Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา


บ้านจอมยุทธบล็อก

>> ซุนปิน >> พลังจิต และการใช้ผลย้อนกลับทางชีวภาพ

ซุนปิน
จินตนาการเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อจุดประกายไอเดียความคิดใหม่ๆและจินตนาการเพื่อการสร้างนวัตกรรมใหม่

พลังจิต และการใช้ผลย้อนกลับทางชีวภาพ

Jan.26.2007 9:08:22 am

พลังจิต และการใช้ผลย้อนกลับทางชีวภาพ(Bio-feedback)

          จากหัวข้อที่7 ที่ข้าฯได้กล่าวถึงสมการ 3 สมการดังกล่าวหากจะยกเป็นรูปธรรมที่เกี่ยวกับพลังงานทางจิตของคนเรา    
          มนุษย์ทุกคนจะมีการดำรงอยู่ในรูปการต่างๆดังสามสมการที่ทับซ้อนกัน  ดังที่ข้าฯได้กล่าวไว้ในฟิสิกส์TOE ในงานเขียนของกระบี่ดาวแดง…
          จิตวิญญาณมนุษย์ดำรงอยู่ทั้งสามลักษณะตามสมการ….การก่อรูปการทางกายภาพมนุษย์เป็นไปตามสมการที่สอง…เมื่อมองในเชิงประจักษ์นิยมที่เป็นวิทยาศาสตร์….
          จิตวิญญาณมนุษย์จะมีการทับซ้อนอยู่ทั้งสามสมการ…ประกอบเป็นมิติองค์รวมพหุภาพ ดังข้าฯได้กล่าวมาแล้วใน กระบวนทัศน์องค์รวม 9 มิติ….ในนามกระบี่ดาวแดง..
           ทางกายภาพและทางจิตวิญญาณมนุษย์  จะมีรอยเชื่อมต่อของแกนโคออดิเนต ที่ทับซ้อนอยู่ทั้งสามแกน..กล่าวคือ
           สภาวะในแบบเทวะภาพ (มวลพลังงานที่สูงหรืออภิมนุษย์), สภาวะแห่งมนุษยภาพ และสภาวะแห่งอมนุษย์( มวลพลังที่ต่ำกว่าจะเป็นมนุษย์)   ทั้งสามสภาวะ ในทางจิตวิญญาณแล้ว ในสภาวะแห่งมนุษยภาพนั้นมีรอยเชื่อมต่อกับอีกสองแกนโคออดิเนต   นั้นขึ้นกับทางเลือกของมนุษย์ผู้นั้นจะเลือกปฎิบัติ หรือก่อให้เกิดการกระทำเกิดขึ้น….
          ในทางจิตวิญญาณนั้น มนุษย์ทุกคนที่มีความปกติทางกายภาพแล้วต่างล้วนมีศักยภาพที่จะฝึกฝนหรือนำศักยภาพที่ตนเองมีอยู่มาใช้งานด้วยเทคนิคและวิธีการฝึกฝนและการปฎิบัติจนกลายเป็นความเคยชิน….อยู่ที่เราจะเลือกว่าต้องการที่จะเชื่อมต่อกับแกนคออดิเนตแกนไหน…
           เมื่อมวลพลังงานกิเลส ที่สูงก็จะเกิดการก่อรูปการทางจิตวิญญาณในรูปการของอมุษย์ที่มีมวลพลังงานต่ำ แต่เมื่อมีการลดละมวลกิเลสลง ผู้นั้นก็มีโอกาสที่จะเชื่อมต่อสู่แกนโคออดิเนตแห่งการเป็นมนุษยภาพ หรือสูงกว่านั้นได้…

           หรือเมื่อฝึกฝนในการลดละมวลพลังงานกิเลสลง  ศักยภาพที่มีพลังงานสูงก็จะเกิดขึ้น ก่อเกิดดุลยภาพทางกายภาพแห่งรูปการมนุษยภาพ ที่ก่อรูปการเชื่อมต่อแกนโคออดิเนตแห่งมวลพลังงานสูงตามสมการแรก..หรือสภาวะแห่งเทวะภาพ….

           การฝึกฝนเหล่านี้มิต่างจากการบังคับมือซ้ายมือขวาของเราหรือเท้าซ้ายขวาของเราให้ทำงาน…
เรายังสามารถที่จะบังคับในส่วนสมองของเราให้ทำงานได้ในการเหนี่ยวนำหรือยับยั้งการหลั่งเอนไซม์ในบางแห่งได้…
           การเดิน การยืน การนอน การนั่งเราไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งจากจิตให้ส่วนต่างๆของร่างกายทำเช่นเราเดินเราก็ไม่ได้บอกว่าเท้าข้างไหนจะต้องเดินก่อน…มันกลายเป็นคำสั่งที่กลายเป็นอัตโนมัติของร่างกายทีหลายล้านๆเซลล์กระทำออกไปราวกับเป็นไปอย่างอัตโนมัติ….
           เราสามารถใช้ศักยภาพพลังจิตของเราสร้างดุลยภาพในสมองของเราได้…และก่อเกิดสิ่งที่เหนือกว่าสิ่งเรากระทำอย่างปกติในสภาวะมนุษยภาพ….มันก็เหมือนกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่แต่เรายังไม่รู้จักวิธีการที่จะนำมันมาใช้งานและยังไม่เข้าใจในเทคนิควิธีการนำมาใช้…

           การฝึกฝนเราต้องฝึกฝน ในรูปการรับรู้ทางอายตนะทางกายภาพทั้งภายนอกและภายในของเราทุกส่วนไม่ว่าการได้ยิน  การสัมผัส   การมองเห็น   หรือหู ตา จมูก ปาก กาย และใจ…..

           การฝึกฝนกระบวนการทางจิตในรูปแบบต่างๆ

           เช่น เราฟังเพลง…เราสามารถที่จะฝึกสร้างสมาธิได้   วิธีการที่ข้าฯใช้…คือการฝึกสมาธิใดๆเริ่มต้นจะต้องสร้างกระบวนการฟิวชั่น หรือการรวมตัวทางจิตขึ้นมาก่อน และเมื่อต้องการยกระดับให้สูงขึ้นเราก็ใช้วิธีการฟิชชั่น…เพื่อก่อรูปการใหม่ทางฟิวชั่นอีกครั้ง ตามระดับแห่งสมาธิที่แต่ละท่านต้องการ
            กระบวนการฟิวชั่นทางจิต  หากเป็นการกระทำในแบบ โยคี หรือแบบในทางพุทธศาสนาก็ได้แก่การตั้งกสินต่างๆ อันเป็นกระบวนการเริ่มต้นในการทำความเข้าใจจิตของตน ก่อนที่จะทำการยกระดับสูงขึ้นตามลำดับ
             ในศาสนาต่างๆล้วนแล้วใช้กระบวนแห่งความศรัทธาเป็นกระบวนฟิวชั่นในขั้นต้นทั้งสิ้น…
             ข้าฯขอยกตัวอย่าง รูปธรรมการฟังเพลงของข้าฯเพื่อฝึกพลังจิต…กล่าวคือไม่ว่าข้าฯจะลืมตาหรือหลับตาก็ตาม…ข้าฯจะใช้วิธีตั้งจุดอ้างอิงหรือแกนอ้างอิงขึ้นมาจุดหนึ่งจุดใดก่อน และสมมติภาพนักร้องหรือผู้หนึ่งผู้ใดโดยมีกสิณอยู่ที่จุดอ้างอิง….แล้วใช้ประสาทการสัมผัสทางเสียงแยกแยะเสียงต่างๆของเครื่องดนตรีและใช้มือเท้าทางกายภาพทำการเคาะไปตามเสียงต่างๆเช่น กลอง เปียโน ไวโอลิน  เบสฯลฯ โดยให้ทุกส่วนของร่างกายแยกแยะกระทำไปตามเสียงเพลงนั้นๆ…หรือสร้างภาพนักร้องกำลังร้องเพลงอยู่ใกล้กสินที่ตั้งไว้ รวมถึงการจินตนาการรูปคลื่นที่มีการจัดระเบียบใหม่ในสมอง

