Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ความฝัน

ข. การนอนไม่หลับเพราะอารมณ์ที่เกิดจากทางกาย

ความจริง ยังมีอารมณ์ที่จะเป็นเหตุให้นอนไม่หลับอันเกิดจากทวารอื่นก็มี เช่น นอนอยู่ในที่ๆ ตึงตังโครมคราม มีเสียงรบกวนอยู่เสมอ ก็เป็นเหตุให้นอนหลับยากเป็นต้น แต่ขอผมเพ่งเล็งไปถึงการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นเป็นนิตย์หรือเป็นปะจำและเป็นแก่บุคคลเป็นส่วนมาก ซึ่งต่างก็พยายามแก้ไขกันวุ่นวายอยู่ในขณะนี้

ผมได้กล่าวมาแล้วถึงการนอนไม่หลับอันเกิดจากทางใจ เพราะเหตุที่มีอารมณ์มากระทบกับใจอยู่เสมอ จึงทำให้นอนไม่หลับ เพราะเมื่อได้รับความกระเทือนใจ เช่น วิตกกังวล ทุกข์ร้อน หรือยินดีตื่นเต้นในเรื่องอะไรก็ตาม อารมณ์เหล่านั้นจะกระทบกับจิตบางทีนาทีหนึ่ง เป็นสิบ เป็นร้อยครั้ง เหตุนี้ก็นอนหลับคือการเป็นภวังค์ จึงไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้

ตามที่กล่าวมา ก็ย่อมจะเห็นได้ว่า จิตใจได้เก็บเอาเรื่องราวเก่าๆ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่เกิดแล้วในอดีต มารวบรวมกันเข้าสร้างเป็นภาพขึ้นมาใหม่ ให้น่ารักน่ายินดี ให้น่าเกลียด น่ากลัว หรือทุกข์ร้อน ซึ่งก็แล้วแต่อารมณ์ และแล้วแต่จิตจะมีมนสิการไปในทางใด แต่อย่างไรก็ดี อารมณ์เหล่านั้นก็ล้วนแต่อารมณ์เก่าๆ ที่เก็บไว้ในจิตใจทั้งสิ้น แต่ได้ยกขึ้นมากระทบกับจิตใหม่ นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทางใจโดยตรง

เมื่อเรานอนหลับสนิท จิตก็เป็นภวังค์ปราศจากความรู้สึกสำนึกตัวโดยสิ้นเชิงขณะนี้ ถ้ามีใครมากระทบกับตัวหรือมาปลุกสั่นเข้ามาก็จะตื่นขึ้น ทำให้เราตื่นขึ้นมาได้ ?

ร่างกายของเรานั้นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ขณะจิต แต่เราหาได้ทราบชัดเจนไม่ ด้วยการเห็นเพียงแต่เอาตามามองดูเท่านั้นอันเป็นการเห็นขั้นหยาบๆ เราเห็นรูปร่าง หน้าตา แขนขา ตัวตนของเรามิได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างใด แต่ความจริง ทุกวินาทีที่เคลื่อนคล้อยไป ร่างกายของเรามิได้ทรงตัวอยู่ได้ จะผันผวนเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีเลยแม้สักวินาทีหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะธรรมชาติที่แวดล้อม ดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิและเฉพาะอย่างยิ่งด้วยอำนาจของกรรม

ตามธรรมดา เราต้องยืน เดิน นั่ง นอน เคลื่อนไหวอิริยาบถ ทำการงาน คิด ฯลฯ เหล่านี้ เราต้องเสียพลังงานของร่างกายไปเรื่อยๆ ทุกวินาที แต่ร่างกายของเรายังคงมีพลังงานอยู่ได้ ยังยืน, เดิน, นั่ง, นอน, กิน, ดื่ม, เคลื่อนไหวอิริยาบถได้ต่อไปก็เพราะอาศัยอาหารที่กินเข้าไปวันละ 3 มื้อนั้น ชดเชยเพิ่มเติมอยู่เสมอ

ใครจะคิดบ้างว่า ร่างกายของเรานี้ตั้งอยู่ได้ก็เพราะอำนาจของกรรมเหมือนกัน ซึ่งอำนาจของกรรมเหล่านี้ ย่อมมีอิทธิพล และออกมาแสดงผลของมันอยู่เสมอ และเราก็ได้ชดใช้กรรมของเราไปอยู่ทุกๆ วินาที แล้วก็เพิ่มเติมกรรมโดยการกระทำในปัจจุบันเข้าไปอีกมิได้หยุดหย่อน ดังนั้น ชีวิตจึงได้เป็นไปดังที่เห็นกันอยู่ ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนกับความร้อนที่มีอยู่ในร่างกาย และเราได้ใช้มันอยู่เสมอแล้วก็เติมความร้อน คือกินอาหารเพิ่มเข้าไปอยู่ทุกๆ วันดังกล่าวแล้วนั่นเอง ในเรื่องนี้ ถ้าศึกษาชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกให้เข้าใจแล้ว ก็จะคลายความสงสัยได้มาก

นอกจากเรื่องของกรรมแล้ว ชีวิตยังจะต้องผันผวนเปลี่ยนแปลงเพราะอำนาจของจิต อำนาจของอุตุ และอำนาจของอาหารอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่างกายมีเหตุการณ์อะไรผิดปรกติเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะไม่กระทบกระเทือนไปถึงจิตด้วย เพราะร่างกายนั้นใกล้ชิดติดต่อกันกับจิตโดยตรง

อากาศที่ร้อนไป-เย็นไป ที่นอนหยาบกระด้างระคายเคือง ความป่วยไข้ ร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ ได้รับบาดเจ็บ ปวดหัว ปวดฟัน เหล่านี้ก็สามารถทำให้การนอนหลับเป็นไปได้ยากเหมือนกัน แต่ผมจะขอผ่านไปไม่กล่าว เพราะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เมื่อเหตุการณ์หรือโรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้เปลี่ยนแปลง และบรรเทาเบาบางลงแล้ว การนอนหลับก็จะเป็นไปตามปรกติ

