เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>
ฝนหลวง
» พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับฝนหลวง
» กลยุทธการพัฒนาโครงการพระราชดำริฝนหลวง
» ความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง
โครงการฝนหลวงเกิดได้อย่างไร
"ฝนหลวง" เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตระหนักถึงความทุกข์ยากของราษฎร โดยเฉพาะเกษตรกรที่ประสบภาวะแห้งแล้งขาดแคลนน้ำอันเนื่องมาจากความผันแปรของฤดูกาล จึงได้มีพระราชดำริที่จะทำฝนเทียมขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498
ทำฝนได้จริงหรือไม่
การทำฝนเทียมนั้น สามารถทำให้เกิดฝนได้จริง เป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้สำนักฝนหลวงและการบินเกษตรได้ดำเนินโครงการวิจัยทรัพยากรบรรยากาศประยุต์ ระหว่างปี พ.ศ.2531-2537 และ พ.ศ.-2538-2542 จากโครงการนี้พบว่าการวิเคราห์ผลการปฏิบัติการทดลองทำฝนจาดเมฆเย็นซึ่งมีอุณภูมิที่ฐานสูงกว่า 16 องศาเซลเซียส สามารถเพิ่มปริมาณน้ำฝนได้สูงกว่าธรรมชาติถึง 125 % โดยเพิ่มพื้นที่การตกของฝนได้ 71% และทำให้ฝนตกยาวนานขึ้น 33 %
ขั้นตอนการทำฝนหลวง
ในการทำฝนหลวงปัจจุบัน มีกรรมวิธีในการทำฝน 2 กรรมวิธีคือ
- การทำฝนจากเมฆอุ่น
- การทำฝนจากเมฆเย็น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประดิษฐ์ภาพ ตำราฝนหลวง ด้วยคอมพิวเตอร์ แสดงขั้นตอนและกรรมวิธีการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน ให้กับนักวิชาการฝนหลวง
สภาพอากาศเช่นไรที่เหมาะกับการทำฝน
ในการทำฝนหลวงนั้น จะต้องมีการศึกษาสภาพข้อมูลอากาศ อุณหภูมิและความชื้นของบรรยากาศแต่ละระดับจะถูกนำมาคำนวณและวิเคราะห์ตามทฤษฎีทางอุตุนิยมวิทยา เพื่อหาสาเหตุที่ขัดขวางการก่อตัวของเมฆ เช่นปริมาณความชื้นต่ำเกินไป หรือบรรยากาศเกิดสภาวสมดุล (Stable) หรือเกิดชั้นของอุณหภูมิย้อนกลับ (Inversion) ขึ้นเป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องทราบถึงระดับความชื้นอิ่มตัว ระดับเมฆฝนเริ่มก่อตัว หรือระดับฐานเมฆฝน หรือระดับที่หยุดยั้งการเจริญเติบโตของยอดเมฆ ข้อมูลอื่นๆ ที่จะต้องนำมาประกอบได้แก่ สภาพภูมิประเทศ ลักษณะเมฆ ข้อมูลแผนที่อากาศ
ฝนหลวงมีการเลือกพื้นที่ในการทำงานอย่างไร
ในการกำหนดพื้นที่ทำงานนั้นทิศทางและความเร็วลมจะเป็นตัวกำหนดบริเวณหรือแนวพิกัดที่จะโปรยสารเคมี (ซึ่งจะต้องเป็นต้นลมที่พัดเข้าหาพื้นที่เป้าหมาย)เพื่อที่ฝนจะได้ตกลงสู่พื้นที่เป้าหมายได้อย่างถูกต้อง
ใช้สารเคมีใดทำฝน มีอันตรายหรือไม่ และมีผลกระทบกับธรรมชาติอย่างไร
สารเคมีที่ใช้ในการทำฝนเมฆอุ่นนั้น ปัจจุบันมีทั้งหมด 8 ชนิด ซึ่งอาจใช้ได้ในลักษณะเป็นลงละเอียด และเป็นแบบสารละลาย คุณสมบัติของสารเคมีที่ใช้ในส่วนใหญ่จะเป็นสารที่สามารถดูดซับความชื้นได้ดี และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณภูมิเมื่อสัมผัสกับน้ำหรือความชื้นในอากาศ ซึ่งเมื่อหมดปฏิกริยาแล้วยังทำหน้าที่เป็นแกนกลั่นตัวของเม็ดน้ำในอากาศ ผลของการกลั่นตัวนี้จะคายความร้อนแฝงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางไดนามิคส์ของมวลอากาศและเมฆอีกด้วย
สารเคมีที่โปรยเพื่อใช้ในการทำฝนหลวงนั้น จะเจือจางในบรรยากาศ และมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณฝน ดังนั้นน้ำฝนที่เกิดจากฝนหลวงนั้นจึงมีความบริสุทธิ์ไม่ต่างจากฝนธรรมชาติ และไม่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน
ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะทำให้ฝนตกได้
ระยะเวลาที่ใช้ในการทำฝนนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศว่ามีความเหมาะสมเพียงใด ซึ่งโดยปกติเมื่อเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่ขั้นตอนแรก "ก่อกวน" ซึ่งจะเริ่มในตอนเช้าเพื่อเป็นการก่อเมฆ และเมื่อเมฆก่อตัวจึงปฏิบัติการขั้นตอนต่อไปคือ"เลี้ยงให้อ้วน" และ "โจมตี" ซึ่งโดยปติแล้วจะเริ่มปฏิบัติการและก่อให้เกิดฝนตกได้ในตอนบ่าย
ฝนหลวงขึ้นอยู่กับหน่วยงานใด
ถ้าเกิดสภาพแห้งแล้งจะสามารถติดต่อขอฝนได้ที่ใด หน่วยงานที่รับผิดชอบ โครงการพระราชดำริฝนหลวง คือ สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การติดต่อขอฝนนั้นสามารถติดต่อได้ที่สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร หรือหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในจังหวัดต่างๆ โดยตรง
การขอฝนหลวงต้องทำอย่างไร
การกรอกแบบฟอร์มขอสนับสนุนการทำฝนหลวงจากทางเว็บไซต์ เข้าไปที่หน้าแรกของเว็บฝนหลวงแล้วคลิกที่ "ขอสนับสนุนการทำฝนหลวง"
การติดต่อโดยตรง
การออกปฏิบัติการช่วยเหลือแต่ละครั้ง จะดำเนินการเมื่อได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มเกษตรกร , สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร , ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือประสานงานโดยตรงกับคณะปฏิบัติการฝนหลวง
หลักเกณฑ์การพิจารณา
- จำนวนพื้นที่พืชผลทางเกษตรกรรม จะต้องไม่น้อยกว่า 200,000 ไร่
- ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อพืชผลเกษตรกรรมในพื้นที่ใกล้เคียงที่ไม่ต้องการน้ำ


