Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

วิถีคิด วิถีเชื่อ แบบตะวันออก - ตะวันตก

ความหมายของวิถีตะวันออก วิถีตะวันตก
แหล่งเกิดวิถีความคิดและความเชื่อแบบตะวันออก
แหล่งเกิดวิถีความคิดและความเชื่อแบบตะวันตก
ลักษณะแห่งวิถีเชื่อทางศาสนา
วิถีเชื่อทางศาสนาของชาวตะวันออก
ลักษณะแห่งวิถีคิดและวิถีเชื่อแบบตะวันตก
ลักษณะแห่งวิถีเชื่อทางศาสนา
ความสำคัญของวิถีคิดวิถีเชื่อแบบตะวันออกและตะวันตก
ความสำคัญของวิถีเชื่อทางศาสนา

ความสำคัญของวิถีเชื่อทางศาสนา

วิถีแห่งความเชื่อทางศาสนา มีสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในโลก อาจประมวลกล่าวได้ ดังนี้

๑) หลักคำสอนทางศาสนา เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและวิธีการคิดของบุคคลในสังคม บุคคลเกิดมาในชุมชน นับถือศาสนาใด เขา/เธอก็จะมีพฤติกรรมคล้าย ๆ กันกับบุคคลอื่นที่นับถือศาสนาเดียวกัน และมีความคิดอ่านไปตามคำสั่งสอนของศาสนานั้น ๆ เช่น ชาวฮินดูก็จะเชื่อเป็นแบบชาวฮินดู ชาวพุทธก็จะมีความพฤติกรรมและความคิดอ่านเป็นแบบพุทธ คือ ไม่เชื่อในพระเจ้า เชื่อกรรม ละเว้นบาป ทำบุญสร้างกุศล ทำวัตรสวดมนต์แบบพุทธ หรือชาวคริสต์ก็จะมีความประพฤติและความคิดอ่านแบบคริสต์ เช่น นิยมไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ มีความเชื่อในพระเจ้าและบาปกำเนิด (original sin) เป็นต้น

๒) วิถีเชื่อทางศาสนาในฐานะเป็นสถานบัน ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนและศาสนิกชนของศาสนานั้นๆ และมีบทบาทสำคัญในการนำหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนามาใช้อบรมสั่งสอนบุคคลผู้เลื่อมใสศรัทธาในด้านต่าง ๆ เช่น การปฏิบัติตน การศึกษา การพัฒนาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และบุคลิกภาพ การส่งเสริมสติปัญญาและความรอบรู้ในเรื่องชีวิตและการแก้ปัญหาชีวิต ๓) วิถีเชื่อทางศาสนามีบทบาทสำคัญในการทำให้บุคคลมีที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวด้านจิตใจ มีแนวปฏิบัติเพื่อความสำเร็จในสิ่งพึงปรารถนา และแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีความสำคัญในการให้หลักเกณฑ์และแนวทางประพฤติปฏิบัติดีที่เป็นศีลธรรมและจริยธรรม อันนำมาซึ่งความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคม

๔) วิถีเชื่อทางศาสนาในฐานะเป็นเรื่องของจิตใจและอารมณ์ มีอิทธิพลในการจูงใจและผูกใจคนไว้ ได้อย่างแนบแน่น ให้ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของศาสนา โดยอาศัยศรัทธาและอ้างอำนาจลึกลับบางอย่างที่อาจบันดาลให้เกิดสุขหรือทุกข์แก่บุคคลได้

๕) วิถีเชื่อทางศาสนา มีอิทธิพลต่อการยึดเหนี่ยวสังคมชุมชนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีสาเหตุมาจากผู้คนยึดมั่นในคำสั่งสอนเดียวกันประกอบพิธีกรรมร่วมกัน ทำให้ผู้คนในสังคมนั้นๆ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สามัคคีกันได้

๖) วิถีเชื่อทางศาสนา เป็นวัฒนธรรมที่ผู้คนใช้เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต ในสังคมใด ถ้าผู้คนให้ความนับถือศาสนาใด พฤติกรรมของคนในสังคมนั้นก็จะแสดงให้ปรากฏตามหลักคำสั่งสอน ตามพิธีกรรมที่ตนประกอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งวิถีชีวิต จึงส่งผลสะท้อนให้ผู้ที่เชื่อแสดงออกต่อความรู้สึกและความเชื่อของตนมาทางศิลปะ วรรณกรรม คติธรรม และขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี

๗) วิถีเชื่อทางศาสนา มีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมและสร้างสรรค์ให้เกิดผลงานมีค่าในด้านศิลปะและวัฒนธรรมแก่สังคม สิ่งที่กล่าวนี้จะเห็นได้ที่ว่า สิ่งก่อสร้างที่นับว่ายิ่งใหญ่และอัศจรรย์ ส่วนใหญ่เป็นศิลปะหรือสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับศาสนาหรือความเชื่อ วัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมมีฐานที่มาจากศาสนาหรือความเชื่อของผู้คนเป็นส่วนใหญ่