มีโรคหลายชนิดที่เป็นอย่างเรื้อรัง บางชนิดก็ปรากฏขึ้นมาให้ชัดเจน แต่บางชนิดมิได้แสดงอาการออกมาให้ปรากฏชัด ซึ่งโรคเหล่านี้เองเป็นสาเหตุกระทบกระเทือนจิต อันจะทำให้จิตไม่เป็นภวังค์ คือนอนหลับไม่ค่อยได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหลายชนิด และโรคทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารและลำไส้ย่อยอาหารไม่เป็นไปตามปรกติ เป็นต้น

ผมได้กล่าวมาแล้วว่า ร่างกายของเรานี้ประกอบไปด้วยประสาทกาย ซึ่งทางธรรมะเรียก กายประสาทรูป แผ่กระจายไปตามร่างกายเกือบจะกล่าวได้ว่าทั่วถึงมีทั่วไปตามร่างกายภายนอกและร่างกายภายใน มีหน้าที่รับสัมผัส เย็น, ร้อน, อ่อน, แข็ง, หย่อน, ตึง ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อหัวใจเต้นสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกาย และธารโลหิตที่ไหลผ่านไปตามอวัยวะใหญ่น้อยต่างๆ เหล่านั้นได้เกิดผิดปรกติไป ก็ย่อมกระทบกระเทือนต่อจิตโดยตรง หรือกระทบกับประสาทกาย นั่นคือ กระเทือนถึงภวังคจิต อันจะทำให้จิตยกขึ้นสู่อารมณ์ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ความปรารถนาที่จะนอนให้หลับจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เมื่ออาหารที่อยู่ภายในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ มิได้ละลายออกไปเลี้ยงเซลล์ตามอวัยวะต่างๆ ให้พอสมควร อันเกิดจากเหตุใดเหตุหนึ่งก็ตาม อาหารที่ตกค้างอยู่ก็จะเกิดบูดเน่าทำให้เกิดแก๊ส (ลมที่เสีย) ขึ้น ลมที่เสียเหล่านี้บางทีก็ถึงกับทำให้แน่นและจุกเสียด บางทีก็ไม่ถึงกับทำให้รู้สึกตัว ก็จะเป็นเหตุทำให้หลับได้ยากเย็น และอย่างน้อยก็ย่อมจะกดดันกระทบกับประสาทที่อยู่ภายในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ทำให้ต้องตื่นอยู่เสมอ

บางทีอาจเลยเที่ยงคืนไปแล้ว บางทีก็หลับๆ ตื่นๆ ทำให้เกิดการฝันร้าย หรือฝันเล็กฝันน้อยยุ่งเหยิงเอาเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ (เรื่องของความฝันจะได้กล่าวโดยเฉพาะอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก) ทั้งนี้ก็เพราะลมที่เสียเหล่านั้นกระทบกับประสาทกายซึ่งจะกระเทือนถึงจิต ทำให้จิตยกขึ้นสู่อารมณ์ (วิตกเจตสิก) ไม่หยุดหย่อน (ยังไม่รู้สึกตัวจริงๆ เพราะด้วยอำนาจโมหเจตสิก หรือเพราะการขึ้นวิถีทำงานของจิตยังไม่ถึงชวนะเป็นส่วนมาก เกิดขึ้นเพียง อตีตภวังค์ ภวังคจลนะหรือเลยไปถึงภวังคุปัจเฉทะ ปัญจทวาราวัชชนะ กายวิญญาณ สัมปฏิจฉนะ สันตีรณะ และโวฏฐัพพนะ

ถ้าเป็นทางมโนทวารก็มีภวังคจลนะ ภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ บางครั้งก็เลยไปถึงชวนะ เป็นต้น) บางครั้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าจึงรู้สึกตัวว่าเมื่อคืนนี้หลับไม่สนิท ทั้งโผเผไม่มีแรง ใจคอหงิดหงุด คิดอ่านไม่คล่อง เบื่อหน่ายชีวิต

ความจริงลมเสียที่มากระทบกับประสาทกาย ภายในกระเพาะอาหารและลำไส้อยู่เสมอก็ดี การเดินทางของธารโลหิต ที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะเส้นโลหิตแข็งอันเกิดจากการเสียดทานของน้ำโลหิตกับเส้นโลหิต หรือเพราะการเต้นของหัวใจที่ผิดปรกติหรืออ่อนกำลังลงก็ดี จะเป็นเหตุกระทบกระเทือนให้จิตยกขึ้นสู่อารมณ์แต่ประการเดียวก็หาไม่ เมื่อจิตขึ้นวิถี (การทำงานของจิต) รับอารมณ์ทางกายแล้ววิถีจิตก็เกิดอารมณ์ขึ้นในใจอีก อันเป็นไปตามธรรมชาติของจิตอีกทางหนึ่ง อาจจะมากหรือน้อยสลับกันไป

พร้อมกันนี้เอง เจตสิกตัวสำคัญ คือ อุทธัจจะ กุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจก็จะเข้ามาผสมในบางคราว ถีนมิทธเจตสิกตัวง่วงเหงาหาวนอน ก็เข้าร่วมด้วยแต่กำลังไม่มาก ดังนั้นจึงง่วงนอนปะปนอยู่แต่ก็นอนไม่หลับ ด้วยอิทธิพลของเจตสิกเหล่านี้เอง อารมณ์เล็กอารมณ์น้อยจึงได้เกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ วนเวียนกันไปมา ความกระทบกระเทือนจากประสาททางกายก็คอยกระทบเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ เมื่อเป็นเช่นนี้การที่จะนอนให้หลับ ก็จะเป็นไปได้แสนยากยิ่ง แม้จะง่วงแสนง่วงอย่างไร

ประสาทกายที่สัมผัสการกระทบนั้น กระทบได้แต่ เย็น, ร้อน, อ่อน, แข็ง, หย่อน, ตึง แต่เพียงเท่านั้น ความรู้สึกเหล่านี้จะเกิดขึ้นครั้งละอย่างเดียว จะรู้อะไรมากกว่านี้หาได้ไม่ จะสร้างเรื่องราวอะไรขึ้นมา หรือจะเกิดอารมณ์อะไร นอกจากที่กล่าวแล้วก็ไม่ได้ และอารมณ์ทางใจก็เหมือนกันไม่สามารถรับกระทบ เย็น, ร้อน, อ่อน, แข็ง, หย่อน, ตึง ได้โดยตรง (รับได้โดยวาดเป็นมโนภาพ)

การที่เกิดเรื่องราวมากมายในเวลานอนก็เกิดขึ้น เพราะจิตวาดเอาจากภาพที่ปรากฏแล้ว ผ่านจากประสาททางทวารต่างๆ อันเก็บอาไว้ในจิตเป็นอารมณ์เก่า เป็นอดีตอารมณ์ หรือเป็นอารมณ์เก่าที่คิดวาดให้เป็นอนาคตยกขึ้นสู่อารมณ์ใหม่

เหตุนี้ การที่จิตของเราเกิดอารมณ์ขึ้น 108 ประการ ขุดค้นเอาเรื่องที่ดี เรื่องเหลวไหล เรื่องที่สำคัญ เรื่องที่หาสาระมิได้ เรื่องเล็กๆ เรื่องใหญ่ๆ เหล่านี้ขึ้นมาให้ได้รับความวุ่นวายในการนอนนั้น เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจ เป็นจินตนภาพอันจิตได้จินตนการขึ้นเอง ด้วยอาศัยอดีตอารมณ์ (กรรมเก่า) ดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็แน่นอนละ อาศัยการกระทบทางกายเป็นปัจจัยสำคัญด้วยเป็นอันมากในขณะนี้

เรื่องของการนอนหลับ ผมได้เคยกล่าวมาแล้วว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องของปุถุชนคนใดคนหนึ่งที่ค้นคว้าขึ้นมา ได้ หากแต่เป็นสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ถึงผมจะได้บรรยายมาโดยย่อและพยายามที่จะให้รวบรัดแล้ว แม้กระนั้นก็ยังต้องแสดงติดต่อกันมานาน อันเป็นเหตุให้บางท่านที่มีความกระหายต้องการทราบว่า จะทำให้นอนหลับได้อย่างไรพากันบ่น

อย่างไรก็ดีเวลานี้ก็ใกล้จะถึงบทที่ว่านั้นแล้ว ท่านควรจะทราบเหตุผลและสมุฏฐานเสียด้วย เพื่อเป็นการศึกษาเรื่องการนอนหลับ ทั้งจะได้เหตุผลของวิธีแก้โรคนอนไม่หลับนั้นแจ่มแจ้งด้วย ท่านผู้ใดที่อ่านแล้วรู้สึกอึดอัดและยุ่งยากใจ ขอได้โปรดอ่านโดยใคร่ครวญซ้ำอีกสักเที่ยวสองเที่ยว แล้วติดตามศึกษาความมหัศจรรย์ของชีวิตกับแสงสว่างของชีวิตร่วมไปด้วย ก็จะเข้าใจดีขึ้นเป็นลำดับ

ผมได้บรรยายถึงเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับอันเกิดจากทางกาย ว่าเกิดจากอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบกับประสาทกายเข้า จึงทำให้กระทบภวังคจิต เมื่อการกระทบเช่นนี้เป็นอยู่เสมอๆ จากโรคต่างๆ ภายในร่างกาย เช่นแก๊สในการเพาะอาหารกระทบกับประสาทกาย (ภายในกระเพาะอาหาร) อยู่เรื่อยๆ นั่นก็คือการกระทบกับจิต จิตจึงได้พ้นจากความเป็นภวังค์หลับลงไปไม่สำเร็จ แม้ว่าจะง่วงแสนง่วง และอยากจะนอนให้หลับเป็นกำลังก็ตาม

การที่จะรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องค้นหาสมุฏฐานของโรคเสียให้ได้ก่อน การรักษาจึงจะถูกจุด และเกิดลู่ทางที่จะปัดเป่าโรคเหล่านั้นให้ลดน้อยหรือหายไปได้ เรื่องโรคนอนไม่หลับก็เหมือนกัน ถ้าเราค้นหาสมุฏฐานของโรคได้แล้ว เราจะได้แก้ไปตามความเป็นจริงของเหตุเกิดขึ้น ไม่ต้องมัวคอยดูผลที่ได้รับโดยการทดลองต่างๆ จนเกินไป

ในคราวที่แล้ว ผมได้แสดงถึงเหตุที่นอนไม่หลับอันเกิดจากภายนอก และต้นเหตุสำคัญที่สุดก็คือ มีอารมณ์มากระทบกับจิตมากเกินไปหรือบ่อยครั้ง และอารมณ์เหล่านั้นก็มาจากโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางกาย ต่อไปนี้ ผมจะได้แสดงถึงสาเหตุที่คนเราต้องเกิดโรคทางกาย แต่เนื่องมาแต่อำนาจจิต อันการศึกษาเรื่องโรคที่เป็นสาเหตุนี้ ก็เป็นทางหนึ่งของวิธีปฏิบัติเพื่อให้นอนหลับได้ง่ายนั่นเอง

คนโดยมากกลัวโรคนอนไม่หลับ และเห็นว่าโรคนอนไม่หลับ (ความจริงไม่ใช่โรค) นั้นเป็นภัยร้ายแรงแก่ชีวิตของตน ดังนั้นจึงได้หาวิธีการต่างๆ ที่จะแก้ไขด้วยการบังคับจิตให้สงบบ้าง ด้วยการกินยาให้นอนหลับบ้าง แต่การบังคับจิตนั้นไม่ใช่เป็นของง่าย และการกินยานอนหลับก็ไม่ใช่ว่าจะหลับสนิท และเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อกินบ่อยเข้าก็กลับให้โทษ บางทีก็ไม่มีผลอะไรเลย

การแก้ไขด้วยวิธีการต่างๆ เหล่านั้นเท่าที่ผมทราบ โดยมากแก้ไม่ตรงเป้าหมายเลย เหตุนี้ ผลจากการแก้จึงมีไม่มาก บางครั้งเมื่อบังคับให้นอนหลับไม่สำเร็จก็เลยเกิดโทสะ, เสียใจ, ทุกข์ร้อน ตามติดขึ้นมาด้วย อันจะเป็นเหตุให้เกิดอกุศลและทำให้การนอนหลับยากยิ่งขึ้นอีก

