Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป>>

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

10

พระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจและสังคม

            ภาวะเศรษฐกิจและสภาพสังคมไทยสมัยกรุงธนบุรี  เป็นผลสืบเนื่องมาจากความระส่ำระสายทางการเมืองในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา  สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม  โดยปกติราษฎรสามารถเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ด้วยการผลิตพืชผลทางเกษตรกรรม  และค้นหาทรัพยากรในท้องถิ่นใช้กันอย่างเพียงพอ  การซื้อขายแลกเปลี่ยนก็ทำกันบ้างตามความจำเป็น เช่น เพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้าต่างท้องถิ่น  หรือเพื่อการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยที่นอกเหนือจากความจำเป็นในชีวิตบางประการ  การค้าอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ  การค้าภายในอาณาจักร  แลกเปลี่ยนกันระหว่างเมืองต่อเมือง หรือหมู่บ้านต่อหมู่บ้าน  ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนกันระดับธรรมดาเพื่อยังชีพ  และอีกระดับคือการค้าระหว่างอาณาจักรโดยปกติสินค้าที่จะนำมาค้าแบบนี้ได้  มักเป็นสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่มีเกินพอที่จะใช้แล้ว

            ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา  ความวุ่นวายทางการเมืองภายใน  และการรุกรานของพม่าเป็นอุปสรรคสกัดกั้นให้ราษฎรไม่สามารถประกอบอาชีพได้เหมือนดังเก่า  ต้องถูกเกณฑ์แรงงานไปรบไม่มีเวลาเพาะปลูก  หรือต้องหนีไปซุกซ่อนตามป่าเขาเพราะเกรงภัยสงคราม  ดังนั้นทำให้ผลิตผลที่ผลิตได้ลดน้อยลง  เกิดภาวะขาดแคลนข้าวปลาอาหารโดยทั่วไป

            หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าไปแล้ว ราษฎรยิ่งต้องหนีกระจัดกระจายมากยิ่งขึ้น เพราะเกรงถูกจับตัวไปเป็นทาสเชลย  ประกอบกับสถานการณ์ทั่วไปไม่อาจก่อให้เกิดความปลอดภัยได้  แต่ละคนต้องรับผิดชอบชีวิตนเอง สภาพชีวิตทั่วไปจึงลำบากยากแค้นมาก ทั้งในด้านการรักษาชีวิตให้ปลอดภัยและการดำรงชีวิตให้อยู่รอด

            เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีทรงกอบกู้อิสรภาพได้สำเร็จแล้ว  งานสำคัญเฉพาะหน้าอีกประการหนึ่งได้แก่  การรวบรวมราษฎรให้กลับเข้ามาอยู่ในเมืองตามเดิม  เพื่อสร้างเมืองขึ้นมาใหม่  เพราะหัวเมืองต่าง ๆ ถูกพม่าตีแตกยับเยินไปทั้งสิ้น  สภาพเมืองกลายเป็นเมืองร้าง  จำเป็นต้องรวบรวมผู้คนให้กลับมารวมกันตามเมืองโดยเร็วที่สุด  เพื่อเป็นกำลังในการรวมอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่น  ส่วนราษฎรที่กระจัดกระจายหนีอยู่ตามป่าเขา  เมื่อทราบข่าวพม่าถูกขับไล่ออกไปแล้ว  ก็พากันกลับเข้ามายังเมืองหลวงอีกครั้ง  ส่วนราษฎรที่หลบหนีไปพึ่งพาอาศัยชุมนุมต่าง ๆ ที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ตามหัวเมืองทั่วไป  สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี  ทรงพยายามรวบรวมโดยการรวมชุมนุมต่าง ๆ ให้เข้ามารวมอยู่ในอำนาจทางการเมืองของพระองค์  โดยการทำสงครามรวมชุมนุมต่าง ๆ

 

            ปัญหาสำคัญที่สุดที่ต้องเผชิญต่อไปคือเกิดข้าวยากหมากแพง และที่สำคัญก็คือปัญหาขาดแคลนอาหาร  ดังที่นายฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปร ได้รวบรวมจากบันทึกเรื่องประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา “ราคาข้าวขึ้นสูงจนกลายเป็นสินค้าที่หายากในตลาด หัวเผือกหัวมันและพวกหน่อไม้เป็นอาหารสำคัญในภาวะอดอยากนี้  และคนส่วนมากถูกคุกคามจากโรคที่แปลก ๆ พวกคนป่วยความจำเสื่อมและพูดจาเลอะเลือนจนกลายเป็นคนเสียสติในระยะนี้อย่างง่ายดาย ซึ่งทำให้แผ่ขยายความร้ายแรงน่ากลัวของโรคได้ดีขึ้น  ความจำเป็นซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า  ไม่มีกฎหมายใดที่จะยอมให้พวกเขาละเมิดระเบียบแบบแผนได้”

