Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

         หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะกำลังละลายหายไป การเขียนถือเป็นการจัดระเบียงความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการ ที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง : จอมยุทธ แห่งบ้านจอมยุทธ กล่าว

มุมนักเขียน

กรุงานเขียนเก่า 1  กรุงานเขียนเก่า 2  กรุงานเขียนเก่า 3  กรุงานเขียนเก่า 4  กรุงานเขียนเก่า 5

ยามี่จัง >>

เพราะเรา..คู่กัน (5) :

เพราะเรา..คู่กัน

 (5)

อันที่จริงชาอุ่นหาได้เดาอาการเอาอกเอาใจของเพิ่มพูลไม่ออก แต่หล่อนจำต้องแสร้งเฉยด้วยห่วงสวัสดิภาพของการงานทั้งของตนและนัท หล่อนรู้ดีว่าแม้บางครั้งจะเบื่อหน่ายนายคนนี้เหลือเกิน แต่ในยามที่ยังต้องอยู่ทำงานกับเขา การทำเป็นรู้ไม่เท่าทันความต้องการของอีกฝ่าย จะเป็นเกราะกันภัยให้ได้บ้าง ซึ่งถ้าหล่อนมีตาทิพย์ก็คงรีบร้อนปลีกตัวจากเพิ่มพูลนานแล้ว หล่อนไม่มีทางรู้ได้เลยจริงๆว่า คนๆนี้ไม่ใช่ แค่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตหล่อนไปเท่านั้น แต่เขายังกล้าฆ่าหล่อน ฆ่าสาวที่เขาปองรักได้อย่างเลือดเย็น..
เพิ่มพูลเป็นนายจ้างที่เมตตาชาอุ่นมาตลอด แม้ว่าจะร้ายกาจกับใครต่อใครมากมายเพียงไรก็ตาม จึงเป็นเหตุให้เพื่อนๆ ที่ทำงานทุกคนมักล้อเลียนหล่อนเสมอ..
“อุ่นจะได้เป็นนายผู้หญิงของร้านทั้งหมดแล้วนะจ๊ะ”
คำล้อเลียนปนอิจฉามักมีมาให้ได้ยินบ่อยๆ ทว่าชาอุ่นกลับไม่เคยรู้สึกยินดี กับความเมตตาและเห่อเหิมความมั่งมีของเพิ่มพูลเลย ตลอดเวลาหล่อนแค่รู้สึกว่า เขาเป็นเสมือนพี่ชายคนโต ที่คอยมองดูและช่วยเหลือน้องเล็กเท่านั้น ใจของหล่อนอยู่ที่ชายหนุ่มที่ชื่อ“นัท”นานแล้ว ชายหนุ่มผิวคล้ำตาโต หน้าเรียวบาง ที่มีริมฝีปากอิ่มหนาน่ามองคนนั้น
“ พรุ่งนี้ผมมารับตอนหกโมงเช้านะครับ คุณตื่นไหวแน่นะ”
นัทมักสั่งย้ำทุกครั้งด้วยรู้ว่าชาอุ่นมักต้องทำงาน “กะดึก” ที่กว่าจะเลิกงานก็ตอนเช้าของอีกวันแล้วทุกที หล่อนอยากย้ายไปทำรอบเช้าบ้าง แต่เพิ่มพูลมักอ้างสารพัดปัญหา ซึ่งในสายตาของพนักงานทุกคนรู้ดีว่าชาอุ่นไม่มีทางได้ทำงานกะเช้าแน่เพราะหน้าตาที่ชวนมองบวกกับตอนดึกๆจะเป็นช่วงที่ เพิ่มพูลว่างงานพอจะแวะมา “ดูแลหล่อน”ได้สะดวก และการที่ชาอุ่นมักถูกส่งไปไกลจากชุมชนในกรุงฯ ก็เพื่อ “กันหนุ่มๆ”จะมาและเลียมเกี้ยวพาราสีหล่อนนั่นเอง
“เขากลัวหนุ่มๆมาตามจีบเธอนะพี่ว่า”
พี่ศรี หัวหน้างานมักกระซิบบอกทุกสิ้นเดือน ที่ชาอุ่นถูกสั่งย้ายอย่างกระทันหัน ทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวทะเลกับนัท.จะเป็นชีวิตอีกช่วงที่ชาอุ่นรู้สึกมีความหมาย กับการได้ดำรงชีพอยู่ในโลกนี้ การได้นั่งเคียงข้างกันเพื่อมองดูดวงตะวันสีส้ม ที่ค่อยๆโผล่หน้ามาช้าๆในตอนเช้าตรู่ ช่างเหมือนยาวิเศษที่ทำให้ชาอุ่นเข้มแข็งขึ้นกับชีวิตว่างเปล่าทางใจของตนเองยิ่งนัก
ชาอุ่นเป็นเด็กสาวที่มีปัญหาครอบครัวแตกต่างไปจากคนอื่น หล่อนมีทั้งพ่อและแม่ แต่พ่อกับแม่มักแสวงหาเพียงความสุขของตนเอง ไม่เคยคิดว่าเงินทองไม่ได้ช่วยให้ชาอุ่นมีความสุขไม่หงอยเหงาได้สักนิดเดียว การทิ้งหล่อนไว้กับยายและมียายเป็นเพื่อน พ่อกับแม่มักคิดว่าตนหมดหน้าที่แล้ว..
จริงอยู่ยายมักพาชาอุ่นไปวัดอบรมให้เป็นคนดี แต่วัดไม่เคยช่วยให้ใจของหล่อนหายเหงาได้ จะมีดีบ้างก็ตรงที่ความสงบของวัด ทำให้ชาอุ่นมีสมาธิจนเกิดเป็นพลังจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งหล่อนเองก็ไม่ทันฉุกคิดมาก่อน มันเป็นพลังจิตธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ที่เกิดจากความสะสมพลังงานกดดันมาแต่เด็ก นั่นคือการสร้างฝันที่หล่อนอยากมีคนรักจริงๆสักคนอยู่ในโลกนี้
เมื่อชาอุ่นได้เจอกับนัท ชาอุ่นก็มั่นใจว่าจะไม่มีวันเลิกรักเขาได้ตลอดไป หล่อนจึงเริ่มสะสมความต้องการตัวเขา ออกมาในรูปแบบที่หล่อนฝัน จนมันเริ่มผนึกเป็นพลังจิตที่เข้มข้นอยู่ในก้นบึ้งส่วนลึกของใจ ทุกครั้งที่เพิ่มพูลย้ายหล่อนไป ทำงาน ณ ที่ต่างๆ..หล่อนสามารถ..”ส่งพลังงานความคิดถึงไปให้นัท” ทำให้เขามัก “บังเอิญ” ได้พบหล่อนหลายต่อหลายครั้ง
ความรักของชาอุ่นกับนัทงอกงามมากเท่าไร พลังจิตของหล่อนก็มากตามขึ้นไปด้วย ครั้งหนึ่งหล่อนเหลือบเห็นนัทสักชื่อของตนไว้ที่ต้นแขน หล่อนก็ยิ่งทุ่มเทรักให้เขามากยิ่งขึ้น หล่อนพาเขาไปสาบานตนต่อหน้าพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ในวัดแห่งนั้น วัดที่หล่อนมักไปอธิษฐานขอความฝัน และในครั้งนั้นนัทกับหล่อนต่างก็ยินดีจะเอ่ยคำสาบานให้ได้ยินถึงความปรารถนาของกันและกัน ราวกับว่าต่างเคยให้คำสาบานตนต่อกันมานานแล้ว
ชาอุ่นมักคิดว่าชีวิตนี้ หล่อนพร้อมจะบุกน้ำลุยไฟไปกับเขาในทุกที่ จะไม่ยอมให้พลาดโอกาสอีกแล้ว ทุกครั้งที่เกิดความคิดเช่นนี้พุ่งเข้ามาดลใจ หล่อนมักเกิดอาการกระตุกราวกับทรมานและปวดช้ำ คล้ายกับหล่อนเคยรอคอยความปรารถนาแบบนี้มานานแสนนานแล้ว
ดังนั้นเมื่อชาอุ่นส่งกระแสจิตคิดถึงนัท พลังจิตนั้นจะพุ่งไปดลใจนัทในทันที ทำให้นัทเดินทางมาพบหล่อนได้อย่างง่ายดาย ชายหนุ่มเองก็ยอมรับทุกครั้งที่เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ เขาอยากพบหล่อนมากที่สุด คล้ายกับกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้อาจจะไม่มีโอกาสได้พบหล่อนอีก และเมื่อเขาอยากพบชาอุ่นมักเกิดภาพสถานที่ต่างๆในห้วงสมอง นัทจะเร่งรุดไปตามภาพที่เห็น และเขาก็พบชาอุ่น ณ ที่นั้นเสมอไป
เขาและชาอุ่นต่างไม่รู้ มันเกิดขึ้นได้เพราะพลังจิตของชาอุ่นที่สะสมมาแต่เด็ก ต่างคิดแค่ว่าเป็นเพียงความ “บังเอิญ” ชาอุ่นมักสร้างฝันของตนบนพลังจิตเหล่านั้น หล่อนอยากมีลูกเล็กๆและจะให้นัทช่วยดูแลอบรมลูกอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อให้ลูกเกิดความรักให้ทั้งเขาและหล่อน เพื่อเป็นการชดเชยกับการที่ต้องขาดความรักจากพ่อแม่ในยามเด็ก

“ อุ่นจะรักและดูแลลูกไม่ให้เหมือนที่อุ่นชิงชังทั้งพ่อกับแม่มาตลอดชีวิต อุ่นจะทำให้ลูกรู้ว่า ลูกคือโซ่ทองคล้องใจพ่อกับแม่..จริงๆ ไม่ใช่ภาระหน้าที่ๆน่า เบื่อหน่าย.. ดังที่พ่อกับแม่สร้างอุ่นขึ้นมา”
ชาอุ่นมักระบายความหดหู่เศร้าใจเมื่อเอ่ยถึงพ่อแม่ให้นัทรับรู้ ในทุกครั้งที่ได้พบกัน ซึ่งนัทก็มักคล้อยตามหล่อนด้วยเช่นกัน เพราะการเป็นลูกไร้พ่อแม่สำหรับเขาแม้จะไม่เศร้ามากมายนัก แต่ก็ก่อความรู้สึกให้เหงาไม่น้อยครั้ง
พ่อกับแม่ของชาอุ่นก็เหมือนคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ทั่วๆไป ที่พร้อมจะหาความสุขใส่แค่ตัวเองได้ทุกเวลา อาจจะเคยรักและเห่อลูกบ้าง เมื่อตอนหล่อนเพิ่งเกิดใหม่ๆ เด็กทารกที่หน้าตาน่าเอ็นดู ล้วนทำให้ คนอยากเข้าใกล้หยอกเย้าอยู่เสมอ แต่เมื่อนานวันเข้า ภาระที่มากขึ้นกอรปกับค่าครองชีพที่เข้ามาเบียดเบียนความสุขทุก ๆเดือน ลูกก็เริ่มกลายมาเป็น
”เสื้อซ่อนหนามที่ใส่แล้วระคายตัวสำหรับพ่อกับแม่”
พ่อกับแม่ของชาอุ่นซึ่งเคยชินกับการเป็นลูกรักคนเดียวในครอบครัว ต่างเริ่มเกี่ยงงอนที่จะรับภาระเกี่ยวกับตัวหล่อน อีกทั้งพ่อแม่ต่างหน้าตาดี จึงเรียกความสนใจจากคนต่างเพศได้ตลอดเวลา การทะเลาะเบาะแว้งด้วยความหึงหวงจึงมีเกือบทุกวัน ไม่นานพ่อกับแม่เริ่มเบื่อหน่าย มองกันและกันเป็นตัวปัญหาของความสุขในชีวิตคู่ของตน เมื่อมีคนมาเสนอเงินก้อนโตเพื่อซื้อพ่อ แม่จึงตกลงด้วยความรู้สึกไร้ความเสียดาย
และเมื่อแม่มีเงินก้อนใหญ่ให้ยายเลี้ยงหล่อนได้แล้ว แม่ก็ตีตัวจากไปๆตามทางเดินที่ตัวเองต้องการ พ่อกับแม่คิดว่าหมดสิ้นภาระแล้ว จะมีการคิดถึงลูกบ้างก็แค่ตอนที่ยายส่งจดหมายไปขอเงินเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียนของชาอุ่นเท่านั้น ความอบอุ่นของครอบครัวสำหรับแก้ความเหงาใจของชาอุ่นนั้น เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับพ่อกับแม่ ทำให้หล่อนโหยหาความรักความอบอุ่นมาแต่เล็ก และมันยังเพิ่มทวีตามอายุของหล่อนที่มากวัยขึ้นด้วย
“น้องเปิ้ลแม่ห้ามกี่หนแล้วไม่ให้เล่นกับเด็กนี่ อยากมีผัวตั้งแต่เด็กรึไง”
“น้องป๊อก คราวหน้าแม่เห็นเราพาเด็กนี่มาเล่นที่บ้านอีก แม่จะตัดเงินค่าขนมของเราทั้งเดือนเลยนะ”
ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่พ่อแม่ของเด็กๆในโรงเรียนอนุบาลแห่งนั้น แสดงอาการรังเกียจลับหลังยาย และแสดงความรังเกียจต่อหน้าต่อตาเด็กอื่นๆด้วยกัน ทำให้เด็กไร้เดียงสาวัย 5 ขวบจนเติบโตเป็นสาวรุ่นวัย 15-16 ด้วยอาการคิดมากกว่าพูด หล่อนจึงมีเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวคือแก้ว
ยามเป็นเด็กทุกวันพระยายจะพาชาอุ่นไปนอนที่วัด ทุกครั้งเด็กหญิงชาอุ่นมักเข้าไปกราบหลวงพ่อองค์โตๆในโบสถ์ และจากความไร้เดียงสาของเด็กเก็บกด ความคิดจึงแน่วนิ่งเกิดเป็นพลังงานทางสมาธิได้เร็วกว่าคนทั่วไป คำอธิษฐานซ้ำๆซากๆที่ชาอุ่นมักขอ ขณะก้มลงกราบพระพุทธรูปเป็นเสมือนบทสวดเฉพาะตนไปเสียแล้ว
“หลวงพ่อเจ้าขา ขอให้อุ่นได้พบคนรักอุ่นจริงๆสักคนด้วยเทอญ”
พลังจิตบางครั้งอาจเกิดได้ยากเย็น แต่บางเวลากับบางคน ก็ง่ายจนยากแก่การเชื่อถือ
ดังเช่นการที่เราเห็นสาวท้องโย้ใกล้คลอด วิ่งหนีไฟไหม้และไม่ใช่แค่หนีคนเดียว เธอยังสามารถลากลูกคนโตอุ้มลูกคนเล็ก อีกทั้งหอบหิ้วข้าวของมีค่า วิ่งหนีไฟไหม้กระโดดข้ามคูคลองไปได้ไกลหลายร้อยเมตร
โดยไม่รับรู้ถึงความเหน็บเหนื่อยจากน้ำหนักของที่แบกไปด้วยฉันใด ชาอุ่นก็เป็นฉันนั้น
ณ วันนั้นวันที่เพิ่มพูลจับตัวหล่อนเป็นที่กำบัง...
“ปัง!!”
เสียงปืนนัดแรก ทำให้ชาอุ่นสะดุ้งเฮือกชานิ่งสักครู่ ก่อนร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด เมื่อกระสุนแล่นผ่านชายซี่โครงบริเวณลำตัว หล่อนมองตาเพิ่มพูลเห็นแววอำมหิตสะท้อนออกมา ตลอดทางที่ผ่านมาเขาคุ้มครองหล่อนแต่ไม่ใช่ยามนี้ ในสายตาที่จ้องตอบมาชาอุ่นรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องช่วยตนเองเสียแล้ว
“ไม่!!!ฉันยังไม่ยอมตาย ไม่ยอมตาย ฉันจะต้องพบนัทให้ได้”
จิตที่ฝึกมาแต่เด็กจึงไม่ยากที่จะเรียกพลังจิตขุมหนึ่งขึ้นมาในฉับพลัน หมอกบางๆที่จู่ๆลอยเข้ามาล้อมรอบตัวหญิงสาวเป็นใยบางเนียนใสจนดวงตาคนธรรมดายากจะมองเห็น มันลอยมาบดบังกายกันกระสุนนัดแล้วนัดเล่าที่แล่นเข้าหาตัวชาอุ่น ทุกนัดผ่านไปราวคนทิ้งกรวดลงน้ำ
ชาอุ่นหลับตานิ่งตกอยู่ในสมาธิ พลังจิตคุ้มครองชีวิตหล่อนเริ่มทำงานอย่างต่อเนื่อง ตราบไปจนสมุนของเพิ่มพูลทิ้งร่างหล่อนลงทะเล หล่อนยังจำศีลนิ่ง..ไม่ได้ตาย!!! หล่อนหลับแน่นิ่งในภวังค์ ที่คิดถึงคนรักเป็นที่ตั้งของพลังทั้งหมด มองผิวเผินหล่อนคือคนตาย.. แต่ที่จริงหล่อนเหมือนสัตว์จำศีลที่ไม่เคลื่อนไหวเท่านั้นเอง

..............................................
“นัทช่วยอุ่นด้วย อุ่นหนาว หิว แล้วก็กลัวเหลือเกินที่นี่มืดจริงๆ”

นัทสะดุ้งตื่น เขาเริ่มมีความเชื่อว่าชาอุ่นคงตายแล้วเป็นแน่แท้ จึงทำให้เขาฝันถึงได้บ่อยๆ แต่ว่าศพของหล่อนอยู่ที่ไหนหนอที่ว่ามันมืดเหลือเกิน มืดเหลือเกิน? นัททวนภาพในความฝันของเขาอีกหน ในฝันนั้นเขามองเห็นไม่ชัดเจนเลย แต่ความรู้สึกส่วนลึกนัทอยากเดาว่ามันเหมือนถุงกระสอบ ชาอุ่นอยู่ในถุงกระสอบ??
“คุณพระช่วย!!!”

.....................ยามี่จัง///...

โดย : ยามี่จัง : anomie_jj@hotmail.com
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 20 ก.พ. ปี 2009 [ เวลา 17 : 45 ]

         ร้อยบุปผาผลิบานอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ แล้วโรยราร่วงไป ความฝันของเด็กน้อยตกหล่นเกลื่อนกลาด งานเขียนมากมายถูกปฎิเสธจากระบบการตลาด จะด้วยอะไรก็ตามที นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่ามันจะไร้คุณค่า หรือต่ำต้อยด้อยวาสนา และทีนี่...ก็มิใช่สุสานหรือร้างไร้ผู้คน


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com