ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์>>
คัมภีร์คอมมิวนิสต์
นิพนธ์วิจารณ์ ฟอยเออร์บัค
แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์
บทบาทของแรงงานในการเปลี่ยนลิงให้เป็นคน
กำเนิดครอบครัวทรัพย์สินส่วนตัว และรัฐ
ว่าด้วยศาสนา
ว่าด้วยการนัดหยุดงาน
สงครามและสังคมนิยม
รัฐกับการปฏิวัติ
แนวชนชั้นในการปลดแอกสตรี
ในวิกฤตเศรษฐกิจกรรมาชีพสู้หรือไม่
ว่าด้วยขบวนการฟาสซิสต์
ทฤษฏีปฏิวัติถาวร
ประชาธิปไตยของแรงงาน
สงครามจุดยืนและสงครามขับเคลื่อน
ปัญญาชน
ระบบทุนนิยม:ถ้าไม่ปฏิวัติก็เท่ากับยอมจำนน
แนะนำทฤษฎีทุนนิยมโดยรัฐของ โทนี่ คลิฟ
การปฏิวัติถาวร "หันเห"
ระบบทุนนิยม : ถ้าไม่ปฏิวัติก็เท่ากับยอมจำนน
โดย ดังแคน ฮาลัส แปลโดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ในประการแรกมันเป็นความคิดที่มองข้ามบทบาทรัฐทุนนิยมในการเป็นองค์กรของคนถืออาวุธที่มีเป้าหมายปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองในประเทศต่างๆ ในประการที่สองมันเป็นแนวคิดที่ลืมว่าทุนนิยมมีพลังขับเคลื่อนมหาศาลในการแสวงหากำไรและการสะสมทุน ซึ่งพลังขับเคลื่อนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ตลอดเวลา พูดง่ายๆ แนวคิดของพวกทฤษฏีปฏิรูปจะมองข้ามปัญหาจักรวรรดินิยมซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของทุนนิยมยุคทันสมัย
ทุกวันนี้เราเห็นสองสิ่งนี้เบิกบานเต็มที่ ใครจะพูดได้อีกว่ามีแต่
"การพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
เมื่อเราเห็นความโหดร้ายของสถานการณ์ในบอสเนีย ไนจีเรีย หรือตะวันออกกลาง?
นักสังคมนิยมที่วิจารณ์พวกทฤษฏีปฏิรูปไม่ได้ต่อต้านการต่อสู้เพื่อการปฏิรูปเล็กๆ
น้อยๆ ในชีวิตประจำวันเลย จริงๆ
แล้วเราชาวนักปฏิวัติมักมีไฟในการต่อสู้เพื่อสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
ประจำวันมากกว่าพวกที่อ้างการปฏิรูปอย่างเดียวด้วยซ้ำไป และที่สำคัญยิ่งคือ
บ่อยครั้ง ชัยชนะในการได้การปฏิรูปเล็กๆ น้อยๆ
มาจากการต่อสู้ในรูปแบบการปฏิวัติล้มระบบ
โรซา ลัคแซมเบอร์ค สาวปฏิวัติสังคมนิยมวัยอ่อนไฟแรงที่เป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ เบอร์นสไตน์ อย่างถึงที่สุด เขียนเรื่องการต่อสู้ของสหภาพแรงงานว่าเสมือนงานของ "สิสิฟัส" คนในนิยายกรีกที่ต้องเข็นก้อนหินขึ้นภูเขาเพียงแต่เพื่อให้มันกลิ้งลงมาอีก วนเวียนอยู่อย่างนั้นตลอดกาล ถ้าเราเอาตัวอย่างนี้มาเปรียบกับการปฏิรูปเล็กๆ น้อยๆ มันอาจสุดขั้วไปหน่อย เพราะบ่อยครั้งในสังคมปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องถูกผลักดันให้ไปเริ่มต้นจากศูนย์ทุกครั้ง และแน่นอนเราต้องคอยปกป้องสิ่งที่เราได้มาจากการเรียกคืนของชนชั้นนายทุน ในขณะเดียวกันเราสามารถต่อสู้เพื่อความคืบหน้าบนรากฐานของสิ่งที่เราได้มาในรอบก่อนเหมือนกัน แต่ลึกๆ แล้วเราต้องเข้าใจด้วยว่าถ้าเราจะได้อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ มาในลักษณะถาวร เราต้องทำลายอำนาจของชนชั้นนายทุนในประเทศของเราและในระดับสากล
ปัจจุบันนี้เรื่องนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกวัน ระบบทุนข้ามชาติสมัยใหม่ที่ปลอดการควบคุม ซึ่งมี ไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก สหประชาชาติ และสนธิสัญญาทางทหารต่างๆ เป็นเครื่องมือ มันเป็นปีศาจที่เต็มไปด้วยพลังที่เราไม่สามารถค่อยๆ ดัดแปลงไปหรือปฏิรูปไปได้อย่างสงบ เราต้องทำลายมัน ตีให้มันตาย พวกนักปฏิรูปที่สืบทอดมรดกจากอดีต ซึ่งปัจจุบันเรียกตัวเองว่าพวกแนว "ทันสมัย" (เช่นนายก โทนี่ บแลร์ จากพรรคแรงงานในอังกฤษ หรือพวกคนเดือนตุลาในไทยรักไทย-บรรณาธิการ) ประกาศกับเราว่าเราต้องปรับตัวเข้ากับระบบปีศาจของทุนข้ามชาติอันนี้ นั้นหมายถึงการยอมให้มีการลดฐานะความเป็นอยู่ประจำวันในทุกแง่ นั้นหมายถึงการยอมให้ถูกขูดรีดหนักขึ้น และยอมให้ถูกกดขี่มากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในสภาพปัจจุบันนักปฏิรูปล้วนแต่หมดกำลังใจที่จะปฏิรูปอะไรอีกต่อไปแล้ว
ทฤษฏีปฏิรูปมันเป็นแนวในกรอบรัฐชาติตลอดมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งทำให้แนวนี้เป็นแนวเพ้อฝัน ทุกวันนี้มันกลายเป็นเรื่องเหลวไหล แรงงานเด็กในเหมืองแร่ของลาตินอเมริกาสามารถทำลายการจ้างงานในเหมืองแร่ยุโรป โรงงานนรกในฟิลลิปปินส์สามารถกดมาตรฐานการทำงานในโรงงานอื่นๆ ทั่วโลก นั้นคือเป้าหมายของข้อตกลงการค้าเสรีขององค์กรการค้าระหว่างประเทศ (W.T.O.)
การต่อสู้เพื่อสิ่งเล็กๆ น้อย ประจำวันไม่ใช่สิ่งเดียวกับแนวคิดปฏิรูป การต่อสู้ประจำวันดังกล่าวสำคัญยิ่งนักสำหรับกรรมาชีพไม่ว่าจะในตะวันตก หรือในประเทศกำลังพัฒนา มันเป็นวิธีในการปลุกระดมกรรมาชีพ แต่เป้าหมายระยะยาวต้องเป็นเป้าหมายเพื่อการการปฏิวัติในลักษณะสากล
<< ย้อนกลับ