          นอกจากนี้  มิชชันนารีฝรั่งเศสที่อยู่ในเมืองไทยช่วงเดียวกันนี้  ก็ได้บันทึกไว้ในประชุมพงศาวดารภาคที่ 39 ว่า “ค่าอาหารการรับประทานในเมืองนี้แพงอย่างที่สุด  เวลานี้ข้าวสารขายกันทะนานละ 2 เหรียญครึ่ง  คนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างนั้นถึงจะหมั่นสักเพียงไร  ก็จะหาเพียงซื้ออาหารรับประทานแค่คนเดียวก็ไม่พอ เมื่อเป็นเช่นนี้บุตรภรรยาจะเป็นอย่างไรบ้าง”  ยิ่งกว่านั้นยังประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติอีก  คือฝนไม่ตกตามฤดูกาล  คือ ฝนไม่ตกตามฤดูกาล  ทำให้นาข้าวที่หว่านแล้วเสียหาย  นอกจากนี้ก็มีตัวแมลงคอยกัดกินรากต้นข้าวและพืชผลต่าง ๆ จนไม่สามารถจะมีผลิตผลที่พอเพียงแก่การดำรงชีวิต  จึงเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุมทุกหนแห่ง  ประชาชนต้องถืออาวุธติดมืออยู่เสมอ

            ปัญหาการขาดแคลนอาหารร้ายแรงมากจนถึงล้มตายวันละหลายคน  ส่วนพวกที่เหลือก็ไม่มีพลกำลังที่เข้มแข็ง  นอกจากนี้เสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่มก็ขาดแคลนไปด้วย  ความขาดแคลนปัจจัย 4 อันเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตอย่างรุนแรงทำให้เกิดความสับสนอลหม่าน  สังคมไม่ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่เคยทำมา  ช่วงก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา คนที่มีทรัพย์สมบัติมากจะนำทรัพย์สมบัติไปยังที่ต่าง ๆ และที่วัด  ดังนั้น เมื่อคนอดอยากมากเข้าก็มีบางคนเข้าปล้นวัด  จับอาวุธขึ้นต่อต้านพระสงฆ์  ทำลายพระพุทธรูป พระเจดีย์ หรือสถานที่ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะมีทรัพย์สมบัติซ่อนอยู่  เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติในการประทังชีพ  ดังในประชุมพงศาวดารภาคที่ 39 กล่าวว่า  “พวกไทยด้วยความเชื่อถืออะไรของเขาอย่างหนึ่ง  ได้เอาเงินและทองบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปเป็นอันมาก  เงินทองเหล่านี้บรรจุไว้ในพระเศียรก็มี ในพระอุระก็มี ในพระบาทก็มี และตามพระเจดีย์ต่าง ๆ ได้บรรจุไว้มากกว่าที่แห่งอื่น…ในพระเจดีย์องค์เดียวเท่านั้น  ได้มีคนพบเงินถึง 4 ไห และทอง 3 ไห  ผู้ใดที่ทำลายพระพุทธรูปลงแล้วไม่ได้เหนื่อยเปล่าจนคนเดียว”

            การขุดทรัพย์สมบัติดังกล่าว  ช่วยต่ออายุให้ประชาชนบางคนได้  แต่ปัญหาการขาดแคลนอาหารเพราะไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้  ทำให้ทรัพย์สมบัติพวกเงินทองมีคุณค่าลดลง  ทองคำเป็นสิ่งที่หาง่ายจนถึงกับหยิบกันเล่นเป็นกำ ๆ  ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยถ่านและเศษทองแดง  วัดวาอารามและบ้านเมืองถูกขุดคุ้นจนพรุนไปหมด  อย่างไรก็ตาม การนำทรัพย์สมบัติออกมาใช้จ่ายครั้งนี้ก็เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจอยู่บ้าง  เพราะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงิน  จะเป็นประโยชน์ช่วงต่อมาเมื่อเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น  เริ่มมีผลผลิตพอที่จะติดต่อค้าขายกับต่างเมืองได้

            สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ โดย

          1. แก้ไขความอดอยากขาดแคลนเครื่องอุปโภค บริโภคของราษฎร

          2. บำรุงการค้าขายกับต่างประเทศ

            การแก้ไขความอดอยากขาดแคลนเครื่องอุปโภค บริโภคของราษฎร พระองค์โปรดให้จ่ายพระราชทรัพย์ซื้อข้าวสาร  ซึ่งพ่อค้าเมืองบรรทุกสำเภาเข้ามาขาย  แล้วแจกจ่ายให้ประชาชนทรงเปิดพระคลังหลวงเพื่อช่วยเหลือ  ดังในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า  “ทรงพระกรุณาแจกจ่ายอาหารแก่ราษฎรทั้งหลาย  ซึ่งอดโซอนาถาที่สีมามณฑลเกลื่อนกล่นกันมารับ  พระราชทานมากกว่าหมื่น  บรรดาข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนไทย-จีนทั้งปวงนั้นได้รับพระราชข้าวสารเสมอคนละถัง  กินคนละยี่สิบวัน  ครั้งนั้นยังหามีผู้ใดทำไร่นาไม่  อาหารกันดารนัก  และสำเภาบรรทุกข้าวสารมาแต่เมืองพุทไธมาศจำหน่ายถังละสามบาท สี่บาท ห้าบาทบ้าง  ทรงพระกรุณาให้ซื้อแจกคนทั้งปวง  โดยพระราชอุตสาหะโปรดเลี้ยงสัตว์โลกพระราชทานชีวิตไม่ได้อาลัยแก่พระราชทรัพย์”

