Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1  กรุงานเขียนเก่า 2  กรุงานเขียนเก่า 3  กรุงานเขียนเก่า 4  กรุงานเขียนเก่า 5

ธีรนันท์ >>

ความทรงจำร้าวลึก :

ความทรงจำร้าวลึก

ตะวันสาดส่องผ่านใบไม้ลอดม่านหน้าต่างสีเขียวซีดเข้ามา แยงเข้าที่นัยน์ตาหรี่ปรือ
ผมรีบสะบัดผ้าห่มออกจากตัว และลุกขึ้นพร้อมความคิดคำนึง หน้าหนาวนี้
ลมหนาวเย็นยะเยือกกว่าทุกปี กี่ปีแล้วที่ไม่ได้หวนนึกถึงบรรยากาศเช่นนี้
ไม่รู้สึกถึงแม้แต่ความหนาวเย็น วูบหนึ่งในห้วงคำนึง ผมนึกถึงเธอ
ซึ่งจากผมไปได้ห้าปีแล้ว คนที่ผมไม่ได้เห็นหน้าค่าตาตั้งสองปีเต็ม
ก่อนที่เธอจะหายไปจากชีวิตผม
ความทรงจำมันติดตราตรึงในหัวใจผมอย่างยากที่จะลืมเลือน แม้ในความฝัน
มันก็ไม่สามารถที่จะสลัดหลุดจากภาพอดีตที่เลวร้ายได้

บ้านนอก ท่ามกลางลมหนาวกระหน่ำ กองไฟ ผม เธอ
"กลับมาเยี่ยมบ้านบ้าง อย่าเถลไถล ปีละครั้งก็ยังดีกว่าไม่มาเลย
มีหลายคนที่รอคอยการกลับมาของแกอยู่"
"ผมจะกลับมาทุกปีครับ แล้วจะหาซื้อเสื้อหนาวตัวสวย ๆ มาฝากด้วย"
"ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่ไปติดสาว ๆ จนลืมคนทางบ้านหมดล่ะ"
"ผมสัญญาครับ ด้วยสัจจะของลูกผู้ชายครับ"
เธอยิ้มปนเอ็นดู ผมรู้สึกถึงแววตาที่มีความห่วงใย อาลัยอาวรณ์
มันลึกล้ำดุจห้วงมหรรณพที่ผมไม่สามารถที่จะคาดเดาความรู้สึกที่แท้จริงได้เลย...

