ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

คู่มือดับทุกข์

  • จงจำไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดจะมาทำให้ท่านเป็นทุกข์ได้ นอกจากความคิดผิดๆของท่านเอง ถ้าคิดผิด ท่านจะเป็นทุกข์ ถ้าคิดถูกท่านก็จะไม่เป็นทุกข์
       
  • จงอย่าเชื่อสิ่งงมงายไร้เหตุผล เช่น เมื่อมีทุกข์ หรือเรื่องไม่ดีที่ไม่ปรารถนาขึ้น ก็ไปบนเจ้าที่เจ้าทาง ไปไหวจอมปลวก ไหว้ต้นไม้ใหญ่ ฯลฯ ปรารถนาจะให้วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านคิดว่ามีจริงในสถานที่เหล่านั้น ให้มาช่วยท่านพ้นทุกข์อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความงมงาย จงละเลิกมันเสีย เพราะมันจะทำให้ท่านสิ้นเปลืองทรัพย์สินและเวลาโดยเปล่าประโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้เชื่อในสิ่งเหล่านี้
        
  • จงรู้ความจริงว่า เรื่องที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจนี้ เป็นธรรมชาติธรรมดาที่มีอยู่ในโลกนี้ บางทีท่านก็ได้ตามที่ปรารถนา บางทีก็ไม่ได้ดังปรารถนา มันเป็นของธรรดาอยู่อย่างนี้ อย่าไปตื่นเต้นดีใจเสียใจกับมัน
      
  • ตลอดเวลาที่ท่านกำลังทำกิจการงานอะไรอยู่ จงน้อมจิตให้มองเห็นความสงบที่ท่านเคยพบในการฝึกสมาธิ และจงมองเห็นความเปลี่ยนแปลง ของทุกสิ่งทุกอย่างภายนอก จงแยกมันให้ออกว่า สิ่งหนึ่งคือจิตอันสงบของท่าน ส่วนอีกสิ่งหนึ่งคือสิ่งปรุงแต่งของโลก สิ่งทั้ง 2 นี้มันแยกกันอยู่โดยธรรมชาติของมัน
       
  • ถ้าท่านไม่มองหาความสงบ แต่หันไปอยากได้อยากดีกับสิ่งภายนอก จิตของท่านจะสับสนวุ่นวาย และเป็นทุกข์ แต่ถ้าท่านมองเห็นความสงบของจิต และควบคุมจิตไม่ให้ไปอย่ากได้ใคร่ดี ทะเยอทะยานไม่รู้จักพอนี้ จิตของท่านก็จะสงบเย็นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าท่านจะ ยืน นอน นั่ง เดิน หรืออยู่ที่ใดก็ตาม ไม่ว่าท่านจะเป็นคยรวยหรือยากจนสักเพียงใด   จิตของท่านก็จะไท่เป็นทุกข์ เพราะการฝึกจิตด้วนวิธีนี้
  • จงใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งปัญญานั้น หมายถึงความมีสติที่รู้จักประคับประคองจิต ให้สะอาดอยู่เสมอ รู้จักทำจิตให้ปล่อยวาง ทำจิตให้โปร่งเบา รู้เท่าทันว่า อะไรถูกอะไรผิด ถ้าผิดท่านจะไม่ทำไม่พูด ถ้าถูกท่านจะทำจะพูด และรู้จักพิจารณาว่าหน้าที่ที่ท่านจะทำสิ่งนั้นๆ คืออะไร แล้วก็ทำให้ดีที่สุด พยายามแก้ไขปัญหานั้นให้สงบไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรมและถูกต้องที่สุด โดยไม่เห็นแก่ตัว วิธีนี้จะทำให้ปัญญาของท่านคมชัด และไม่มีความทุกข์อยู่ในจิตเลย
       
  • ท่านต้องรู้ว่า คนส่วนมากในโลกนี้เขามีกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง ดังนั้นบางทีเขาก็คิดถูกทำถูก แต่บางทีก็คิดผิดทำผิด บางทีก็โง่บางทีก็ฉลาด เพราะฉะนั้น ท่านจะต้องอภัยให้เขา ค่อยๆพูดกับเขา ไม่ด่าว่ากล่าวรุนแรงกับเขา ท่านจะต้องใช้ปัญญาของท่านเข้าไปสอนเขา ไปชักจูงให้เขาเดินในทางที่ถูกต้อง นี่คือหน้าที่ของผู้มีปํญญา ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนโง่ ที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นจำนวนมากมหาศาล ผลที่ได้รับก็คือ ท่านจะเป็นคนที่มีจิตใจเยือกเย็น และน่าเคารพกราบไหว้ของคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านจะไม่เป็นทุกข์ร้อนเลย แม้ว่าจะพบเห็นหรือเกี่ยวข้องกับคนมากมาย หลายประเภทในโลกนี้อยู่เสมอ
      
