Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

นักคิด นักเขียน

จิตร ภูมิศักดิ์ 
กุหลาบ สายประดิษฐ์
อัศนี พลจันทร์
ปรีดี พนมยงค์
ป๋วย อึ้งภากรณ์

ป๋วย อึ้งภากรณ์

2

ปี พ.ศ.2510 ดร.ป๋วยได้ร่วมกับเพื่อนนักธุรกิจ   นักการเงิน   นักการเมืองและเชื้อพระวงศ์ร่วมก่อตั้ง มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นโครงการ พัฒนาชนบทแห่งแรกขององค์กรพัฒนาเอกชน โดยได้แนวคิดจาก ดร.วาย เยน ที่มีแนวคิดว่า การพัฒนาชนบทและการพัฒนาคุณภาพของคน จะเป็นรากฐานสำคัญ ของการพัฒนาประเทศ   โดยการส่งเสริมการพึ่งตนเอง   การร่วมมือกันของชาวบ้าน   การศึกษา การอนามัย การอาชีพ แนวทางของ มูลนิธิบูรณะชนบทฯ ในการทำงานกับชาวบ้านคือ " ไปหาชาวบ้าน   อยู่กับเขา เรียนรู้จากเขา วางแผนกับเขา ทำงานกับเขา เริ่มจากสิ่งที่เขารู้ สร้างจากสิ่งที่เขามี สอนโดยชี้ให้เห็น เรียนจากการทำ... " โครงการของมูลนิธิบูรณะชนบทดำเนินการอยู่ในเขตจังหวัดชัยนาทเป็นหลัก ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากชาวบ้านที่นั้น เคยช่วยชีวิตดร.ป๋วยเมื่อครั้งเป็นเสรีไทย

         ปี พ.ศ.2513 อาจารย์ป๋วยได้ลาพักไปสอนที่มหาวิทยาลัยปริ๊นซตัน   สหรัฐอเมริกา เพื่อเรียนรู้เรื่อง มหาวิทยาลัยใหม่ๆ ให้ทันการณ์   โดยรับเงินเดือนจากธนาคารชาติดังเดิม แต่ขอให้มหาวิทยาลัยปริ๊นซตันจ่าย เงินเดือนอันท่านพึงจะได้ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย   นับว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำไร

          ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2514 ดร.ป๋วยได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมเวลาที่ ดำรงตำแหน่ง 12 ปี 2 เดือน 4 วัน   จึงมารับตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์อย่างเต็มตัว   เพื่อต้องการทุ่มเทให้ กับการศึกษาอย่างจริงจัง   และได้ลาไปสอนพิเศษแลทำวิจัยอีกครั้งที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์   ประเทศอังกฤษ

          วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2514 จอมพลถนอม   กิติขจรทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจตัวเอง   อาจารย์ป๋วยได้ เขียนจดหมายฉบับประวัติศาสตร์จากอังกฤษ โดยใช้ชื่อ นายเข้ม  เย็นยิ่ง - ชื่อรหัสสมัยเป็นเสรีไทย   จนหมายฉบับนี้ เขียนถึงผู้ใหญ่บ้านชื่อทำนุ   เกียรติก้อง ซึ่งหมายถึงจอมพลถนอม   เรียกร้องให้จอมพลถนอมซึ่งยึดอำนาจ การปกครองคือเสรีภาพประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน   จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว   ข้อความในจดหมายตอนหนึ่งว่า "ได้โปรดเร่งรัดให้มีกติกาหมู่บ้านขึ้นเถิดโดยเร็วที่สุด   ในกลางปี 2515 นี้หรืออย่างช้าก็อย่างให้ข้ามปีไป   โปรดอำนวยให้ชาวบ้านไทยเจริญมีสิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธรรม   สามารถเลือกตั้งสมัชชาขึ้นโดยเร็ว"   จดหมายฉบับนี้   สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอำนาจเป็นอย่างยิ่ง   อาจารย์ป๋วยถือว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนแรก ที่กล้าลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์เผด็จการทหารอย่างตรงไปตรงมา    ทำให้อาจารย์ป๋วยต้องลาออกจากตำแหน่งคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ในระหว่างที่สอนหนังสือที่เคมบริดจ์

          ปี พ.ศ.2516 นายสัญญา  ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กำลังครบวาระ และยืนยันว่าจะไม่ รับตำแหน่งต่อ    อาจารย์และนักศึกษาได้มีประชามติให้อาจารย์ป๋วยเป็นอธิการบดีคนต่อไป    ในระหว่างวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์   อาจารย์ป๋วยได้เดินทางกลับมาเมืองไทย   ได้เข้าพบจอมพลถนอม   กิตติขจรและจอมพลประภาส   จารุเสถียร   อาจารย์ป๋วยได้ถามผู้มีอำนาจทั้งสองว่า จะขัดข้องไหมถ้าหากท่านจะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ต้องการให้รับตำแหน่ง เพราะกลัวว่าอาจารย์ป๋วยจะใช้พลังนักศึกษาเป็นพลัง ต่อต้านรัฐบาล

          หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 ภายหลังรัฐบาลทหารถูกขับไล่ออกไป   อาจารย์ป๋วยได้รับแต่งตั้งให้ เป็นประธานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในสมัยรัฐบาลสัญญา   ธรรมศักดิ์   มีการเรียกร้องให้อาจารย์ป๋วยเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี แต่อาจารย์ป๋วยไม่รับ เนื่องจากความ ปรารถนาของอาจารย์ป๋วยไม่ได้อยู่ที่การเมือง   แต่เป็นเรื่อง การศึกษาและการพัฒนาชนบท     เมื่อมีการเสนอชื่อ อาจารย์ป๋วยให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ท่านไม่ปฏิเสธ   อาจารย์ป๋วยเป็นศิษย์ ธรรมศาสตร์คนแรกที่ได้รับเลือกตั้งจากชาวธรรมศาสตร์ ให้เป็น อธิการบดีคนที่ 10   เมื่อวันที่  30  มกราคม  พ.ศ.2518    อาจารย์ป๋วยได้ให้แนวทางแก่ธรรมศาสตร์ ในการขยาย ไปยังรังสิต   ให้ขยายตัวไปในสาขา วิทยาศาสตร์เพื่อเกื้อหนุนกัน   การรับนักเรียนเรียนดี จากชนบทเข้ามาศึกษา หรือ โครงการช้างเผือก   การให้คณะต่างๆจัดทำโครงการบริการสังคม

          ในขณะนั้น   ความขัดแย้งทางการเมืองได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ   สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดทางสังคมนิยม   กับฝ่ายขวาคือผู้สูญเสียอำนาจไป มีขบวนการขวาพิฆาตซ้ายออกอาละวาด ผู้นำนักศึกษา  ชาวนา   กรรมการถูกลอบสังหารจำนวนมาก   โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยจับกุมฆาตกรได้ ธรรมศาสตร์กลายเป็นเวทีและศูนย์กลางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม   มีการชุมนุมการบ่อยครั้ง   อาจารย์ป๋วย กลายเป็นหนังหน้าไฟ ถูกบีบอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย   ฝ่ายขาวก็กล่าวหาว่า อาจารย์ป๋วยเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นักศึกษา เป็นคอมมิวนิสต์ที่คิดจะทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตั้งตัวเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี     ในขณะที่ ฝ่ายซ้ายก็ โจมตีว่าอาจารย์ป๋วยเป็นเผด็จการ   ขัดขวางการทำงานของขบวนการนักศึกษา หลายครั้งอาจารย์ป๋วยก็ ทะเลาะกับนักศึกษา ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ทำกิจกรรมทางการเมือง เพราะเห็นว่า บางครั้งนำไปสู่อันตราย

          วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 กลุ่มบุคคลในเครื่องแบบและกลุ่มกระทิงแดงได้ทำการปิดล้อมและใช้อาวุธยิง ถล่มเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   โดยไม่สนใจต่อขอร้องของผู้ชุมนุมภายในที่ต้องการเจอรจาโดยสันติ   มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก นักศึกษาบางคนถูกจับแขวนคอ   บางคนถูกเผาทั้งเป็นและผู้หญิง บางคนถูกข่มขืนจนถึงแก่ความตาย   เวลา 10.00 น. อาจารย์ป๋วยออกแถลงการณ์ลาออกในที่ประชุมสภา มหาวิทยาลัยเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่มีคนจำนวนมากบาดเจ็บและล้มตายภายในมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของท่าน   สภามหาวิทยาลัยได้ให้อาจารย์ป๋วยเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากฝ่ายขวากำลังล่าตัวอาจารย์ป๋วย     ในเวลาเย็นวันนั้นเกิดรัฐประหารขึ้นโดยพลเรือเอกสงัด   ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ  เวลา 20.00 น. อาจารย์ป๋วยได้เดินทางออกนอกประเทศไปยุโรป

         เมื่ออาจารย์ป๋วยอยู่นอกประเทศก็ได้เดินทางไปพบคนไทยในต่างประเทศ และบุคคลสำคัญในประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย เพื่อให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ   เหตุการณ์บ้านเมืองในประเทศไทยเวลานั้น   เพื่อเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตย ในเมืองไทยอย่างสันติวิธี  ปี พ.ศ.2520 อาจารย์ป๋วยเดินทางไปให้การต่อ คณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์   สภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสืบพยาน เรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย   อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ 6 ตุลา

         เดือนกันยายน พ.ศ.2520 อาจารย์ป๋วยได้ล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ต้องรักษาตัวอยู่ใน โรงพยาบาลนานนับสามเดือน    อาการเส้นโลหิตในสมองแตก ได้ส่งผลกระเทือนสมองส่วนที่แปลความคิดเป็นคำพูด ทำให้อาจารย์ป๋วยไม่สามารถ พูดได้อย่างคนปกติ   ท่านพูดออกเสียงได้เล็กน้อยเท่านั้น   นับเลขได้ 1-2-3 ถึง 10 แต่ต้องเริ่มต้นที่เลข 1 เสมอ   ในช่วงบั้นปลายชีวิตอาจารย์ป๋วยใช้ชีวิตอย่าง เรียบง่ายในบ้านเก่าแก่ ที่ประเทศอังกฤษ สามารถเดินไปไหนได้   แม้ว่ามือขวา จะยังใช้การได้ไม่ค่อยดี   พูดได้น้อยแต่ก็สามารถสือสารกับคนรอบข้างให้เข้าใจ ได้

         วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2530 อาจารย์ป๋วยเดินทางกลับมาเมืองไทยหลังจากที่ต้องออกจากบ้านเกิดไป เมื่อเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นครั้งแรก พร้อมด้วยภรรยา   ลูกชาย   ลูกสะใภ้และหลานอีกสองคน   มีบรรดาเพื่อนๆ ลูกศิษดิ์และคนรู้จักมากมายมาพบปะ เยี่ยมเยือนที่บ้านเก่าซอยอารีย์     วันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2530 ที่ธนาคาร แห่งประเทศไทย พนักงานประมาณ 2,000 คนมายืนต้อนรับการกลับมาของอาจารย์ป๋วย   คนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งเป็น แบบอย่างดีที่สุดของข้าราชการเมืองไทย   ในตอนบ่ายขณะรถอาจารย์ป๋วยกำลังจะแล่นออกไป หลายคนพยายาม เข้าไปใกล้ชิดอาจารย์มากที่สุด   จนอาจารย์ป๋วยไขกระจกรถลงแล้วยื่นมือออกมาให้พนักงานได้สัมผัส หลายคนร่ำไห้ ออกมาอย่างไม่อายใครที่บุคคลซึ่งตนให้ความนับถือและเคารพรักกำลังจะจากไป

          วันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2530 อาจารย์ป๋วยได้มาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ และเดินไปบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดทางมีนักศึกษายืนต้อนรับ มีนักศึกษายืนถือป้ายข้อความว่า "ปลื้มใจนักเตี่ยกลับบ้าน" "ลูกโดมมิลืมอาจารย์ป๋วย" "ยังข้นและยังเข้ม ดุจเกลือเค็มในแผ่นดิน ดีกว่าน้ำปลาริน อันปรุงรสละลายหอม" วันที่ 20 เมษายนเดินทางเยื่อมมูลนิธิโกมลคีมทอง   วันที่ 21 เมษายนเดินทางไปเยี่ยมคณะ เศรษฐศาสตร์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   และเยี่ยมโครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม(คอส.) และวันที่ 25 เมษายน อาจารย์ป๋วยก็เดินทางออกจากเมืองไทย     จากนั้นก็ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดอีกครั้งในปี พ.ศ.2536  พ.ศ.2538 และครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ.2540

          วันที่ 28 กรกฎาคม  พ.ศ.2542 อาจารย์ป๋วย   อึ้งภากรณ์ได้ถึงแก่กรรมที่บ้าน ณ  กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เนื่องจากเส้นโลหิตใหญ่ในช่องท้องโป่งแตก (aortic aneurysm) อายุได้ 83 ปี "ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป" จากข้อเขียน"คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"   วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2542 ทางครอบครัวได้ทำการเผาศพและบรรจุอัฐินำกลับมาเมืองไทย   วันที่ 16 สิงหาคม  และวันที่ 28 สิงหาคม บริเวณท่าเรือสัตหีบ   เรือหลวงกระบุรี แห่งราชนาวีไทยได้นำครอบครัวอึ้งภากรณ์และแขกประมาณ 200 คน มุ่งหน้าสู่เกาะครามนำอังคารของอาจารย์ป๋วยไปลอยทะเล

<< ย้อนกลับ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com