ในสมัยปัจจุบันนี้ คนที่เกิดขึ้นมามีมากเหลือเกิน ยิ่งในนครหลวงใหญ่ๆ เช่น ลอนดอน นิวยอร์ค อันเป็นเมืองหลวงของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มีพลเมืองนับ 10 ล้าน แม้ในกรุงเทพฯ ธนบุรี ก็ไม่เลว เรียกว่าอัดแอทีเดียว เพราะเวลานี้พลเมืองก็กว่า 2 ล้านเข้าไปแล้ว

การที่ผู้คนมากขึ้นเช่นนี้ ความยุ่งยาก สับสน ตลอดจนความวุ่นวายก็ตามมา ความเอารัดเอาเปรียบ ชิงดีชิงเด่นก็เกิดขึ้นมาก การต่อสู้เบียดเบียนกันเพื่อหวังให้ตัวเองมีชีวิตรอด เพื่อหวังให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ดีที่สุดที่จะดีได้ ก็จะเป็นไปอย่างสุดเหวี่ยง เมื่อความปรารถนานี้มีเหมือนๆ กัน ความขัดแย้งกันจึงได้เกิดขึ้น มนุษย์ต่อมนุษย์จึงต้องต่อสู้กันเองเป็นสามารถ ทางตรงบ้าง ทางอ้อมบ้าง ทางซื่อบ้าง ทางคดบ้าง

และก็ด้วยการต่อสู้ เอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียนกันอยู่ทั่วไปนี่เองที่ทำให้มนุษย์ต้องพาตัวเองตกไปอยู่ในขุมนรก ที่มนุษย์ด้วยกันเองช่วยกันสร้างขึ้น อำนาจความเห็นแก่ตัวที่เป็นไปอย่างรุนแรง ก็ย่อมขัดขวางความเมตตาปรานีมิให้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ดังนั้นในนครหลวงที่ผู้คนแออัด จึงมีคนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากจิตเห็นอันมาก มีคนเป็นโรคนอนไม่หลับเพราะจิตใจก็มิใช่น้อย ด้วยต้องคร่ำเคร่งและครุ่นคิดในการต่อสู้เพื่อดำรงชีวิตอยู่ ต่อสู้กับความผิดพ้องหมองใจซึ่งกันและกัน ด้วยอำนาจของความมักได้เห็นแก่ตัวของแต่ละฝ่ายอันมีอยู่ดาษดื่นทั่วไป และการฆ่าตัวตายก็เพิ่มเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นจนน่าวิตก

ซึ่งบุคคลส่วนมากเข้าใจกันว่าสังคมได้พัฒนาการขึ้น ประเทศชาติได้เจริญรุดหน้ามากยิ่งขึ้น บางประเทศถึงแก่ยกย่องตนเองว่า เป็นอารยประเทศ แต่ความจริงตรงกันข้ามต่างหาก หาได้เป็นดังนั้นไม่ เพราะเจริญแต่วัตถุเท่านั้นเอง

ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มา ชีวิตทั้งหลายได้สมบัติทางพันธุกรรมทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจสืบต่อกันมาเรื่อยๆ ไม่มีชีวิตใดในโลกที่มิได้สืบต่อๆ กันมา และวิวัฒนาการมาเป็นชั้นๆ ไม่มีชีวิตใดที่มิได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม และแน่นอนที่สุด ไม่มีชีวิตใดเลยที่ปราศจากเสียซึ่งเขี้ยวเล็บที่แดงฉานไปด้วยโลหิตด้วยการเอารัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัวเหมือนสัตว์ร้าย เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดปลอดภัยอยู่ได้ ฉะนั้นโลกนี้ทั้งโลกจึงเต็มไปด้วยความหิวกระหายอดโซ เต็มไปด้วยการแข็งขันรังแกกัน เต็มไปด้วยการใช้อำนาจเพื่อนำมาทำลายล้างกัน ใครมีความแข็งแรง มีเขี้ยวเล็บแหลมคม มีความเฉลียวฉลาด มีความว่องไวหรือเอาเปรียบผู้อื่นได้มาก ก็จะมีชีวิตรอดอยู่ได้

ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่ล่วงเลยความเป็นมนุษย์ป่าเถื่อนมานาน นับเป็นหมื่นปี มนุษย์ก็ได้พยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลงจิตใจและสังคมเสียใหม่ จนเวลานี้กล่าวกันอยู่ทั่วไปว่า โลกเจริญขึ้นแล้ว ชาติก็ได้ก้าวขึ้นมาจนเป็นชาติอารยะแล้ว ไม่มีวันที่มนุษย์จะหันหลังกลับไปสู่ความป่าเถื่อนนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดี แม้มนุษย์จะได้รับชัยชนะจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอันมากมาจนถึงบัดนี้ ทั้งกำลังเพียรพยายามที่จะพิชิตอวกาศ ชัยชนะที่ทำให้มนุษย์เห่อเหิมทะเยอทะยานทะนงตน แล้วประกาศว่าได้สร้างสรรค์ความเจริญให้แก่โลก ได้ก้าวห่างพ้นจากความเป็นสัตว์ป่ามาอย่างไกลลิบ

แต่ความจริงเราก้าวมาไกลกว่าสัตว์ไม่กี่ก้าว หรือบางทีเราย่ำเท้าอยู่อย่างเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะความประเสริฐสูงสุดของมนุษย์มิได้ขึ้นอยู่กับวิทยาการใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่อยู่ที่ความประพฤติ นั่นก็คือ ลดความเบียดเบียนกัน ลดความเห็นแก่ตัว เพิ่มความเมตตากรุณาให้มากขึ้น และช่วยกันสร้างสรรค์ให้มวลมนุษย์อยู่ร่วมกันได้โดยสันติทั่วกัน เหตุนี้ แม้มนุษย์จะได้ชัยชนะต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างงดงาม แต่มนุษย์ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยินแก่ความประพฤติ และแก่ความทะยานอยากของตนเอง แล้วความทะยานอยากนี้ก็นำเข้าไปสู่การเบียดเบียน และรบราฆ่าฟันกัน มนุษย์ต่างคนต่างก็ได้สร้างกองเพลิงขึ้นมาเผาผลาญมนุษย์ด้วยกันเองตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

เพราะความทะยานอยากอันไม่มีที่สิ้นสุดนี่เอง ที่ทำให้มนุษย์เหินห่างไปจากสัตว์เดรัจฉานไม่กี่ก้าว เราจะพิสูจน์ได้จากพฤติกรรมของมนุษย์เอง มนุษย์ได้จัดระบบการต่อสู้เพื่อแย่งกันกินอย่างสัตว์ป่ามาแก้ไขเสียใหม่ ไม่กระโดดเข้าตบกัดฟัดเหวี่ยงกันกินต่อหน้า ไม่เอานิสัยของสัตว์ป่าโผล่ออกมาให้เห็น หากแต่เอาระบบการต่อสู้แย่งกันกินอย่างสัตว์ป่าในยุคดึกดำบรรพ์มาจัดระเบียบเสียให้ทันสมัย

ความทะยานอยากอันแฝงประจำอยู่ในจิตใจ มิได้ถูกขัดเกลาให้ลดลงเลย ได้ส่งเสริมให้มนุษย์กระทำทุกประการ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งอันตนปรารถนานั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เท่าที่ปัญญาที่อบรมมาในทางเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัวจะอำนวยให้ ในทางตรงทางอ้อม ทั้งทางสุจริตหรือทุจริต เพื่อหากำไรจากหยาดเหงื่อและโลหิตสดๆ ของสัตว์เดรัจฉานและของมนุษย์ด้วยกันเอง ใครมีกำลัง ใครมีอำนาจ ใครได้ครอบครองไว้ซึ่งเศรษฐกิจ ก็จะใช้กันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลต่อบุคคล องค์การต่อองค์การ หรือประเทศต่อประเทศ

เหตุนี้เองผู้ที่ยังไม่เข้าใจชีวิตดีพอ หรือผู้ที่อ่อนแอ จึงต้องเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ และตกอยู่ภายใต้ขุมนรกอันร้อนระอุที่ตั้งอยู่ภายในเมืองมนุษย์ ด้วยทุกข์ระทมขมขื่นนานาประการ โดยฝีมือของมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้เจริญแล้วเป็นอารยชนแล้ว

การที่เราผู้คนชุลมุนวุ่นวาย และเดินกันขวักไขว่ไปมาอยู่ทุกๆ วันนั้น เราแน่แก่ใจอย่างหนึ่งว่า ส่วนมากเพื่อแสวงหากำไร แสวงหาอำนาจ ตลอดจนแสวงหาช่องโอกาสของตนในทางเศรษฐกิจ หรือพูดง่ายๆ ก็ว่า การแย่งกันกินนั่นเอง โดยการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน อันจะเป็นเหตุให้จิตถูกบีบคั้นทำให้เกิดความทุกข์ร้อนวุ่นวาย

คนสมัยนี้ทักทายปราศรัยกัน ถามถึงสารทุกข์สุกดิบกันน้อยลงทุกที แต่ได้ถามถึงประโยชน์และผลกำไรมากยิ่งขึ้น เขาจะหัวเราะด้วยเสียงอันดังเมื่อเอาเปรียบผู้อื่นได้มาก เมื่อมีผู้ใดเสียท่าตกเป็นเบี้ยล่างของเขา หรือเขาสามารถสูบเลือดออกมาได้ด้วยกลวิธีต่างๆ มีสักกี่คนที่ยอมเสียสละทรัพย์ที่หามาได้ และเหลือจากกินอยู่ใช้จ่ายแล้วสัก 1 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้งไป เอาไว้ช่วยเหลือคนอดอยากยากจนทุพพลภาพเป็นประจำ มีใครสักกี่คนที่มีอุดมการณ์อันสูงส่งที่จะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของมหาชนโดยมิได้มีผลประโยชน์อันมหาศาลแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

เรื่องของชีวิตเป็นเรื่องของทุกข์ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เราจะแก้ปัญหาชีวิตก็มีกินมีใช้ ให้มีความสมบูรณ์พูนสุขตามใจของเราไปจนตลอดชีวิตหาได้ไม่ เรื่องชีวิตเป็นเรื่องที่เราหนีไม่พ้น ในการเผชิญภัยต่างๆ ที่ล้อมอยู่โดยรอบกายและภายในกายของเราเอง เมื่อเช่นนี้เราก็ไม่ควรหนีชีวิต แต่เราควรจะสู้เพราะจะเป็นการน่าอับอายยิ่งนัก ที่เราจะพยายามหนีในสิ่งที่หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น เพราะชีวิตจะต้องสืบต่อไป (เกิดอีก) แต่ทว่าการต่อสู้อย่างโง่ๆ ไม่เข้าใจชีวิตเสียบ้างเลย ก็ย่อมเป็นการต่อสู้ที่น่าสงสาร เพราะแน่นอนว่าจะตกเป็นผู้ได้รับความทรมานจากเหตุการณ์ที่แวดล้อม และโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากจิตที่ได้ถูกบีบคั้น ตลอดจนโรคนอนไม่หลับที่จะครอบงำชีวิตอยู่ต่อไปอีก

เมื่อเหตุการณ์อันเกิดจากมนุษย์ภัยมาคุกคาม ทำให้เศรษฐกิจของครอบครัวขาดเสถียรภาพ ไม่มีงานทำ มีรายได้น้อย มีเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องกระทบกระเทือนใจ อันทำให้ต้องปวดศีรษะอยู่ทุกวัน ต้องป่วยเจ็บเรื้อรังอันเนื่องมาจากจิตที่ต้องใช้ความคิดแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้ตัวเองและครอบครัวพ้นจากความวิบัติ และเกิดโรคนอนไม่หลับอันมีสมุฏฐานมาจากเหตุที่ต้องทำการงานมาก หรือต้องครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดเป็นประจำ เมื่อเช่นนี้ ก็จำเป็นที่เราจะต้องแก้ปัญหาเหล่านั้นที่ต้นเหตุ และศึกษาให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของชีวิตก็เป็นทางที่จะบำบัดให้บรรเทาลงได้ทางหนึ่ง

ในสมัยก่อนที่วิชาแพทย์ยังไม่เจริญ คนเจ็บได้ถูกรักษาด้วยหยูกยาหรือไม่ก็ผ่าตัดแน่ละ ย่อมจะมีหายบ้าง ตายบ้าง และที่ไม่ตายแต่ไม่หายบ้าง ที่รักษาไม่หายเหล่านี้ มีอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่มีวันที่แพทย์จะรักษาให้หายได้เลย เพราะโรคที่เกิดแก่เขาเหล่านั้น เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากสมุฏฐานทางจิต แต่บรรดาแพทย์ทั้งหลายในเวลานั้นยังไม่เข้าใจในเรื่องของจิต จึงได้รักษากันแต่ในทางกายโดยตรงทางเดียว

ในปัจจุบันนี้ ย่อมเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในวงการของแพทย์ว่า มีโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นเป็นอันมาก แม้บางโรคจะเกิดขึ้น หรือเป็นขึ้นที่ร่างกาย แต่โรคเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพราะจิตใจเป็นต้นเหตุ ฉะนั้นแพทย์ที่ทำการรักษาในปัจจุบันจึงต้องซักถามประวัติของคนไข้เป็นการใหญ่ ถ้านายแพทย์สงสัยก็จะต้องซักถามไปถึงเรื่องส่วนตัว ความเป็นไปในครอบครัว และฐานะการเงินการทอง ตลอดจนสภาพแวดล้อม ทั้งสิ่งมีชีวิตที่คนไข้นั้นคลุกคลีอยู่

เมื่อมนุษย์ต้องมาพ่ายแพ้แก่ความทะยานอยากของตนเองเสียแล้ว มนุษย์ก็ขาดความเมตตากรุณาต่อกัน ดังนั้น จึงต่างก็เอารัดเอาเปรียบกันทุกๆ วิถีทาง ช่วงชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างสุดเหวี่ยง เพื่อช่วยให้ตนเองรอดและมีหลักประกันอันมั่นคงดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ จึงต้องคิดแล้วคิดอีกทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อจะหาทางเอาชนะกันให้จงได้ นั่นก็คือการแย่งกันกินด้วยอาศัยความคิดและสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถ

แต่แน่นอนละ ตลอดระยะเวลาเหล่านั้น ก็ย่อมมีเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้นมาเป็นอันมาก อุปสรรคที่มาขัดขวางก็มีมิใช่เล็กน้อย ความผิดพ้องหมองใจกันก็มีบ่อยๆ ความผิดหวัง ความเศร้าหมอง ความวิตกกังวล ก็ติดตามมาเป็นทิวแถว ด้วยเหตุนี้ คนที่อยู่ในเมืองหลวงหรืออยู่ในเมืองใหญ่ๆ จึงมีโรคที่เกี่ยวแก่จิตใจโดยตรง หรือโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกาย แต่มีสาเหตุเนื่องมาจากจิตใจทวีมากขึ้นๆ ไปตามจำนวนของพลเมือง

เมื่อพ่อบ้านแม่บ้านตกอยู่ในฐานะฝืดเคือง ครอบครัวขาดเสถียรภาพ แต่จำเป็นที่จะต้องเลี้ยงดูบิดามารดาหรือญาติที่ใกล้ชิด กับบุตรอีกหลายคนที่ยังไม่มีปัญญาหาเลี้ยงตนเองได้ จิตใจก็จะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก ต้องครุ่นคิดเป็นกังวลห่วงใยทุกข์ร้อน คิดวนไปเวียนมามากมายตัดสินใจไม่ได้เมื่อจิตใจตกอยู่ในความทุกข์ร้อนอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ อำนาจของความทุกข์ความกังวลใจเหล่านั้นเองก็จะหนุนเนื่องก่อให้เกิดเรื่องราวที่จะเกิดขัดแย้ง กระทบกระทั่งกับสามีภรรยาหรือคนในครอบครัวขึ้นได้ง่ายๆ และบ่อยๆ เหตุการณ์อันไม่สงบทำให้จิตใจขุ่นมัวเศร้าหมอง ก็จะตามติดกันมาเป็นทิวแถวซ้ำเต็มขึ้นมาอีก

พ่อบ้านแม่บ้านคนใดตกอยู่ในฐานะลำบาก ด้วยกำลังแรงของความปรารถนาที่จะก้าวหน้าในการเงิน ในวิชาความรู้ ในตำแหน่งหน้าที่มากจนเกินไป เพื่อจะให้ทันเพื่อนฝูง เพื่อจะได้ไม่อับอายขายหน้า หรือเพราะความจำเป็นบังคับ จึงต้องทำงานและคิดการงานหามรุ่งหามค่ำ เช่น เพราะเป็นครู ตื่นเช้าก็ต้องไปสอนวิชาให้แก่เด็กเกือบตลอดวัน กลางคืนก็ต้องออกสอนเป็นพิเศษเติมอีก หรือกลางวันไปทำงานกับบริษัทห้างร้าน แต่ได้เงินเดือนน้อย ฉะนั้นกลางคืนจึงต้องขับรถแท็กซี่อีกจนดึกจนดื่น

หรือเป็นนักธุรกิจการค้าหรือทำงานเกี่ยวกับวิชาการ ต้องคร่ำเคร่งอยู่กับงาน ต้องนั่งตรากตรำอยู่กับโต๊ะ ต้องใช้ความคิดมากติดต่อกันไป เหลือเวลาพักผ่อนน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคิดหรือการกระทำก็ดี ถ้ามากจนเกินไปแล้ว ก็ย่อมจะกระทบกระเทือนต่อสุขภาพอนามัยของจิต ถ้าหากว่าเป็นการงานที่ต้องรีบร้อน เพราะกลัวว่าจะไม่เสร็จหรือเป็นการงานที่ตนไม่ชอบแล้วขืนใจทำ โทษก็จะมีมากขึ้น

เมื่อพ่อบ้านขี้เมา เงินทองก็หมดเปลืองไปมาก ซ้ำฤทธิ์เมายังทำให้สามีดุร้ายมิได้คิดเมตตาปราณี ดุด่าเกรี้ยวกราดเอากับภรรยาไม่เว้นแต่ละวัน ภรรยาก็เฝ้าแต่กลืนน้ำตาต่างอาหาร ขมขื่นสุดจะทนทาน แต่ก็หาทางออกให้แก่ตนเองมิได้

หรือภรรยาเป็นคนปากร้ายดุด่าว่ากล่าวเอากับสามีหรือคนในบ้านอยู่เป็นเนืองนิตย์ ขี้บ่นจุกจิกวันหนึ่งนับจำนวนไม่ไหว สามีก็สุดแสนจะรำคาญ แต่เพราะบุตรก็มีอยู่ด้วยกันหลายคน จึงสู้จำทนหวานอมขมกลืนไปวันหนึ่งๆ หรือสามีไปมีภรรยาน้อย ภรรยาหลวงจึงต้องโศกเศร้าเหงาหงอย เฝ้าแต่ทุกข์ร้อนตรมตรอมใจ หรือสามีมีความระแวงภรรยาว่าจะไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเสียแล้ว เพราะเหตุพฤติกรรมบางอย่างของภรรยาส่อไปในทางนั้น จิตใจก็มีแต่สลดหดหู่ เร้าร้อนทุกข์ระทมอยู่เนืองๆ

เมื่อรักไม่สมหวัง เพราะคู่รักหนีหายหรือล้มตายไป เพราะมีปากมีเสียงกับเจ้านาย กับญาติ หรือคนที่รัก คิดแค้นผูกพยาบาทมาดร้ายจองเวรกับศัตรูคู่อาฆาต หรือการค้าขายต้องขาดทุนล้มละลาย หรือร่างกายบกพร่องพิกลพิการไม่สมประกอบก่อให้เกิดปมด้อยขึ้น หรือโชคชะตาจึงถึงฆาต พระราหูเข้าพระเสาร์แทรก ถูกกล่าวหาในความอาญาอุกฉกรรจ์ ต้องเข้าไปสู่ประตูที่ไร้อิสรภาพ ได้รับความลำบากอย่างสุดแสน

ในปัจจุบัน พ้นจากข้อสงสัยแล้วว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่มากระทบกระเทือนจิตใจอยู่อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ หรือเกิดความกังวลวุ่นวายทุกข์ร้อนมิได้หยุดหย่อน หรือต้องจำทนนั่งอยู่กับโต๊ะทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรือใช้ความคิดไปในทางหนึ่งทางใดมากจนเกินไป จะให้ผลร้ายแก่ร่างกายและจิตใจ

บุคคลเช่นนี้เสมือนกำลังเพียรพยายามปลูกเพาะเชื้อของพืชที่เป็นพิษร้ายให้แก่ร่างกายและจิตใจเข้าแล้ว เฝ้าแต่รดน้ำพรวนดินอยู่เสมอ โดยหารู้ไม่ว่าได้เพาะปลูกพืชอันเป็นพิษร้าย นับวันรากของพืชก็จะหยั่งลงลึกแล้วแตกใบแตกกิ่งก้านสาขาขึ้นมา เพราะจิตใจดังกล่าวนั้นสามารถทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวแก่จิตโดยตรงเกิดขึ้น หรือแสดงออกมาทางร่างกาย มีการป่วยเจ็บต่างๆ ดังได้กล่าวมานั้นได้ง่ายๆ

บุคคลเป็นอันมากไม่รู้สึกตัวว่าโรคบางอย่างที่เกิดขึ้นแก่ร่างกายของตนนั้น ก่อกำเนิดตัวของมันเองขึ้นมาจากจิตใจแท้ๆ โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง เพราะความวิตกกังวล ทุกข์ร้อน ซึ่งเกาะกินใจอยู่เสมอๆ นั้น ก่อให้เกิดโรคทางร่างกายขึ้นได้มากหลาย เริ่มตั้งแต่โรคเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงโรคใหญ่ๆ มีอันตรายมาก เช่น โรคปากนกกระจอก โรคฟันและโรคคอ ตาเป็นกุ้งยิง อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องเดิน ปวดท้อง ท้องอืดเฟ้อ-มีกรดมาก เนื้องอก แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ โรคขาดอาหาร เหน็บชา เป็นง่อย ปวดศีรษะ เรื่องเส้นประสาท ร่างกายอ่อนแอเปิดช่องให้แก่โรค เช่น เป็นหวัดอยู่เสมอ เจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้หยุด สามวันดีสี่วันไข้ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นโลหิตแตก ตลอดไปจนถึงวัณโรค

ตัวอย่างที่จะเห็นได้ง่ายๆ มีอยู่เป็นอันมาก เช่นคนในสมัยก่อนมีความเข้าใจว่ากระเพาะอาหารอยู่นอกเหนืออำนาจของจิต แต่ความจริงจิตใจมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่อย่างใกล้ชิด เว้นแต่มิได้สั่งงานได้โดยตรงเท่านั้น บางทีเมื่อเราบังเกิดความเสียใจ ตกอยู่ในความหวาดกลัว หรือเกิดความกังวล อาจจะทำให้ท้องเดินหรือท้องผูกขึ้นได้โดยง่าย

และในกรณีเช่นนี้กระเพาะอาหารจะมีโลหิตลดลงมาก ประสาทบังคับการย่อยจะอ่อนกำลังลง อาหารจะย่อยได้น้อย จะไม่หิว อาหารจะบูดเน่า ก่อให้เกิดท้องเสีย แม้จะมีอาหารกินบริบูรณ์ ก็อาจจะเป็นโรคขาดอาหารได้ เพราะย่อยได้น้อยร่างกายจึงทรุดโทรม การป่วยเจ็บต่างๆ จึงได้ตามมา จนเป็นอัมพาตหรือวัณโรคได้ เป็นต้น

บุคคลเป็นอันมากไม่ทราบว่า โรคต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว เกิดขึ้นมาได้เพราะมีต้นเหตุมาจากจิต ดังนั้น จึงได้อุตส่าห์รักษาตัวโดยยอมเสียเงินเสียทองไปเป็นอันมาก ซื้อหยูกยาสารพัด เปลี่ยนหมอบ่อยๆ เมื่อเปลี่ยนหมอเปลี่ยนยาก็ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่อาการก็หาได้ทุเลาลงจริงๆ ไม่ หรือเป็นๆ หายๆ ตามความขึ้นลงของจิตที่ผันผวนไปทุกๆ วัน แต่บางคนหายไปเอง เพราะเหตุการณ์ที่บีบบังคับจิตใจได้บรรเทาเบาบางลง หรือการงานที่ต้องตรากตรำคร่ำเคร่งนั้นหย่อนคลาย แต่บางคนไม่หายเลยไปจนตลอดชีวิต เพราะเป็นมาก และเป็นมาอย่างเรื้อรัง เช่นโรคหัวใจ โรคกระเพาะอาหารพิการ เป็นต้น

ตามสถิติที่ค้นได้ในต่างประเทศประจักษ์ว่า คนป่วยที่เป็นโรคทางร่างกายนี้ตามเมืองใหญ่ๆ คนป่วยทั้งหมด 5 ส่วน จะเป็นโรคทางร่างกายที่มีสาเหตุเนื่องมาจากจิต เสีย 3 ส่วน ทั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า คนป่วยทางร่างกายที่เป็นไปตามธรรมดามิได้เกี่ยวแก่จิตนั้น มีจำนวนน้อยกว่า และย่อมเป็นการแน่นอนว่า เมื่อโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกายเป็นได้ถึงดังนี้ คนที่เป็นโรคจิตโดยตรงก็คงมีไม่น้อยไปกว่ากันนัก ดังนั้น ท่านจะเห็นได้ว่า การไม่มีสุขภาพทางจิต ย่อมเป็นภัยร้ายแรงแก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากโรคที่เกี่ยวแก่ทางร่างกายดังได้กล่าวแล้ว ภาวะของจิตที่บุคคลบางคนบังคับไม่ได้ ก็ได้หันเหเตลิดออกไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับคนธรรมดา ในประเทศไทยมีคนเป็นโรคจิตประมาณ 22,000 คน (พ.ศ. 2506) มีโรงพยาบาลสำหรับรักษาคนเป็นโรคจิตอยู่ 5 แห่ง ตั้งอยู่ตามที่ต่างๆ กัน แต่ละแห่งมีคนไข้เป็นจำนวนมากจนรับไว้ไม่หมด อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่เหลือที่เป็นมากบ้างน้อยบ้าง รักษากันตามบุญตามกรรมในที่ต่างๆ เช่น ตามบ้าน ตามวัด อีกประมาณไม่ต่ำกว่า 20,000 คน คิดเฉลี่ยแล้ว คนในประเทศไทยจำนวน 1 คน ต่อคนดี 1,000 คน ซึ่งในจำนวนเช่นนี้ มิใช่จำนวนเล็กน้อยทีเดียว

แต่ในยุโรปและอเมริกามากยิ่งกว่านี้หลายเท่า เพราะมีประมาณ 1 คน ต่อพลเมืองที่ดี 200 คน สำหรับในกรณีนี้ ถ้าจะรวมกับโรคประสาทซึ่งยังมิได้แสดงอาการเป็นโรคจิตโดยตรงด้วยแล้ว ก็จะเพิ่มปริมาณมากกว่านี้อีกหลายสิบหลายร้อยเท่า

รายงานจากทางตำรวจฮ่องกงว่า พลเมืองในฮ่องกงทุกๆ 100,000 คน มีฆ่าตัวตายถึง 17 คน เมื่อ 10 ปีก่อน มีคนฆ่าตัวตายเพียง 100,000 คน ต่อ 2-5 คนเท่านั้น ในเกาะฮ่องกง สถิติการฆ่าตัวตายสูงกว่าในหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังเป็นรองประเทศญี่ปุ่นมาก คนที่ฆ่าตัวตายโดยมากเป็นคนไร้งาน หญิงรับใช้ กรรมการ และคนที่เป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งแน่ละย่อมเป็นคนที่จิตถูกบีบคั้นและเจ็บป่วยเรื้อรังอันเนื่องมาจากจิตรวมอยู่ด้วย

ในขณะนี้ตามสถิติปรากฏว่า การฆ่าตัวตายของพลเมืองประเทศเกาหลีใต้จะชนะโลกเสียแล้ว เพราะว่าฆ่าตัวตายเฉลี่ยแล้วทุก 28 คนต่อพลเมือง 100,000 คน แต่ประเทศฮังการีเขายังแย้งว่าจะช่วงชิงความเป็นใหญ่ในการฆ่าตัวตายไปจากเขายังไม่ได้ เพราะว่าในจำนวนนี้ประเทศของเขาก็ทำได้เหมือนกัน

นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน 2 คน คือ ดร.ชไนด์ และ ดร.ฟาร์เบอร์โรว์ ร่วมกันออกเผยแพร่ โดยสอบสวนจากญาติผู้ที่ตายแล้ว (ผู้ใกล้ชิด) และบันทึกต่างๆ ประมาณ 200 ราย วางหลักไว้ว่า ผู้ฆ่าตัวตายมักมีอายุระหว่าง 40 - 59 ปี ผู้ชายมากว่าผู้หญิง 3 เท่า พวกผิวขาวฆ่าตัวตายมากกว่าผิวสีอื่น 3 เท่า มีดกดื่นในเมืองมากกว่าในชนบท ผู้หญิงชอบกลืนยาพิษ ผู้ชายชอบใช้ปืนหรือสิ่งร้ายอื่นๆ

ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วโดยย่อตั้งแต่ต้น ท่านก็จะเห็นได้ว่าล้วนเป็นการแสดงถึงสาเหตุต่างๆ ที่จะกระทบกระเทือนต่อสุขภาพอนามัย และในประการสำคัญที่กล่าวในที่นี้โดยเฉพาะก็คือ กลายเป็นโรคนอนไม่หลับอย่างถาวร

เมื่อนอนหลับยาก หลับน้อย หรือหลับไม่สนิทอยู่เสมอๆ แล้ว ย่อมจะทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมยิ่งขึ้น ชีวิตก็จะตกอยู่ในความเร่าร้อนทรมาน ชะตาชีวิตถูกมหาภัยหลายประการคุกคาม ซึ่งจำเป็นที่จะต้องหาทางแก้ไขเสียโดยเร็ว แต่การแก้ไขการนอนไม่หลับนั้น จะต้องแก้ตามเหตุดังได้กล่าวมาแล้วด้วย ไม่ใช่ว่า เมื่อเป็นโรคหัวใจ เป็นโรคท้องอึดท้องเฟ้อที่เนื่องมาจากจิต อันจะก่อให้เกิดความฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับแล้ว เราก็ใช้วิธีทำให้จิตเกิดอานุภาพขึ้น หรือทำให้สมาธิให้เกิดความสงบขึ้น ซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ.

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com