          นอกจากทรงแจกจ่ายพระราชทรัพย์แก่ราษฎรแล้ว  ยังทรงปรับปรุงกฎระเบียบบางประการให้เหมาะสมและสะดวกยิ่งขึ้น  เช่น ทรงพิจารณาคำร้องเรียนของชาวต่างประเทศให้ขายผลิตผลที่ไม่มีในประเทศไทยด้วยเงินสด  วางระเบียบให้รัดกุมเพื่อป้องกันการคดโกง  ปรับปรุงกฎเกณฑ์ว่าด้วยความปลอดภัยของทรัพย์สินและของบุคคล  และทรงนำการใช้วิธีการลงโทษอย่างรุนแรงมาใช้กับผู้ทำการทุจริต  กำหนดพระราชบัญญัติเพื่อทรงใช้พระราชอำนาจอย่างเต็มที่  ซึ่งความเข้มงวดในเรื่องนี้เองก่อให้เกิดความไม่พอใจในเวลาต่อมา

            การที่พระองค์ช่วยเหลือโดยการหาซื้ออาหารและเครื่องอุปโภคแจกจ่ายแก่ราษฎร  ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้น  เพราะเมื่อพ่อค้าสามารถค้าขายได้ผลกำไรดี  ก็ทำให้เข้ามาค้าขายมากขึ้น  ประกอบกับเริ่มประกอบการผลิตขึ้นได้บ้าง  ทำให้บรรเทาความขาดแคลนไปได้  เมื่อสภาพเศรษฐกิจในเมืองดีขึ้น  ราษฎรที่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ เริ่มอพยพกลับเข้ามาอยู่ในเมือง  ทำให้บ้านเมืองเริ่มฟื้นฟูดีขึ้น  เพราะขุนนางสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดังเดิม  ราษฎรก็ทำไร่ไถนาได้บรรเทาความขาดแคลนลง  สังคมเริ่มดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ได้

            นอกจากนี้  พระองค์ยังทรงบำรุงการค้าขายกับต่างประเทศ  อันเนื่องมาจากการขาดแคลนเครื่องอุปโภค-บริโภคภายในประเทศ  อีกประการหนึ่ง การค้าขายจะสร้างผลกำไรให้ได้อย่างมาก  ดังนั้น  การสนับสนุนการค้าระว่างประเทศจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูสถานะเศรษฐกิจ  สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีทรงสนับสนุนการค้าสำเภา  ได้ส่งสำเภาหลวงออกไปทำการค้ากับนานาประเทศหลายทาง  เช่น ไปค้ากับจีน อินเดีย บางครั้งมีสำเภาหลวงส่งออกไป 11 ลำ  นอกจากนี้มีสำเภาจากต่างประเทศเข้ามาค้าขายกับกรุงธนบุรีจำนวนมาก เช่น สำเภาของชาวจีน ชวา  ผลกำไรจากการค้า  ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงดีขึ้น  ช่วยผ่อนภาระการหารายได้จากการเก็บภาษีอากรได้มาก

            เมื่อสถานการณ์ทั่วไปดีขึ้น  สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี  ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองอีกหลายอย่าง  สร้างความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ราษฎร  โดยการตัดถนนเพื่อสะดวกต่อการคมนาคม  โปรดให้ขุนนางทำนาปรังไว้บริโภคเอง  เพื่อจะได้ไม่ต้องไปแย่งข้าวจากราษฎรและช่วยบรรเทาความขาดแคลนได้ด้วย

            สภาพเศรษฐกิจและสังคมในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี  อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมากเมื่อต้นรัชกาล  พระองค์ทรงพยายามแก้ไขปัญหา ทั้งการบรรเทาความขาดแคลนโดยการแจกจ่ายอาหารและเครื่องใช้ที่จำเป็น  และทรงฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการค้าและสนับสนุนให้ทำการผลิต  เศรษฐกิจจึงค่อย ๆ อยู่ในภาวะที่ดีขึ้น  และมั่นคงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

            พระราชภาระในเรื่องการแก้ไขความอดอยากขาดแคลนของราษฎรดังกล่าวนี้  ได้ก่อให้เกิดความทุกข์กังวลขึ้นในพระราชหฤทัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นอันมาก  ถึงกับเคยออกพระโอษฐ์ตรัสว่า

            “บุคคลผู้ใดเป็นอาทิคือเทวดา  บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์มากระทำให้ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ขึ้น  ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้  แม้นผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง  ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้”

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com