Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์>>

คัมภีร์คอมมิวนิสต์

นิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค
แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์
บทบาทของแรงงานในการเปลี่ยนลิงให้เป็นคน
กำเนิดครอบครัวทรัพย์สินส่วนตัว และรัฐ
ว่าด้วยศาสนา
ว่าด้วยการนัดหยุดงาน
สงครามและสังคมนิยม
รัฐกับการปฏิวัติ
แนวชนชั้นในการปลดแอกสตรี
ในวิกฤตเศรษฐกิจกรรมาชีพสู้หรือไม่
ว่าด้วยขบวนการฟาสซิสต์
ทฤษฏีปฏิวัติถาวร
ประชาธิปไตยของแรงงาน
สงครามจุดยืนและสงครามขับเคลื่อน
ปัญญาชน
ระบบทุนนิยม:ถ้าไม่ปฏิวัติก็เท่ากับยอมจำนน
แนะนำทฤษฎีทุนนิยมโดยรัฐของ โทนี่ คลิฟ
การปฏิวัติถาวร "หันเห"

ทฤษฎีปฏิวัติถาวร
ลีออน ตรอทสกี โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

การพัฒนาเศรษฐกิจในรอบสิบ ยี่สิบ สามสิบปีที่ผ่านมา แสดงให้เราเห็นว่าทุนนิยมเป็นระบบที่รวบรวมการผลิตในภาคต่างๆ ภายใต้การควบคุมของคนไม่กี่คน นอกจากนี้แล้วรอบๆ ศูนย์กลางการผลิตขนาดใหญ่จะมี อุตสาหกรรม และธุรกิจขนาดย่อมที่เติบโตเหมือนกาฝาก ในภาคเกษตรกรรมระบบทุนนิยมย่อมจะทำลายการผลิตขนาดเล็ก โดยแปรรูปชาวนาไปเป็น “กรรมาชีพเกษตร” กรรมาชีพอุตสาหกรรม พ่อค้าแม่ค้าตามท้องถนน และขอทาน หรือในบางกรณีระบบทุนนิยมจะรักษาระบบการผลิตของชาวนาภายใต้เงื่อนไขกรอบเหล็กของทุนนิยม หรืออาจสร้างธุรกิจเกษตรกรรมเล็กๆ ที่เป็นแหล่งแรงงาน สำหรับเจ้าของที่ดินรายใหญ่ แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่เห็นจากการพัฒนารูปแบบหลากหลายทั้งหมดเหล่านี้คือ มูลค่าที่ผลิตจากธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีอิทธิพลหลักในสังคมการผลิต มักจะเติบโตเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับมูลค่าจากธุรกิจรายย่อย และการเติบโตของธุรกิจยักษ์ใหญ่จะเพิ่มการประสานงานระหว่างภาคการผลิต ต่างๆ ในเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งจะมีผลทำให้การถือครองระบบการผลิตโดยส่วนรวมง่ายขึ้น ฉะนั้นคำถามที่เราจะต้องถามต่อผู้ที่วิจารณ์ทฤษฎีของเราคือ สัดส่วนระหว่างระบบการผลิตภาคเกษตรรายย่อยกับภาคการผลิตยักษ์ใหญ่ จะต้องเปลี่ยนไปแค่ไหน ถึงจะทำให้ทุนนิยมหมดกำลังในตัวเอง หรือสุกงอม พร้อมที่จะให้กรรมาชีพเด็ดลงมาหรือเก็บเกี่ยวได้

พรรคของเราไม่ได้หวังที่จะสร้างระบบสังคมนิยมจากจิตสำนึกทางสังคมนิยม แต่จะต้องวางรากฐานของระบบสังคมนิยมบนฐานวัตถุที่มาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเราคาดว่าคงจะไม่หยุดยั้งหลังจากที่ชนชั้นกรรมาชีพได้อำนาจ แต่ประเด็นหลักที่สำคัญที่สุดสองแง่ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในการพิจารณาปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับเผด็จการ ชนชั้นกรรมาชีพ คือ

1. การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ถึงขั้นตอนนานมาแล้วที่ทำให้ระบบสังคมนิยมมีประโยชน์มากกว่าระบบการจัดการของสังคมปัจจุบัน

2. ชนชั้นกรรมาชีพไม่สามารถเลือกวันเวลาที่เหมาะสมในการเข้าถืออำนาจรัฐตามใจชอบ ความขัดแย้งทางชนชั้น ซึ่งเติบโตบนฐานวิวัฒนาการของระบบทุนนิยม เป็นกระบวนการที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจิตใจมนุษย์

พวกนักวิชาการฝ่ายทุนซึ่งรวมถึงนักวิชาการบางคนที่เล่นทฤษฎีมาร์คซ์เพื่อโต้แย้งกับนักสังคมนิยม ล้วนแต่ไม่เข้าใจผลของความขัดแย้งทางชนชั้น พวกนี้จะคำนึงถึงระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเดียว โดยไม่กล้าที่จะคำนึงถึงความขัดแย้งทางชนชั้นและผลของความขัดแย้งดังกล่าว

กระแสสังคมนิยมมีภาระและความต้องการที่จะสะท้อนความเป็นจริงในสังคม แต่เมื่อความขัดแย้งทางชนชั้นที่เป็นจริงเปิดโอกาสให้ชนชั้นกรรมาชีพที่ปฏิวัติ เลือกระหว่างการยึดอำนาจรัฐกับการประนีประนอมทางชนชั้น นักสังคมนิยมจะต้องเลือกแนวทางยึดอำนาจรัฐ ในเวลาเดียวกันกระแสสังคมนิยมจะไม่ลืมกระบวนการการพัฒนาที่ลึกกว่านั้นซึ่งหมายถึงกระบวนการพัฒนาและรวมศูนย์ของการผลิต แต่นักสังคมนิยมจะสรุปว่า ถ้าการต่อสู้ทางชนชั้น ซึ่งในที่สุดเกิดขึ้นบนรากฐานระบบการผลิต ผลักดันให้ชนชั้นกรรมาชีพสร้าง เผด็จการทางชนชั้นก่อนที่ชนชั้นนายทุนจะ "หมดกำลัง" ในการพัฒนาเศรษฐกิจ (และในเวลาที่ชนชั้นนายทุนเกือบจะยังไม่ได้เริ่มภาระทางการเมือง) ประวัติศาสตร์เพียงแต่โยนภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงกับชนชั้นกรรมาชีพเท่านั้น กระแสสังคมนิยมไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ได้ ถึงแม้ว่าชนชั้นกรรมาชีพอาจไม่ประสบความสำเร็จในครั้งนั้น เพราะการหลีกเลี่ยงการต่อสู้จะนำ ความหายนะมาสู่ชนชั้นกรรมาชีพและความป่าเถื่อนมาสู่สังคม

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com