Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป »

ประเทศไทย 77 จังหวัด »

จังหวัด » จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว

» ย้อนกลับ

ประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ภาคตะวันออก(7)

             การเคลื่อนทัพไปจัดราชการเมืองตราดนั้นแบ่งเป็น 2 กองทัพคือ  กองทัพเรือ ให้พระรามพิชัยกับหลวงราชรินทร์เป็นแม่ทัพเรือ เรือประมาณ 50 ลำ ยกไปทางทะเล กองทัพบกยกไปตามนิคมคามหมู่บ้านเกลี้ยกล่อมเกลี้ยกล่อมอาณาประชาราษฎร์ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และให้โอวาทแก่หัวหน้าหมู่บ้านให้ตั้งอยู่ในสัตย์ยุติธรรม ครั้นกองทัพเข้าเมืองตราดแล้ว (พระราชพงศาวดารไม่ได้บันทึกว่ามีการต่อสู้กันแต่อย่างใดเหมือนกันทุกฉบับ) ก็เข้าจัดราชการเมืองตราด แต่พบว่าเรือสำเภาจีนที่มาทอดสมออยู่ที่ปากน้ำจำนวนหลายลำ ยังไม่ได้แสดงตัวว่าจะสวามิภักดิ์ ขณะเดียวกันพระยากำแพงเพชรมีความประสงค์ที่ต้องการเรือสำเภาเหล่านั้นมาเป็นพาหนะยกไพร่พลทางทะเลมายังกรุงศรีอยุธยา จึงวางแผนที่จะเกณฑ์เรือสำเภา แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากพ่อค้าสำเภาจีนเหล่านั้น
               เมื่อประทับอยู่ที่เมืองตราด ทราบว่าสำเภาจีนที่ทอดสมออยู่ปากน้ำหลายลำ จึงให้ข้าหลวงไปหาตัวนานสำเภาจีนเข้ามาพบปรึกษาข้อราชการแต่โดยดี แต่นายสำเภาขัดแข็งไม่มา กลับต่อรบยิงเอาเรือข้าหลวง ข้าหลวงกลับมารายงาน ก็โกรธลงเรือใหญ่ยกกองทัพเรืออกำปล้อมกองสำเภาจีนไว้คืนหนึ่งพวกสำเภาจีนยังไม่อ่อนน้อม ครั้นรุ่งขึ้นจึงสั่งให้นายทัพนายกองยกเข้าโจมตีสำเภา พวกสำเภาจีนต่อรบยิงปืนโต้ตอบกันอยู่ครึ่งวัน กองทหารปืนขึ้นเรือสำเภาจีนได้ ไล่ฆ่าฟันคนจีนตายไปหลายคน พวกสำเภาจีนยอมพ่ายแพ้ เก็บทรัพย์สิน สิ่งของ เงินทอง เสื้อผ้าแพรภัณฑ์ได้เป็นอันมาก จีนเจี้ยมผู้เป็นใหญ่ของสำเภาจีนทั้งปวงก็อ่อนน้อมยอมสวามิภักดิ์ ยอมถวายบุตรหญิงด้วย 1 คนในวันเดียวกันนั้นก็สั่งให้ยกทัพกลับมายังเมืองจันทบูรทันที โดยเดินทางมาทางทะเลด้วยกองเรือรบและเรือสำเภาจีนเหล่านั้นเมื่อได้สำเภาจีนจำนวนหนึ่ง แต่ยังเห็นว่าหากยกทัพเรือใหญ่มายังกรุงศรีอยุธยา จำเป็นจะต้องใช้เรือสำเภาจำนวนมากที่จะแล่นไปมาทางทะเล ฉะนั้นขณะที่พำนักอยู่เมืองจันทบูรนั้น ได้ให้ช่างจีนต่อเรือรบได้จำนวนร้อยลำเศษ เตรียมทัพเพื่อยกไปตีค่ายโพธิ์สามต้นกรุงศรีอยุธยา
                  ช่วงเวลาที่ยึดเมืองจันทบูรและเมืองตราดได้นี้ กรุงศรีอยุธยา แตกแล้ว ได้เดือนเศษ ฉะนั้นพระยากำแพงเพชร (พระเจ้าตากสิน) จึงคิดการใหญ่ที่จะรวบรวมไพร่พลเป็นกองทัพแห่งชาติขับไล่พม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา จากกิตติศัพท์เล่าลือกันนั้นบ้านเมืองแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า มีผู้ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่หวังจะกอบกู้อิสรภาพอยู่หลายก๊ก ส่วนหัวเมืองบริเวณรอบกรุงศรีอยุธยานั้น พม่ากวาดต้อนผู้คนไปจำนวนมากพวกที่เหลือก็หลบหนีซ่อนตัวอยู่ตามป่าดง ฉะนั้นหัวเมืองตะวันออกนี้มีกำลังไพร่พลจำนวนมากพอที่จะเป็นกองทัพใหญ่ได้ หากได้เกลี้ยกล่อมประชาชนที่แตกหนีไปหลบซ่อนอยู่ตามป่าตามดงใ ห้กลับเข้ามาตั้งภูมิลำเนาจะได้ช่วยกันจัดหาเตรียมเสบียงอาหารเพื่อหวังทำศึกใหญ่ในภายหน้า หัวเมืองสำคัญชายฝั่งทะเลตะวันออกก็ตกอยู่ใต้อำนาจพระยากำแพงเพชรแล้ว นอกจากเมืองพุทไธมาศเพียงเมืองเดียว แต่พระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองก็เคยให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะสวามิภักดิ์ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ คาดว่าเมืองพุทไธมาศคงไม่กล้าที่จะขัดขืน
                 กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในครั้งนั้น เจ้านายเชื้อพระวงศ์จำนวนมากถูกพม่าจับตัวได้ ส่วนพวกที่หนีเล็ดรอดไปได้ก็หนีไปพึ่งเมืองต่างๆ มีบางส่วนได้หนีไปพึ่งพระยากำแพงเพชรที่เมืองจันทบูร ส่วนนายสุจินดามหาดเล็กนั้นหนีออกไปตั้งสำนักอยู่ ณ เมืองชลบุรี ครั้นรู้ข่าวว่าเจ้าตากออกไปตั้งอยู่ ณ เมืองจันทบูร จึงพาพรรคพวกบ่าวไพร่เดินบกออกไป เข้าพึ่งอยู่ด้วยเจ้าตาก เจ้าตากก็รับไว้ ตั้งเป็นพระมหามนตรี เพราะรู้จักคุ้นเคยกันมาแต่ก่อนกรุงยังไม่เสีย (พระมหามนตรี ต่อมาเป็นทหารคู่ใจของพระเจ้าตากสิน กับพี่ชาย คือ พระยาจักรี (ทองด้วง)
                   พระเจ้าตากสินมหาราช ขณะที่เป็นแม่ทัพยึดเมืองจันทบูรนั้น ดำรงตำแหน่งพระยาวชิระปราการเจ้าเมืองกำแพงเพชร หรือพระยากำแพงเพชร เมื่อทราบแน่ชัดแล้วว่ากรุงศรีอยุธยาเสียแก่กองทัพพม่าแล้ว ในขณะนั้นฝ่ายเจ้าตากสินซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองจันทบูรจนต่อเรือรบสำเร็จ ได้ทราบข่าวว่ากรุงเทพ ก็เสียแก่พม่าแล้ว   พม่าตั้งพระนายกองไว้รั้งกรุงเทพ บรรดาหัวเมืองทั้งปวงก็คิดกำเริบก่อเกิดอหังการตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้นหลายเมือง แผ่นดินแบ่งออกเป็นหลายส่วน เกิดจลาจลรบพุ่งกันเป็นหลายพวก และสมณพราหมณ์ไพร่ฟ้าประชากรได้ความเดือดร้อนหาที่พึ่งมิได้ ทรงพระดำริจะปราบยุคเข็ญซึ่งเป็นจลาจลให้สงบราบคาบ และจะก่อกู้แว่นแคว้นแดนสยามประเทศเหมือนดังเก่า จึงสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงให้ตรวจเตรียมเรือรบครบด้วยพลโยธาสรรพาวุธปืนน้อยใหญ่ และเรือลำเลียงเสบียงอาหารให้พร้อม และตั้งข้าหลวงเดิมผู้มีความชอบอยู่ครองเมืองจันทบูร และเมืองระยอง

                 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าแล้ว พระยากำแพงเพชรก็กลายเป็นแม่ทัพกองกำลังกู้ชาติถูกต้องโดยปริยาย การแคลงใจของแม่ทัพนายกองที่เกรงว่าจะผิดต่อพระราชอัยการศึกก็หมดไป เพราะก่อนเสียกรุงนั้น กองทัพของพระเจ้าตากมีฐานะเป็นกองทัพเถื่อน เพราะไม่ได้มีพระบรมราชโองการให้แม่ทัพไปเกลี้ยกล่อม ซ่องสุมไพร่พล จึงเป็นการกระทำไปโดยพลการ เมื่อสถานการณ์เป็นดังกล่าวพระยากำแพงเพชร หรือพระเจ้าตากสิน ก็มีผู้พาไพร่พลมาสมัครเป็นพวกมากขึ้น
                  พระยากำแพงเพชรได้หยุดทัพเรือที่เมืองชลบุรี และจับเจ้าเมืองที่ทำตนเป็นโจรสลัดปล้นฆ่าชิงทรัพย์สินชาวเรือสำเภา จากนั้นยกทัพจากเมืองชลบุรีเข้าปากอ่าวสมุทรปราการ เข้ามาถึงเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร (ในสมัยนั้นเมืองตั้งอยู่ฝั่งธนบุรี ส่วนฝั่งกรุงเทพฯ เป็นเพียงชุมหรือตำบลบางกอก ของเมืองธนบุรี) ได้ปะทะกับกองกำลังของเจ้าทองอิน (คนไทย) ที่พม่าตั้งไว้ให้รักษาเมืองธนบุรี ต่อสู้กันครู่หนึ่งกองกำลังเจ้าทองอินก็แตกพ่ายไป ทหารหนีไปพึ่งกองทัพพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น กองทัพพระยากำแพงเพชรยกออกไปกรุงศรีอยุธยาในเวลากลางคืน
                 ฝ่ายเจ้าอินซึ่งพม่าตั้งไว้รักษาเมืองธนนั้น ก็พาพวกและกรมการหนีไป  ณ ค่ายโพธิ์สามต้น แจ้งความแก่สุกี้พระนายกอง พระนายกองจึงจัดทหารไทย มอญ ให้มองญา เป็นแม่ทัพยกทัพเรือมาตั้งรับอยู่ ณ เพนียด
             
ค่ายโพธิ์สามต้นเป็นค่ายของสุกี้พระนายกอง ซึ่งเป็นตัวแทนของพม่าดูแลรักษาอาณาประชาราษฎรในประเทศไทย ฉะนั้นการตีค่ายโพธิ์สามต้นแตกoyho แสดงว่ากองทัพไทยกู้อิสระภาพได้แล้ว ซึ่งกองทหารที่เป็นกำลังในการกู้ชาติเหล่านี้ เป็นชาวหัวเมืองภาคตะวันออกทั้งสิ้น เป็นชาวเมือง
จันทบูร ชาวเมืองระยอง และชาวนิคมชนบทอื่นๆ ที่มาร่วมด้วยกับกองทัพกู้ชาติของพระยากำแพงเพชรหรือพระเจ้าตากสิน
              ครั้นรุ่งเช้าเป็นวันเดือน 12 ข้างขึ้น เพลาสามโมงเศษ ให้ทหารยกเข้าตีค่ายโพธิ์สามต้น ฟากตะวันออกแตก จึงตรัสสั่งให้ทำบันไดจะพาดปีนค่ายฟากตะวันตก ซึ่งมีกำแพงพระนายกองอยู่นั้น และกองพระยาพิพิธ พระยาพิชัยทัพจีนเป็นกองหน้า ยกเข้าตั้งค่ายประชิด ณ วัดกลาง ห่างค่ายใหญ่ประมารเจ็ดแสนแปดเส้น ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง จึงดำรัสให้ทัพจีนกองหน้ายกเข้าตีค่ายพระนายกอง พระนายกองก็คุมพลทหารออกต่อรบ รบกันแต่เพลาเช้าจนเที่ยง พวกพระนายกองหนีเข้าค่าย ทัพจีนไล่ตามเข้าไปในค่าย พระนายกองสู้รบอยู่จนตัวตายในค่ายนั้น พวกพลทัพจีนไล่ฆ่าฟันพลทหารพระนายกองในค่ายนั้นล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลืออยู่ก็แตกพ่ายหนีไปจากค่าย แต่มองญา (แม่ทัพค่ายเพนียด) นั้นพาพรรคพวกทหารของตัวหนีขึ้นไปเมืองนครราชสีมา ไปเข้าด้วยพระยาวรวงศาธิราชซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ ด่านจอหอ
           วันค่ายโพธิ์สามต้นแตกนั้น ตรงกับวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2310 ทหารจีนมีบทบาทสำคัญในกองทัพของพระยากำแพงเพชร ไม่น้อยกว่าชาวหัวเมืองตะวันออก เนื่องจากชุมชนภาคตะวันออก เป็นฐานที่ตั้งกองสำเภาจีนที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา มีช่างจีนที่มีฝีมือและมีอู่ต่อเรือจำนวนมาก
            เมื่อขับไล่กองทัพพม่าออกจากประเทศได้แล้ว กองทัพกู้ชาติของพระยากำแพงเพชรหรือพระเจ้าตากสิน ก็ได้ปราบปรามเจ้าเมืองต่างๆ ที่ไม่ยอมอ่อนน้อมและตั้งตัวเป็นเจ้าเป็นใหญ่ อีกหลายชุมนุมหลายหัวเมืองทั้งเหนือใต้

อ้างอิง : กรมศิลปกร, พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา. (กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ พิมพ์ครั้งที่ 8)

» ย้อนกลับ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com