Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ความฝัน

ความคิดเห็นของนักจิตวิทยาในเรื่องของการนอนหลับ

ตำราจิตวิทยา และสรีรวิทยาหลายเล่ม และหลายคนเขียน ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “We know a little about sleep.”

ทฤษฎีในเรื่องการนอนหลับของบรรดานักจิตวิทยาและสรีรวิทยา ยังขัดแย้งกันอยู่มากถึง “เหตุที่คนนอนหลับ” และตลอดถึงเรื่อง “ขณะที่กำลังนอนหลับนั้นเป็นอย่างไร” และ “ในขณะที่กำลังง่วงนอนนั้น มันเกิดอะไรขึ้น”

ยิ่งเป็นคำถามว่า “ในขณะที่นอนหลับนั้น จิตใจกับร่างกายมันทำการงานอะไรกัน ทำไมจึงไม่รู้สึกตัว” ก็จะหาคำอธิบายได้ยากแสนยิ่ง

นอกจากการนอนหลับแล้ว เรื่องของการ “ตื่น” ก็มิใช่เรื่องเล็กน้อยเหมือนกัน ถ้ามีผู้ถามว่า “เหตุใดคนเราจึงได้ตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ ? หรือถามว่าคนที่ตื่นตามเวลาทุกๆ วัน เช่น เคยตื่นในเวลาตี 5 ก็จะตื่นขึ้นมาในเวลานี้เสมอ เรารู้ได้อย่างไรว่าตี 5 แล้วทั้งๆ ที่ในเวลานั้นเรานอนหลับสนิท มิได้มีความรู้สึกสำนึกตัว อะไรเป็นผู้ทำให้เราตื่นขึ้นมาได้” เรื่องนี้ยังไม่มีคำอธิบายจากใครเลย

บางท่านก็แสดงความเห็นว่า เหตุที่คนนอนหลับนั้น เพราะได้ทำการงานมาเหนื่อยในเวลากลางวันตั้งหลายชั่วโมง บางท่านก็ว่าเมื่อได้ทำงานไปแล้ว จะมีสารเคมีบางชนิดเกิดขึ้น แล้วทำปฏิกิริยากับมันสมอง จึงทำให้คนนอนหลับ

แต่ก็มีผู้คัดค้านว่า คนที่ไม่ได้ทำอะไร หรือนั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ ไม่ได้ผลิตสารเคมีดังกล่าวมานั้นเลยสักนิด แต่ก็หลับได้หลับดีเกือบจะทั้งวัน

อย่างไรก็ดี แม้คำอธิบายในเรื่องของการนอนหลับยังถกเถียง ยังขัดแย้งกับอยู่ก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็มีความสามารถทำให้สุนัขหรือแมวหลับลงได้โดยเอาไฟฟ้าผ่านเข้าไปในสมอง ให้ยากิน ใช้ยาฉีด เช่นใช้มอร์ฟีน และเกลือของแคลเซียมบางชนิดตลอดจนใช้วิธีสะกดจิต เป็นต้น

ขอเชิญพิจารณาเรื่อง การนอนหลับคืออะไร ตามหลักของปรมัตถธรรม ซึ่งผมเขียนเองเป็นเล่มหนังสือ ได้คัดลอกออกมาบางส่วนเพื่อประกอบการศึกษาเรื่องความฝัน แต่ก็ต้องขอประทานอภัยที่อาจจะซ้ำกันบ้างกับที่ได้บรรยายมาแล้ว ผมปรารถนาที่จะช่วยความเข้าใจและช่วยความจำ สำหรับผู้ที่เพิ่งศึกษาใหม่

การนอนหลับคืออะไร ตามหลักของปรมัตถธรรม

ผมได้กล่าวมาแล้วว่า การเกิดขึ้นของจิตเพื่อรับอารมณ์ต่างๆ นั้นมิได้มีแต่จิตตัวเดียวโดดๆ หากแต่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย และเจตสิกที่เกิดร่วมประกอบกับจิตนี้มีมาก ย่อมจะผลัดเปลี่ยนเวียนวนกันเข้าประกอบ ซึ่งเจตสิกเหล่านี้เองเป็นเหตุให้จิตเป็นไปต่างๆ เช่น เป็นความโลภ ความโกรธ หรือไม่โลภ ไม่โกรธ ทั้งนี้ก็เพราะมีเจตสิกจำพวกนั้นมาปรุงแต่งให้เป็นไป