  • การพิจารณาอย่างต่อเนื่อง แม้ในตอนที่ไม่ได้นั่งสมาธิอยู่อย่างนี้ คือการปฎิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา ซึ่งปัญญานั้นสูงสุดก็คือการรู้จักปล่อยวาง ไม่แบกหามภาระใดๆ มาไว้ในใจจนนอนไม่หลับ และเป็นทุกข์นั่นเอง
      
  • จงจำไว้ว่า การฝึกสมาธินั้น แท้จริงแล้วท่านทำเพื่อให้เกิดปัญญา ซึ่งปัญญานั่นเองที่ทำลายความทุกข์ทางใจให้หมดสิ้นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ใช่แค่เพียง การอ้อนวอนอธิษฐานเอาอะไรๆ ตามใจตัวเอง
       
  • จงตั้งใจไว้ว่า ถ้าจะรู้สึกเป็นทุกข์หงุดหงิดเมื่อไร ท่านจะสลัดมันทิ้งเมื่อนั้น ท่านจะไม่เก็บไว้ในใจ ถ้าท่านสลัดอารมณ์ไม่ดีให้หลุดได้เมือใด ท่านก็จะรู้แจ้งธรรมะเมื่อนั้น ท่านจะหมดทุกข์เมื่อนั้น ท่านจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตท่าน ในนาทีที่ท่านสลัดอารมณ์หงุดหงิดไม่สบายออกไปจากใจได้
       
  • ในตอนเจ็บไข้ได้ป่วย จงอย่าคิดอยากจะหายจากโรคนั้น แต่จงคิดว่า ท่านจะรักษาไปตามเรื่องของมัน บางทีก็หายบางทีก็ไม่หาย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ท่านไม่เป็นโรคนี้ ท่านก็ต้องตายอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่จำเป็นจะต้องเสียใจ หรือหวาดกลัวต่อโรคนั้น
      
  • จงตามดูความรู้สึกภายในจิตอยู่เสมอ ถ้าจะวิตกกังวลให้ตัดทิ้งเลย ถ้าจะหงุดหงิดให้ตัดทิ้งเลย ถ้าจะห่วงอะไรให้ตัดทิ้งเลย ถ้าทำอย่างนี้อยู่เสมอ ปัญญาของท่านจะเต็มเปี่ยมอยู่เสมอในจิต นี่แหละคือทรัพย์อันประเสริฐสุดในชีวิตท่าน และสิ่งเลวร้ายต่างๆ ก็จะสลายตัวไปเองในที่สุด
         
  • ปัญหาที่ทำให้ท่านหนักใจเป็นทุกข์ จะไม่เกิดขึ้นในจิต ถ้าท่านทำจิตให้สลัดอารมณ์ดีร้ายเหล่านี้ อยู่เช่นนี้เสมอ
       
  • สมาธิก็จะมั่นคงต่อเนื่องอยู่ในจิต แม้ท่านกำลังเดินเหินไปมา หรือทำงานทุกอย่างอยู่ ถ้าหากว่าท่านพยายามทำจิตให้ปล่อยวางอยูาอย่างนี้ สมาธิก็จะมั่นคงยิ่งขึ้นอีก
       
  • อย่าคิดจะให้สิ่งต่างๆ มันเป็นไปตามใจของท่านหมด แต่จงคิดว่า มันจะเกิดเรื่องดีร้ายอย่างไรก็ให้มันเกิด ท่านจะพยายามหาทางแก้ไขมันไปตามคสามสามารถแก้ได้แก้เอา แก้ไม่ได้ก็เอา เรื่องดีก็ทิ้ง เรื่องร้ายก็ทิ้ง สุขก็ทิ้ง ทุกข์ก็ทิ้ง แล้งจิตของท่านจะเป็นอิสระ และไม่เป็นทุกข์เลย

<< ย้อนกลับ| หน้าถัดไป>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย