Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา


บ้านจอมยุทธบล็อก

>> ปีศาจน้อยจอมซน >> นาทีที่หัวใจ…หยุดเต้น

ปีศาจน้อยจอมซน
ความรัก บางครั้งมันก็เหมือนกับท้องฟ้า ถ้าไม่ตั้งใจมองคงมีแค่ความมืดและแสงดาวไร้สิ่งมหัศจรรย์

นาทีที่หัวใจ…หยุดเต้น

Jun.23.2007 3:46:57 pm

ด้วยซออู้เก่า ๆ  คันนั้นกับฝีมือสีของลุงชุบ  ทำให้ท่วงทำนองของเพลงไทยเดิมที่กังวานออกมามีชีวิตชีวาขึ้นมิใช่น้อยเลย  เสียงของมันลอยล่องออกไปจากกระท่อมท้ายวัดของแก  ปลิวไปกับลมหายใจของใบไม้ใบหญ้า  และเข้าไปสู่ร่มไม้ชายคาเกือบทุกบ้านเรือนละแวกนั้น  ไม่ว่าจะเป็นเพลงพัดชายเขา  หรือราตรีประดับดาว  หรือเขมรไทรโยคก็ตามทีเถิด  หากว่ามันเกิดจากฝีมือของลุงชุบแล้วละก็  ช่างสะกดความรู้สึกคนฟังได้ราวกับต้องอาถรรพณ์ทีเดียว

เชื่อไหมว่าลุงชุบ  คนเล่นเพลงไทยเดิมคนนี้มีอาชีพเป็นสัปเหร่อของวัดนั้น  แกเป็นชายวัยจะเหยียบเข้า  ๗๐  ปี  แล้วละกระมัง  ร่างเล็กผอมดำ  ผมเผ้ายุ่งเป็นกระเซิงแต่ในดวงตาและริมฝีปากของแกเท่านั้นที่มียิ้มอับริสุทธ์เหมือนเด็ก  ๆ

“ คนเราจะหาความสุขได้จากเสียงเพลง ”

แกเอ่ยกับผมในบ่ายของวันนั้นบนแคร่เล็ก  ๆ  หน้ากระท่อมของแกเอง
คนในละแวกนี้ต่างรู้อยู่เต็มอกเกือบทุกคนว่า  ความยอดเยี่ยมของลุงชุบมีอยู่สองอย่างคือ  เล่นเพลงไทยเก่ง  กับเป็นสัปเหร่อชั้นยอดทีเดียว

“ลุงเคยเห็นผีมั่งไหม”  ผมถามเบา  ๆ  “ผีอย่างนางนาคพระโขนงน่ะ”

แกหัวเราฟันขาว  พยักหน้าหงึกหงัก

“เห็นซีพบซี  คนตายแล้วก็เป็นผีทั้งนั้น  ผมเห็นทั้งผีสดใหม่  ๆ  กับผีขึ้นอึดทึดน้ำเหลืองเยิ้มตัวหนอนไต่ยั้วเยี้ยนอนคับโลง  แต่ไอ้ที่สำแดงอิทธิฤทธิ์ตัวสูงปรี๊ด  หรือแหกตาหลอกคนยังไม่เคยเจอเลย”

“แล้วลุงว่าผีมีจริงไหมล่ะ” ผมคะยั้นคะยอถาม

“สิ่งที่เราไม่รู้   สิ่งที่เราไม่พบ อย่าเพิ่งไปลงความเห็นรวบยอดว่าจริงหรือโกหก มีหรือไม่มี ผมจะพูดเฉพาะสิ่งที่ผมพบ สิ่งที่ผมเห็นมาเท่านั้นดีกว่า

แกพูดก็ถูกของแกเหมือนกัน  การคร่ำหวอดอยู่ในอาชีพสัปเหร่อทำให้สุขุมขึ้นในอาชีพนี้  ห้าสิบกว่าปีที่ทำหน้าที่นี้เรื่อยมา  ทำให้วิจารณญาณของลุงชุบกระจ่างชัดกว่าบางคนรุ่นราวคราวเดียวกับแก

บ้านเดิมของแกอยู่นครชัยศรี  นครปฐม  ติดตามพ่อซึ่งเป็นสัปเหร่อมาอยู่ที่นี่นานหนักหนาแล้ว  ความรู้ทางสัปเหร่อของแกก็ได้ถ่ายทอดมาจากพ่อนั้นเอง

อาชีพนี้ทำรายได้พอเลี้ยงตัวควรแก่อัตภาพ
ลุงชุบเล่าให้ฟังว่าการทำงานของแกแบ่งออกได้ตามฐานะบุคคลเป็นสามชั้น  คือทำศพให้แก่คนมีเงินพวกเศรษฐีก็ได้ศพละหลายพันหรือเหยียบหมื่นบาทก็มี ส่วนศพคนยากคนจนนั้นแก้มิได้คิดอัฐเลย  ช่วยกันไปตามีตามเกิด

การทำงานสัปเหร่อสำคัญอยู่ที่การตราสัง
ลุงชุบเล่าให้ฟังว่า  ต้องมีกรรมวิธีการมัดตราสังอยู่มิน้อยเลย  และต้องมัดให้มั่นแน่นด้วยก่อนอื่นต้องฉีดยากับศพเน่าเสียก่อน  แล้วก็ชำระล้างศพให้สะอาดหมดจดเรียบร้อย

จากนั้นก็เอาด้ายสายสิญจน์มารวมกันไว้เป็นมัดใหญ่  ภาวนาว่าคาถาอาคมตามที่ร่ำเรียนมาเพื่อสะกดดวงวิญญาณเสียก่อนจะมัด  ส่วนจะสะกดศพทำไมนั้น  ผมมิได้ถาม

การมัดตราสังทำเป็นสามช่วง  คือสวมคอก่อนผูกโยงมัดกับมือพนมไว้ที่หน้าอกพร้อมกับดอกไม้ธูปเทียนช่วงหนึ่ง  

จากนั้นก็ไต่เดียะลงมามัดที่หัวเข่าให้แน่นหนาเป็นช่วงที่สอง  และเลยลงไปผูกที่ข้อเท้าต่อไปเป็นช่วงสุดท้าย  พินิจพิเคราะห์ดูให้เรียบร้อยเสียก่อนจึงจะช่วยกันอุ้มลงไปไว้ในโลงต่อไป  เป็นอันเสร็จพิธี

ศพที่จะเอาไปเผานั้นไม่ต้องว่าคาถาสะกดเพราะยังไง  ๆ  ก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่แล้ว
แต่ศพที่จะนำไปฝังต่างหาก  ต้องสะกดกันเสียก่อนตามความเชื่อถือที่ได้รับคำสั่งสอนมาว่า…. เพื่อกันมิให้วิญญาณกลับไปรบกวนคนทางบ้านอีก

คาถาอาคมยังไงบทไหนนั้น ลุงชุบไม่ยอมบอกผม  แกว่าต้องถ่ายทอดให้แก่เฉพาะคนที่จะมีอาชีพเป็นสัปเหร่อต่อไปเท่านั้น

“คุณจะเอาหรือ?  รู้แล้วต้องเป็นสัปเหร่ออย่างผมนะ  เอาไหม?”

เรื่องอะไรล่ะ? ลุงเอ๋ย  ผมนึกอยู่ในใจ คนเดียว

คุณเคยคิดถึงช่องว่างระหว่างการเดินทางของลมหายใจช่วงสุดท้ายของคนเราบ้างไหม  ผมหมายถึงก่อนที่เราจะเข้าไปสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า“ความตาย”นั่นแหละ

มันจะมีความรู้สึกอย่างไร  จะเจ็บปวดอย่างสาหัสสากรรจ์  หรือค่อย  ๆ  แผ่วจางหายไปอย่างเป็นสุขก็ได้ไม่มีใครรู้

ดวงตาอาจจะฝ้าฟางพร่ารางเลือนมองอะไรไม่ค่อยเห็น  หรือมันอาจจะแจ่มใสราวกับนัยน์ตาของทารกแรกอุแว้ก็ได้….ไม่มีใครทราบ

เส้นกั้นพรมแดนระหว่างการเกิดกับการดับ  รั้วหรือประตูที่เราจะย่างกรายเข้าไปในแดนมรณะเป็นอย่างไร…ไม่มีใครเห็น

เรื่องของคนๆหนึ่งซึ่งเดินทางข้ามพรมแดนมรณะมาแล้วอย่างบังเอิญ  และก็ได้มีโอกาสหวนกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งอย่างหวุดหวิด

เปล่าเลย มันมิใช่เรื่องเก่าแก่ที่เราท่านได้ยินมาว่า  คนที่ยังไม่ถึงฆาตแต่ต้องตายไปนั้น  ถูกพาไปพบกับยมบาลในขุมนรก  โดนซักไซ้ไล่เรียงและตรวจบัญชีชื่อคนตายแล้วจึงพบว่าชะตายังสิ้นมันเป็นความผิดของยมทูตที่ไปเอาชีวิตผิดตัวมา  จำต้องปล่อยให้กลับมามีชิวิตกระโดดโลดเต้นต่อไปอีกครั้งหนึ่งในทีสุด  เรียกว่าตายแล้วเกิดใหม่นั่นแหละ

คนที่ผมพบและได้สนทนากับเขามาแล้วนี้ยังมีชีวิตอยู่  และประสบการณ์แห่งความตายที่เขาได้มานั้น…จากบนเตียงผ่าตัดในโรงพยาลนั่นเอง
จะมีใครเสียอีก…ก็   ลุงชุบ คนนี้ของผมนั่นแหละ  คราวที่แกเจ็บหนักจนถึงกับต้องหามไปโรงพยาบาลและได้รับคำสั่งจากหมอว่าต้องผ่าตัด !

ฤทธิ์ของยาสลบที่แกได้รับนั้นทำให้แกเริ่มงงงวยอย่างประหลาดเสมือนว่าทั้งสมองและร่างกายเบาโหวงเหวงคล้ายจะล่องลอยได้ ลอยไปในท่ามกลางแสงและสีวูบวาบประหลาดเหลือเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวแกนั้นเหมือนอยู่ในม่านควันบางๆ

มันเป็นดินแดนที่ไหน เป็นอย่างไรก็อธิบายไม่ถูก ร่างของแกล่องลอยไปเรื่อยๆราวกะว่าได้รับแรงดึงดูดจากอะไรสักอย่างหนึ่ง จนกระทั่งเข้าไปอยู่ในห้วงแห่งความสงัดวังเวง

ไม่มีพื้นดิน ไม่มีก้อนเมฆ ไม่มีภูเขา ไม่มีปราสาทราชวัง มีแต่แสงเท่านั้น มันเป็นแสงสว่างที่เย็นตาพอสมควรและให้ความรู้สึกอุ่นใจอย่างล้ำลึก

แกล่องลอยไปจนพบพระภิกษุรูปหนึ่ง เป็นพระธรรมดาอย่างที่แกเคยเห็นนั่นแหล่ะ ไม่มีอะไรผิดแผกไปกว่ากัน พระรูปนี้มีรูปร่างและใบหน้าอิ่มเอิบ เมื่อแกเข้าไปใกล้ท่านเท่าไร ก็คล้ายกับว่าแกได้รับความอบอุ่นความสบายใจมากเพิ่มขึ้นเท่านั้น ท่านมองมาด้วยประกายตาปรานีเหมือนแววตาของพ่อที่เคยมองดูแกเมื่อตอนที่แกยังเป็นเด็กๆอยู่

ความรู้สึกของแกตอนนั้นมันบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร แกพยายามที่จะหาที่ใดที่หนึ่งให้เป็นที่หมายสังเกตไว้ แต่แกก็ไม่พบอะไรเลย เพราะว่ารอบๆกายของแกมันมีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น
แกเข้าไปใกล้พระภิกษุรูปนั้นพอสมควรจนอยากจะถามอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่แกก็ไม่รู้ว่าจะเปล่งคำพูดออกมาว่าอย่างไรดี

ฉับพลันนั้น แกก็ได้ยินเสียงของพระภิกษุรูปนั้นดังมาเข้าหูของแกว่า

“มนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นแดนเกิดและจะเป็นไปอย่างไรก็ด้วยผลกรรมของเราเท่านั้น ทำกรรมดี ย่อมจะได้รับผลดีตอบแทน ทำความชั่วก็ต้องจะได้รับผลของความชั่วตอบแทน การทำความดีแก่ตัวเองและผู้อื่น จะทำให้ตัวเราและผู้อื่นพบความสุข ในระหว่างที่ยังสร้างกรรมอยู่นั้น อย่าไปยึดมั่นถือมั่นหลงใหลในสิ่งใดว่าเป็นของๆเราเลย เพราะว่าจะทำให้เราเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีก ละได้เท่าไร วางได้เท่าไร ตัวของเราก็เบาขึ้นเท่านั้น”

ลุงชุบจดจำคำพูดของพระภิกษุรูปนั้นได้อย่างขึ้นใจ

“ผมบอกไม่ถูกว่าได้รับความอบอุ่นใจเมื่อได้อยู่ใกล้ท่านได้อย่างไร ผมจำได้ถึงรอยยิ้มและอาการอันแสดงออกถึงความเมตตาของท่านจนถึงบัดนี้ ผมมารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งเมื่อหมอเสร็จจากการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว”

ผมนิ่งฟังคำพูดของแกอย่างสงบ
แกเล่าว่านายแพทย์บอกกับแกว่าในขณะที่ผ่าตัดทรวงอกของแกอยู่นั้น ดูเหมือนว่าหัวใจของแกจะหยุดเต้นไปชั่วขณะหนึ่ง ชั่วครู่หนึ่ง มันหยุดนิ่งสนิททีเดียว แต่แล้วสักครู่หนึ่งก็กลับมาเต้นเป็นปกติ

อาจจะเป็นระหว่างที่แกได้พบกับพระภิกษุรูปนั้นกระมังและอาจจะเป็นชั่วครู่หนึ่งที่พยามัจจุราชได้เอื้อมหัตถ์มาสัมผัสแกอย่างแผ่วเบาแล้วก็ชักหัตถ์กลับไป

อาจจะเป็นเพราะกรรมเก่าแห่งความดีที่แกได้เคยก่อไว้หรือมันอาจเป็นเพราะฝีมือประณีตเชียวชาญในการผ่าตัดของนายแพทย์คนนั้นก็ได้ ที่ได้ช่วยชีวิตของแกเอาไว้และดึงแกกลับมาจากความตายได้อย่างเฉียดฉิวทีเดียว

ในวันนี้ มือของลุงชุบกำลังลูบคลำซออู้คันเก่าคร่ำคร่าคันนั้นแต่ว่าดวงตาของแกเหม่อมองออกไปนอกกระท่อม
ผมได้ยินเสียงแกเอยขึ้นมาเบาๆว่า

“ความตาย ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอะไรเลย มันเป็นสิ่งธรรมดาเหมือนกับการเกิด แต่ทำไมหนอ?  จึงมีคนบางกลุ่มบางพวกถึงได้กลัวความตายกันอย่างเหลือเกิน คงจะเป็นเพราะว่าคนจำพวกนั้นกลัวที่จะต้องไปชดใช้ผลของกรรมชั่วที่พวกเขาได้กระทำไว้กระมัง ช่างน่าทุเรศเหลือเกินที่ตอนมีชีวิต มีร่างกายที่ยังแข็งแรงอยู่ไม่เคยคิดถึงผลกรรม แต่พอใกล้ๆความตายกลับกลัวผลกรรม”

คำพูดที่น่าคิดน่าสะกิดใจของชายชราผู้มีอาชีพสัปเหร่อคนนี้ทำให้ผมต้องอึ้ง…แล้วคุณล่ะ…จะคิดได้เหมือนอย่างลุงชุบคนนี้หรือเปล่า?

ปีศาจน้อยจอมซน :: ulomzx@hotmail.com


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com