กรุงเทพ ห้องเช่าโทรม ๆ ย่ำเย็น
"เย็น มีโทรเลขมาหา" พี่วรรณ ซึ่งเช่าห้องอยู่ติดกัน
เอาโทรเลขซึ่งเจ้าของบ้านฝากไว้ให้
ส่งให้ผม ยื่นให้
หลังจากยื่นมือรับโทรเลข ผมสังหรณ์ใจวูบ ลึก ๆ ในใจนั้นคิดไปถึงเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ วิตก
จริตเข้ามามีบทบาทในหัวสมองของผมไม่เว้นวาง
"ขอบคุณครับพี่"
ผมกล่าวคำขอบคุณพี่วรรณซึ่งเป็นพี่ที่ผมเคารพนับถือ พร้อมกับขอตัวกลับเข้าห้อง
และทำใจให้นิ่ง พยายามที่จะสงบจิตสงบใจ แต่ใจก็ยังไม่ยอมรับ
ผมไม่กล้าเปิดโทรเลขออกมาอ่านเลยในช่วงสิบนาทีแรก ในยุคนี้เขาเลิกใช้โทรเลขกันแล้วน่า
คงไม่มีอะไรมากหรอก ผมแกซองโทรเลขออกพร้อมกับกวาดสายตาอ่านข้อความ
"กลับบ้านด่วน แม่หายไป"
ผมรีบจัดแจงเก็บเสื้อผ้าเท่าที่จำเป็น ยัดใส่กระเป๋าพร้อมกับเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ แต่งตัว
และออกจากห้องไปเคาะประตูห้องพี่วรรณ
"มีอะไรเหรอ เย็น"
"แม่ผมหายจากบ้านไปน่ะพี่ ผมต้องรีบกลับบ้าน ยังไงก็ช่วยลางานให้ผมด้วยแล้วกันนะครับ
อ้อ ผมลืมบอกไป ผมทำงานในโรงงานเดียวกับพี่วรรณ แต่อยู่คนละแผนก
"เย็น ไม่เป็นไรนะ แกไปเยี่ยมญาติต่างถิ่นหรือเปล่า เคยหายไปอย่างนี้ไหมล่ะ"
"ก็ที่แม่ไปโดยไม่บอกไม่กล่าวไม่เคยมีเลยครับ มีอยู่ครั้งหนึ่ง แม่ทะเลาะกับพ่อ
ซึ่งตอนนั้น
ผมยังเด็กมากนัก ยังไม่รู้อะไรเลย ร้องไห้อย่างเดียว แม่ถือมีด พ่อถือปืน
พี่สาวยืนขวางตรงกลาง พ่อเมาน่ะพี่ หลังจากที่พี่สาวแยกออกแล้ว
แม่ก็คว้าผ้าขาวม้าผืนโปรด เดินออกไป ผมรีบกอดขาแม่ไว้แน่น เหมือนแม่จะรู้ใจ
ก็พูดปลอบผมว่า `คนอย่างแม่ ไม่เคยคิดสั้นหรอกลูกเอ๋ย
เดี๋ยวรอพ่อหายเมาแม่ก็กลับมาแล้วลูก
แม่ไปพักที่กระท่อมซึ่งอยู่กลางไร่หลังบ้านนั่นแหละ`
นอกจากนี้ก็ไม่เคยเห็นแม่หนีปัญหาอะไรเลย แม่สู้มาตลอดนะพี่วรรณ”
"เดี๋ยวทางนี้พี่จัดการให้ก็แล้วกัน เย็นไม่ต้องห่วงนะ ไปจัดการเรื่องทางบ้านให้เรียบร้อย
เถอะ"
"งั้นผมลาเลยนะครับ"
"จ้า โชคดีนะเย็น อย่าคิดมากนะ"

ผมยกมือไหว้ลาพี่วรรณ แล้วเดินทางไปที่ บขส. หมอชิต ช่วงห้วงเวลา 19.40 โดยประมาณ
รถโคตรติดเลย ครั้นไปถึงหมอชิตผมตีตั๋ว ขึ้นรถไปถึงบ้านช่วงเช้า..

บ้านนอก สถานที่อันคุ้นเคย ความรู้สึกแย่
ความวิตกของผมไม่ได้ผิดพลาด พ่อหน้าตาดูหม่น พี่สาว น้องสาว หลานต่างนั่งรอผม ชาวบ้านกลุ่ม
ใหญ่นั่งชุมนุมกัน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เหล้า ทำไมมันต้องกินเหล้ากันด้วย
เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นยังจะกินอีก ผมก็ได้แค่คิดเท่านั้น
เพราะแต่ละคนเกิดก่อนผมหลายสิบปี บางคนเป็นพ่อผมได้ด้วยซ้ำ
ผมเดินเข้าบ้านที่ตัวเองจากมา สองปีที่ไม่ได้กลับบ้าน มันเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน
ครั้นวางสัมภาระลงเรียบร้อยผมยกมือไหว้ พ่อ พี่สาว และญาติผู้ใหญ่
รวมทั้งชาวบ้านที่นั่งกินเหล้ากันอยู่
"แม่แกหายไปสามสี่วันแล้ว ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านช่วยกันหาจนเขาจะท้อแล้ว ก็ยังไม่เจอ พ่อ
จ้าง หมอดูมานั่งทางในดูให้เขาก็บอกว่า ไม่เกินเจ็ดวันแม่จะกลับมาเอง เขาบอกว่า
ผีเอาไปซ่อน เพราะ แม่แกไปผิดผีเข้า"

"หาดูหมดแล้วแน่นะครับ"
"หาหมดทุกที่แล้ว ทั้งที่ที่แม่แกชอบไป ที่ไร่ นา กระท่อมหลังบ้าน
จนถึงภูเขาโน้นก็หาหมดแล้ว เดี๋ยววันนี้จะลองหาดูอีกที ทานอะไรมายังล่ะ"
"ยังครับ เอ๊ะ แล้วพี่ญาตหายไปไหนล่ะพ่อ"
"พ่อลืมบอกแกไป ญาตไม่พูดไม่จามาสามเดือนกว่าแล้ว แม่แกพาไปรักษาที่วัด นุ่งขาว
ห่มขาวบวชชีพราหมณ์ สามเดือนเต็ม แล้วพากลับมาได้สามวัน วันแรกที่มาถึง
แม่แกสวดมนต์ดังทั่วบ้าน ชาวบ้านพากันกลัวหมดทั้งหมู่บ้าน
วันที่สองพี่ญาติหนีไปหลบที่เนินเขา ผีมันเข้าอีญาตพี่แก วันแรกที่มันไม่พูด
มันอุ้มลูกไปนั่งอยู่ใต้ต้นกระโดน ที่นาท้ายหมู่บ้านโน้น"
พ่อพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่นาซึ่งอยู่หลังหมู่บ้านของพวกเรา ถัดจากนาไป เป็นห้วย
ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของหมู่บ้าน
เพราะห้วยแห่งนี้หล่อเลี้ยงชาวบ้านมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว ตั้งแต่ผมยังไม่เกิดโน้น
ถัดห้วยนี้ไป เป็นภูเขา สูงตระหง่าน ซึ่งภูเขาแห่งนี้วันดีคืนดี
จะมีเสียงแปลกประหลาดดังเข้ามาจากบนเขา ยังความหวาดกลัวให้เกิดแก่ชาวบ้านมาทุกรุ่น
แต่หลวงพ่อที่อยู่บนเขาบอกว่า
เป็นเสียงของเทวดาที่มาชุมนุมกันสวดมนต์หน้าพระพุทธรูปซึ่งอยู่ในถ้ำ
"งั้นผมขอตัวไปดูพี่ญาตแป๊บนึงนะพ่อ"
ผมพูดพร้อมกับเดินไปที่บ้านพี่ญาตซึ่งดูไปน่าจะเป็นเพิงหมาแหงนมากกว่า
ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับบ้านของพ่อผม พอเข้าไปถึงเห็นชาวบ้านสี่ห้าคนเฝ้าแกอยู่
ถามชาวบ้านบอกว่า อยู่ในห้อง ข้าวน้ำเอาไปให้ก็ไม่ยอมกิน ผมก็เลยเข้าไปดู พร้อมกับน้า
"ญาต น้องมาหาแน่ะ มาดูน้องหน่อยเร็ว"
เงียบ ไม่มีแม้แต่เสียงตอบจากปากของพี่สาวผม ผมเลิกมุ้งเข้าไป
ประสานเข้ากับสายตาที่ผมไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน สายตาของพี่สาวผมไม่เป็นอย่างนี้
ก่อนนี้เธอเป็นคนอ่อนโยน แต่เข้มแข็งข้างใน เหมือนแม่
แต่เดี๋ยวนี้ วินาที สายตาเธอแข็งกร้าว ดุดัน ผมพยายามจ้องตาเธอ แต่มันดูลึกโหวง
ไม่มีแม้เพียงแววตา คล้ายกับผมมองเข้าไปในเหวลึกที่แลไม่เห็นก้น
ผมรู้สึกสั่นสะท้านเข้าไปในดวงจิต หรือว่าเธอถูกผีเข้าจริง ๆ
"จำผมได้ไหมพี่ น้องของพี่งัย ชื่อเย็นงัย"
"........."
คำตอบที่ได้รับคือ ความเงียบ "เธอไม่พูดมานานเท่าไรแล้วครับน้า"
ผมหันหน้ามาถามน้าซึ่งอยู่ใกล้ ๆ
"ประมาณ สามเดือนกว่า ๆ ได้แล้ว"
"คนเราถ้าไม่พูดแม้เพียงวันเดียวมันก็อัดอั้นใจจะตายอยู่แล้ว นี่ตั้งสามเดือน
ต้องมีอะไรผิด
ปรกติแน่เลย แล้วเขาหนีไปกี่ครั้งแล้วครับ"
"เผลอไม่ได้หรอก ต้องมีคนเฝ้าตลอด ขนาดผู้ชายสี่ห้าคนยังเอาไม่อยู่เลย ไม่รู้ไปเอาแรงมา
จากไหน นี่ก็ปาเข้าไปห้าครั้งแล้วที่หนีไป ครั้งหนึ่ง แกหนีเข้าป่าไป
ใช้เวลาตั้งสามวันกว่าจะหาเจอ
ชาวบ้านไม่ได้ทำมาหากินกันเลย"
"เป็นกรรมของแกแหละน้า ภาวนาขอให้มันหมดเวรหมดกรรมเร็ว ๆ แค่นั้นแหละ"
"อืม..แล้วจะกลับกรุงเทพวันไหนล่ะ เย็น หาแม่ให้เจอก่อนแล้วค่อยกลับแล้วกันนะ"
น้าพูดพร้อมกับยื่นมือมาลูบที่หัวผมด้วยความเอ็นดูเบา ๆ
เธอเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งคนหนึ่งทีเดียว ตอนเด็ก ผมยังถูกเธอจับถูขี้ไคลตามซอกหู
ซอกแขน ทุกซอกที่มีเธอจับถูหมด
ผมจึงสนิทกับเธอเหมือนประหนึ่งดังพี่สาวและน้องชายมากกว่าใคร..
"น้าผมขอไปทานข้าวสักแป๊บนึงนะ แล้วชาวบ้านจะพากันไปหาแม่ตอนไหนครับ"
"คงสักพักนี่แหละ ทานข้าวก่อน แล้วไปด้วยกัน หรือว่าจะแยกต่างหาก"
"ผมไปคนเดียวดีกว่าครับ เพราะผมพอรู้ว่า แม่ชอบไปที่ไหน"
ผมพูดพร้อมกับปลีกตัวออกจากบ้านพี่ญาติ เดินข้ามมาที่บ้านของพ่อ แล้วเข้าไปในครัว
จัดแจงเอาจานมาตักข้าวซึ่งเหลือจากเลี้ยงชาวบ้านที่ช่วยตามหา ตักแกงกลบ
แล้วนั่งกินเงียบ ๆ กิน ๆ เข้าไปยังงั้นแหละ พอที่จะให้ร่างกายมันอยู่ได้
ไม่มีแม้แต่ความหิวโหย ..

