Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป »

ประเทศไทย 77 จังหวัด »

จังหวัด » กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี

» ย้อนกลับ หน้าถัดไป

ประวัติศาสตร์-ความเป็นมา ภาคใต้(3)

            การเจรจาดำเนินไปเกือบ 2 ปี ไทยต้องประนีประนอม ลงนามให้ข้อตกลง เกี่ยวกับกลันตัน และตรังกานูใน พ.ศ.2445 ตามข้อตกลงไทย จะจัดตั้งที่ปรึกษาของไทย ไปประจำในรัฐเหล่านั้นเอง แต่ต้องได้รับความเห็นชอบ จากอังกฤษก่อน ที่ปรึกษาจะควบคุม กิจการต่างประเทศ และการให้สัมปทาน แก่ชาวต่างประเทศ เช่น นายเกรแฮม ที่ปรึกษาประจำรัฐกลันตัน นายวิลเลียมซัน ที่ปรึกษาทางการคลัง ประจำรัฐตรังกานู ส่วนไทรบุรีนั้น ยังมีหนี้สินค้างอยู่กับไทย ไทยจึงต้องไปจัดการระบบการคลัง ในรัฐนี้ให้เรียบร้อย จะได้มีเงินคืนไทย แต่ที่ปรึกษาการคลัง เป็นข้าราชการอังกฤษจากอินเดีย ภายใต้การควบคุม ของไทยอีกทีหนึ่ง
  ท่าทีดังกล่าวข้างต้น พิสูจน์ได้ชัดเจนว่า อังกฤษต้องการดินแดนเหล่านั้น โดยเปิดเผย ดังปรากฏว่าครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสสิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ.2445 เซอร์ แฟรงค์ สเวทเทนนั่ม (Sir Frank Swettenham) ข้าหลวงใหญ่ ของสหพันธรัฐมลายู ได้ทูลทาบทาม เป็นทำนองว่า อังกฤษต้องการได้ดินแดน หัวเมืองมลายูจากไทย การแสดงออกเช่นนี้ เป็นประหนึ่งสัญญาณเตือน ให้ฝ่ายไทยทราบว่า การเจราขั้นต้นจะไม่ยุติลง เพียงด้วยการจัดตั้งที่ปรึกษา ในกลันตัน ตรังกานู และไทรบุรีเท่านั้น แต่การเจรจาคงต้องดำเนินต่อไป พร้อมกับข้อเรียกร้องของอังกฤษ
             นับจากปี พ.ศ.2444 รัฐบาลไทย ยังเปิดการเจรจากับอังกฤษ เรื่องผ่อนผัน สิทธิสภาพนอกอาณาเขต โดยรัฐบาลไทยขอให้รัฐบาลอังกฤษ เลิกสิทธิพิเศษ ในการถอนคดีของกงสุล ในศาลต่างประเทศ ในภาคเหนือ ตามข้อตกลง ของสัญญาระหว่างไทย กับอังกฤษ พ.ศ.2426 เพื่อแลกกับการยอม ให้คนในบังคับอังกฤษทางภาคนั้น มีสิทธิซื้อขายที่ดิน ซึ่งเดิมซื้อไม่ได้ ในการเจรจาครั้งนี้ ฝ่ายไทย ได้ยืนยันเรียกร้อง เฉพาะคนในบังคับอังกฤษ ที่เป็นชาวยุโรป และชาวเอเชีย ประการหนึ่ง และเพราะข้อแลกเปลี่ยน ที่ชาวอังกฤษยินยอม เลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ได้อีกประการหนึ่ง การเจรจาดังกล่าว จึงยุติลงโดยปราศจากผล หลังจากที่ทั้งสองฝ่าย พยายามต่อรองกัน เป็นเวลา 4 ปี (พ.ศ.2444-2448)
              พ.ศ.2449 รัฐบาลทั้งสอง เปิดการเจรจาใหม่ ครั้งนี้เป็นเรื่องการสร้างทางรถไฟ กล่าวคือ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลไทย เริ่มดำริสร้างทางรถไฟสายใต้ เพื่อกระชับการปกครอง หัวเมืองภาคใต้ ให้รัดกุมขึ้น เพราะบริเวณนั้น เป็นจุดอันตราย ในอิทธิพลของอังกฤษ จริงอยู่ ทางรถไฟสายนี้ จะเป็นประโยชน์แก่อังกฤษ เพราะอังกฤษ สามารถเรียกร้องเก็บผลประโยชน์ได้มาก ตามข้อตกลงในปฏิญญาลับ พ.ศ.2440 แต่ไทยหวังว่าผลดีอาจมีมากกว่า เพราะถ้ายกเลิกปฏิญญาลับแล้ว ทางรถไฟสายนี้ จะกลับเป็นคุณประโยชน์แก่ไทย ทั้งในการทางเมืองและเศรษฐกิจ
              ตามความดำริของนายกิตติน เจ้ากรมรถไฟหลวงของไทย ได้เป็นผู้เสนอ ให้สร้างทางรถไฟ ต่อจากเพชรบุรีไปทางใต้ ระยะทาง 530 ไมล์ แต่ในการสร้าง ต้องใช้เงินทุนประมาณ 3,000,000 - 4,000,000 ปอนด์ เดิมจะใช้เงินทุน ของประเทศ แต่เสนาบดีคลัง ทรงคัดค้านว่า เงินไม่พอ จึงวางแผนการ ขอกู้จากต่างประเทศ และประเทศที่ไทย อาจจะเจรจาด้วยได้ คือ รัฐบาลสหพันธรัฐมลายู ของอังกฤษ เพราะขณะนั้น มลายูกำลังวางโครงการหนึ่งปี สร้างทางรถไฟ จากสิงคโปร์ขึ้นมา จดเขตทางเหนือ ต่อกับเขตแดนไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก แก่รัฐบาลอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาขั้นแรก ทั้งสองรัฐบาลตกลงกันไม่ได้ เพราะอังกฤษ ไม่ยอมให้กรมรถไฟหลวงของไทย ดำเนินการ สร้างทางรถไฟเอง ด้วยเหตุผลว่า ข้าราชการ กรมรถไฟหลวง เป็นชาวเยอรมันส่วนใหญ่ และอังกฤษ เกรงกลัวอิทธิพลเยอรมัน จะรุกรานเข้ามา ทางใต้ของไทย

            การเจรจาทางการทูตดำเนินไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ร่วม 7 ปี เริ่มคลี่คลายขึ้น เมื่อมีข้อเสนอ ยกดินแดนของไทย ในแหลมมลายู ให้แก่อังกฤษ ผู้ต้นความคิด คือ นายเอดเวิด สโตรเบล ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินชาวอเมริกัน ซึ่งเข้ามา รับราชการในไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2447 ในระยะนั้น ปัญหาต่างๆ ที่คั่งค้างกับอังกฤษ ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเรื่องรัฐมลายู จากการศึกษาเหตุการณ์ที่ผ่านมา สโตรเบลเห็นว่าสักวันหนึ่ง อังกฤษคงพยายาม หาวิธีการยึดดินแดนเหล่านี้ ไปจนได้ และเมื่อไทย หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจะหาประโยชน์ จากการเสียให้คุ้มค่า สโตรเบลไม่เห็นประโยชน์ที่ไทยจะเรียกร้องสิทธิเหนือดินแดนเหล่านี้ไว้ โดยให้เหตุผลว่า
             "...รัฐบาลสยาม ไม่ได้รับประโยชน์อันใด จากรัฐเหล่านี้ กลับต้องรับผิดชอบ ในการจัดการบริหาร ของรัฐทั้งหลายนั้น และในขณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถ ปฏิบัติงาน อย่างมีประสิทธิภาพ ในการควบคุมรัฐเหล่านั้น โดยปราศจาก การแทรกแซงของอังกฤษ ถ้าหากว่าไทย ยอมยกรัฐเหล่านี้ ให้อังกฤษไปแล้ว จะเป็นการตัดปัญหายุ่งยากได้ สถานการณ์ของไทย จะเข้มแข็งขึ้น เพราะไม่ต้องรับผิดชอบ ในดินแดนส่วนที่ไม่ใช่ของไทยอีก การแทรกแซงจากอังกฤษ จะสิ้นสุดลง และไทย จะสามารถปกครองดินแดนส่วนที่เหลือได้ อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น"
              สโตรเบล พยายามย้ำให้เห็นผลเสีย ของแต่ละรัฐ เป็นต้นว่า ในทางปฏิบัติ กลันตันและตรังกานู ไม่เคยขึ้นอยู่กับราชอาณาจักรไทย อย่างจริงจังเลย แม้ว่าจะทรงเคยแต่งตั้ง ข้าหลวงจากกรุงเทพฯ ไปประจำ เช่น ในปี พ.ศ.2437 ทรงโปรดฯ ให้พระยาทิพย์โกษา เป็นข้าหลวงไปประจำกลันตัน และตรังกานู และแม้ว่า พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงเคยเสด็จเยี่ยมเยียนรัฐเหล่านี้ เป็นการส่วนพระองค์แล้วก็ตาม รัฐบาลไทย ก็ยังไว้ใจสุลต่านได้ยาก ประกอบกับในระยะนั้น รัฐบาลอังกฤษ กำลังต้องการขยายอิทธิพล ขึ้นมาทางตอนเหนือ ของมลายูอีกด้วย เห็นได้จากการตกลงกับไทย แต่งตั้งที่ปรึกษาชาวอังกฤษประจำกลันตัน ในปี พ.ศ.2445 และเซอร์ แฟรงค์ สเวทเทนนั่ม ข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำสิงคโปร์ ก็แสดงท่าทีสนับสนุน สุลต่านอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อ เซอร์ แฟรงค์ เดินทางไปกลันตัน ใน พ.ศ.2446 และเกลี้ยกล่อมสุลต่าน ให้กระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลไทย โดยยื่นข้อเสนอ 4 ข้อ คือ

  1. ให้กลันตันขึ้นตรงต่ออังกฤษ
  2. ให้สุลต่าน ส่งบรรณาการต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองให้รัฐบาลอังกฤษ 3 ปีต่อครั้ง
  3. รัฐบาลอังกฤษจะยอมให้กลันตันมีสิทธิปกครองตนเอง และ
  4. อังกฤษจะยินยอมให้สุลต่านปกครองตามศาสนาและประเพณีอิสลาม

             แม้ว่าสุลต่านกลันตัน ไม่เห็นดีด้วยในเวลานั้น เพราะเคยเป็นตัวอย่าง จากรัฐเประและรัฐปะหัง ว่า อังกฤษเข้าไปยุ่งเกี่ยว กับการเมืองภายใน ของรัฐทั้งสอง เซอร์ แฟรงค์ ก็สามารถชักจูงให้สุลต่านเปลี่ยนธงประจำรัฐ จากธงช้างของไทย ที่กลันตันเคยใช้อยู่ มาใช้ธงสีแดงแทน นอกเหนือไปจากการก้าวก่ายอำนาจ ของข้าหลวงอังกฤษ ประจำสิงคโปร์แล้ว บริษัทดัฟฟ์ ในกลันตัน ซึ่งคนอังกฤษ ได้สัมปทานเหมืองแร่ และดำเนินกิจการ เป็นผลประโยชน์ของอังกฤษอยู่ในรัฐนั้น มักมีเรื่องขัดแย้งผลประโยชน์ กับที่ปรึกษาสุลต่านอยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนา และการควบคุมกิจการ ของรัฐเป็นอย่างมาก ในรัฐตรังกานูก็เช่นเดียวกัน สุลต่านตรังกานู ไม่เคยยอมรับว่า รัฐบาลของตนอยู่ใต้อารักขาไทย เช่น ในปี พ.ศ.2445 เมื่ออังกฤษกับไทย ตกลงกันว่า จะส่งที่ปรึกษาชาวอังกฤษ ไปประจำตรังกานู สุลต่านตรังกานู ไม่ยอมรับรู้การกระทำใดๆ ทั้งสิ้น และทางฝ่ายไทยเอง ไม่มีหนทาง หรืออำนาจไปบังคับสุลต่าน ให้ปฏิบัติตามได้ ที่ปรึกษาที่ไทยแต่งตั้งไป ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ

» ย้อนกลับ หน้าถัดไป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com