Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา


มินิไดอารี่

อีกหนึ่งรูปแบบของการให้บริการ ที่สอดคล้องกับแนวทาง และวัตถุประสงค์เดิมของบ้านจอมยุทธ คือส่งเสริมการอ่าน และการเขียน แด่เหล่าบรรดานักเขียนที่ต้องการรวมรวบผลงานไว้ในมุมส่วนตัว ในแบบฉบับของตัวเอง

วิหคราตรี >> จุดจบของเจ้าป่า

วิหคราตรี

1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55 | 56 | 57 | 58 | 59 | 60 | 61 | 62

จุดจบของเจ้าป่า

“ดักเสือโคร่งในป่าไม่ยากหรอก แต่สิ่งเดียวที่พวกพรานรำคาญก็คือมันร้องเสียงดัง” นิทิน เดไซ เจ้าหน้าที่องค์อนุรักษ์ Wildlife Preservation Society of India หรือ WPSI บอก เขาเล่าให้ฟังว่านายพรานจะวางกับดักขาที่ทำจากเหล็กไว้ใกล้ๆ แหล่งน้ำ จากนั้นก็รอให้เสือโคร่งเดินมาติดกับเอง แต่พอเสือโคร่งผู้โชคร้ายโดนกับดักงับขาเท่านั้นแหละ พวกมันก็จะร้องคำรามโหยหวนดังไปไกลหลายกิโลเมตร ซึ่งอาจจะไปปลุกเจ้าหน้าที่ที่กำลังง่วงเหงาหาวนอนอยู่ตามหน่วยพิทักษ์ป่า พรานฉลาดๆ จึงใช้ฉมวกแทงคอเพื่อตัดหลอดเสียงเสียก่อน จากนั้นก็ไม่ต้องรีบร้อนอะไร อาจจะวางยาพิษหรือใช้ไฟฟ้าช็อต และถ้าลูกค้าไม่สนว่าจะรอยกระสุนบนหนัง ปืนก็ดูจะเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุด


ในทางกลับกันการจับพรานล่าเสือนั้นยากกว่าเยอะ ถ้าไม่โชคดีจริงๆ โอกาสที่จะได้ตัวพรานในป่าพร้อมของกลางนั้นเกือบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะพวกล่าสัตว์รู้ทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี นิทิน บอกว่าโอกาสดีที่สุดคือการล่อซื้อของจากพ่อค้าคนกลาง เริ่มต้นด้วยข้อมูลลับจากสายข่าวในพื้นที่หรือไม่ก็จากพวกพ่อค้าที่เป็นคู่แข่ง จากนั้นก็ทำการนัดหมายเพื่อดูสินค้ากำหนดวันส่งของ รอพวกนั้นตายใจและจึงเข้าตะครุบตัวพร้อมของกลาง หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องการดำเนินคดีในชั้นศาล ซึ่งต้องใช้เวลาอีกนาน เบ็ดเสร็จแล้วอาจกินเวลาหลายปี กว่าจะได้ลงโทษพ่อค้าสักคนหนึ่ง ส่วนพรานล่าเสือตัวจริงก็ยังคงลอยนวลเพราะยังมีนายหน้าให้ทำธุรกิจด้วยหลายคน

แม้ว่าอินเดียจะเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญที่สุดในโลกของเสือโคร่งแต่จำนวนก็ลดลงอย่างรวดเร็วจากประมาณ 40000 – 50000 ตัวในศตวรรษที่ 19 เหลือแค่ราวๆ 1200 – 1800 ตัวทุกวันนี้ และมีการคาดการณ์ว่าอาจลดลงเหลือแค่ 500 ตัวภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะเขตอนุรักษ์เสือโคร่งหลายแห่งยังคงถูกคุกคามอย่างหนัก