ผมบอกพ่อว่าจะไปหาคนเดียว พ่อและกลุ่มชาวบ้านสามสี่กลุ่มแยกกันไป
กลุ่มหนึ่งไปที่หมู่บ้านติดชายแดนสุด กลุ่มหนึ่งไปที่ภูเขา กลุ่มหนึ่งไปที่ไร่
ทุกที่ที่คิดว่าแม่ผมจะไป เขาพากันไปหมด....

ผมนั่งครุ่นคิด ที่แรกที่ผมจะไป คือ ไร่ ซึ่งอยู่บนภูเขาสูง
ไปถึงไร่ประมาณเกือบเที่ยงแล้ว ผมนั่งย้อนอดีตที่ แม่กับผมเคยขุดมันด้วยกัน
เรานั่งทานข้าวด้วยกันในตอนกลางวัน
น้ำตาผมไหลเป็นสายลงอาบแก้ม.....ผมคับแค้นใจจนอยากระบายมันออกมาบ้าง
ผมตะโกนเรียกชื่อแม่ ก้องไปทั้งขุนเขา "แม่"
แต่เสียงที่ได้ยิน เป็นแค่เสียงสะท้อนที่ย้อนกลับมา แค่นั้น แค่นั้นเอง..
ผมหาทุกที่ในไรนั้น ไม่มี แม้แต่เงาของแม่ ผมไปที่นา สวนกับชาวบ้านที่ตามหา
ต่างคนต่างบอกว่า ไม่เจออะไรเลย
ที่ไร่ใช่ ไร่หลังบ้าน ไม่ทราบว่ามีคนไปหรือยัง ผมรีบกลับบ้านไป
แล้วเลยไปที่กระท่อมที่แม่เคยไปนอนบ่อย ๆ หลังจากทะเลาะกับพ่อ ผมร้องเรียกแม่เป็นระยะ
ๆ แต่ไม่ได้ยินแม้เสียงตอบกลับมา

