ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป »

ประเทศไทย 77 จังหวัด »

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จังหวัด » กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี

» ย้อนกลับ หน้าถัดไป

ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา (5)

           พอสว่าง คุณหญิงโมก็ไปกอดศพหลานสาวบุญเหลือร่ำไห้ เสียดายจิตใจอันกล้าหาญ เสียสละ มานะอดทน ด้วยความรักความผูกพันที่มีต่อกันมานานเสมือนลูกหลานในอก คุณหญิงโมกอดศพหลาน สาวบุญเหลือไว้แนบอก ร่ำไห้เป็นเวลานานจึงตัดสินใจยกย่องในความเสียสละของนาง ทำให้งานกู้อิสรภาพ ครั้งนี้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ แล้วคุณหญิงโมสั่งให้ช่วยกันเก็บศพนางสาวบุญเหลือ และคนไทยอื่นๆ ฝั่ง ทำเครื่องหมายไว้ เพื่อจะเก็บไปบำเพ็ญกุศลภายหลัง ส่วนศพทหารลาวเก็บไปทิ้งลงในหนองน้ำที่อยู่ใกล้ๆ (ได้ชื่อว่า "หนองหัวลาว" จนทุกวันนี้)
             หัวหน้าครอบครัวไทยปรึกษากันว่าทหารลาวที่หนีไปได้ประมาณ 700 คน คงจะกลับมาแก้มือ และเจ้าอนุวงศ์ คงจะยกกำลังมาโจมตี จำเป็นจะต้องตั้งค่ายต่อสู้ จึงเคลื่อนย้ายกองเกวียนลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้อีก 30 เส้น ตัดไม้ไผ่มาเตรียมการตั้งค่าย ฝ่ายทหารลาวที่แตกหนีไป ได้รวมกำลังกันอีก รุ่งขึ้นวันที่ 8 มีนาคม ก็ยกกำลังเข้าตีครัวไทย ซึ่งกำลังเตรียม การตั้งค่ายยังไม่เสร็จ พระณรงค์สงครามรับเป็นผู้บัญชาการรบครั้งนี้ เห็นว่าทหารลาวมีปืนหลายกระบอก จะออกต่อสู้ระยะไกลไม่ได้ ต้องต่อสู้ระยะประชิด จึงสั่งให้ผู้ชายทั้งหลายหมอบอยู่ตามมูลดิน จอมปลวก ขอนไม้ และซ่อนตัวในสุมทุมพุ่มไม้ รอจนทหารลาวเข้ามาในระยะใกล้จึงให้สัญญาณออกต่อสู้พร้อมกันด้วยอาวุธสั้น ในระยะประชิด ทหารยิงปืนได้เพียงนัดเดียวก็ถูกโจมตีถึงตัว และด้วยกำลังใจของคนไทยเหนือกว่า ประกอบกับ ความแค้นทุกคนไม่กลัวตาย ทหารจึงถูกสังหารตายเกือบหมด หนีรอดไปได้เพียวเล็กน้อย กลับไปแจ้งให้ เจ้าอนุวงศ์ทราบในเมืองนครราชสีมา
              เจ้าอนุวงศ์รู้เรื่องแล้วตกใจ ยังไม่แน่ใจว่าครอบครัวไทยต่อสู้อย่างไรกันจึงสั่งให้ตำรวจ 50 คน ขี่ม้าไปดูตอนกลางวัน ขณะนั้นพวกครัวไทยสร้างค่ายเสร็จแล้ว 1 ค่าย อีก 2 ค่าย ยังไม่เสร็จ ตำรวจยี่ม้า 50 คน ก็มาถึง คนไทยจึงเข้ากำบังในค่าย แล้วใช้ปืนซึ่งยึดมาได้เมื่อวันก่อนยิงต่อสู้ ตำรวจลาว ตายและบาดเจ็บหลายคน จึงถอยหนี
             หลวงพิทักษ์โยธา นายกองด่านของไทยจึงคุมทหาร 60 คน ขี่ม้าไล่ติดตามยิงและซัดด้วยหอกแหลนหลาว ตำรวจลาวตายหลายคน เหลืออยู่เล็กน้อย จนถึงป่าใกล้เมืองนครราชสีมา จึงเลิก ตำรวจลาวที่เหลือก็เข้าไปรายงานเหตุการณ์ เจ้าอนุวงศ์ทราบดังนั้น จึงสั่งให้เจ้าสุทธิสาร (โป้) ลูกคนโต เตรียมยกทัพไปตีครัวไทยในเร็ววันนี้
              ฝ่ายกรุงเทพฯ เมื่อได้รับใบบอกว่าเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฎ ยกกองทัพมายึดเมืองนครราชสีมา หวังจะเข้า โจมตีกรุงเทพฯ ต่อไป จึงให้จัดเตรียมทัพใหญ่ 3 ทัพ พร้อมที่จะยกไปปราบเจ้าอนุวงศ์
              ฝ่ายเจ้าราชวงศ์ (เหง้า) ตั้งทัพอยู่ที่ปากเพรียวสระบุรี สืบทราบการจัดกำลังตั้งรับ ป้องกันพระนครของไทย และการจัด 3 กองทัพออกขับไล่เช่นนั้น กลัวจะถูกโอบล้อม เห็นว่าจะสู้มิได้ จึงกวาด ต้อนครอบครัวลาว 1 หมื่นเศษ ไทย 10 ครัว จีน 20 ครัว เดินทางกลับเมืองนครราชสีมาทางช่องดงพระยาไฟ
             ฝ่ายครอบครัวไทย ช่วยกันสร้างค่ายที่ทุ่งสัมฤทธิ์ เสร็จแล้ว 3 ค่าย จึงหากำลังเพิ่มเติม เพื่อรับมือกองทัพ เจ้าอนุวงศ์ ได้ส่งคนไปบอกข่าวว่า ครอบครัวชาวเมือง นครราชสีมากอบกู้อิสระภาพได้แล้วตั้งค่ายมั่นที่ ทุ่งสัมฤทธิ์ ขอให้ชาวไทยบ้านพี่เมืองน้องมาร่วมแรงใจกัน ต่อสู้กับกองทัพลาว ใครมีอาวุธอะไร ก็ให้ถือมา ใครมีเสบียงอาหารก็ให้เอามาด้วย ก็มีคนไทยที่หลบหนีไป เพราะกลัวลาว หายกลัวกลับมาเข้าด้วยก็มาก แล้วพระยาสุริยะเดช (ปลัดทองคำ) ได้มีใบบอกขอกำลังเมืองจตุรัส เมืองชัยภูมิ ก็ได้รับกำลังเพิ่มเติมมากขึ้น
              ฝ่ายเจ้าสุทธิสาร (โป้) จัดกำลังได้พลเดินเท้า 3,200 คน ให้เจ้ากำพร้า (บุตรเจ้าสุทธิสาร) คุมกำลัง จัดได้ ทหารม้า 400 ให้เจ้าปาน (บุตรคนที่ 9 ของเจ้าอนุวงศ์) ควบคุม ส่วนตัวเจ้าสุทธิสารเป็นแม่ทัพ เพื่อต่อสู้แก้มือ ครอบครัวไทยที่ทุ่งสัมฤทธิ์ พร้อมแล้วออกไปเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2369 พักแรมระหว่างทาง 2 คืน ขณะนั้น ครอบครัวไทยตกแต่ง ค่ายทั้งสามได้มั่นคงแล้ว เก็บสัมภาระและกองเกวียนไว้ข้างในค่าย เมื่อกองสอดแนม มาบอกว่าทัพเจ้าอนุวงศ์มีทหารม้าประมาณ 400 ออกหน้ามา จึงปรึกษากันเห็นว่าเราไม่มีปืนเพียงพอ จะรบอย ู่ในค่ายไม่ได้ เกรงจะถูกไฟเผา จึงพร้อมใจกันจัดทัพสู้ที่กลางแปลงหน้าค่าย
