่วยอะไรของมันวะ ???? วันนี้เจอแต่คนพูดแปลก ๆ “


ใครมาทำไรกันที่บ้านเยอะแยะวุ้ยเนี่ย เต็มบ้านไปหมดสงสัยเพื่อนพ่อ ว่าแต่มาทำไรกันหว่า ????

“ เจ้……….. ”
“ ร้องไห้ทำไม เป็นอะไร ไหน ๆ เงียบก่อนไม่เอาไม่ร้องไห้ ไหนบอกเจ้ดิว่า ใครทำอะไรให้ถึงร้องไห้ อย่างนี้”
…………..
“ เอาแต่ร้องไห้อย่างนี้แล้ว เจ้ จะรู้เรื่องไหมเนี่ย”
“ เจ้ แม่..ตาย..แล้ว”
“ อะไรนะ !!!!!! ”
“ แม่…ตาย…แล้วเจ้ แม่จากเราไปแล้ว”
…………..
………….

“ แม่..ตาย..แล้ว” “ แม่จากเราไปแล้ว” “ แม่..ตาย..แล้ว” “ แม่จากเราไปแล้ว” “ แม่..ตาย..แล้ว” “ แม่จากเราไปแล้ว”

ฉันแทบจะหมดเรี่ยวหมดแรงล้มทั้งยืนไปตรงนั้นกับคำพูดที่ได้ยินจากปากน้องสาว ขาแข้งแทบยืนไม่อยู่ โผเข้ากอดน้อง นี่มันอะไรกันก็เมื่อวันก่อนก่อนที่พ่อจะกลับไปทำงานที่ภูเก็ต แม่เพิ่งย้ายออกมาจากห้อง ICU มาอยู่ห้องพักฟื้นธรรมดา ฉันยังเช็คเนื้อเช็คตัวให้แม่ ยังคุยกับแม่ ถึงแม่จะยังพูดกับฉันไม่ได้แต่แม่ก็มีอาการรับรู้ในสิ่งที่ฉันพูดฉันคุย แล้วนี่มันอะไร …. มันเกิดอะไรขึ้นกับแม่ฉัน ?????

“ มาแล้วหรือ พาน้องไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไป๊ลูก “
“ ยาย….มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไง ก็หมอบอกว่าแม่ปลอดภัยแล้ว แล้วทำไม……… “
“ แม่เค้าไปสบายแล้วลูกเอ้ย อย่าร้องไห้เลยเดี๋ยวแม่เค้าจะเป็นห่วง “
“ ยาย มันไม่จริงใช่ไหม แม่ยังไม่ตายใช่ไหมยาย “
“ ทำใจซะเถอะลูก แม่เค้าทำบุญมาเท่านี้ “
“ ทำไมหล่ะยาย ทำไมต้องเป็นแม่ด้วย ที่ไอ้คนที่ขับรถชนแม่มันแค่เย็บไม่กี่เข็ม ทั้งที่มันเองนั่นแหละที่สมควรจะตายไม่ใช่แม่”
“ ไม่เอาน่าลูก มันเป็นอุบัติเหตุเค้าก็คงไม่ตั้งใจหรอก”
“ มันไม่ตั้งใจแล้วมันไม่ผิดใช่ไหมยาย แล้วชีวิตแม่หนูหล่ะใครจะรับผิดชอบ”
“ ถ้าหนูยังเป็นอย่างนี้ยังร้องไห้ ยังร้องหาคนรับผิดชอบชีวิตแม่หนูอย่างนี้ แล้วใครจะดูแลน้อง หนู
มองดูน้องสิลูก หนูมีกันแค่สองคนแล้วนะ พ่อก็ต้องไปทำงานต่างจังหวัด หนูต้องเข้มแข็งกว่านี้รู้ไหม ลูก ไม่เอาอย่าร้องไห้คนดีของยาย พาน้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า อากู๋กำลังไปรับแม่ เดี๋ยวแม่ก็มาถึงแล้ว”

ฉันรู้สึกโลกของฉันวันนี้มันจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ แสงสว่างที่เคยนำทางชีวิตดับวูบลงในพริบตา ฉัน แม่ และ น้อง ผูกพันกันมากเพราะตลอดเวลาเท่าที่ฉันจำความได้ พ่อฉันทำงานต่างจังหวัดต้องย้ายไปโน้นไปนี่ตลอดเวลา ปีนึงจะกลับมาบ้านเพียงไม่กี่ครั้ง ที่บ้านจึงมีแค่ฉัน แม่ และ น้อง เราอยู่ด้วยกันสามคนมาโดยตลอด ทำโน้นทำนี่ด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน แล้วต่อจากวันนี้ล่ะ …. ฉันกับน้องจะอยู่กันอย่างไง …..


“ เจ้ ตัวเองบอกเค้าหน่อยได้ไหมว่าแม่ยังไม่ตาย ที่เค้ากะเจ๊เจอวันนี้มันไม่ใช่เรื่องจริง“
“ เจ้เองก็อยากให้มันเป็นแค่ฝันเหมือนกัน แต่วันนี้มันเป็นความจริง แม่เค้าไปแล้ว เค้าจากไปแล้ว “
“ ทำไมอะเจ้ .. ทำไมต้องเป็นแม่ “
“ เจ้ไม่รู้ว่าทำไม แต่เจ้รู้ว่าแม่ไม่ได้จากไปไหนไกล แม่ไม่เคยทิ้งพวกเรา แม่ยังอยู่ข้าง ๆ เรา “
“ พรุ่งนี้ครบรอบวันเกิดแม่แท้ ๆ แต่วันนี้แม่ก็… แล้วของขวัญที่เค้าเตรียมไว้ให้แม่หล่ะเค้าจะเอาไปให้ใคร“
“ …….. “
“ เค้าตั้งใจทำมันกับมือเพื่อจะเอาไปให้แม่วันนี้ แล้วทำไม….. ทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้ “
“…… “
“ ทำไมโลกมันถึงโหดร้ายกับเรานัก เราก็มีกันอยู่แค่นี้ทำไมต้องพรากแม่ไปจากเราด้วย ทำไมอะเจ้ “
“ เจ้ตอบตัวเองไม่ได้หรอกว่าทำไม เพราะเจ้ก็หาเหตุผลไม่ได้เหมือนกัน แต่เจ้อยากให้ตัวเองฟังเจ้ เจ้ ว่าแม่เค้ารับรู้ในสิ่งที่ตัวเองทำให้แม่ ถ้าแม่เลือกได้เจ้มั่นใจว่าแม่ต้องเลือกที่จะอยู่กับเรา แต่แม่ไม่มีทางเลือก เข้าใจไหม….. เงียบซะคนดี ยังไงตัวเองก็ยังมีเจ๊นะ เจ๊สัญญาว่าเจ๊จะดูแลตัวเองอย่างดี เหมือนอย่างที่แม่เคยดูแล เจ้จะเข้มแข็งอย่างที่แม่เคยบอก ถึงมันจะไม่ได้ถึงครึ่งอย่างที่แม่เป็นเจ้ก็จะพยายามทำมันอย่างดีที่สุด เงียบซะนะ เดี๋ยวเราไปรอรับแม่กัน..”
“ เจ้ เจ้อย่าทิ้งเค้าไปอย่างแม่อีกคนนะ “
“ เจ้ จะไม่ไปไหนจะอยู่กะเราอย่างนี้แหละ เจ้สัญญา“