“อินเดียกำลังปล่อยให้เสือโคร่งสูญพันธุ์ไปต่อหน้าต่อตา” เบลินดา ไรท์ ผู้อำนวยการ WPSI กล่าวอย่างข่มขื่น “มันจะกลายเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดของวงการอนุรักษ์เท่าที่เคยเกิดขึ้นในระดับโลกสถานการณ์ของเสือโคร่งไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไร ผลการศึกษาครั้งสำคัญเรื่อง Tiger Conservation Landscape เมื่อหลายปีที่แล้วของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ร่วมกับกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) และองค์การสมิทโซเนียนแห่งกรุงวอชิงตัน เปิดเผยว่า ขอบเขตการแพร่กระจายของเสือโคร่ง (Distribution) ลดลงเหลือเพียง 41% เมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว รายงานดังกล่าวยังพยากรณ์ด้วยว่าภายใน 20 ปีข้างหน้า เสือโคร่งจะหายไปจากพื้นที่ป่าหลายแห่ง หรือลดจำนวนลง จดถึงระดับที่เรียกกันว่า สูญพันธุ์เชิงนิเวศวิทยา (Ecological extinction) หมายความว่ามีจำนวนประชากรจะอยู่รอดได้ในระยะยาว

การล่าสัตว์เป็นปัญหาสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าในเอเชียมาตั้งแต่ในอดีต และเมื่อสภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคเติบโตขึ้น ปัญหาการล่าก็มิได้ลดน้อยลงหากทวีความรุนแรงขึ้นตามความโลภของมนุษย์ หนังเสือโคร่งผืนงามๆ ก็ยังขายกันได้ในราคาสูงเกือบสี่แสนบาท ในขณะที่กระดูกเสือโคร่งแท้ๆ ป่นเพื่อไปใช้ทำยาจีนแผนโบราณมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละเป็นหมื่น จริงอยู่ที่ความต้องการใช้เสือจากเมืองจีนเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้เกิดขบวนการล่าสัตว์ แต่นักอนุรักษ์หลายคนเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความล้มเหลวที่ปฏิเสธไม่ได้ของภาครัฐ “รัฐบาลไม่มีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์เสือโคร่งอย่างจริงจัง เรากำลังพูดถึงสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศและการอนุรักษ์สัตว์ป่าของโลก สถานการณ์เสือโคร่งในปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของระบบราชการและการจัดพื้นที่อนุรักษ์” วามิค ธาปาร์ นักอนุรักษ์ชื่อดังชาวอินเดียให้ความคิดเห็น

เสียงเรียกร้องของวามิคและองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าหลายแห่งกระทุ้งให้รัฐบาลอินเดียลุกขึ้นมาปรับปรุงแนวทางอนุรักษ์อีกครั้งเมือปลายปี 2005โดยยอมรับว่าภาครัฐจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการจัดการกับพวกล่าสัตว์และลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างจริงจังมากกว่า และได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่ง (Tiger Task Force) ขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยนักอนุรักษ์และนักวิชาการที่มีชื่อเสียงหลายคนเพื่อทบทวนระบบการทำงานและเสนอแนวทางการอนุรักษ์ที่เหมาะสม

คณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวนำโดยสุนิตา นาเรน นักสิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในอินเดียได้แนะนำให้มีการจัดตั้งหน่วยงานอิสระที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับปัญหาการล่าสัตว์ป่า(Wildlife Crime Bureau) และย้ำว่าหน่วยงานนี้ต้องมีความพร้อมในเรื่องของงบประมาณและอำนาจเด็ดขาดในการใช้พระราชบัญญัติต่างๆ รวมถึง พ.ร.บ. การป้องการฟอกเงิน เพื่อให้การปราบปรามสามารถขุดรากถอนโคนนายทุนที่อยู่เบื้องหลังได้นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์เสือโคร่งฉบับใหม่ที่การให้ความสำคัญผืนป่าอนุรักษ์ใหญ่ๆ ที่เป็นความหวังสุดท้าย

หนึ่งปีผ่านไปคณะกรรมการฯ เริ่มพบว่าภารกิจครั้งนี้หนักหนากว่าที่คาดหน่วยงานงานอิสระ Wildlife Crime Bureau ยังคงเป็นเพียงแนวคิดที่ไม่เป็นรูปธรรม ส่วนหน่วยงานที่รับผิอชอบงานป้องกันปราบปรามในพื้นที่อนุรักษ์ก็ยังคงไร้ประสิทธิภาพเหมือนเดิม ซ้ำร้ายข้อเสนอแนะเกี่ยวกับพระราชบัญญัติสิทธิชุมชน (Tribal Right Bill) ที่จะให้การรับรองสิทธิชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในเขตอนุรักษ์ ยังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและทำให้เกิดอาการเสียงแตกในคณะกรรมการอย่างชัดเจน