               ครั้นวันที่ 19 มีนาคม 2369 วันพุธเดือน 4 แรม 9 ค่ำ ตอนสาย เห็นทหารม้าของเจ้าปาน ดาหน้า เข้ามา ทหารกองหน้าของพระณรงค์สงครามก็หมอบลง ปล่อยให้ทหารถือปืนของพระยาปลัดยิงปืนใส่ ทหารม้าข้าศึกจนเสียขบวนพอเข้ามาระยะใกล้ปืนหยุดยิงทหารกองหน้าของพระณรงค์สงครามก็ลุกขึ้น ฟันแทงทหารลาวทันทีทำให้ทหารม้าลาวร่นถอย แตกเสียขบวน เจ้าสุทธิสารและเจ้ากำพร้าเดินทัพ มาข้างหลัง เห็นทหารม้าแตกร่นถอยมาเช่นนั้น จึงรีบเข้าช่วย โดยแยกเป็นสองขบวน เข้าตีโต้ตอบ ทั้งปีกซ้ายและปีกขวาของไทย
            ครัวไทยแม้จะมีกำลังน้อยกว่าก็ต่อสู้เต็มที่แต่ทหารลาวหนุนเนื่องเข้ามาไม่หยุดหย่อนไทยต้องต่อสู้ หลายต่อหลายทอด จึงอ่อนแรงปีกทั้งสองต้องถอยอ่อนลู่ พระยาปลัดทองคำก็แบ่งทหารถือปืน ช่วยยิงสกัดทั้งสองปีกแต่ไม่ทันการณ์ กองกลางจะถูกล้อม จะแพ้แก่ข้าศึกได้ง่าย ขณะนั้น พระศุภมาตรา ขี่ม้าออกรบตัดเอาศีรษะนายทหารม้าลาวมาได้ นายหนึ่ง คุณหญิงโมเห็นสถานการณ์ เช่นนั้นจึงสั่งให้เอาหอกเสียบศีรษะนายทหารลาวชูขึ้นแล้วนำผู้หญิง 400 คน ออกวิ่งไปทางขวา กันหน้ากองขวาเอาไว้ พร้อมกับช่วยกันร้องว่าทหารลาวตายแล้วทหารลาวแพ้แล้ว ทหารลาวแตกแล้ว
             พวกทหารลาวตกใจ มองเห็นศีรษะนายถูกเสียบอยู่ปลายหอกก็ใจหาย ไม่มีกำลังใจสู้รบก็ร่นถอยไม่เป็นขบวน คุณหญิงโมจึงนำทัพผู้หญิงตามตี และอ้อมสกัดกองซ้ายอีกทางหนึ่ง พระณรงค์สงครามก็พาทหาร ติดตามฟันแทงทหารลาวเป็นระยะๆ พวกลาวเสียกำลังใจ แตกหนีไปสิ้น ครัวไทยก็ถอยเข้าค่าย สำรวจดูมีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเกือบ 300 คน ส่วนทหารลาวตายเกือบพันคน พระยา ปลัดทองคำให้เก็บศพคนไทยฝัง และทำเครื่องหมายไว้เพื่อจะมาเก็บ ไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ภายหลัง ส่วนศพทหารลาวบรรทุกเกวียนไปทิ้งที่หนองน้ำ (หนองหัวลาว) แล้วช่วยกันซ่อมแซมค่าย ซ่อมแซมอาวุธเก็บอาวุธของลาวมาไว้เตรียมต่อสู้อีกเพราะคาดว่าเจ้าอนุวงศ์คงจะยกกองทัพมารบอีก และคงจะเป็นศึกใหญ่

                ทัพเจ้าอนุวงศ์ทราบว่า ครอบครัวไทยได้กำลังหนุนจากเมืองต่างๆ จึงมีกำลัง มากขึ้นเพราะพระยาปลัดทองคำสามารถเรียกกำลังสนับสนุนจากเมืองต่างๆ ได้ หรือกองทัพของ เจ้าพระยานครราชสีมายกมาสมทบ เจ้าอนุวงศ์เห็นว่าจะรอช้ามิได ้ครอบครัวไทยจะมีกำลังมากขึ้น จึงสั่งให้เตรียมกำลังให้พร้อม ไว้จะยกทัพใหญ่ไปตีทุ่งสัมฤทธิ์อีก