และการที่บังเกิดความง่วงเหงาหาวนอนขึ้น ก็ด้วยอำนาจของถีนะกับมิทธเจตสิกเข้าไปย้อมจิตให้เป็นไปเช่นนั้น นอกจากนี้ก็ยังมีเอกัคคตาเจตสิกอีกดวงหนึ่งซึ่งสามารถไปทำให้การนอนหลับบังเกิดขึ้นได้เหมือนกัน เมื่อความเพียรที่จะให้สมาธิตั้งอยู่ได้นั้นมีกำลังตกลงเพราะต้องการจะนอนหลับ (กำลังสมาธิอยู่จะไม่หลับ)

ธรรมชาติของจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ลงมีจิตเกิดขึ้นมาแล้ว จะต้องมีอารมณ์อยู่เสมอไป เหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า จิตอยู่ที่ไหน อารมณ์ก็อยู่ที่นั่น จิตอยู่ในที่ใด อารมณ์ก็จะอยู่ในที่นั้น จิตกับอารมณ์ไม่มีวันพรากจากกันเลย

แต่อารมณ์ที่เกิดแก่จิตนั้น แบ่งออกโดยหยาบๆเป็น 2 ประการ คือ

1. จิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์

2. จิตที่เป็นภวังค์ หรือภวังคจิต

จิตทั้ง 2 ประเภท เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าจะศึกษาโดยละเอียดแล้วก็จะต้องใช้เวลาศึกษามากทีเดียว ขอท่านที่มีความสนใจ โปรดศึกษาเอาได้จากเรื่อง (ความมหัศจรรย์ของจิต) และ (ความมหัศจรรย์ของชีวิต) ในที่นี้ผมจะกล่าวพอให้เข้าใจบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

1. จิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์

คำว่า วิถี แปลตรงๆ ว่า หนทาง แต่หนทางในที่นี้มิได้หมายถึงหนทางตามที่เข้าใจกันในหมู่ประชาชนทั่วไป ว่าเป็นหนทางของสัตว์เดินหรือมนุษย์เดิน หากหมายถึงหนทางที่จิตเดิน หรือหมายถึงการทำงานของจิต เช่น ทำงาน “เห็น” หรือทำงาน “ได้ยิน” เป็นต้น (จิตเป็นวิถี คือยกจิตขึ้นทำงานรับอารมณ์ได้มี 80 ประเภท)

บุคคลทั้งหลาย ทำการงานอยู่ ณ ที่ทำงานต่างๆ เช่น เป็นทหารก็ทำงานอยู่ในกรมกองทหาร เป็นข้าราชการก็ทำงานอยู่ภายในอาคารที่ๆ ทำงาน ถ้าเป็นพ่อค้าก็ทำงานอยู่ในห้างร้าน

โดยทำนองเดียวกันนี้ จิตก็มีที่ๆ ทำงานเหมือนกัน ไม่ว่าจะเห็น, ได้ยิน หรือคิดนึก จิตจะออกมาทำงานยังสถานที่ต่างๆ เช่น จิต “เห็น” ก็อาศัยประสาทตาเป็นทางแสดงออกของจิต จิต “ได้ยิน” ก็อาศัยประสาทหูเป็นทางแสดงออกของจิต จิต “นึกคิด” ก็เกิดขึ้นทางจิตใจ เป็นต้น

บุคคลทั้งหลายมีประตูเป็นทางสำหรับออกไปทำธุรกิจต่างๆ จิตก็อาศัยแสดงออกทางประตูเหมือนกัน คือ ประตูตา ประตูหู ประตูใจ เป็นต้น หาไม่แล้วจิตก็ไม่สามารถทำงานเห็น ทำงานได้ยิน และทำงานคิดได้

วิถีคือการทำงานของจิต จากทางทวาร คือ ประตูต่างๆ มีทางตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย เรียกปัญจทวารวิถี (ประตูคือทวารทั้ง 5) และวิถีที่เกิดขึ้นทางใจ เรียกมโนทวารวิถี (ประตูทางใจ)

