Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป>>

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

8

อะแซหวุ่นกี้นำกองทัพกลับกรุงอังวะ

ฝ่ายพระเจ้ากรุงธนบุรีเห็นกองทัพพม่าเลิกกลับไปทางพิษณุโลกหมด  ก็จัดกองทัพตีพม่าที่ล้อมเมืองพิษณุโลกบ้าง  แต่ก็ตีค่ายพม่าไม่แตกสมพระราชประสงค์  ต่อมาพม่าได้ระดมตีกองทัพธนบุรีรุนแรงยิ่งขึ้น  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระราชดำริเห็นว่าข้าศึกมีกำลังมากนัก  จะตั้งต่อสู้อยู่ที่ปากพิงต่อไปจะเสียที  จึงให้ถอยทัพหลวงจากปากพิงลงมาตั้งมั่นอยู่ที่บางข้าวตอก แขวงเมืองพิจิตร เพื่อป้องกันรักษาเสบียงไว้  กองทัพที่ตั้งรักษาทางตามระยะก็ถอยตามกองทัพหลวงลงมาโดยลำดับหมดทุกกอง

            อะแซหวุ่นกี้สั่งให้ล้อมเมืองพิษณุโลกแน่นหนาและประชิดกำแพงเข้าไปเป็นลำดับ  และคอยตัดเสบียงอาหารของไทยไม่ให้ส่งเข้าไปในเมืองได้ ในเมืองพิษณุโลกก็ขัดสนเสบียงอาหารลงทุกที เจ้าพระยาทั้งสองจึงขออนุญาตทิ้งพิษณุโลก  แล้วตีแหกค่ายพม่าออกจากเมืองทางด้านตะวันออกพร้อมด้วยครอบครัวราษฏรไปตั้งรวมพลอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์

          อะแซหวุ่นกี้เมื่อทราบว่าไทยตีหักค่ายหนีไปได้ก็ยกกองทัพเข้าเมือง  ให้จุดเพลิงเผาบ้านเรือนและวัดวาอารามใหญ่น้อยทุกตำบล  ไล่จับผู้คนและครอบครัวซึ่งยังตกค้างอยู่ในเมืองและยังหนีไม่ทันเก็บเอาทรัพย์สินและเครื่องศัตราวุธต่าง ๆ  และตั้งทัพอยู่ในเมืองแล้วอะแซหวุ่นกี้จึงประกาศแก่นายทัพนายกองทั้งปวงว่า  “ไทยบัดนี้ฝีมือเข้มแข็งนัก  ไม่เหมือนไทยแต่ก่อนแล้ว  เมืองพิษณุโลกเสียครั้งนี้ใช่จะแพ้ฝีมือเพราะทแกล้วทหารนั้นหามิได้  เพราะเขาอดข้าวขาดเสบียงอาหารดอกจึงเสียเมือง  พม่าซึ่งจะมารบเมืองไทยสืบไปภายหน้านั้น  ถ้าแม่ทัพมีสติปัญญาและฝีมือแต่เพียงเสมอเราหรือต่ำกว่าเรา  อย่ามาทำสงครามที่เมืองไทยเลย  จะเอาชนะเขามิได้  แม้ดีกว่าเราจึงจะมาทำศึกกับไทยได้ชัยชนะ”

          เมื่ออะแซหวุ่นกี้ได้เมืองพิษณุโลกก็พอดีได้รับใบบอกว่าพระเจ้ามังระสิ้นพระชนม์  จิงกูจาราชโอรสได้ราชสมบัติ  มีรับสั่งให้อะแซหวุ่นกี้ยกทัพกลับ  อะแซหวุ่นกี้จึงรีบยกกองทัพกลับไป  กองทัพพม่ายังคงตกค้างอยู่ในไทยอีกสองกองทัพ  คือมังแยยางู่ คุมกองทัพหนึ่ง และละวะโบ่ คุมอีกกองทัพหนึ่ง  ต้องรบขับเคี่ยวกับไทยอีกหลายเดือน  และในที่สุดก็พ่ายแพ้หนีกลับไป  เหลือรี้พลกลับไปถึงพม่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  การสงครามคราวนี้ต้องรบกับพม่าแต่เดือนอ้าย พ.ศ.2318 ถึงเดือนสิบ พ.ศ. 2319  รวมเป็นเวลาถึงสิบเดือนจึงเลิกรบ  พม่าล้อมเมืองพิษณุโลกอยู่สี่เดือน  ฝ่ายพม่ายกมารบพุ่งเสียรี้พลเป็นอันมาก  ไม่สำเร็จประโยชน์ที่ยกทัพมา