                 กองทัพเจ้าราชวงศ์เหง้า ซึ่งถอยจากปากเพรียว (สระบุรี) ก็มาถึงเมือง นครราชสีมา เข้าหาเจ้าอนุวงศ์ผู้บิดาแจ้งข่าวศึกว่าทางกรุงเทพฯจัดกำลังออกขับไล่ เป็นสามทัพ เกรงจะถูกล้อมจึงต้องถอยกลับเพียงแต่กวาดต้อนครอบครัวลาว ไทย จีน จากสระบุรีมาด้วย เจ้าอนุวงศ์ก็ตกใจ หากจะมัวเสียเวลาทำศึกกับครอบครัวไทยที่ทุ่งสัมฤทธิ์ก็จะถูกศึกตีกระหนาบ จะหนีไม่ทันจำจะต้องถอนตัวไปก่อน จึงสั่งการให้กองทัพเจ้าราชวงศ์เหง้า ยกออกไปทางทิศเหนือ ผ่านเมือง บัวชุม ไชยบาดาน เพชบูร (เดิมเขียนอย่างนี้แปลว่าเมืองแห่งพืชผลมาเพี้ยนเป็น เพชรบูรณ์ คงอยากมีเพชรมากๆ) จนถึงเมืองหล่ม กวาดต้อนผู้คนไปทุกเมืองถึงเมืองหล่ม ตั้งทัพอยู่นอกเมือง แล้วให้ทหารไปเรียกตัว พระสุริยวงศ์ เจ้าเมืองมาพบและเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองหล่มไม่กล้าขัดขืน เจ้าราชวงศ์เหง้าจึงเข้าไป ตั้งทัพในเมืองหล่ม เพื่อป้องกันทัพไทยจากพิษณุโลก วันที่ 21 นี้ ทัพเจ้ามหาอุปราชติสสะ (น้องชายต่างมารดาของเจ้าอนุวงศ์) ยกทัพไปสู่เมืองสุวรรณภูมิ ป้องกันกองทัพไทย ที่จะมาจาก กบินทร์บุรี และให้เจ้าโอโถง (หลานของเจ้าอนุวงศ์) ยกไปตั้งที่เมืองพิมาย เป็นทัพหนุนกองหนึ่ง ทัพเจ้าสุทธิสาร (โป้) บุตรคนโตของเจ้าอนุวงศ์ ยกไปทางเหนือ ตั้งทัพใกล้เมือง ภูเขียว แล้วเรียกตัวเจ้าเมืองภูเขียวมาพบ แต่ท้าวนาค เจ้าเมืองภูเขียวรู้ว่าลาวเป็นกบฏจึงไม่ออกมา เจ้าสุทธิสารจึงคุมพลพันเศษเข้าตี เมืองภูเขียวเป็นเมืองเล็ก ผู้คนมีน้อย จึงสู้ไม่ได้ เท้านาคและบุตรหลานถูกจับมา เจ้าสุทธิสารให้ประหารเสียสิ้น แล้วยึดเมืองภูเขียวไว้
        เมืองนครราชสีมาถูกทำลาย แล้วได้อิสรภาพ วันที่ 23 มีนาคม 2369 ตรงกับวันศุกร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 4 ปีจอ เจ้าอนุวงศ์จะถอยทัพออกจากเมืองนครราชสีมา ก่อนไปได้ถอนเสาหลักเมืองออก เพื่อให้เป็นเมืองร้างเสียก่อน และเจ้าอนุวงศ์ได้สั่งให้ทหารกองหลังรื้อกำแพงออกเสียให้สิ้น ให้ตัดต้นไม้ที่มีผลออกให้เหลือแต่ตอ ให้เผาประตูเมืองและสถานที่สำคัญๆ ในเมืองด้วย เพราะ เจ้าอนุวงศ์ คิดว่าจะกลับมายึดเมืองานครราชสีมาอีก ก็จะตีได้สะดวก สั่งเสร็จแล้วกองทัพหลวงของ เจ้าอนุวงศ์ ก็ยกออกไปทาง เหนือ เพื่อสมทบกับทัพของเจ้าสุทธิสาร