Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์

คำประกาศแห่งความเสมอภาค

(The Communist Manifesto)
โดย คาร์ล มาร์กซ์ และ เฟรดริด แองเกลส์

ชนชั้นกระฎุมพี ได้ลากจูงชนชาติ ทั้งหลาย แม้แต่ชนชาติ ที่ป่าเถื่อนที่สุด ให้เข้า สู่อารยธรรม โดยการปรับปรุง เครื่องมือทางการผลิต ที่รวดเร็ว โดยกรรมวิธี ทางคมนาคม อันสะดวกสบาย ที่ยิ่งใหญ่ สินค้าที่หาซื้อได้ ในราคาถูก ได้กลายเป็นปืนใหญ่ ด้วยสิ่งนี้ ได้ทำลาย กำแพงเมืองจีนลง บังคับความเกลียดชัง อันยากที่จะเปลี่ยนแปลง ต่อชาวต่างชาติ ของอารยชน ให้ยอมจำนน บีบบังคับให้ชาติทั้งหลาย นำเอาแบบแผนการผลิต ของกระฎุมพี มาใช้ ด้วยความเจ็บปวด แห่งการดำรงอยู่ มิได้บีบบังคับ ให้ชาติทั้งหลาย นำเอาแบบแผน การผลิต ของกระฎุมพี มาใช้ด้วยความเจ็บปวด แห่งการดำรงอยู่ มิได้บีบบังคับ ใช้ชาติ เหล่านี้รับเอา สิ่งที่เรียกว่า อารยธรรม เข้ามาใช้ ซึ่งก็หมายถึง การกลายเป็นกระฎุมพีเอง โดยย่อ มันได้สร้างโลกขึ้นใหม่ ตามความคิดของมันเอง

            ชนชั้นกระฎุมพี ได้ทำให้ประเทศ ขึ้นอยู่กับการปกครองเมือง มันสร้างเมือง อันใหญ่โต เพิ่มจำนวนประชากร ในชุมชนอย่างใหญ่หลวง เมื่อเทียบกับชนบท และได้ฉุดรั้ง ประชากรจำนวนมาก ให้หลุดจากสภาพความโง่เขลา แห่งชีวิตในชนบท เหมือนกับ ที่มันได้ทำให้ ประเทศต้องขึ้นอยู่กับเมือง มันได้ทำให้ ประเทศกึ่งอนารยธรรม และอนารยธรรม ต้องขึ้นอยู่กับประเทศที่เจริญแล้ว ชนชาติชาวนา ต้องขึ้นอยู่กับ ชนชาติกระฎุมพี ตะวันออกขึ้นอยู่กับตะวันตก
            ชนชั้นกระฎุมพี ยังคงดำเนินการขจัดสภาพ การกระจัดกระจาย ของประชากร อยู่เรื่อย โดยผ่านปัจจัยการผลิต และทรัพย์สิน มันได้รวมประชากร เข้าในชุมชน รวบปัจจัยการผลิต เข้าไว้ในมือ และแบ่งสรรทรัพย์สินในชนกลุ่มน้อย เงื่อนไข ที่จำเป็น สำหรับการกระทำเช่นนี้ ก็คือ การรวมอำนาจทางการเมือง เข้าสู่ส่วนกลาง มลฑลที่ เป็นอิสระ หรือที่แท้จริงคือ ขาดการเชื่อมโยงกัน ในรูปของผลประโยชน์ กฎหมาย ระบบการปกครอง และระบบภาษีทั้งหลาย ที่แตกต่างกันออกไป ได้ถูกหล่อหลอม รวมกันในรูปของชาติเดียว อันประกอบด้วยรัฐบาลเดียวกัน ระบบกฎหมายเดียวกัน ผลประโยชน์ แห่งชนชาติเดียวกัน ดินแดนเดียวกัน และภาษีศุลกากรเดียวกัน
            ระหว่าง ที่การปกครองของมัน ยังไม่ครบศตวรรษดีนัก ชนชั้นกระฎุมพี ได้ก่อเกิด พลังทางการผลิต ที่ยิ่งใหญ่ และมากมาย กว่าพลังการผลิต ของชนรุ่นก่อนๆ รวมกันเสียอีก การนำพลังงาน ทางธรรมชาติมาใช้ แทนคน เครื่องจักรกล การนำวัตถุเคมี มาใช้ ในอุตสาหกรรม และการเกษตรกรรม การพัฒนาการ ของการเดินเรือ โดยเครื่องจักรไอน้ำ รถไฟ โทรเลขไฟฟ้า การปรับพื้นทวีปทั้งหลาย เพื่อการกสิกรรม การขุดคลอง เพื่อการเดินเรือ โดยสิ่งเหล่านี้ มวลประชากรทั้งหมด ได้ถูกยกระดับขึ้น จากพื้นฐานเดิม เสียสิ้น.....โดยที่ศตรรษก่อน ไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่า พลังการผลิต เช่นนี้ ได้หลับใหล อยู่ในตักของแรงงาน ของสังคมของตน


            เราก็ได้เห็นแล้วว่า ปัจจัยในการผลิต และในการแลกเปลี่ยน ที่ซึ่งชนชั้นกระฎุมพี ได้สร้างตนเองขึ้นมา จากรากฐานของมันนี้ ได้ถูกสร้างขึ้น ในสังคมศักดินาเอง ในลำดับขั้น ที่แน่นอนแห่งพัฒนาการ ของปัจจัยในการผลิต และในการแลกเปลี่ยนเหล่านี้ เงื่อนไข ที่สังคมศักดินา ผลิตและแลกเปลี่ยน การจัดระเบียบงาน แบบศักดินา ในการเกษตร และอุตสาหกรรม หรือโดยย่อ ความสัมพันธ์ ทางทรัพย์สินแบบศักดินา ได้กลายเป็นสิ่ง ที่ไม่สามารถธำรงอยู่ คู่กับพลังการผลิต ที่ได้ถูกพัฒนาแล้วเสร็จนี้ได้ มันถูกบีบรัดหนักยิ่งขึ้น มันจะต้องถูกทำลายลง และมันได้ถูกทำลายสูญสิ้นไปแล้ว
            การแข่งขันเสรี ได้กลายเข้ามาแทนที่ ติดตามมากับการปรับตัว ของธรรมนูญ การเมือง และสังคม ให้สอดคล้องกับมัน พร้อมๆ กับอิทธิพลทางการเมือง และเศษฐกิจ ของชนชั้นกระฎุมพี เองด้วย
                การเคลื่อนไหว ที่คล้ายคลึงกันนี้ ได้กำลังดำเนิน อยู่ในสายตาของเรา สังคม กระฎุมพีสมัยใหม่ พร้อมด้วยความสัมพันธ์ ทางการผลิต ทางการแลกเปลี่ยน และทางทรัพย์สิน ที่ซึ่งได้เนรมิตรวิธีการ อันยิ่งใหญ่แห่งการผลิต และการแลกเปลี่ยนขึ้น เหมือนกับการกระทำ ของพ่อมดหมอผี ที่ไม่สามารถควบคุมอำนาจ ของโลกต่ำกว่า (พลังการผลิต.....ผู้แปล) อันมันได้เนรมิตขึ้น จากเวทมนตร์ของมันเองได้ ในหลายศตรรษ ที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์ แห่งการอุตสาหกรรม และการพาณิชย์ เป็นเพียงประวัติศาสตร์ แห่งการปฏิวัติ ของพลังการผลิตใหม่ ต่อต้านเงื่อนไข การผลิตใหม่ ต่อต้าน ความสัมพันธ์ ทางทรัพย์สิน อันเป็นเงื่อนไข สำหรับความเป็นอยู่ ของชนชั้นกระฎุมพี และการปกครอง ของมัน มันเป็นการเพียงพอ ที่จะกล่าวถึงวิกฤตการณ์ ทางการพาณิชย์ว่า โดยการ สะท้อนกลับเป็นช่วงๆ ของมัน ได้พิสูจน์ ความเป็นอยู่ของ สังคมกระฎุมพี ทั้งหลาย แต่ละครั้ง หนักขึ้นเรื่อยๆ ในวิกฤตการณ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่แต่เพียง ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ได้ถูกทำลายลง เป็นพักๆ อย่างเดียวไม่ หากแต่พลังการผลิต ที่เพิ่มพูนขึ้นก่อนหน้านี้ ก็ถูกทำลายลงเรื่อยๆ เป็นระยะๆ เช่นกัน ในวิกฤตการณ์เหล่านี้ ได้เกิดโรคระบาด อย่างหนึ่งขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ ดูออกจะเป็นเรื่องเกินจริง....โรคระบาดแห่งการผลิตล้น (Over production) สังคมได้พบ ตนเอง ถูกดึงกลับเข้าไปในสภาวะ แห่งอนารยสมัย มันเหมือนกับว่าความอดอยาก หรือสงครามร่วม แห่งการทำลายล้าง ได้ตัดทอนเครื่องค้ำจุน ของวีธีการยังชีพ ทั้งหลายออกไป อุตสาหกรรม และการพาณิชย์ ดูเหมือนจะถูกทำลายลง ทำไมหรือ ก็เพราะมีความจริญมากเกินไป (มีวีธีการยังชีพ มากเกินไป มีอุตสาหกรรม มากเกินไป) มีการพาณิชย์ มากเกินไปนั่นเอง ในการจัดระเบียบของสังคม พลังการผลิต ไม่ได้มีทีท่า ที่จะส่งเสริมพัฒนาการ ของเงื่อนไข แห่งทรัพย์สิน ของชนชั้นกระฎุมพี อีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม มันกลายเป็นการมีอำนาจ มากเกินไป และคุกคามสภาวะแบบนี้ พลังการผลิต จะต้องถูกยับยั้งไว้โดย ชนชั้นกระฎุมพี