          ครั้นอะแซหวุ่นกี้นำกองทัพกลับกรุงอังวะแล้ว  พระเจ้ากิงกูจากษัตริย์พม่าสั่งลงพระราชอาญาอะแซหวุ่นกี้ว่า “ควบคุมบังคับบัญชาทหารไม่เด็ดขาด และใช้ยุทธวิธีการรบที่เลว”  จึงให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่  แล้วเนรเทศออกจากเมืองหลวงและให้ประหารชีวิตแม่ทัพนายกองอีกหลายคน

 

ตีนครจัมปาศักดิ์

            ใน พ.ศ. 2319 พระยานางรอง  เจ้าเมืองนางรอง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของนครราชสีมาไปคบคิดกับเจ้าโอ เจ้าอิน และอุปฮาด เมืองนครจัมปาศักดิ์กระทำการกำเริบเป็นกบฏ  พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบจึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพยกกองทัพขึ้นไปยังเมืองนครราชสีมา  กองทัพหน้าจับตัวพระยานางรองได้ให้ประหารชีวิตเสีย  ส่วนเจ้าโอ เจ้าอิน และอุปฮาด ตั้งส้องสุมไพร่พลอยู่ ณ เมืองนครจัมปาศักดิ์  มีไพร่พลมากทั้งลาวและข่า  เจ้าพระยาจักรีจึงบอกราชการมากราบทูล  โปรดฯให้เจ้าพระยาสุรสีห์คุมทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือยกไปสมทบกองทัพเจ้าพระยาจักรีที่เมืองนครราชสีมา  กองทัพเจ้าพระยาทั้งสองยกไปตีเมืองนครจัมปาศักดิ์  เมืองโขง  และเมืองอัตปือได้  และจับเจ้าอิน เจ้าโอ และอุปฮาดได้ให้ประหารชีวิตเสีย  แล้วเกลี้ยกล่อมเขมรป่าดงเมืองตะลุง เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ และเมืองขุขันธ์มาสวามิภักดิ์ขึ้นกับไทยทั้งสี่เมือง  เมื่อกองทัพไทยกลับแล้ว  ทรงพระกรุณาโปรด ฯ ตั้งเจ้าพระยาจักรีเป็น  สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกพิลึกมหิมาทุกนคราระอาเดช

ตีเวียงจันทน์

          การตีเมืองเวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2321 นั้น มูลเหตุก็คือ พระวอ เสนาบดีเมืองเวียงจันทน์ (กรุงศรีสัตนาคนหุตหรือลานช้าง) เกิดเหตุวิวาทกับพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต (บุญสาร)  พระวอสู้ไม่ได้จึงพาสมัครพรรคพวกหนีออกจากเมืองเวียงจันทน์  ไปตั้งอยู่ที่ตำบลดอนมดแดง (อุบลราชธานี) แล้วส่งเครื่องราชบรรณาการมาขอเป็นเมืองขึ้นไทย  ครั้นต่อมาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตให้พระยาสุโพเป็นแม่ทัพยกพลมาตีดอนมดแดงจับตัวพระวอได้ให้ประหารชีวิตเสีย พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบก็ทรงพระพิโรธหาว่า  พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตดูหมิ่นไม่ยำเกรง  จึงโปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพหน้ากับเจ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์  กองทัพไทยยกไปชุมนุมไพร่พล ณ เมืองนครราชสีมา  สมเด็จเจ้าพระยากษัตริย์ศึกให้เจ้าพระยาสุรสีห์แยกทัพไปเกณฑ์พลเมืองเขมรต่อเรือรบ  แล้วให้ขุดคลองอ้อมหลี่ผียกกองทัพเรือขึ้นไปบรรจบทัพพร้อมกันที่เมืองเวียงจันทน์  กองทัพเจ้าพระยาทั้งสองตีได้หัวเมืองรายทางตลอดไป  เช่น เมืองนครพนม เมืองพะโค เมืองเวียงคุก เมืองพรานพร้าว และเมืองหนองคายเป็นต้น

          ครั้งนั้น  พระเจ้าร่มขาว เจ้าเมืองหลวงพระบางซึ่งเป็นอริอยู่กับพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต  ครั้นทราบว่าไทยยกทัพขึ้นไปตีที่เมืองเวียงจันทน์  ก็มาขออ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้นไทยและส่งกองทัพมาช่วยไทยตีเมืองเวียงจันทน์อีกทัพหนึ่ง  รบกันอยู่สี่เดือนเศษ  พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเห็นเหลือกำลังจะต่อสู้  ก็หนีออกจากเมืองพร้อมด้วยราชบุตรสององค์และข้าหลวงคนสนิทขึ้นไปทางเหนือ  กองทัพไทยก็เข้าเมืองได้จับได้ตัวอุปฮาด เจ้านันทเสน ราชบุตร บุตรี วงศานุวงศ์ สนมกำนัล และขุนนางทั้งปวง  ทั้งได้แต่งขุนนางไทยลาวไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองลาวทั้งปวงฝ่ายตะวันออกได้สิ้น

            เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกกองทัพกลับ  ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เมืองเวียงจันทน์มายังกรุงธนบุรีด้วย  พระเจ้ากรุงธนบุรีได้สร้างโรงไว้พระแก้วที่ข้างพระอุโบสถวัดแจ้งในพระราชวัง  ทั้งได้กวาดต้อนครอบครัวลาวชาวเมืองพระญาติวงศ์ของพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตและขุนนางทั้งปวงกับทรัพย์สิ่งของเครื่องศัตราวุธช้างม้ามาด้วยเป็นอันมาก

รบเขมรครั้งที่ 3

          ครั้นกองทัพกรุงธนบุรีกลับแล้ว  ดังได้กล่าวในการรบครั้งที่ 2 สมเด็จพระนารายณ์ฯ ก็ขอกองทัพญวนป้องกันตัวกลับมาตั้งแต่แพรกปรักปรัด  แต่กลัวไทยไม่กล้ามาอยู่เมืองบันทายเพชรอย่างเดิม  ฝ่ายพระรามราชาก็ตั้งอยู่ที่กำปอไม่กล้าไปอยู่เมืองบันทายเพชรด้วยกลัวญวน  หัวเมืองในกัมพูชาจึงแยกกันเป็นสองฝ่าย  ต่อมาราชวงศ์ญวนเสียแก่พวกกบฏไกเซิน  สมเด็จพระนารายณ์ฯ ไม่ได้อำนาจญวนอุดหนุนก็ว้าเหว่  จึงมาขอประนีประนอมจะยอมให้พระรามราชาครองกรุงกัมพูชา  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงทรงตั้งให้นักองนนท์เป็นสมเด็จพระรามราชาเจ้าเขมร  นักองตนเป็นมหาอุปโยราช  นักองธรรมเป็นพระมหาอุปราช  และประเทศเขมรก็เป็นเมืองขึ้นของไทยเหมือนอย่างเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแต่นั้นมา  ต่อมาถึง พ.ศ. 2323  ทางประเทศเขมรเกิดการจลาจลอีก  คือมีคนลอบฆ่ามหาอุปราช (นักองธรรม) ตาย  และมหาอุปโยราชเป็นโรคปัจจุบันตาย  เจ้าฟ้าทะละหะ (มู) และขุนนางหลายคนเข้าใจว่า  สมเด็จพระรามราชาแกล้งฆ่าเสียงทั้งสองคน  จึงคบคิดกันเป็นกบฏจับสมเด็จพระรามราชาไปถ่วงน้ำเสีย  แล้วไปเชิญนักองเอง บุตรนักองตน  ซึ่งมีพระชนม์เพียง 5 ขวบมาไว้ ณ เมืองบันทายเพชร (เมืองหลวง) เจ้าฟ้าทะละหะ (มู) จึงสำเร็จราชการแผ่นดินแทนนักองเอง  ภายหลังตั้งตัวเองขึ้นเป็นเจ้าฟ้ามหาอุปราช  แล้วไปฝักใฝ่กับญวน  แสดงว่าไม่ยอมขึ้นกับไทย  พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีรับสั่งให้เกณฑ์พลสองหมื่น  ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพใหญ่  ถืออาญาสิทธิ์  เจ้าพระยาสุรสีห์ เป็นแม่ทัพหน้า  พระเจ้าลูกยาเธอกรมขุนอินทรพิทักษ์  เป็นกองหนุน  พร้อมด้วยนายทัพ นายกองอื่น ๆ ไปตีประเทศเขมร  และมีรับสั่งว่า เมื่อตีประเทศเขมรได้  ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอภิเศกกรมขุนอินทรพิทักษ์เป็นเจ้าเขมรต่อไป  เจ้าฟ้าทะละหะรู้ว่ากองทัพไทยยกไปมากก็ตกใจกลัวมิได้สู้รบ  พาครอบครัวหนีไปเมืองพนมเปญ  ไปขอกองทัพญวนเมืองไซง่อนมาช่วยรบ  ฝ่ายไทยที่ได้เมืองบันทายเพชร เมืองกำพงสวาย และเมืองเสียมราฐ  กองทัพเจ้าพระยาสุรสีห์ยกตามเจ้าฟ้าทะละหะไป ณ เมืองพนมเปญ  กองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ยกหนุนไปตั้งอยู่ ณ เมืองบันทายเพชร  กองทัพไทยและญวนยังไม่ได้รบกัน  ก็พอดีสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทราบว่ากรุงธนบุรีเกิดจลาจล  จึงเลิกกองทัพกลับกรุงโดยด่วน

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com