รถตู้สีขาววิ่งเข้ามาจอดบริเวณบ้าน โลงศพสีขาวถูกหามลงมาจากรถ … นี่มันคงถึงเวลาที่ฉันจะต้องยอมรับความจริงแล้วสิ ว่าแม่จากฉันไปแล้วจริง ๆ … น้องสาวของฉันยังคงร้องไห้ไม่หยุดอยู่ข้าง ๆ ฉันจับมือฉันไว้เหมือนกลัวว่าฉันจะหนีหายไปไหน ฉันยืนมองภาพตรงหน้าอย่างแน่นิ่งไม่มีเรี่ยวแรงจะขยับไปไหน…. ร่างไร้ลมหายใจของแม่ถูกย้ายมานอนมันเตียงไม้เพื่อให้ญาติพี่น้องได้รดน้ำศพ….ฉันยืนมองอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน… นี่เป็นภาพสุดท้ายของแม่ที่ฉันจะมีโอกาสได้เห็นแล้วใช่มั้ย ???

“ ไปรดน้ำศพให้แม่เค้าซะลูก กราบแม่เค้าซะ คงไม่มีใครมาแล้วเดี๋ยวตาจะได้ให้เค้าตั้งศพ “
ตาบอกกับเราสองพี่น้องที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งอยู่ตรงนั้น …

น้องโผเข้ากอดแม่ ร้องไห้จนตัวโยน….
“ แม่จ๋า แม่อย่าทิ้งหนูไป ”
หลายต่อคนแอบเช็คน้ำตากับภาพที่เห็นตรงหน้า เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ไว้หางเปีย 2 ข้างอายุยังไม่ถึงสิบขวบ ยังไม่ประสีประสาอะไรน้องคงรู้แต่ว่าคนที่รักที่สุดในชีวิตจะไม่กลับมาอีกแล้ว น้องร้องไห้แทบขาดใจเหมือนโลกจะแตกลงไปตรงหน้า…. ร่างของเด็กน้อยเป็นลมหมดสติทั้งที่ยังกอดร่างที่ไร้วิญญาณของแม่… น้องรับสภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้ ฉันเองก็ยังไม่อยากจะยอมรับมัน …

“ อากู๋ พาน้องไปหาหมอแล้วลูกไม่ต้องเป็นห่วงน้อง หนูรดน้ำศพแม่ซะ ขอให้แม่เค้าไปสู่สุขคติ ”

ฉันรดน้ำศพเป็นคนสุดท้าย ก้มลงกราบที่เท้าแม่ทั้งน้ำตา … นี่เป็นครั้งแรกและคงเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตฉันที่จะได้ทำเช่นนี้ทั้งที่เคยตั้งใจจะทำมาหลายต่อหลายครั้ง … ฉันพูดกับแม่เหมือนเป็นคำมั่นสัญญา.. ว่าน้องจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่พี่อย่างฉันจะทำได้ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงน้อง น้องจะต้องไม่รู้สึกว่าขาด น้องยังมีฉัน ..ฉันจะทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด.. ฉันสัญญา …

ถึงวันนี้…ฉันกลับมาที่บ้านหลังเดิมนี่อีกครั้ง หลังจากย้ายไปอยู่ในกรุงเทพเป็นสิบปี พ่อให้คนมาทำความสะอาดและดูแลที่นี่เสมอเพราะคิดว่าสักวันจะกลับมาอยู่ที่นี่ … ฉันกลับมานั่งที่ศาลาท่าน้ำที่เคยนั่ง … อีกไม่กี่วันที่นี่กำลังจะมีงานมงคล …ฉันเลือกที่นี่จัดงานมงคลให้น้องสาวกับเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันคนนึง..หลังจากน้องเรียนจบและได้งานดี ๆ ทำ … วันนี้ฉันทำหน้าที่ของฉันอย่างดีที่สุดแล้ว ..ถ้าแม่สัมผัสและรับรู้ได้ วันนี้แม่คงปิติยินดีไปไม่น้อยไปกว่าฉันเลย ……. หลับให้สบาย.



โดย : อัศสุชล : tou_lek@hotmail.com
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 24 ธ.ค. ปี 2006 [ เวลา 10 : 42 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com