 

เราได้เห็นแหล่งเกิดของวิถีคิดวิถีเชื่อแบบตะวันออกและตะวันตกแล้วว่า การมีแหล่งเกิดและฐานคิดฐานเชื่อที่แตกต่างกัน จึงนำไปสู่การมีมุมมองที่แตกต่างกัน มีวิถีคิดและวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างคนตะวันออกกับคนตะวันตก ซึ่งฐานคิดและฐานเชื่อ ณ ที่หนึ่งอาจเกิดความไม่เหมาะกับอีกที่หนึ่ง หรือการนำเอาวิถีคิดวิถีเชื่อตะวันออกหรือตะวันตกไปใช้คิดและปฏิบัติ ณ อีกที่หนึ่งอาจเหมาะสม แต่กับอีกที่หนึ่ง อาจไม่เหมาะสมก็ได้ ดังนั้น วิถีคิดวิถีเชื่อแบบตะวันออก จึงอาจจะเหมาะกับคนตะวันออก วิถีคิดวิถีเชื่อแบบตะวันตก ก็อาจจะเหมาะกับคนตะวันตก แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าบุคคลมีความเห็นว่าวิถีคิดวิถีเชื่อไหนดี ก็น่าจะเลือกนำเอามาปฏิบัติประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับถิ่นแห่งที่ของตน มิใช่นำเอามาใช้ทั้งทุกอย่างทุกประการ อาจจะก่อให้เกิดปัญหาบางอย่างตามมา เช่นกรณีที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจแบบฟองสบู่แตก ก็เพราะนำเอาแนวคิดแบบเสรีนิยมและทุนนิยมแบบฝรั่งมาใช้ โดยไม่มองถึงวิถีคิดทางปรัชญาแบบตะวันออกเดิมของไทย จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องตรัสให้คนไทยหันกลับมาดูฐานคิดเดิมของตน มาสู่วิถีคิดแบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่ผสมผสานแนวคิดที่เหมาะสมระหว่างวิถีตะวันออกและวิถีตะวันตก นั่นก็คือ ยืนหยัดอยู่ในแนวทางสายกลาง โดยต้องรู้จักประมาณตน ต้องมีเหตุผล และต้องมีภูมิคุ้มกันดี โดยถูกกำกับด้วยเงื่อนไขแห่งความรู้และคุณธรรม และด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ฉลาดจึงควรจะเลือกนำเอาส่วนดีแห่งวิถีคิดวิถีเชื่อแบบตะวันออกและตะวันตกมาปรับใช้กับวิถีคิดวิถีเชื่อของตนอย่างเหมาะสม กล่าว คือ ของเก่าที่ยังดีอยู่และยังใช้ได้ผลดีกับวิถีชีวิตของตนอยู่ ก็น่าจะยังคงปฏิบัติรักษาไว้ให้คงอยู่ต่อไป การนำเอาส่วนดีของวิถีอื่นที่เห็นว่าดีกว่าหรือน่าจะมีประโยชน์กว่าของเก่ามาปรับใช้ให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น คนจีนมีวิถีคิดและวิถีเชื่อแบบเต๋าและขงจื้ออยู่ก่อนแล้ว เมื่อพุทธศาสนาแบบมหายานจากอินเดียเข้ามาสู่ประเทศจีน คนจีนก็รู้จักที่จะปรับความเชื่อใหม่คือพุทธศาสนาแบบมหายานที่เข้ามาใหม่นั้นให้เข้ากับวิถีคิดวิถีเชื่อเดิมของตน โดยไม่ละทิ้งสิ่งที่มีอยู่เดิมของตนไปทั้งหมด แต่เลือกปฏิบัติไปในรูปแบบใหม่ที่ดีก็รับเข้ามา ส่วนของเดิมที่ยังดีอยู่ก็ใช้เป็นแนวปฏิบัติต่อไป

อย่างที่ผู้เขียนได้เอ่ยเกริ่นไว้ในหัวข้อ “เกริ่นนำ” แรกเริ่มต้นแล้วว่า ทั้งวิถีคิดวิถีเชื่อแบบตะวันออกและแบบตะวันตก ล้วนมีข้อดีข้อเสียอยู่ในตัวเอง ขณะที่วิถีตะวันออกเน้นหนักไปที่ด้านจิตใจ ย่อมบกพร่องทางด้านวัตถุ แต่ขณะเดียวกันวิถีตะวันตกที่เน้นหนักไปในด้านวัตถุ ก็ย่อมบกพร่องในด้านจิตวิญญาณ การมุทะลุดึงดันคิดและปฏิบัติไปแบบสุดโต่งทางการคิดและการปฏิบัติ ย่อมต้องมีความบกพร่องบางอย่างเกิดขึ้นตามมา ไม่ในระยะสั้นก็ในระยะยาว

การศึกษาวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยปัจจุบันเกือบทุกแห่งทั่วโลก แม้ว่าจะศึกษาเน้นไปที่ปรัชญาตะวันออก แต่ก็ต้องศึกษาปรัชญาตะวันตกควบคู่ไปด้วย เพื่อเสริมเติมเต็มแนวคิดให้สมบูรณ์ มิอาจเว้นไม่ศึกษาได้ ขณะเดียวกันเมื่อศึกษาเน้นหนักไปที่ปรัชญาตะวันตก ก็มิอาจเว้นไม่ศึกษาปรัชญาตะวันออกควบคู่ด้วยได้เช่นกัน เพราะถ้าไม่รู้แนวคิดอีกสายหนึ่งของโลกแล้ว ก็ทำให้แนวคิดที่รู้อยู่เพียงสายเดียวนั้นมีความบกพร่องไป ไม่สมบูรณ์ ด้วยว่าวิถีคิดทั้ง ๒ สาย ต่างเสริมข้อดี อุดข้อด้อยกันและกัน คนที่ฉลาดมองเห็นข้อดีข้อเสียแห่งวิถีคิดวิถีเชื่อแบบตะวันออกและตะวันตกแล้ว ควรศึกษาให้รู้ดีทั้ง ๒ วิถี แล้วเลือกเอาส่วนดีนำมาปรับประยุกต์ปฏิบัติใช้กับชีวิตตนให้เหมาะสม เกิดความสมดุลทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ แบบไม่สุดโต่ง น่าจะดีกว่าการสุดโต่งแบบดึงดันไป โดยคิดว่าของๆ ตนเท่านั้นดีกว่าของๆ คนอื่น พระพุทธเจ้าเองก็ได้เป็นตัวอย่างและสอนเรื่องนี้ไว้ในแนวคิดทางสายกลาง ว่าต้องหลีกเลี่ยงไม่ข้องแวะทางด้านตึงเคร่งครัดเกินไป และด้านย่อหย่อนยานเกินไป แต่ให้เลือกปฏิบัติแบบสายกลาง ที่พอเหมาะ พอดี พอเพียง เป็นกลาง เป็นดีที่สุด

การศึกษาวิถีเชื่อทำให้รู้ว่า บุคคล ๒ ขั้วโลกนับถือศาสนาต่างกัน แม้แต่ในขั้วโลกเดียวกัน ก็ยังมีคนที่นับถือต่างศาสนากันออกไปอีก บุคคลในสังคมหนึ่งๆ เชื่ออย่างไร ก็จะแสดงพฤติกรรมทางความเชื่อออกมาอย่างนั้น ๆ ตามสิ่งที่ตนเชื่อถือ ความเชื่อเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่ม มิอาจห้ามกันหรือบังคับกันได้ นี้ใช่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับความเชื่อ แต่สิ่งที่สำคัญที่ควรระวังไว้ในการเกี่ยวข้องกับความเชื่อ ก็คือ การที่บุคคลเชื่อแล้วนำความเชื่อของตนมารุกรานคนอื่นข่มคนอื่น ขับไล่เข่นฆ่าคนอื่น โดยคิดว่าสังคมนี้ต้องกลุ่มที่เชื่อเหมือนกับตนเท่านั้นอยู่ได้ คนที่เชื่อต่างจากตนต้องออกไปจากสังคม ในทุกสังคมของโลกปัจจุบันในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการติดต่อสื่อสารกันฉับไวนี้ ต้องมีการติดต่อสมาคมกันกับผู้คนหลายกลุ่มที่มีความเชื่อหลากหลาย สังคมมีความเป็นไปแบบพหุลักษณ์ที่มีความหลากหลายทางความเชื่อและหลากหลายทางความคิด ไม่อาจจะมีอยู่เฉพาะกลุ่มคนคิดเชื่อเหมือนกันทั้งหมดได้อีกต่อไป จึงควรต้องมีการปรับตัว ศึกษาเรียนรู้ถึงความสำคัญของวิถีคิดทางปรัชญาและวิถีเชื่อทางศาสนาของคนอื่น แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสังคมตน ผู้คน โดยไม่สุดโต่งไปในแต่เฉพาะกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ โดยการอ้างว่า กลุ่มของตนมีมากกว่า โดยไม่คิดคำนึงถึงกลุ่มคนส่วนน้อยที่คิดเชื่อต่างในสังคม การทำแบบสุดโต่งทางความคิดและความเชื่อ นำไปสู่การแตกแยกระหว่างกัน เป็นการเสียความสมานฉันท์ คงไม่มีใครคิดใครอยากให้เกิดมีตัวอย่างเช่นภาคใต้ของประเทศไทยแพร่กระจายไปทั่วใช่หรือไม่? ฉะนั้น บุคคลจึงควรคำนึงอยู่เสมอว่า การรู้เขารู้เรา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นกลาง ดีที่สุด

หนังสืออ้างอิง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com