“มีเขตอนุรักษ์เสือโคร่งหลายแห่งที่มีชุมชนอาศัยอยู่ คนเห่านี้ไม่มีอาหารและไม่มีการศึกษา” สุนิตากล่าวว่า “แม้เราจำเป็นต้องสร้างแนวรั้วและมีชุดลาดตระเวนติดอาวุธเพื่ออนุรักษ์เสือโคร่งแต่การปรับปรุงความเป็นอยู่ของคนยากจนเหล่านี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกันทุกวันนี้มีคนเกือบ 4 แสนคนอาศัยอยู่เขตอนุรักษ์เสือโคร่งของอินเดียที่มีพื้นที่รวมกันราว 40,000 ตารางกิโลเมตร”

ทว่านักอนุรักษ์หลายคนคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเป็นหลุมพรางที่ทำให้เกิดการใช้กฎหมายสัตว์ป่าเกิดความยุ่งยากจนไม่สามารถบังคับใช้ได้ นอกจากนี้หลายฝ่ายยังเป็นห่วงว่าความพยายามที่จะให้เสืออยู่ร่วมกับคนอย่างสันตินั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะโดยธรรมชาติเสือเป็นสัตว์นักล่า ถ้าหากมีสัตว์เลี้ยงอยู่ในพื้นที่เสือย่อมเข้ามาล่าและทำให้เกิดความขัดแย้งกับชาวบ้าน และที่ผ่านมาคนล่าสัตว์ในชุมชนนั่นเองที่เป็นกำลังหลักของขบวนการล่าเสือในพื้นที่ “เสือโคร่งเป็นๆสำหรับพรานท้องถิ่นคือเงินสดก้อนโต ที่มากกว่าการรับจ้างทำงานหนักเป็นปีๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่เราสามารถปลูกฝังจิตสำนึกให้กับทุกๆคน ในชุมชนท้องถิ่นได้” เบลินดาให้ความเห็น

ดร.อุลลาส คารานธ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือโคร่งแห่งสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าบอกว่า สาเหตุการลดลงของเสือโคร่งนั้นมีมากมายไล่กันตั้งแต่การลักลอบล่าเสือโคร่งและการล่าเหยื่อของเสือโคร่ง การขาดแคลนงบประมาณของพื้นที่อนุรักษ์ ของระบบราชการ แรงกดดันในเรื่องการพัฒนาจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้นแต่เขาไม่คิดว่าเราควรยอมแพ้

“ไม่มีประโยชน์อะไรที่นักอนุรักษ์จะมัวจะร้องฟูมฟายว่าเสือโคร่งจะสูญพันธุ์ สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องแสดงให้เห็นคือเราจะอนุรักษ์เสือโคร่งไว้ได้อย่างไร” อุลลาสกล่าว

ในอุทยานแห่งชาตินากาโฮเลในแคว้นคาร์นาตากา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของเสือโคร่งในอินเดียและพื้นที่วิจัยของอุลลาส กุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการอนุรักษ์เสือโคร่งที่นี้ประสบความสำเร็จคือการมีเหยื่อที่มาตรฐาน ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีการศึกษาเสือโคร่งต่อเนื่องละยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“คิดให้เป็นวิทยาศาสตร์ เสือจะอยู่ได้ต้องมีเหยื่อ เสือโคร่งหนึ่งตัวจะต้องกินเนื้อสัตว์กีบเป็นจำนวนมาก หากคิดเป็นตัวก็ตกปีละ 50 ตัว การที่มีกวางให้ล่ากินได้อย่างน้อย 50 ตัวทุกปี คุณต้องมีฝูงกวางในธรรมชาติอย่างน้อย 1 ตัวเท่ากับ 500 ตัว ถ้าคุณไม่สามารถรักษาประชากรสัตว์ที่เป็นเหยื่อได้ แน่นอนว่าเสือโคร่งก็อยู่ไม่ได้” อุลลาสอธิบาย