การทำงานของจิต คือ รับอารมณ์ต่างๆ ทั้งทางปัญจทวารวิถี (ทางประตูทั้ง 5) และมโนทวารวิถี (ประตูทางใจ) นั้นสลับซับซ้อนละเอียดพิสดารมาก ต้องบรรยายโดยมีภาพประกอบหลายภาพจึงจะเข้าใจได้ แล้วจำเป็นที่จะต้องศึกษาไปทีละขั้นๆ ตามลำดับ ขณะนี้ผมขอแสดงย่อๆ เท่านั้น

การรู้อารมณ์ต่างๆ นั้น มิใช่อยู่ๆ ก็จะรู้ขึ้นมาเฉยๆ จะต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้รู้เป็นอันมาก ไม่ว่าจะรู้ทางปัญจทวาร คือ ประตูทั้ง 5 หรือจะรู้ทางมโนทวาร คือ ประตูทางใจก็ตาม การรู้อารมณ์ดังกล่าวนี้ ต้องอาศัยรู้ตามทวารต่างๆ เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ใจที่คิดนึกเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเราเรียกว่า จิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ในวิถีต่างๆ คือ ปัญจทวารวิถี และ มโนทวารวิถี ซึ่งยังมีแตกแขนงออกไปเป็นจำนวนร้อยๆ วิถี

2. จิตเป็นภวังค์

คำว่า ภวังค์ เมื่อแยกออกเป็น 2 ก็คือ ภว + องคฺ

ภว แปลว่า ภพ หรือ ชาติ

องคฺ แปลว่า ส่วนประกอบ อันหมายถึง จิตเป็นส่วนประกอบของภพหรือเป็นองค์แห่งภพ ซึ่งได้แก่ จิตเป็นภวังค์ มีจำนวน 19 ประเภท (อุเบกขาสันตีรณะ 2 มหาวิบาก 8 มหัคคตวิบาก 9)

คำว่า ภวังค์ เรียกว่า วิถีวิมุตฺติ อันหมายถึงว่าหาได้เป็นวิถีจิตเหมือนข้อ 1 ไม่ กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ รับอารมณ์ใหม่ เช่น เห็น ได้ยิน อย่างวิถีจิตในข้อ 1 ไม่ได้เลย ภวังคจิตก็คือ จิต ที่ได้เห็นรูป, ได้ยินเสียง, ได้ดมกลิ่น, ได้ลิ้มรส, ได้รับสัมผัส, ได้คิดนึกเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้เลย

ถ้าจะดูความเป็นภวังค์ให้เห็นง่ายๆ ก็ดูได้จากคนที่นอนหลับสนิท คนนอนหลับสนิทจิตก็เกิด-ดับสืบต่อกันไปอยู่เสมอ (มิได้รับอารมณ์ใหม่) และนี่เองคือ จิตเป็นภวังค์

อาจจะมีบางท่านตั้งคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นภวังคจิตไม่มีอารมณ์หรือ ถ้าไม่มีอารมณ์เลย ก็จะเป็นการไม่ตรงกับความจริงที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ลงขึ้นชื่อว่าจิตแล้วไม่ว่าจะเป็นภวังคจิต หรือวิถีจิต ย่อมจะมีอารมณ์อยู่เสมอ จิตที่ไม่มีอารมณ์เลยนั้นไม่มี

เมื่อสัตว์จะถึงแก่ความตาย ก็จะเกิดอารมณ์ครั้งสุดท้ายขึ้น เช่น เห็นหรือได้ยิน หรือเป็นภาพปรากฏขึ้นทางใจ ตามกำลังของกรรมที่ได้ทำเอาไว้ มีเห็นพระพุทธรูป หรือเห็นแหลนหลาว เกาทัณฑ์ หรือเห็นสุนัข ภาพต่างๆ ที่เห็นเหล่านี้ เรียกว่า กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ และคตินิมิตอารมณ์ ทั้ง 3 นี้ จะเห็นอันใดอันหนึ่งเมื่อปฏิสนธิจิต (ขณะเกิด) เกิดขึ้นก็รับเอาอารมณ์เหล่านี้อันใดอันหนึ่งไว้ อารมณ์นี้จะคงอยู่ตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั้งถึงแก่ความตาย

เช่น เห็นอารมณ์สุนัข อารมณ์สุนัขก็จะเกิดอยู่ในจิตต่อไป จนชีวิตถึงที่สุดจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะรักษาภพชาติของสุนัขเอาไว้จนตลอดชีวิต แต่ความรู้สึกตัวว่า ตัวมีอารมณ์อะไรนั้น ปรากฏขึ้นมาไม่ได้ (ไม่ได้ขึ้นวิถีรับอารมณ์) จึงเรียกวิถีวิมุตฺติ และพ้นจากความเป็นทวาร เพราะมิได้แสดงออกทางประตูเหมือนกับจิตในวิถี จิตมิได้ใช้ประตูเป็นทางแสดงออก เช่น มิได้ใช้ประสาทตา ประสาทหู จึงมิได้มีความสำนึกรู้ในอารมณ์นั้น

ผมได้กล่าวมาแล้วว่า จิตที่เป็นภวังค์นั้น จะเห็นได้ง่ายๆ จากคนที่นอนหลับสนิท (มิได้ฝันหรือละเมอ จิตมิได้ขึ้นวิถี เรื่องละเมอและฝันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรศึกษาต่อไป) แต่อย่างไรก็ดี ภวังค์ก็มิได้เกิดเฉพาะเท่าที่นอนหลับสนิทเท่านั้น หากแต่เกิดอยู่เสมอโดยเรามิได้รู้สึกตัว เช่น วิถีจิตทางตา เห็นอารมณ์เกิดขึ้นจบวาระแล้ว 17 ขณะ ภวังค์ก็เกิดขึ้น วิถีจิตทางใจคิดนึกอารมณ์เกิดขึ้น 12 ขณะ แล้วก็เป็นภวังค์ต่อไปอีก

แม้ว่าภวังคจิตจะเกิดขึ้นสลับกันไปกับวิถีจิตก็จริง แต่เราก็หาได้รู้สึกตัวไม่เพราะภวังคจิตถึงจะเกิดจำนวนมากก็ดี (นอนหลับมากที่สุด) แต่อารมณ์มิได้ปรากฏขึ้นมาภายนอกให้เห็นให้รู้สึกได้ ยิ่งกว่านั้น ความเกิด-ดับโดยเร็วของจิตเราจึงกำหนดทราบไม่ได้ว่าภวังค์ที่มาเกิดสลับกับวิถีจิตนั้นมีจำนวนสักเท่าใด พูดง่ายๆ ก็ว่ามีหลับปะปนอยู่ในขณะที่กำลังตื่นอยู่ตลอดเวลา แม้ในขณะลืมตาหรือกำลังพูดอยู่ แต่บางคราวเราอาจอนุมานได้ว่า เมื่อเราตั้งคำถามให้แก่บุคคลหนึ่ง ผู้นั้นกว่าจะตอบได้ก็ช่างช้าเสียเหลือเกิน ทั้งๆ เรื่องที่ถามก็ไม่ใช่เรื่องยาก และเขาก็เข้าใจดีอยู่ทั้งสิ้น บุคคลเช่นนี้เรามักพูดว่า เขามีภวังค์มาก

เมื่อเราเปิดไฟฟ้าสว่างขึ้น เหมือนวิถีจิตเกิดขึ้น แต่เมื่อเราปิดไฟฟ้าเสียแล้ว แม้เราจะไม่เห็นแสงสว่างจากหลอดก็ดี เราก็ย่อมแน่แก่ใจว่าไฟฟ้าไหลมาที่สายอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็มองไม่เห็น นี่ย่อมแสดงว่า ไฟฟ้าได้ทำงานของมันอยู่ภายในสาย และขณะใดก็ตาม เมื่อสวิทช์ไฟถูกเปิด ก็จะเกิดมีแสงสว่างขึ้นทันที ถ้าไฟฟ้ามิได้ไหลมาตามสายแล้วเปิดสวิทช์เท่าไรๆ ก็จะหาแสงสว่างใช้ไม่ได้ เมื่อจะเปรียบแล้ว ไฟในสายก็เปรียบเหมือนภวังคจิต

โดยทำนองเดียวกัน ภวังคจิตก็รับอารมณ์มาแต่ปฏิสนธิ และรักษาอารมณ์นี้อยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่ปรากฏเป็นการเห็น, ได้ยิน แต่มันก็ทำงานของมันอยู่ คือ รักษาอารมณ์มาตั้งแต่เกิด, ทั้งเกิด-ดับอยู่เนืองนิจ และมีเจตสิกเข้าประกอบอยู่ตามสมควร ทั้งนี้ก็เหมือนกับไฟฟ้าที่อยู่ในสายขณะยังมิได้เปิดสวิทช์ แต่เมื่อใดการเห็น ได้ยิน หรือคิด เกิดขึ้น ความรู้อารมณ์ทางตา, ทางหู, ทางใจ กำลังปรากฏอยู่แล้ว ความเป็นภวังค์ในขณะนั้นก็ขาดลง จิตก็ทำงานทางวิถีเสร็จแล้วก็เป็นภวังค์อีกสงลับกันเรื่อยๆ ไป ถ้าไม่มีภวังค์ก็จะรับอารมณ์ใหม่ไม่ได้เลย

การที่เรา “เห็นรูป” ได้จากทางประตูตานั้น ก็เพราะเหตุว่า คลื่นของแสงได้มากระทบกับภวังคจิตที่ประสาทตา การที่เรา “เห็นยิน” ได้นั้น ก็เพราะคลื่นของเสียงได้มากระทบกับภวังคจิตที่ประสาทหู ทั้งนี้ก็จะเห็นได้ว่า การเห็น การได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีภวังคจิตมากระทบกับแสงหรือเสียง หาไม่แล้วอารมณ์ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เหมือนเราล้วงมือลงไปในหีบ ถ้าในหีบไม่มีของอะไรอยู่เลยแล้ว จะล้วงสักเท่าใด จะล้วงสักกี่ครั้ง ก็จะไม่มีของอะไรติดมือขึ้นมาเลยเป็นอันขาด แม้แต่ตั๋วจำนำสักครึ่งใบ

การที่คนนอนหลับ ก็คือจิตเป็นภวังค์นั่นเอง และจิตที่เป็นภวังค์นี้มีเจตสิกเข้าประกอบหลายดวงเหมือนกัน แต่ผมเห็นว่า การแสดงเจตสิกเข้าประกอบกับจิตด้วยแล้วจะเป็นการยุ่งยาก จึงของดเสียไม่กล่าว ท่านจะทราบโดยพิสดารเมื่อติดตามศึกษาเรื่องความมหัศจรรย์ของชีวิต กับ แสงสว่างของชีวิต ซึ่งเป็นการศึกษาตามลำดับ

เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ หรือสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ตลอดจนปฏิกิริยาภายในร่างกายของตนเองที่กระทบกับจิต อันจะเป็นสาเหตุให้เกิดอารมณ์ทางทวารต่างๆ กำลังได้ตกลง (กระทบเบาบางเกินไป) หรือจิตก็ไม่ได้ถูกกระตุ้น และไม่ได้เกิดความสะเทือนใจ ความสนใจอย่างใด วิตกเจตสิกซึ่งเป็นตัวการอันสำคัญที่คอยจะยกจิตให้สู่อารมณ์ใดอามรณ์หนึ่งเสมอๆ ก็จะมีกำลังน้อย เมื่อมีกำลังน้อยแล้ว ก็ย่อมเปิดช่องโอกาสให้แก่ถีนมิทธเจตสิก ซึ่งเป็นศัตรูอันสำคัญของวิตกเจตสิกที่ทำให้ง่วงเหงาหาวนอนเข้ามา และ แน่ละ ! เมื่อถีนมิทธเจตสิกกุมอำนาจไว้ได้หรือได้เป็นใหญ่แล้ว วิตกเจตสิกก็มีกำลังมากไม่ได้ ความเป็นภวังค์ คือ การนอนหลับ ก็จะบังเกิดขึ้นมาโดยไม่ต้องสงสัย

เมื่อจิตกำลังเป็นสมาธิอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอารมณ์เดียว ขณะนั้นจิตก็ย่อมมีวิตกเจตสิกเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สมาธิตั้งอยู่ได้ไม่หลุดไปยังอารมณ์อื่น ขณะนี้ถ้าวิริยะคือความเพียรให้สมาธิตั้งอยู่อ่อนกำลังลงเมื่อใด เมื่อนั้น ก็ย่อมเปิดโอกาสให้เกิดภวังคจิตทำให้หลับไปได้ทันที

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com