ในกระท่อมมีเพียง ความว่างเปล่า...
หลังจากค้นหาทั่วไร่หลังบ้านแล้ว ผมก็เลยไปที่ห้วยซึ่งอยู่ติดกับไร่
ริมห้วยจะมีต้นไม้ขึ้น
เป็นหย่อม ๆ ผมค้นทั่วแม้แต่พุ่มหญ้าเตี้ย ๆ ผมก็เอามือแหวกดู
ไม่ให้ผ่านไปแม้เพียงที่เดียว ไม่เลย ไม่เห็นแม้แต่เงา
พวกเราค้นหาอย่างนี้ติดต่อกันเจ็ดวัน ในช่วงเจ็ดวันนี้ พ่อก็ขายยุ้งข้าวให้เพื่อนบ้าน
ซึ่งอยู่ติดกัน เพื่อนำมาเป็นค่าเลี้ยงอาหาร ให้ชาวบ้าน
เงินที่มีอยู่เริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ ผมเบิกเงินที่มีอยู่ทั้งหมดซึ่งไม่มากนัก
มาเป็นทุนสำรอง..ขณะนี้ วันที่เจ็ดที่ตามหา ความหวังที่มีอยู่ หมดสิ้นลงแล้ว
หมอดูบอกว่า แม่จะมาในวันที่เจ็ด ผมและพ่อนั่งรออยู่หน้าบ้านด้วยใจจดจ่อ

เช้า เที่ยง เย็น พลบค่ำ เที่ยงคืน ฟ้าสาง
ยังไม่เห็นแม้เพียงเงา
"กลับกรุงเทพไปทำงานเถอะ ไว้พ่อจัดการเรื่องทางนี้เอง เดี๋ยวเขาไล่ออก"
"พ่อไม่เป็นไรนะครับ"
"หวังให้ดวงแม่แกไม่ถึงฆาต...เฮ้อ...ไม่รู้เป็นกรรมอะไรกันที่ทำให้แม่แกเป็นอย่างนี้
พี่แกก็
อีกคน"
"เดี๋ยวผมจะพาไปโรงบาลปราสาทนะครับที่อุบล"
"ก็แล้วแต่แกเถอะ"
พ่อพูดปลง ๆ หลังจากที่ผมติดต่อรถชาวบ้านได้แล้ว เขาอาสาจะพาไปส่งโดยไม่คิดค่าพาหนะ
นั่นทำให้ผมซาบซึ้งน้ำใจชาวบ้านเราเป็นอย่างมาก หลังจากที่คุยกับหมอเรียบร้อยแล้ว
หมอตกลงจะรับไว้รักษา โดยผมจะมาเยี่ยมเป็นระยะ..หลังจากเสร็จเรื่องพี่สาว
ผมก็ขึ้นรถโดยสารกลับกรุงเทพ..
ผมมาถึงกรุงเทพ ฯ และทำงานตามปรกติ แต่ในห้วงดวงใจ ใครจะรู้ว่าผมรวดร้าวแค่ไหน
ที่แม่หายไป โดยไม่ได้บอกกล่าวกับใครสักคนเดียวเพียงอุ้มหลานตัวเล็ก ๆ
อายุขวบกว่าขึ้นมาหอมแก้มฟอดหนึ่งแล้วก็หายไปจากชีวิตทุกคนเลย

พฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม กุมภาพันธ์....
เสียงเคาะประตูช่วงประมาณหกโมงเย็น พร้อมกับเสียงพี่วรรณดังเจื้อยแจ้วมา
"เย็นรับโทรศัพท์หน่อย น้าโทรมาหา"
กลับบ้านคราวนั้นผมให้เบอร์พี่วรรณกับน้าไว้
แกคงมีเรื่องราวคืบหน้าเกี่ยวกับแม่ก็เลยโทรมาบอก
"เย็น ทำใจดี ๆ ไว้นะ"
เสียงตามสายบอกผมให้สงบจิตใจก่อนที่จะบอกข่าวซึ่งผมพอจะเดาออกแล้วว่า
เป็นข่าวร้ายที่สุดในชีวิต.. เธอพูดไปด้วย ร้องไห้ไปด้วย แม้น้าจะเป็นลูกของพี่ของพ่อผม
แต่เราสนิทกันพอที่จะเดาใจกันได้ว่าอีกฝ่ายมีความรู้สึกอย่างไร
"เจอศพแม่แล้ว เจอที่คูน้ำใต้ห้วยนั่นแหละ"
ผมพยายามข่มความรู้สึกที่รวดร้าวไว้ข้างในแต่อดไม่ได้ที่จะเผลอปล่อยออกมาตามเสียงพูด
พร้อมถามเสียงสั่นเครือว่า
"ใครไปเจอครับน้า"
"ตาเสียด แกฝันว่า `แม่ยืนอยู่ที่ฝายกั้นห้วยแล้วเรียกแกเข้าไป แกก็ถามว่า
`มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร` แม่บอกว่า `ฉันอยู่ของฉันที่นี่หลายเดือนแล้ว`
พร้อมกับชี้ไปที่คูน้ำซึ่งอยู่ข้างล่าง พอแกสะดุ้งตื่นขึ้นมา ขนลุกไปทั้งตัวเลย
รุ่งเช้าก็เลยไปดูที่ที่แม่ชี้ให้ดูในฝัน เจอศพแม่ เหลือแต่กระดูก แต่ที่จำได้
เพราะผ้าขาวม้าของพ่อที่แม่เอาไปด้วย มันไม่เปื่อย"
"แล้วจะเผาวันไหนครับ"
"พรุ่งนี้ มาทันไหม เย็น"
"คิดว่าคงทันครับ เดี๋ยวผมอาบน้ำเสร็จ จะรีบไปเลยครับ"
"งั้นน้าจะรอนะ คงช่วง เย็น ๆ ถึงจะเผา ตายแบบนี้ชาวบ้านเขาถือ เก็บไว้นานไม่ได้"
"ครับ งั้นไว้ค่อยคุยกันอีกครั้งนะครับ น้า สวัสดีครับ"
เป็นครั้งที่สองที่ผมจะต้องกลับบ้าน แต่มันต่างเวลา และต่างสถานการณ์กัน ช่วงที่ผ่านมา
ผมคล้ายกับตกอยู่ในขุมนรก เพราะยังไม่รู้ความเป็นไปของแม่ตัวเอง
แต่พอได้ทราบข่าวแล้วกลับไม่มีความปีติยินดีแต่อย่างใดไม่ ใจโหวงเหวงชอบกล.
ผมบอกพี่วรรณให้ลางานให้เหมือนเดิม หลังจากทานข้าว อาบน้ำ แต่งตัวเก็บข้าวของเครื่อง
ใช้ที่จำเป็นยัดใส่กระเป๋าเดินทางเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินทางโดยรถเท็กซี่ไป บขส. เช่นเคย
กว่าจะถึง
สถานีหมอชิตก็ประมาณสองทุ่มกว่า ๆ แล้ว คลื่นมนุษย์แน่นหนามาก เป็นช่วงเวลาที่เลือกตั้ง
สว. สมัยแรก เขาพากันกลับบ้านไปเลือกตั้ง สว. แต่ผม…