และในระยะเวลาที่เขา ได้เอาชนะ ต่อการยับยั้งนี้ เร็วเท่าใด เขาก็จะนำความหายนะ มาสู่สังคมแห่ง ชนชั้นกระฎุมพี ทั้งหลาย เร็วเท่านั้น และนำเอาอันตราย มาสู่ความเป็นอยู่ ของทรัพย์สิน แห่งชนชั้นกระฎุมพี เองอีกด้วย เงื่อนไข ของสังคมกระฎุมพี แคบเกินไป ที่จะควบคุมความมั่งคั่ง ที่สร้างขึ้น โดยพวกเขาเองได้ แล้วชนชั้นกระฎุมพี จะสามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ เหล่านี้ได้อย่างไร โดยทางหนึ่ง คือการทำลายพลังการผลิต ของมวลชน อีกทางหนึ่ง โดยการต่อสู้เปิดตลาดใหม่ และโดยการเอารัดเอาเปรียบ ที่สมบรูณ์แบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึง โดยการแผ้วทางไว้ สำหรับวิกฤตการณ์ ที่จะต้องขยายกว้าง และรุนแรงยิ่งขึ้น และโดยการทอน วิธีการ ที่ได้ป้องกัน ระงับวิกฤตการณ์เอาไว้ อาวุธที่ชนชั้นกระฎุมพี ได้ใช้โค่นล้มระบบศักดินากลาง บัดนี้ได้หันกลับมาต่อต้านผู้ใช้มันเสียเอง
            ไม่เพียงแต่ชนชั้นกระฎุมพี ได้สร้างอาวุธ ที่จะนำความหายนะ มาสู่มันเองนั้น หากแต่มัน ยังได้สร้างชนชั้น ผู้ที่เป็นอยู่เพื่อควบคุมอาวุธเหล่านี้ นั่นคือชนชั้น คนงานใหม่.....ชนชั้นกรรมาชีพ
            ในสัดส่วนที่กระฎุมพี อันหมายถึง ทุนถูกพัฒนาขึ้นไป กรรมาชีพ ชนชั้นคนงานใหม่ ผู้มีชีวิตอยู่ยาว ตราบนานเท่าที่เขา ยังหางานทำได้ และจะหางานทำได้ ตราบเท่าที่แรงงาน ของเขายังใช้ เพิ่มทุนการผลิตได้อยู่ ก็ได้ถูกพัฒนา ขึ้นไปใน สัดส่วนเดียวกันด้วย กรรมกร ผู้ซึ่งขายตนเอง เหมือนชิ้นเนื้อ ที่ละส่วนๆ เหล่านี้ ถูกถือว่า เป็นสินค้า ชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับ สินค้าทางพาณิชย์อื่นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถูกเปิดกว้าง ต่อการเอารัดเอาเปรียบ เนื่องจาก การแปรผันในการแข่งขัน และมีชีวิตขึ้นๆ ลงๆ ตามภาวะตลาด
            เนื่องจากความนิยม ในการใช้เครื่องจักร อย่างแพร่หลาย และเนื่องจาก การแบ่งสรร แรงงานนี้ ได้ทำให้งานของกรรมกร สูญเสียลักษณะ ส่วนบุคคลทั้งหลาย และโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ได้สูญเสีย เครื่องปกป้องตนเองสำหรับความเป็นคนงานไปสิ้น เขากลายเป็น ส่วนประกอบ ของเครื่องจักร และเงื่อนไข ความต้องการ ความสามารถ ของเขา ก็เป็นเพียง ความชำนาญแบบง่ายๆ ธรรมดา และไม่ต้องปรับปรุงใดๆ เลย เพราะฉะนั้น ค่าจ้างคนงาน คนหนึ่งๆ ในการผลิต จึงถูกจำกัด ให้เหลือเพียงการดำรงชีพ ซึ่งเพียงพอ เฉพาะใช้เลี้ยงชีพ และสืบต่อ ชาติพันธุ์ (สืบพันธุ์) ของเขาเท่านั้น แต่ราคาสินค้า และค่าจ้างมีค่าเท่ากับ ค่าโสหุ้ยการผลิต เพราะฉะนั้น เมื่อการทำงานลดลง ค่าจ้างก็ลดลง ในสัดส่วนเดียวกันด้วย ไม่เพียงแค่นั้น ในสัดส่วนที่การใช้ เครื่องจักร และการแบ่งสรร แรงงาน เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะ โดยการเพิ่มชั่วโมงทำงาน โดยการเพิ่มงานในช่วงเวลา กำหนดขึ้น หรือโดยการเร่ง การทำงาน ของเครื่องจักร หรืออื่นใด สัดส่วนของ ภาระงาน ที่หนัก และยาวนาน ก็เพิ่มขึ้น เข่นเดียวกันอีกด้วย

<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com