การมีข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับจำนวนเสือโคร่งและเหยื่อของเสือโคร่งทำให้อุลลาสสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เขาและเจ้าหน้าที่อุทยานได้ปรับปรุงระบบลาดตระเวรเพื่อปราบปรามการลักลอบล่าสัตว์ มีการทำงานมวลชนสัมพันธ์กับชุมชนที่อยู่ชายขอบ และทำการอพยพเอาชุมชน 12 หมู่บ้านที่อยู่ใจกลางพื้นที่ออกนอกเขตอุทยานเพราะผลการศึกษายืนยันว่าการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของเสือโคร่งในระยะยาว แม้บางชุมชนจะไม่มีการล่าสัตว์ที่เป็นเหยื่อเพื่อเป็นอาหาร หรือมีการเก็บหาของป่าไปทั่วบริเวณซึ่งทำให้เกิดการรบกวนวิถีชีวิตของสัตว์ผู้ล่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากประสบการณ์ของอุลลาสการอพยพคนออกจากเขตอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องสร้างความขัดแย้งเสมอไป เขาเริ่มต้นโครงการโดยอาศัยความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชนภาคสังคม เพื่อให้เหตุผลและข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับแผนการอพยพ และอาศัยนักสังคมศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางมาเป็นตัวอย่างในการไกล่เกลี่ยและตอบข้อสงสัยเช่น จะอพยพที่ไหนมีอะไรรองรับ และได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อทุกฝ่ายดำเนินการอย่างจริงใจและโปร่งใสแนวทางดังกล่าวก็ดูจะเป็นทางออกที่สดใสสำหรับสัตว์ป่า

“เขตท่องเที่ยวที่คุณสามารถเห็นเสือได้ทุกวันนี้ เมื่อก่อนเคยเป็นที่ตั้งชุมชนอันวุ่นวาย ภายในเวลา 10 ปี คุณเห็นได้ชัดเจนว่าสัตว์ป่าหลายชนิดกลับมาแล้ว เมื่อสัตว์กีบกลับมาเสือโคร่งก็กลับมา และตอนนี้ชุมชนที่ย้ายไปอยู่รอบนอกก็สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ มีไฟฟ้า มีโรงเรียน มีอนามัย มีถนนลาดยาง แทนที่จะต้องเป็นปฏิปักษ์กับพื้นที่อนุรักษ์ตลอดในเรื่องการพัฒนา แล้วตอนนี้ชุมชนเองยังสามารถใช้ประโยชน์ทางอ้อมจากพื้นที่ภายในอุทยานได้ในรูปแบบที่ยั่งยืนกว่าเช่นการจัดการท่องเที่ยวดูสัตว์ป่า” อุลลาสเล่าให้ฟังสถานการณ์ที่นากาโฮเล

ข่าวดีอีกอย่างมาจากงานวิจัยเสือโคร่งล่าสุดของอุลลาสที่นำข้อมูลการดักถ่ายภาพกว่าสิบปีมาวิเคราะห์หาข้อมูลด้านผลวัตประชากรเสือโคร่ง เขาพบว่าทุกปีเสือโคร่งกว่า 23% หายไปจากพื้นที่ไม่ว่าจะด้วยการถูกล่าหรืได้แพร่กระจายไปอยู่ที่อื่นแต่ระดับประชากรของเสือโคร่งตลอดสิบปีที่ผ่านมายังคงเท่าเดิมนั่นหมายความว่าเสือโคร่งสามารถรับมือกับปัจจัยคุกคามได้มากกว่าที่คิดและมีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนและแพร่กระจายไปยังเขตอาศัยดังเดิมได้ถ้าได้มีการจัดการอนุรักษ์อย่างถูกต้อง

“แม่เสือให้กำเนิดลูก 3-4 ตัว ทุกๆ 2-3 ปี ดังนั้นจะเห็นว่าเสือได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจัง พวกมันสามารถฟื้นฟูประชากรตัวเองได้อย่างรวดเร็ว” อุลลาสเปิดเผย

วันนี้ชะตากรรมของเสือโคร่งในหลายๆ พื้นที่ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายแต่อย่างน้อยก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าในปัจจุบันเรามีความรู้ที่เป็นศาสตร์และศิลป์ของการอนุรักษ์เสือโคร่งอย่างเพียงพอคงอยู่ที่ว่ามนุษย์จะเอาจริงเอาจังกับอนาคตของเจ้าป่าชนิดนี้แค่ไหน หรือจะปล่อยให้เสือโคร่งค่อยๆ ตายจากไปและสูญพันธ์ไปจากธรรมชาติตลอดกาล


เพชร มโนปวิตร . จุดจบของเจ้าป่า. โลกสีเขียว

เขียนเมื่อ 07-07-2009 | 09:04:07 | ไดอารี่ที่ 18


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com