              ที่จริงแล้ว การสวดมนต์ก็คือการสร้างกระบวนฟิวชั่นให้เกิดสมาธิ….ระหว่างบทสวดมนต์และเพลงก็ไม่แตกต่างกันเมื่อเราคิดว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา….แถมยังไม่เข้าใจความหมายเพราะเป็นภาษาบาลีและสันสกฤต…
              และอยู่ที่จุดมุ่งหมายแต่ละคนว่าจะใช้สมาธิเพื่ออะไร….เช่นเราสมมติกสินที่ตั้งไว้ โดยจินตนาการไว้นอกกายเราเพื่อที่จะให้ส่วนกายภาพได้รับการผ่อนคลายและเกิดดุลยภาพ…
              หรือเราอาจจะรวบรวมและตั้งไว้ในร่างกายเพื่อการบำบัดรักษา ณ จุดหนึ่งจุดใด…เช่นเมื่อเราเกิดสมาธิ เราก้จะใช้นิ้วจิ้มไปยังจุดต่างๆที่เราต้องการตามการกดจุดแบบจีน มันก็จะเป็นภาพกสินที่สว่างขาวบริเวณที่เราใช้นิ้วกดไปแต่ละจุด…
              ข้าฯจะใช้ทั้งสองวิธีการ โดย การจินตนาการว่ามีมวลพลังงานแห่งความงามความรักมากมายในจักรวาลนำมาห่อหุ้มกิเลสให้หลอมละลายกลายเป็นพลังงานขึ้นมาและค่อยๆส่งพลังงานกระจายออกไปตามร่างกาย…คือตั้งกสินไว้ที่ภายนอกร่างกาย และวิธีการตั้งภายในร่างกาย…
              ดังนั้นไม่ว่าเวลาเรากินข้าว  เวลานั่ง เวลานอน เวลาอาบน้ำ  หรือเวลาที่เรากระทำอะไรก็ตาม เราทำสมาธิได้ทั้งสิ้น…ถ้าเราฝึกฝนมัน เพื่อที่จะก้าวไปสู่อีกแกนโคออดิเนตตามเราต้องการเมื่อสิ้นอายุขัย
               และเนื่องจากฃ้าฯได้รับแรงกดดันจากการใช้สมองข้าฯเป็นเกตเวย์…ข้าฯจึงพยายามสู้กับมันโดยจะต้องตั้งสมาธิให้ได้เร็วที่สุดภายในไม่กี่วินาที…ทั้งนี้หากข้าฯไม่ทำเช่นนั้น มันก็จะเกิดการ revert ข้อมูลที่มีการเหนี่ยวนำเข้ามาในสมองข้าฯ…ให้เกิดในสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เกิด…เมื่อเขาดาวน์โหลดออกไปกลายเป็นข้าฯหยาบคาย สกปรกโสมมในความคิด ….ข้าฯต่อสู้กับมันนับตั้งแต่วันที่22 พ.ย.ซึ่งเป็นวันเกิดของข้าฯ และก็เกือบเป็นวันตายของข้าฯภายใต้การเหนี่ยวนำทางสมองที่ข้าฯมาสรุปได้หลังจากนั้นอีกสองสามวัน….แต่การเก็บข้อมูลต้องกระทำก่อนหน้านั้น..ทั้งนี้เพื่อผลในการทำลายล้างข้าฯและทำลายความเชื่อถือกลายเป็นคนหยาบคายและเลวทรามเมื่อมีการดาวน์โหลดสัญญาณข้อมูลดิบออกไปภายใต้การเหนี่ยวนำเข้ามาจากภายนอก…
     
           ระดับของจิต ข้าฯเปรียบเทียบให้เห็น  เหมือนตะแกรงที่ร่อนวัตถุที่วางซ้อนๆกันหลายชั้น  ชั้นแรกความห่างของตาข่ายตะแกรงก็จะได้และสัมผัสได้แค่ก้อนกรวดเม็ดโตๆและหยาบๆ….
             ชั้นต่อๆมาตะแกรงที่ละเอียดขึ้นก็จะสัมผัสได้ละเอียดขึ้น จนละเอียดไปเรื่อยที่เล็กกว่าระดับนาโน…
             ความกระจ่างใสเรียบราวแผ่นกระจก ก็ย่อมรับรอยคลื่นแม้จะแผ่วเบาก็ตาม…
     
               .
(ยังมีต่อ)

  
ซุนปิน : leehonglong@hotmail.com
ข้าฯเองมิใช่นักฟิสิกส์….เป็นเพียงนักโรแมนติกฟิสิกส์ที่จินตนาการไปตามอัตตาของตน…


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com