จะได้ยกไปหนองบัวลำพูด้วยกัน หน่วยทหารกองหลังก็ทำตามคำสั่งของ เจ้าอนุวงศ์ พวกหนึ่งตัดไม้มีผลให้เหลือแต่ตอ พวกหนึ่งรื้อกำแพงเมืองเริ่มจากมุมทิศอีสานกำแพงด้านตะวันออก รื้อได้หมด รื้อกำแพงด้านทิศใต้มาถึงหลังวัดสระแก้ว พวกหนึ่งรื้อกำแพงจากมุมอีสานมาทางตะวันตก รื้อกำแพง ด้านทิศเหนือได้หมด แล้วรื้อด้านทิศตะวันตกได้ส่วนหนึ่งเหลือสองส่วน เผาประตูเมืองแล้ว 3 ประตู ชาวนครราชสีมา ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ไม่ถูกกวาดต้อนไป ก็ออกข่าวว่ากองทัพกรุงเทพฯ เดินทางมาถึงทุ่งโพธิ์เตี้ยแล้ว (อีก10 กม.) จะเข้า เมืองได้เย็นวันนี้ ทหารลาวรู้ข่าวก็ตกใจกลัว รีบพากันหนีตามกองทัพเจ้าอนุวงศ์ไปสิ้น จึงรื้อกำแพงยังไม่เสร็จ เผาเมืองได้เล็กน้อย ชาวเมืองก็ ดับเสียได้ ฝ่ายกองทัพหลวงของเจ้าอนุวงศ์ ถอยออกจากเมืองนครราชสีมา ผ่านเมืองจตุรัส และภูเขียว ทราบว่าเมืองจตุรัสและชัยภูมิได้ส่งกำลังไปช่วยคุณหญิงโมรบกับทัพเจ้าสุทธิสารที่ ทุ่งสัมฤทธิ์เจ้าอนุวงศ์ก็โกรธ เพราะเจ้าเมืองชัยภูมิคนนี้ คือ ขุนภักดีชุมพล (แล) ซึ่งเคยเป็น พี่เลี้ยงเจ้าอนุวงศ์ อยู่ในนครเวียงจันท์ตั้งแต่เด็กๆ ครอบครัวไทยกลับบ้าน ฝ่ายครอบครัวไทย และทหารที่ทุ่งสัมฤทธิ์เมื่อรู้ว่าเจ้าอนุวงศ์ ยกออกจากเมืองนครราชสีมาแล้ว ก็อพยพกันกลับ เข้าเมืองโดยด่วน
              เมื่อจัดการบ้านเมืองพออยู่ได้แล้ว พระยาปลัดทองคำพระยาพรหม ยกกระบัตร พระณรงค์สงคราม และจางวางส่วยทองคำ จึงเข้าชื่อกันทำใบบอก เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่เมืองนครราชสีมา มอบให้หลวงบุรินทร์ และขุนชนะไพรี เป็นนายกองม้า นำกำลังทหารม้า 30 ถือใบบอกไปวางยัง ศาลาเวรมหาดไทย เพื่อนำขึ้นกราบบังคมทูล ร.3 ให้ทรงทราบ ผู้นำชาวเมืองนครราชสีมา ปรึกษากัน เห็นว่ากองทัพเจ้าอนุวงศ์ล่าถอยไปแล้วนั้น จะไปที่ใดเราควรคิดติดตาม ได้โอกาสก็โจมตีเอาบ้าง อย่างน้อยก็เป็นการเกาะข้าศึก เพื่อคอยกองทัพจากกรุงเทพฯ ปรึกษาตกลงแล้ว จึงมอบให้ พระณรงค์สงคราม กับ หลวงพลอาสา นายด่านนครจันทึก นำกำลังทหาร 500 คน ยกไปพักแรม อยู่ที่ตำบลลำพี้ ใกล้หนองบัวลำพู คอยติดตาม ข่าวศึก (ทหารเหล่านี้เรียกจากนครจันทึก นางรอง บ้านตะคุ ด่านเกวียน ด่านกระโทก ด่านสะแกราช) กองทัพกรุงเทพฯ ออกศึก

» ย้อนกลับ หน้าถัดไป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย