Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ความฝัน

เรื่องที่ 6

ความฝันของท่านอับราฮัม ลินคอล์น

รัฐบุรุษ คนสำคัญๆ นั้น มีไม่มากนักในโลกนี้ แต่ท่านหนึ่งในจำนวนน้อยดังกล่าวนี้ เกิดความฝันขึ้นมา ความฝันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของชีวิต แล้วก็เป็นความจริงเสียด้วย นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อยู่มิใช่น้อย

รัฐบุรุษนักการเมืองคนสำคัญผู้นี้ก็คือ อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ท่านเป็นผู้ที่ชาวโลกทั้งหลายรู้จักกันดี เพราะเป็นผู้ที่ประกอบด้วยมนุษยธรรม ได้ยกเลิกทาสในอเมริกา ปลดปล่อยเครื่องพันธนาการของมนุษย์ให้รับได้อิสรภาพ ท่ามกลางเสียงคัดค้านซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก

จากการประกาศเลิกทาสคราวนี้ก่อให้เกิดการสงครามระหว่างอเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ เป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานถึง 4 ปี แต่ในที่สุดท่านประธานาธิบดีก็สามารถทำลายล้างคู่ต่อสู้จนพ่ายแพ้ไป

ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น นอกจากจะมีมนุษยธรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านยังมีอุดมคติ คือทัศนะแห่งการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยประชาชนและเพื่อประชาชน แต่อย่างไรก็ดี ท่านก็ได้เสียชีวิตลงไปโดยศัตรูของท่านซึ่งเนื่องมาจากการเลิกทาสนั่นเอง เพราะเกิดเลิกทาสได้ก่อให้เกิดศัตรู ทำให้ผู้เสียหายที่ปราศจากมนุษยธรรม มีความเจ็บแค้นอย่างที่สุด แล้วจึงคอยหาโอกาสทำลายท่านประธานาธิบดีอยู่เสมอ จนกระทั้งกระทำการสำเร็จลง

น่าอัศจรรย์ใจอะไรเช่นนั้น ก่อนที่ท่านจะสิ้นชีวิตไปเพียง 3 วันเท่านั้นเอง ท่านได้เกิดความฝันอันตื่นเต้นระทึกใจขึ้นมา นับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าพิศวงมิใช่เล็กน้อยเลย

ท่านฝันไปว่า ได้ยินเสียงประชาชนร้องไห้กันอื้ออึง ประธานาธิบดีมีความสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนต่างพากันร้องไห้คร่ำครวญยกใหญ่ ด้วยเหตุผลอะไร ท่านจึงได้เดินออกไปยังห้องด้านตะวันออกของทำเนียบไวท์เฮ้าส์ เมื่อไปถึง ท่านก็ต้องตกตะลึง เพราะเห็นศพตั้งอยู่บนแท่นนั้น ใกล้ๆ กับศพมีทหารรักษาการณ์อยู่เพื่อเป็นเกียรติยศของศพนั้นด้วย ท่านจึงได้เข้าไปถามทหารที่ยืนรักษาการณ์ “ใครตาย ? ”

ทหารผู้รักษาการณ์ตอบว่า “ศพของท่านประธานาธิบดี ลินคอล์น ท่านถูกคนร้ายลอบยิงถึงแก่ชีวิตในโรงละคร”

ท่านสะดุ้งตื่นจากภวังค์ด้วยความตกใจในฝันอันประหลาดเช่นนี้

หลังจากฝันแล้ว 3 วัน ก็มีผู้มาเชิญท่านประธานาธิบดีให้ไปดูละคร ณ โรงละครแห่งหนึ่ง

คนร้ายก็ได้วางแผนการณ์ที่เข่นฆ่าท่านประธานาธิบดี

มีบุคคลบางคนที่ทราบข่าว ได้บอกท่านประธานาธิบดีว่าจะมีผู้ลอบทำร้าย ขอให้งดการมาดูละครเสีย

ท่านประธานาธิบดีมิได้ใส่ใจ ท่านมิได้เป็นคนขี้ขลาด ท่านก็เข้ามาดูละครจนได้ แม้ความฝันจะได้แสดงว่าความตายกำลังรออยู่ก็ตาม ถ้าท่านมิได้เป็นผู้มีความกล้าหาญจริงๆ แล้ว การประกาศเลิกทาสก็คงจะเกิดขึ้นมาไม่ได้

แล้วถ้าหากท่านไม่ได้มาดูละคร ความฝันของท่านก็คงจะล้มละลายไม่เป็นความจริงไป

ในค่ำคืนอันแสนเศร้านั้น ท่านประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ได้ก้าวเข้ามาในโรงละครอย่างปราศจากความสะทกสะท้านหวั่นไหวต่อมฤตยูที่กำลังรออยู่ข้างหน้า แม้ขบวนคุ้มกันจะจัดกันมาอย่างหนาแน่น แต่ในทันใดนั้นเสียงปืนก็ได้คำรามลั่นขึ้น ท่านประธานาธิบดีถูกปืนล้มพับลงยังเก้าอี้ วิญญาณของนักประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ได้หลุดลอยออกจากร่าง แล้วในที่สุดหีบศพของท่านก็ตั้งอยู่ ณ ที่ๆ ท่านฝันล่วงหน้ามาแล้วนั่นเอง พร้อมทั้งทหารที่ยืนเฝ้าเป็นเกียรติยศก็พร้อมเพรียงกันดังในความฝันทุกอย่างเช่นเดียวกัน.

เรื่องที่ 7

ความฝันที่ทรงอิทธิพล

วีรสตรี คนสำคัญของประเทศฝรั่งเศสผู้หนึ่ง ชื่อ จานดาร์ค หรือ โจอัน ออฟอาร์ค เป็นผู้ที่ประชาชนชาวฝรั่งเศสมีความเลื่อมใสและนับถือเธอเป็นอันมากในวีรกรรมอันเก่งกล้า สามารถที่ช่วยประเทศชาติเอาไว้ให้พ้นจากอิทธิพลของต่างชาติ นั่นก็เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งความฝันซึ่งทำให้เธอกลายเป็นวีรสตรีคนสำคัญไป เพราะมีความสามารถผลักดันให้กองทัพของอังกฤษทั้งกองทัพต้องถอยกลับ ทั้งๆ เธอเองก็เป็นหญิงตัวเล็กๆ ที่มีจิตใจอ่อน ชอบทำบุญให้ทาน ทั้งอาชีพก็เป็นคนรับจ้างอยู่ในโรงแรมเล็กๆ เท่านั้น นอกจากนี้ก็มิได้มีลักษณะของเป็นผู้นำเลยแม้แต่น้อย แล้วก็มีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้นเอง

แต่เพราะความฝันแท้ๆ เธอจึงสามารถกอบกู้เอกราชมาให้เป็นประเทศชาติจนสำเร็จ เธอได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ได้บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ เพราะความฝันแท้ๆ ที่ทำให้เธอกลายเป็นบุคคลสำคัญชั้นแนวหน้า เป็นวีรสตรีของฝรั่งเศสในขณะนั้น ซึ่งเราเรียกกันว่า เป็น “สงคราม 100 ปี” ใน ค.ศ. 1880 – 1996 เป็นสงครามระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศสไม่มีความสามารถที่จะต้านทานแสนยานุภาพของกองทัพอังกฤษได้ ได้สูญเสียดินแดนทางภาคเหนือให้แก่กองทัพอังกฤษไป ในขณะนั้น กองทัพของอังกฤษกำลังพุ่งตรงเข้าสู่นครปารีส และในที่สุดก็ต้องเสียนครปารีสไปจนได้

ภายในนครปารีสก็เกิดความระส่ำระสานวุ่นวายสับสนอลหม่านขนาดหนัก เพราะกรุงแตก ประชาชนจึงขาดระเบียบ ขุนศึกทั้งหลายต่างพากันขวัญเสีย รวมกำลังกันไม่ติด หมดความสามารถที่จะรักษาความเรียบร้อยเอาไว้ได้ ในขณะที่พระเจ้าชาร์ลแห่งฝรั่งเศสและบรรดาขุนศึกทั้งหลายกำลังปรึกษาหารือกันนี้ กองทัพของอังกฤษก็เข้าทำการยึดเมืองออร์เลอองส์ได้อีกเมืองหนึ่ง

ในวันที่ชาติบ้านเมืองตกอยู่ในอาการวิปโยคนี้ คืนวันหนึ่ง จานดาร์ค วีรสตรีคนสำคัญนี้ก็ได้ฝันไปว่า ได้เห็นเทวดามาหาโดยลอยลงมาจากเบื้องบน แล้วสั่งให้เธอก่อกู้ประเทศฝรั่งเศสเอาไว้ให้พ้นจากเงื้อมมือของข้าศึก ซึ่งในขณะนี้ประเทศชาติอยู่ในฐานะคับขันยิ่งนัก แล้วว่า เธอเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่จะก่อกู้ยุคเข็ญในครั้งนี้ได้สำเร็จ

เธอตื่นตระหนัก แล้วแปลกประหลาดใจอย่างที่สุด เพราว่ามีตัวอย่างที่ไหนเทวดาจะมาสั่งให้ผู้หญิงตัวน้อยๆ ซ้ำอ่อนแออย่างเธอให้ออกไปกู้เอกราชของประเทศชาติเอาไว้ ผู้ชายอกสามศอกเป็นอันมากยังช่วยไม่ได้ เธอจึงไม่ยอมเชื่อความฝันนี้เลย

อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นความฝันเพียงครั้งเดียว เธอก็คงจะไม่มีความสนใจอะไรนัก และเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้น น่าสยดสยอง ก็คงจะไม่เกิดขึ้น แต่จานดาร์ดฝันอย่างเดียวกันนี้ถึง 3 ครั้ง เทวดามาลอยลงมาจากฟากฟ้า แล้ววิงวอนพร้อมกับรับรองว่าจะทำสำเร็จด้วย ดังนั้นจึงทำให้เธอบังเกิดความเชื่ออย่างแน่นอนว่า “เทวดามาสั่งให้เธอกู้เอกราชของชาติจริง”

เมื่อเธอมีความเชื่อมั่นดังนี้ พลังแห่งความคิด พลังแห่งความกล้าหาญก็ได้เกิดขึ้นเหมือนคนบ้าคลั่ง เธอจึงได้เข้าไปขันอาสา จึงได้ทูลความฝันให้พระเจ้าชาร์ลที่ 7 ได้ทรงทราบโดยละเอียด พระเจ้าชาร์ลและบรรดาขุนพลทั้งหลายต่างพากันขบขัน คิดว่าสตรีผู้นี้คงจะวิกลจริต แต่อย่างไรก็ดี น่าประหลาดอะไรเช่นนั้น ท่ามกลางขุนนางผู้ใหญ่เป็นอันมาก ท่ามกลางขุนศึกหลายคนที่เปิดปากหัวเราะเยาะเย้ย เธอก็ได้ทำให้คนทั้งหลายในที่นั้นต้องตกตะลึงพรึงเพริดและตาค้างไปตามกัน กิริยาท่าทางที่อ่อนแอและซึมเศร้าของเธอได้หายไปสิ้น เธอตั้งตัวตรงแข็งแรง พูดจาเฉลียวฉลาด และอาจหาญพูดจาฉะฉานราวกับผู้ที่ได้ร่ำเรียนวิชาทหารมาอย่างช่ำชอง โต้ตอบขุนศึกตาขาวเหล่านั้นทันควันทุกประเด็น (เข้าใจว่าเข้าทรง)

พระเจ้าชาร์ลพิจารณาแล้วก็ทรงเชื่อถือ จึงมอบกองทัพให้แก่จานดาร์คเป็นเพียงเล็กน้อย ด้วยความเชื่อมั่นในพระทัยที่ไม่เต็มที่นักว่า จานดาร์คจะได้พรจากเทพเจ้า แล้วในที่สุดก็คงจะมีชัยแก่ศัตรูจริงๆ

จานดาร์คได้แต่งตัวอย่างผู้ชาย มือหนึ่งถือดาบ อีกมือหนึ่งถือหอก นำขบวนทหารออกรบสู่แนวหน้า แล้วถูกศัตรูยิงเธอด้วยลูกธนูที่ไหล่เลือดอาบไปทั้งกาย แต่เธอก็มิได้สะทกสะท้านหวั่นไหว นำขบวนทหารเข้าสู่รบต่อไปไม่หยุดยั้ง แล้วในที่สุดเธอก็สามารถกอบกู้เอกราชได้จนสำเร็จจริงๆ

ชัยชนะของเมือง “ออร์เลอองส์” ทำให้ขวัญของทหารและพลเมืองชาวฝรั่งเศสดีขึ้น แต่ขวัญของทหารอังกฤษเริ่มเสีย เพราะการสู้รบอันน่ามหัศจรรย์ใจของจานดาร์ค ดังนั้นไม่ช้านักเธอก็ตีทัพของอังกฤษที่ยึดอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ ได้หลายเมือง และได้ชัยชนะทุกครั้งที่เข้าโจมตี จนกองทัพของอังกฤษพากันประหวั่นพรั่นพรึงในความเก่งกาจสามารถของเธอไปตามกัน ต่างพากันโจษจันถึงการรบพุ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ

เธอได้ขันอาสากับพระเจ้าชาร์ลว่า จะเข้าโจมตีกรุงปารีส แต่ก็ได้รับการคัดค้านจากขุนนางผู้มีนิสัยช่างริษยาหลายคน หาว่าจานดาร์คเป็นแม่มด ถ้าขืนยอมให้เป็นแม่ทัพต่อไป ในที่สุดจานดาร์คก็จะแย่งพระราชสมบัติของพระเจ้าชาร์ลเสีย จึงมิได้ยินยอม แต่จานดาร์คก็มิได้ยินยอมเหมือนกัน กลับคุมกองทัพเข้าตีกองทัพอังกฤษจนถอยร่นลงมาจนถึงกรุงปารีส แล้วบุกเข้านครปารีสอย่างห้าวหาญ

เรื่องของความอิจฉาริษยาก็น่าอัศจรรย์ใจ เพราะพวกขุนนางทั้งหลายทั้งๆ ที่บ้านเมืองตกอยู่ในภัยอันตรายอย่างยับเยิน ก็ยังยุยงส่งเสริมจนพระเจ้าชาร์ลจับจานดาร์คเข้าไปคุมขังไว้จนได้ แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจานดาร์คถูกคุมขังนั้น ปรากกว่ากองทัพของอังกฤษกลับเป็นฝ่ายรุกขึ้นมาอีก

จานดาร์คทราบข่าวนี้โดยตลอด จึงอดทนอยู่ในที่คุมขังไม่ไหว เธอได้พยายามแหกคุกออกมาจนได้ แล้วตรงไปยังเมืองควมเปียญ ฝ่ายขุนนางผู้ริษยาได้จับตัวเธอเอาไว้แล้วนำเอาไปขายให้แก่กองทัพอังกฤษ พร้อมด้วยคำกล่าวหาว่า “เธอเป็นแม่มด”

ด้วยเหตุนี้เอง นาทีอันน่าสยดสยองก็ได้เกิดขึ้น จานดาร์ค วีรสตรีคนสำคัญของประเทศฝรั่งเศส ถูกนำตัวไปผูกติดไว้กับเสา แล้วก็ถูกเผาทั้งเป็น ถูกไฟไหม้เอาอย่างมิได้ปรานี และในท่ามกลางกองไฟนั้นเอง ใครๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ก็มิได้เห็นเธอแสดงความหวาดหวั่นแต่ประการใด เธอกล่าวพระนามของพระเยซูไปจนกระทั้งถึงแก่ความตาย

ความฝันมาบอกเหตุการณ์ให้แก่เธอได้ทราบถึงอนาคต แล้วความฝันยังได้สร้างอัจฉริยภาพให้แก่เธออีกด้วย

ในเรื่องนี้ ใครจะปฏิเสธได้ว่า ร่างกายและจิตใจของจานดาร์ค มิได้ถูกอำนาจของเทวดามาสนับสนุนอยู่เบื้องหลังตลอดการสู้รบนั้นๆ.

เรื่องที่ 8

ความฝันของพระนางแมรี่อังตัวเนต

ผู้ที่มีความสนใจ ในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสอยู่บ้าง ก็คงจะยังไม่ลืมการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 การปฏิวัติในครั้งนี้เป็นไปอย่างทารุณโหดร้ายน่าสยดสยองที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1789

คณะปฏิวัติได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ไว้ได้โดยเรียบร้อย คณะปฏิวัติได้จับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางแมรี่อังตัวเนต พระราชินี ปลงพระชนม์ในท่ามกลางความโหดร้ายทารุณที่น่าสยดสยองกลางเมือง

การนองเลือดในครั้งนี้ ได้มีปรากฏการณ์แปลกประหลาดล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องของความฝัน และต้องถือว่าเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของพระนางแมรี่อังตัวเนต พระราชินีแห่งประเทศฝรั่งเศส อันนับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจก่อนที่เมฆหมอกมหาประลัยจะได้เกิดขึ้นไม่นานนัก เป็นความฝันที่บอกถึงลางร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ชนิดที่ว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เลย

พระนางได้ทรงสุบินไปหลายครั้งหลายหนซ้ำๆ ซากๆ ว่า

“พระราชสวามีและตัวของพระนางได้ถูกมีดเล่มใหญ่ ซึ่งได้เลื่อนมาจากเบื้องบน แล้วตัดพระศอขาดออกไปทันที”

แล้วต่อมาไม่ช้านัก เรื่องราวก็เกิดขึ้นเป็นไปตามความฝันทุกอย่าง ราวกับว่ามีพระผู้เป็นใหญ่ในสรวงสวรรค์ดลบันดาลให้เป็นไป

ความฝันของคนบางคน บางครั้งบางคราว สามารถบอกเหตุการณ์ในอนาคตทั้งดีหรือร้ายได้อย่างแม่นยำที่สุด ดังนั้น ถ้าผู้ใดฝันว่ามีมีดเล่มใหญ่เลื่อนลงมาตัดคอจนขาดออกหลายครั้งหลายหนดังพระนางแมรี่อังตัวเนตแล้ว ก็คงจะก่อให้เกิดความรู้สึกตื่นตระหนกตกใจและมีความหวาดเสียวสยดสยองอยู่ในใจมิใช่เล็กน้อยตลอดเวลาจนกว่าวินาทีสุดท้ายจะมาถึง

คณะปฏิวัติได้ปลงพระชนม์พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระราชสวามี และพระนางแมรี่อังตัวเนต พระราชินี ด้วยเครื่องประหารที่ชื่อว่า “กิโยติน” จริงอย่างน่าพิศวง.

 

เรื่องที่ 9

ฝันประหลาด

โดยขุนอภิรักษ์จรรยา

พูดถึงเรื่อง “ฝัน” วันหนึ่ง คือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน 2516 ข้าพเจ้าได้สนทนากับอาจารย์บุญมี เมธางกูร ประธานกรรมการอภิธรรมมูลนิธิ วัดพระเชตุพน ฯ และผู้บรรยายพระอภิธรรมแก่นักศึกษา ประจำวันเสาร์และวันอาทิตย์มาหลายปี ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปศึกษาพระอภิธรรมที่ศาลาโพธิลังกา จนกระทั้งย้ายไปยังตึก (3 ชั้น) สร้างใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา

ในวันนั้นได้สนทนากับท่านหลายเรื่องแต่ตอนท้ายได้พูดถึงเรื่อง “ฝัน” ข้าพเจ้าเล่าให้อาจารย์บุญมี เมธางกูร ฟังว่า

“ผมนี่แปลก ถ้าฝันเห็นพระ (ภิกษุ) ทีไร รุ่งขึ้นเป็นได้พระสมเด็จ (พุฒาจารย์ โต พรหมรังสี) ทุกที"

แล้วข้าพเจ้าก็เล่าถึงเรื่องที่ฝันให้อาจารย์บุญมีฟังถึงเรื่องที่ได้พระสมเด็จ โดยฝันทำนองนี้ถึง 2 ครั้ง อาจารย์บุญมี เมธางกูร ชักสนใจ จึงขอให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้โดยละเอียด และว่าท่านจะนำไปลงหนังสือ (คงจะเป็นชุดเรื่องผีสางเทวดา ที่ท่านกำลังรวบรวมพิมพ์อยู่) ข้าพเจ้าได้รับปากท่านว่าจะเขียนให้ เพราะยังจำเหตุการณ์ในฝันได้ดีอยู่ จึงขอเล่าเรื่องที่ฝัน แล้ววันรุ่งขึ้นก็มีผู้มาบอกให้พระสมเด็จ ฯ ดังต่อไปนี้:

ครั้งที่ 1 เมื่อราวปี พ.ศ. 2495 (21 ปีมาแล้ว) ข้าพเจ้ากับเพื่อนข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการอีก 4 -5 คนนั่งรถของกระทรวงคันเดียวกัน ได้ไปส่ง ม.ล. ปิ่น มาลากุล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเดินทางไปประชุม ณ ต่างประเทศ ที่สนามบินดอนเมืองประมาณเวลา 20.00 นาฬิกา เมื่อส่งท่านแล้ว ได้กลับมาแวะที่ตลาดศรีย่านเพื่อรับประทานโจ๊ก ขณะที่นั่งรับประทานโจ๊กกันอยู่นั้น มีคุณเยื้อ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้ากองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวง ฯ (ตำแหน่งในขณะนั้น ภายหลังเป็นรองปลัดกระทรวง) ได้พูดกับข้าพเจ้าว่า

“ท่านขุนพระสมเด็จนี่ นึกๆ ถึงท่านไป แล้วก็จะได้มาเอง ผมได้มาหนึ่งองค์แล้ว”

ข้าพเจ้าก็รับฟังไว้ ไม่ได้คิดอะไรมาก เมื่อรับประทานโจ๊ก คนขับรถก็ขับไปส่งตามบ้านต่างๆ ข้าพเจ้าเป็นบ้านสุดท้าย คือ อยู่ที่จุฬาลงกรณ์ซอย 11 ปทุมวัน เมื่อมาถึงบ้านแล้ว ก็อาบน้ำ เข้านอนเวลาประมาณ 22.30 น. คืนนั้นนอนหลับไปประมาณตี 2 (2 นาฬิกา) ฝันว่าได้เห็นพระภิกษุ 3 รูปมาบิณฑบาต ข้าพเจ้าก็ได้ใส่บาตรทั้ง 3 รูป และได้ใส่บุหรี่การิคลงไปในบาตรด้วย (ข้าพเจ้าเคยสูบบุหรี่การิกบ่อยๆ) ลืมตาตื่นขึ้นมายังจำความฝันได้ดี ยังนึกในใจว่า ฝันเห็นพระคงจะดี แล้วก็นอนต่อไปอีก

ตื่นเอาตอนเช้า พอเวลาประมาณ 7.30 น. ก็แต่งตัวออกจากซอย มาขึ้นรถประจำทางสายหัวลำโพง-ปากน้ำ เพื่อจะไปบ้านที่ปากน้ำ (อยู่ในตลาดเก่า) มีภรรยาและบุตรบางคนอยู่ โดยอพยพไปอยู่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ราว พ.ศ. 2487 อยู่ในบริเวณตลาด ก็เลยเปิดร้านค้าด้วย ส่วนที่บ้านจุฬา ฯ ซอย 11 ข้าพเจ้าอยู่กับลูกๆ บางคนที่รับราชการ และที่กำลังเล่าเรียนอยู่ ตัวข้าพเจ้าเองในระยะนั้น ประจำทำงานอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เมื่อไปถึงบ้านที่ปากน้ำได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มีแขกคนหนึ่งไปเยี่ยม แขกผู้นี้เคยเป็นเพื่อนครูด้วยกันมา และภายหลังข้าพเจ้ากลับเป็นผู้บังคับบัญชาเขา เขาเป็นศึกษาธิการอำเภอ ในเขตกรุงเทพมหานคร มีอายุแก่กว่าข้าพเจ้า 3 ปี เมื่อไปพบข้าพเจ้า นั่งลงสนทนากันอย่างสนิทสนมในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ประโยคแรกที่เขาพูดกับข้าพเจ้าคือ

“ท่านขุน ไม่เล่นพระสมเด็จ ฯ บ้างหรือ ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า "โอ ! คุณ ราคามันแพง องค์ละตั้ง 3-4 พันบาท (ราคาสมัยนั้น) เล่นไม่ไหวดอก"

ต่อจากนั้นก็ได้สนทนากันถึงเรื่องสารทุกข์สุขดิบ ไปตามภาษาคนที่คุ้นเคยกัน และนานๆ พบกันที

เขานั่งคุยอยู่เกือบชั่วโมงจึงได้ลากลับไป แต่ก่อนจะกลับเขาพูดว่า

“ท่านขุน ! ผมมีพระสมเด็จ 3 องค์ ผมจะให้ท่านขุนสักองค์หนึ่ง”

ข้าพเจ้าได้ยินคำพูดของเขาก็ตะลึงงง ไม่นึกไปถึงว่าเขาจะกล้าให้ของที่นับถือ และมีค่าสูงสุดอย่างนี้ แล้วเขายังพูดต่อไปว่า

“วันพฤหัส ผมจะมาฝากคุณนายไว้”

ข้าพเจ้าก็กล่าวขอบคุณเขา ในที่สุดเขาก็ลาไป และรุ่งขึ้นข้าพเจ้าก็เดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งข้าพเจ้าประจำทำงานอยู่ โดยปรกติข้าพเจ้ามีสำนักงานอยู่ต่างหากจากศาลากลางจังหวัด และข้าพเจ้าก็พักบนสำนักงานนั้น ชั้นล่างเป็นที่ทำงานของข้าพเจ้า และมีเจ้าหน้าที่รองๆ อีก 4-5 คน ทำงานอยู่อีกหลังหนึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ดังนั้น ครอบครัวจึงไม่ได้ไปอยู่ด้วย

พอเช้าวันเสาร์ ข้าพเจ้าก็กลับไปบ้านปากน้ำอีกตามเคย พอไปถึงภรรยาของข้าพเจ้าบอกว่า ครูชำนาญเอาพระสมเด็จ ฯ มาไว้ให้ 3 องค์ กับจดหมายฉบับหนึ่งแต่วันพฤหัส (คุณชำนาญ ธีรกุล บ้านอยู่อำเภอบางบ่อ และเคยเป็นศึกษาธิการอำเภอบางบ่อแห่งเดียวจนกระทั้งอายุครบเกษียณ)

ข้าพเจ้าได้อ่านจดหมายของคุณชำนาญด้วยความระทึกใจ ในจดหมายนั้นบอกว่าได้ส่งพระสมเด็จมา 3 องค์ ให้ข้าพเจ้าเลือกเอาองค์หนึ่ง ข้าพเจ้าได้ดูพระสมเด็จทั้ง 3 องค์ ปรากฏว่า วัสดุที่เจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ โต สร้างนั้น ไม่เหมือนกัน คือ องค์หนึ่งเป็นสมเด็จถ้ำชา คือ ทำจากที่ใส่ใบชาเป้ตะกั่วสีเทาอมดำ องค์ที่ 2 เป็นสมเด็จใบลาน ทำจากผงใบลานที่พระท่านเทศน์เผาจนป่นเป็นผงละเอียดสีดำ องค์ที่ 3 เป็นพระผง เป็นเนื้อผงสีงาช้าง องค์ที่ 3 นี้ถูกใจ ข้าพเจ้าตั้งใจจะขอรับองค์นี้ไว้

ต่อมาอีก 2 หรือ 3 สัปดาห์ คุณชำนาญก็ได้มาขอรับ 2 องค์ที่เหลือคืน ข้าพเจ้าก็บอกเขาว่า ถ้าคุณเต็มใจให้ผมก็ขอองค์นี้ (คือองค์พระผง) เขาก็ให้โดยดีและแสดงอาการเต็มใจ และบอกต่อไปด้วยว่า พระองค์นี้มีผู้เขาตีราคาไว้ 2,000 บาท (เมื่อ พ.ศ. 2495) ข้าพเจ้าได้กล่าวขอบคุณเขาเป็นอย่างมาก และในที่สุดเขาก็ลากลับ

ข้าพเจ้าได้ย้อนกลับมานึกถึงเรื่องที่ฝันเมื่อคืน ก่อนที่คุณชำนาญมาบอกให้พระ ว่าฝันว่าเจอพระภิกษุ 3 องค์ ได้ใส่บาตรทั้ง 3 องค์ แล้วคุณชำนาญก็ได้นำพระสมเด็จมาถึง 3 องค์ ให้เลือกเอาองค์หนึ่ง แล้วก็ตรงกับคุณเยื้อ วิชัยดิษฐ์ เล่าให้ฟังเมื่อคืนวันไปส่ง ม.ล. ปิ่น มาลากุล ที่ศรีย่าน ว่านึกๆ ไปแล้วก็ต้องจะได้เอง

ข้าพเจ้าไม่เคยสนใจเรื่องพระเครื่องมาก่อน เคยสนใจแต่พระบูชา และก็เคยได้มาอย่างประหลาดๆ โดยมิได้นึกฝันตั้งแต่สมัยรับราชการอยู่ต่างจังหวัดลำปางและเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน 3-4 องค์ ซึ่งรู้สึกดีใจยิ่งกว่าได้เงินได้ทองเสียอีก

อย่างไรก็ดี เมื่อได้พระสมเด็จจากคุณชำนาญมา ข้าพเจ้าก็เริ่มสนใจพระเครื่องขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง เป็นแต่เพียงสนใจเท่านั้น มิได้แสวงหาหรือเช่าซื้อเพิ่มเติมอีก พระสมเด็จ ฯ องค์ดังกล่าว ข้าพเจ้าได้เลี่ยมทองใส่กล่องเป็นอย่างดี และสวมคล้องคอตลอดมาเป็นเวลา 20 ปี และเพิ่งจะให้บุตรชายคนเล็กไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง

ข้าพเจ้ามั่นใจว่า พระสมเด็จ ฯ องค์นี้มีอภินิหารหลายอย่าง ซึ่งเคยปรากฏแก่ตัวข้าพเจ้ามาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ 1. ใช้รักษาโรคอย่างศักดิ์สิทธิ์ 2.แคล้วคลาดจากภัยอันตรายอันเกิดจากอุบัติเหตุอย่างน่าพิศวง ถ้าบรรยายเหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้งนี้ก็จะมากเรื่องไป และบางท่านอาจจะไม่เชื่อเรื่องที่ข้าพเจ้าเล่าก็เป็นได้

ครั้งที่ 2 เหตุการณ์ผ่านมาประมาณปีเศษ ศึกษาธิการจังหวัดอ่างทองได้เปิดอบรมครูขึ้นที่จังหวัด ได้มีหนังสือเชิญให้ข้าพเจ้ากล่าวอบรมและบรรยายให้ความรู้แก่ครู ประมาณเกือบ 200 คน ในราวปลายปี 2496 สำนักงานของข้าพเจ้ามีเรือยนต์หลวงอยู่ลำหนึ่ง เป็นเรือเก่าใช้เครื่องน้ำมันก๊าด สร้างมาแต่สมัยพระยาวิภัชวิทยาสาสน์เป็นศึกษาธิการมณฑล ข้าพเจ้านัดคนเรือว่าจะไปวันรุ่งขึ้น โดยเสมียนจดรายงานไปด้วยคนหนึ่ง

คืนวันนั้นข้าพเจ้านอนอยู่บนสำนักงานคนเดียว ชั้นล่างมาครูทำหน้าที่เสมียนนอนอยู่คนหนึ่ง โดยปรกติข้าพเจ้านอนเวลา 22.00 น. ตอนดึกข้าพเจ้าได้ฝันเห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่บาตรเหมือนฝันครั้งก่อน เพราะท่านไม่ได้มาบิณฑบาต ในฝันนั้นข้าพเจ้าจะได้สนทนาอะไรกับท่านบ้างจำไม่ได้เสียแล้ว แต่นึกในใจอยู่ว่า ถ้าฝันเห็นพระภิกษุ ถือว่าเป็นฝันที่เป็นมงคลและนิมิตดีอยู่ ได้แต่นึกเท่านั้น พอวันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 8.00 น. เศษ คนเรือก็นำเรือวิภัชน์มาจอดด้านหลังสำนักงาน

ข้าพเจ้าเตรียมกระเป๋าเดินทางและเอาเสมียนประจำสำนักงานไปด้วยคนหนึ่ง นั่งเรือไปสักพักใหญ่ เกือบจะพ้นเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว นึกถึงความฝันเมื่อคืนขึ้นมาได้ จึงพูดกับนายอารี ศาสตร์สาระ (ปัจจุบันเป็นศึกษาธิการอำเภอโท อำเภอคลองสาน) ว่า

“เออ ! นายอารี เมื่อคืนฉันฝันดี ฝันว่าได้เห็นพระภิกษุองค์หนึ่ง ฝันเห็นพระนี่ ถือว่าฝันดี ฝันแบบนี้ฉันเคยได้พระสมเด็จ ฯ มาองค์หนึ่งแล้ว ไปอ่างทองคราวนี่ ฉันมองไม่ออกว่า จะมีอะไรดี”

พูดแล้วก็ทิ้งเสีย มิได้เก็บเอามาถือเป็นอารมณ์อีก

ระหว่างทางได้แวะนมัสการพระนอนป่าโมกข์ และตรวจโรงเรียนประจำอำเภอป่าโมกข์ ถึงตัวอำเภอตอนบ่าย คุณประยูร วีรวงษ์ ศึกษาธิการจังหวัด ให้พักที่ห้องมุขโรงเรียนประจำจังหวัด สะดวกและกว้างดี และการอบรมครูก็จัดขึ้นที่ ณ โรงเรียนนั้นเอง พอตกค่ำรับประทานอาหารแล้ว เวลาประมาณ 19.30 น. ข้าพเจ้าจึงได้บรรยายในที่ประชุมครู ถึงเรื่องหน้าที่การงาน การสอน การปกครอง ตลอดถึงความประพฤติของครู การบรรยายใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จึงเลิกประชุม

หลังจากเลิกประชุมแล้ว กลับมาห้องพักสนทนากับศึกษาจังหวัด ผู้ช่วย และศึกษาธิการอำเภอ อยู่เป็นเวลานาน จึงได้เข้านอนหลับสนิทไปจนเช้ามืด ตามธรรมดาข้าพเจ้าตื่นแต่เช้าอยู่แล้ว ปรกติตื่นเวลา 5.30 น. เมื่อตื่นแล้วก็เดินทางลงข้างล่างจะไปห้องน้ำ เดินสวนทางกับครูคนหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเคยรู้จักว่าอยู่อำเภอโพธิ์ทอง แต่ไม่รู้จักชื่อ

ครูคนนี้หยุดพูดกับข้าพเจ้าว่า “ท่านครับ ผมมีพระมาให้ท่านดู ประเดี๋ยวผมจะไปหาท่าน”

พูดเท่านั้นข้าพเจ้าก็พยักหน้ารับแล้วเดินทางไปยังห้องน้ำ เมื่อทำธุระเสร็จแล้วออกมาห้องพัก สักครู่ใหญ่ๆ ครูคนที่ว่านี้ก็เข้าไปหาข้าพเจ้าในห้องพัก ขณะนั้นศึกษาธิการจังหวัดได้เข้าไปสนทนาอยู่ก่อนแล้ว ครูคนนั้นก็ได้เอากล่องพระเครื่องออกมาทั้งกล่อง เป็นกล่องสังกะสีสำหรับใช้ใส่สบู่ ดูเหมือนสบู่ตราวัว 3 ก้อน มีพระเครื่องหลายสิบองค์ และอีกองค์หนึ่งเขาถอดออกจากคอ ลงมาวางปนกับพระอื่นๆ ในกล่องนั้นด้วยพร้อมกับพูดว่า

“ท่านเลือกเอาเถิดครับ เอาองค์ไหนก็ได้”

ข้าพเจ้ามองหน้าเขาด้วยความพิศวง แล้วก็มองดูพระเครื่องในกล่องนั้นที่มีอยู่มากมาย ในที่สุดข้าพเจ้าไปสะดุดตาเข้าองค์หนึ่ง ลักษณะเป็นพระสมเด็จ แต่เป็นรูปสามเหลี่ยม หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า “สมเด็จสามเหลี่ยม”

ข้าพเจ้าจึงบอกเขาว่า “คุณเต็มใจจะให้ ผมก็อยากได้องค์นี้” (ชี้ที่องค์ 3 เหลี่ยม)

เขาก็เอาออกมาถอดจากสร้อยคอที่แขวนพระ ส่งให้ข้าพเจ้า

พระองค์นี้เลี่ยมนากไว้ ข้าพเจ้าบอกว่านากผมไม่เอาดอก ขอแต่พระเฉยๆ ก็พอ เขาจึงแกะเอาพระออกจากที่เลี่ยมนาก ส่งให้ผมด้วยความเต็มใจ ต่อหน้าศึกษาธิการจังหวัด ข้าพเจ้าได้ตอบขอบคุณเขาเป็นอย่างมาก ศึกษาธิการจังหวัดไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระสมเด็จแท้หรือไม่ จึงให้คนไปเชิญผู้ชำนาญการดูพระเครื่องมา ผู้ชำนาญพระเครื่องนี้ เป็นข้าราชการตำแหน่งคลังจังหวัดอ่างทอง เมื่อท่านผู้นี้เห็นพระสมเด็จสามเหลี่ยม ก็ถามข้าพเจ้าทันทีว่า ‘เขาบอกให้แล้วหรือครับ ?” ถามอยู่เช่นนี้ 2-3 ครั้ง

ผมตอบไปว่า “ครับ เขาให้แล้ว”

คลังจังหวัดดูพระแล้วก็บอกว่า “ดีมากครับ”

ข้าพเจ้าจำได้ว่า เมื่อคราวข้าพเจ้าไปตรวจอำเภอโพธิ์ทอง เมื่อคราวก่อนครูคนเดียวกันนี้ได้เคยเอาพระเครื่องมาให้ถึง 3 องค์ ยังระลึกถึงเจ้าของผู้ให้อยู่เสมอ

พระสมเด็จสามเหลี่ยมนี้ เพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นคลังภาค 1 (อยุธยา) คือ ขุนอนุการบรรณกิจ (ทองคำ โกมลมิศร) ว่า มีอภินิหารดีมาก และรักษาโรคได้ด้วย เคยมีคนเช่าซื้อราคาตั้งหมื่นก็หาไม่ได้ ส่วนตัวเขานั้นเพิ่งได้มา โดยเช่ามาเพียงราคา 1 พันบาทเท่านั้น และเขาบอกข้าพเจ้าว่า เขาจะหาได้เคยมีคนมาบอกให้เช่าในราคา 1,500 บาท แต่ตอนนี้ยังไม่ได้พบตัวกัน เผอิญก็มีผู้มาให้ข้าพเจ้าเสียก่อน เขาเล่าถึงอภินิหารของพระสมเด็จสามเหลี่ยมยืดยาวเกี่ยวกับการรักษาโรค คล้ายกับเรื่องของข้าพเจ้าเหมือนกัน เป็นอันพอจะยืนยันได้ว่า พระสมเด็จรูปสามเหลี่ยมก็ดี สมเด็จรูปสี่เหลี่ยมก็ดี ถ้าเป็นของแท้รักษาโรคได้อย่างศักดิ์สิทธิ์ และก็เกิดจากประสบการณ์แก่ตัวข้าพเจ้าเองด้วย ดังได้เล่ามาตอนต้นแล้ว

ข้าพเจ้าได้ฝันเห็นพระภิกษุ 2 ครั้งๆ แรกเห็น 3 องค์ และได้ใส่บาตรทั้ง 3 องค์ รุ่งขึ้นก็มีผู้มาบอกให้พระสมเด็จ โดยนำมา 3 องค์ ให้เลือกเอาองค์หนึ่ง ครั้งที่ 2 เห็นพระภิกษุองค์เดียว รุ่งขึ้นก็มีผู้นำพระสมเด็จ (สามเหลี่ยม) มาให้องค์หนึ่ง จึงทำให้ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ถ้าฝันเห็นพระภิกษุ หรือฝันเห็นพระพุทธรูป คงจะเป็นนิมิตมงคลที่ดีแน่นอน

อนึ่ง ขอเล่าเรื่องพระสมเด็จอีกสักหน่อย กล่าวคือ ข้าพเจ้าได้พระสมเด็จพุฒาจารย์โตโดยมิได้ฝันล่วงหน้าก็ยังมีอีก 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งมีผู้นำมาให้ถึง 3 องค์ แต่ไม่พบตัวข้าพเจ้า เป็นพระสมเด็จสี่เหลี่ยมองค์หนึ่งงดงามพอๆ กับที่ได้องค์แรกอีก 2 องค์ รูปขององค์สมเด็จเลือนลาง ไม่ใคร่ชัดเจน รายนี้ผู้ให้เป็นศึกษาธิการอำเภอ อีกองค์หนึ่งผู้นำมาให้ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ไม่ได้เป็นครู แต่เป็นข้าราชการกรมชลประทานมีภรรยาเป็นครู ในเขตท้องที่ๆ ข้าพเจ้าปกครอง ทำเรื่องราวเสนอขอย้ายภรรยาเข้ากรุงเทพ ฯ อยู่ร่วมกับสามีผ่านข้าพเจ้า เรื่องผัวเมียอยู่คนละจังหวัดนี้มามากมายและทางราชการก็มักจะช่วยเหลือในโอกาสที่จะช่วยได้ รายนี้ข้าพเจ้าก็ทำไปตามหน้าที่ ทั้งๆ ที่ไม่คุ้นเคยรู้จักทั้งสามีและภรรยา ในที่สุดภรรยาได้ย้ายไปอยู่ร่วมกับสามีสมความประสงค์ เหตุการณ์ล่วงเลยมานานเกือบปี

วันหนึ่งฝ่ายสามีได้ไปหาข้าพเจ้าที่บ้านปากน้ำวันอาทิตย์ เผอิญข้าพเจ้าไม่อยู่ ไปเยี่ยมญาติที่พระประแดง ข้าพเจ้ากลับราวบ่าย 2 โมงเศษ ชายผู้นี้ยังคงคอยข้าพเจ้าอยู่ตั้งแต่ 10 นาฬิกา จนบ่าย 2 โมงเศษ เมื่อพบกันแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักเขา เขาก็เลยเล่าเรื่องให้ฟังถึงเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้ช่วยให้ภรรยาเขาได้ย้ายมาอยู่ร่วมกัน

ด้วยความระลึกถึงในความช่วยเหลือที่ข้าพเจ้ามีต่อภรรยาเขาจึงมาหาและนำพระมาให้ ว่าแล้วเขาก็เอาพระออก มี 5-6 องค์ ที่สร้อยคอ เขาแขวนพระสมเด็จงามอยู่องค์หนึ่ง เขาทำท่าจะถอดออกมาวางให้เลือก ข้าพเจ้าบอกเขาว่า ไม่ต้อง คุณเอาไว้บูชาติดตัวคุณไว้เถิด แล้วข้าพเจ้าก็ดูพระที่วางไว้ ก็เห็นพระสมเด็จองค์หนึ่งสวยงามมากแต่ชำรุด คือ หัก 2 ท่อน จึงคิดเอาองค์นี้ดีกว่า เจ้าของจะได้ไม่เสียดายมาก ในที่สุดข้าพเจ้าก็บอกเขาว่า เอาองค์ที่หัก 2 ท่อนนี่แหละ เขาก็มอบให้โดยดี ข้าพเจ้ากล่าวขอบใจเขาแล้วเขาก็ลากลับ

สรุปแล้ว ข้าพเจ้าได้พระสมเด็จอีก 2 ครั้ง โดยไม่ได้ฝันล่วงหน้า และโดยไม่ได้คิดนึกมาก่อนว่าจะมีผู้นำมาให้ ทั้งๆ ที่คนสุดท้ายนี้มิได้รู้จักและเคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนเลย

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้วานลูกศิษย์นำองค์หนึ่งไปให้ช่างเชื่อมพระ เชื่อมรอยต่อที่หักมาเรียบร้อยแล้ว ดูไม่รู้ว่ามีชำรุดหรือเสียหายตรงไหน แต่สมเด็จองค์นี้มีเรื่องราวยืดยาว ขอเล่าเพียงสั้นๆ ว่า ข้าพเจ้าถูกต้ม เพราะข้าพเจ้าเอาองค์นี้ไปให้พระเถระรูปหนึ่งดู ท่านขอเอาไว้บอกว่าจะตกแต่งให้ดีกว่านี้ เนื่องจากข้าพเจ้าคุ้นเคยกันมาก่อน จึงมอบให้ท่านด้วยความไว้วางใจ แต่แล้วข้าพเจ้าก็ผิดหวังเอาคืนจากท่านไม่ได้ ท่านบอกว่ามีคนยักยอกไปจากท่านอีกทีหนึ่ง ในที่สุดท่านขอชดใช้เงินข้าพเจ้าเพียงหนึ่งพันบาท ซึ่งราคาในขณะนั้นให้เช่ากันประมาณ 4 -5 พันบาท ข้าพเจ้าเห็นกับตา ที่ท่านรับเงินค่าให้เช่าพระจากผู้อื่น ข้าพเจ้าจำได้ว่าเหตุการณ์เรื่องนี้เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2497 ก่อนที่จะเดินทางไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปเพียง 1 เดือน

พระภิกษุรูปดังกล่าว ข้าพเจ้าขอสงวนนามท่าน บอกได้เพียงแต่ว่าท่านเป็นพระนิกายมหายาน ในที่สุดข้าพเจ้าขอยุติเรื่องฝันเห็นพระภิกษุกับเรื่องที่ได้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) มาโดยมิได้นึกถึง หรือทราบล่วงหน้ามาก่อน และทั้งบางท่านที่ให้ข้าพเจ้าก็ไม่เคยรู้จักมาก่อนดังได้บรรยายมาแล้วแต่ต้นเท่าที่อยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าเพียงเท่านี้

เรื่องที่ 10

ความฝันของสุภาพบุรุษผู้หนึ่งกับศาลพระภูมิ

ท่านสุภาพบุรุษผู้หนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่แถวพรานนก ฝั่งธนบุรี (ในเวลานั้นราว พ.ศ. 2505) มีภรรยาคนหนึ่ง และมีบุตรหญิงชายหลายคน

สุภาพบุรุษผู้เป็นพ่อบ้าน มีงานอาชีพที่ต้องไปทำเป็นประจำ โดยต้องออกจากบ้านแต่เช้า กลับมาบ้านก็เย็นมากทุกๆ วัน

เขามิได้มีความสนใจในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อภินิหารใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งเห็นว่าเรื่องของไสยศาสตร์ เป็นเรื่องเหลวไหลงมงาย ไม่ควรเอามาใส่ใจ แต่ภรรยาของเขามิได้คิดเช่นนั้น มีความเห็นตรงกันข้าม มีความสนใจในเรื่องดังกล่าวนี้เป็นพิเศษ เห็นว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจริงๆ และผีสางเทวดาก็มี รวมทั้งเรื่องคาถาอาคมด้วย ดังนั้นจึงไปที่โน่นและมาที่นี่อยู่เสมอ เพื่อหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์วิทยาคมทุกอย่าง ทั้งชอบทำบุญให้ทานเพื่อความสวัสดิมงคลให้ตนและครอบครัวอยู่เสมอ แต่แอบทำเงียบๆ

คืนวันหนึ่ง พ่อบ้านนอนหลับไปแล้วได้ฝันว่า น้ำได้ไหลบ่าเข้ามาท่วมบ้านไหลเข้ามา แล้วเอิบอาบไปโดยรวดเร็ว น้ำที่ไหลเข้ามาเชี่ยวกรากสูงราวสัก 2 ฟุต ทั้งภายในและภายนอกบ้าน ในฝันนั้นว่าเขารู้สึกตกใจมาก เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยฉับพลันทันที แล้วในขณะนั้นก็ได้เห็นม้าตัวหนึ่งสีดำราวกับนิล ตัวใหญ่โตล่ำสันแข็งแรงมาก เชิดคอสูงอย่างมีสง่าราศี วิ่งเข้ามาจากทางไหนไม่ปรากฏ แต่วิ่งไปบนน้ำ โดยวิ่งวนไปวนมารอบๆ บ้านอย่างรวดเร็ว

ในทันใดนั้นเอง เขาได้เห็นเด็กคนหนึ่งเป็นเด็กหญิงรูปร่างดี สวยงามน่ารักที่ศีรษะมีผมจุกด้วย วิ่งลุยน้ำเข้ามาในรั้วบ้านเหมือนกัน พอดีในขณะนั้นม้าก็วิ่งมา เขาตกใจมาก เพราะกลัวว่าม้าจะวิ่งมาเหยียบเอาเด็กตาย จึงได้รีบกระโดดเข้าไปตะครุบเอาเด็กคนนั้นมาไว้ที่วงแขน แล้วรีบพาเด็กออกมาให้พ้นทางวิ่งของม้าโดยเร็ว เขามีความรู้สึกตื่นเต้นตกใจกับเหตุการณ์เหล่านี้มาก แม้ตื่นขึ้นมาแล้วยังใจสั่นหวั่นไหวอยู่ตั้งนานแล้วคิดว่า คืนนี้เกิดฝันร้ายจริงๆ ไม่เคยฝันดังนี้หรือคล้ายๆ กันนี้มาก่อนเลย

ในวันรุ่งเช้าจึงได้เล่าความฝันให้ภรรยาฟัง แต่เขามีความประหลาดใจมากที่เห็นภรรยากลับชื่นชมยินดีในความฝันนั้น แล้วกล่าวว่า

“บ้านอันเป็นที่อยู่อาศัยของเราหลังนี้ ก็อยู่กันมาหลายปีแล้ว มีความสุขความสบายตามสมควร แต่เราไม่เคยได้สร้างศาลพระภูมิเอาไว้ในรั้วบ้านเลย เพราะคุณเห็นว่าไม่จำเป็น และดิฉันก็ไม่อยากจะขัดใจ

แต่อย่างไรก็ดี ในปีนี้ดิฉันมีความเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องตั้งศาลพระภูมิเสียที เพื่อความสวัสดิมงคลของครอบครัว และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของเรายิ่งขึ้น

ครั้นจะปรึกษากับคุณก็เกรงว่าจะเกิดขัดใจกัน จึงคิดเงียบๆ โดยมิให้คุณทราบเมื่อเวลาคุณไปทำงานแล้ว

ดังนั้น เมื่อวานนี้เองจึงได้เชิญท่านผู้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มาทำพิธี มีข้าวของต่างๆ ตามที่เจ้าพิธีสั่งเอาไว้ เช่นมีเจว็ด มีตุ๊กตา มีช้าง ม้า เพื่อเอาไว้ในศาล ตลอดจนมีข้าวของเพื่อร่วมพิธีอีกหลายอย่าง มีข้าวตอกดอกไม้และขนมนมเนยเป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ เทวดาที่ศาลพระภูมิ ท่านเห็นว่าคุณมิได้เลื่อมใส มิได้เชื่อถือ ในคืนวันตั้งศาลนั่นเอง ท่านจึงได้แสดงอำนาจอภินิหารให้คุณได้ประจักษ์ในความฝันเพื่อให้คุณเปลี่ยนความคิดเสียใหม่” ว่าแล้วภรรยาจึงได้เชิญสามีให้ไปดูศาลพระภูมิด้วยกัน

สามีมีความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นในศาลพระภูมินั้น นอกจากอื่นๆ แล้ว มีม้า 1 ตัว (ช้างอีก 1 ตัว) มีเด็กหญิงหัวจุกนั่งอยู่หนึ่งคนด้วย (มีเด็กอีกหนึ่งคน) เขาจึงคิดในใจว่า “เราจะหมิ่นประมาทในความรู้ความเข้าใจของท่านผู้ใดไม่ได้เสียแล้ว ในเมื่อเราค้นคว้าเข้าไปยังไม่ถึง.”

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com