สามทุ่ม สี่ทุ่ม ห้าทุ่ม หกทุ่ม
ผมได้ขึ้นรถประมาณหกทุ่ม ไม่ใช่รถโดยสาร แต่เป็นรถแท็กซี่
ใครไปบ้านนอกช่วงนี้จะรู้ดีว่าเป็นอย่างไร คุณไม่มีสิทธิ์เลือกได้เลย ตั๋วโคตรแพง
แถมยังมีจำนวนจำกัด คนเข้าแถวรอตั๋วราคาแพงนั้นยาวเหยียด
ผมไม่อยากจะมีอคติกับพวกเขาหรอก เพราะเขาก็ทำมาหากินเหมือนผม
แต่รัฐน่าจะมีมาตรการที่มาตรฐานในการกำหนดราคาให้แน่นอน ไม่เว้นแม้แต่ช่วงเทศกาล
ผมต่อคิวซื้อตั๋วสองสามที่ ไม่มีแม้แต่ตั๋วที่จะถึงบ้านได้เลย คำตอบของเขาคือ "เต็ม"
แต่พอผมออกมา ผมเห็นเขาดึงลิ้นชักออกมา หยิบตั๋วขึ้น เขียน หยุกหยิก ๆ
ยื่นให้กับคนที่ยื่นเงินแบ๊งพันให้เค้า ซึ่งแต่งตัวดูดีมีชาติตระกูล
ความรู้สึกที่ย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งแย่กว่าเก่า หรือว่ามันถึงคราวตกต่ำ
ไม่น่ามันตกต่ำมาพอแล้ว มันคงไม่ต่ำกว่านี้หรอก
หลังจากหมดหวังจากรถทัวร์ ผมก็โบกรถแท็กซี่ ต่อราคาเขา ไปโคราช เขาเอาพันห้าร้อยบาท
ขอเขา พันสามร้อย เขาตกลง เอาวะอย่างไรเสียต้องตกรถอยู่ดี ไปต่อรถที่โคราช
เพราะถ้าขืนอยู่นี่ รุ่งเช้าคงไม่ได้ไปแน่ รถไปถึงโคราชตีสาม ยืนรอรถตั้งแต่ตีสามยัน
เก้าโมงเช้า ไม่มีว่างสักคัน แน่นเอี๊ยด กว่าจะได้ขึ้นรถปาเข้าไป เก้าโมงเช้า
วันนี้เป็นวันที่ผมรู้สึก "อยากขึ้นรถมากที่สุดในชีวิต" ผมไม่ได้อยากจะนั่งรถเลย
แต่ความรู้สึกตอนนี้ ขณะนี้อยากจะมีรถสักคันไว้ขี่เล่น
แต่ทำไงได้ฐานะเรามันยากจนนี่หว่า
ก็เลยต้องทนรอให้รถมีที่นั่งพอที่จะเบียดเสียดเข้าไปได้

โคราช จุดที่หนึ่ง จุดที่สอง จุดที่สาม จุดที่สี่ จุดที่ห้า จุดที่หก จุดหมาย
ผมต่อรถเป็นว่าเล่น กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็น ไปถึง น้าเพิ่งกลับมาจากวัด
หลังจากไหว้ หลวงพ่อซึ่งนั่งอยู่ที่เตียงใต้ถุนบ้านแล้ว
น้าก็บอกให้ซ้อนมอร์เตอร์ไซค์ไปที่วัด....ผมไปทันเก็บกระดูกพอดี..
แต่ไม่ทันได้เผาแม่ตัวเอง
เก็บกระดูก แม่ไป ยิ้มไป ยิ้มเยาะให้กับชะตาชีวิตของตัวเอง ที่ต้องเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่
ประดังเข้ามาในรอบหลายเดือน.....
ในห้วงความคิด คล้ายได้ยินเสียงการโต้ตอบระหว่างผมกับแม่แว่วมาตามลม.....
""กลับมาเยี่ยมบ้านบ้าง อย่า เถลไถล ปีละครั้งก็ยังดีกว่าไม่มาเลย
มีหลายคนที่รอคอยการกลับมากของแก"
"ผมจะกลับมาทุกปีครับ แล้วจะหาซื้อเสื้อหนาวตัวสวย ๆ มาฝากแม่ด้วยล่ะ"
"ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่ไปติดสาว ๆ จนลืมคนทางบ้านหมดล่ะ"
"ผมสัญญาครับ ด้วยสัจจะของลูกผู้ชายครับ"
สัจจะ ที่ผมให้ไว้กับแม่ ผมทำตามไม่ได้ ... หรือนี่คือผลการตอบแทน
ที่คนที่ไม่รักษาสัจจะควรจะได้รับ....

ธีรนันท์
16 ธ.ค. 46 12.58 น.


ธีรนันท์ : peop_y@hotmail.com
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 24 ธ.ค. ปี 2006 [ เวลา 12 : 30 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com