Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา  >>

นิเวศวิทยา

การศึกษาที่เกี่ยวกับนิเวศวิทยา(Ecology) และระบบนิเวศ (Ecosystem) มีขึ้นนับพันปีมาแล้ว ตั้งแต่ในสมัยกรีก โดย อริสโตเติล(Aristotle) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์ตามลักษณะที่อยู่อาศัย และต่อมาก็ได้มีผู้ศึกษาการเจริญเติบโตของพืชที่สัมพันธ์กับสภาพดินฟ้าอากาศ จากนั้นแนวการศึกษาได้ขยายกว้างออกไปยิ่งขึ้น เป็นการศึกษาที่เกี่ยวกับประชากรที่สัมพันธ์กับอาหารที่ผลิตได้ โดยบุคคลสำคัญที่ศึกษาเรื่องดังกล่าว ได้แก่ โทมัส มัลทัส (Thomas Malthus) และชาร์ล ดาวิน(Charle Darwin) ภายหลังจากปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา เมื่อมีการศึกษาผลกระทบของการใช้ยาฆ่าแมลงที่มีต่อสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมและต่อมนุษย์ ทำให้มีการตื่นตัวในการศึกษาปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และทำให้นิเวศวิทยาได้รับความสนใจกว้างขวางยิ่งขึ้น

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต อาจแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

  1. autecolgy : ระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว (individual organism / individual species) เช่น ต้นไม้ชนิดหนึ่ง
  2. synecology : สังคมของกลุ่มสิ่งมีชีวิตเช่น ป่าไม้

ในการศึกษาวิชานิเวศวิทยา จะศึกษาใน 4 ระดับ คือ

  1. ประชากร (population)
  2. สังคม (community)
  3. ระบบนิเวศ (ecosystem) และ
  4. ชีวาลัย/ชีวมณฑล (biospere)

การศึกษาระบบนิเวศ จะต้องศึกษา

โครงสร้างของระบบนิเวศ (ecosystem structure)
ประกอบด้วย ส่วนที่มีชีวิต และ ส่วนที่ไม่มีชีวิต ซึ่งในการศึกษาจะวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ ชนิด ปริมาณ สัดส่วน การกระจาย

หน้าที่ขององค์ประกอบในระบบนิเวศ ที่สำคัญ คือ การถ่ายทอดพลังงาน และการหมุนเวียนสารอาหาร

การถ่ายทอดพลังงาน (energy transfer / energy flow)
การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ มีลักษณะดังนี้

การหมุนเวียนของสารอาหาร (nutrient cycle)
การหมุนเวียน หรือ การเคลื่อนย้ายของสารอาหารในระบบนิเวศ มีลักษณะวนกลับมาสู่ที่เดิม คือ จากดิน ' พืช ' สัตว์ แล้วย้อนกลับมาสู่ดินอีก จึงเรียกว่าการหมุนเวียน หรือวัฏจักรก. การกินกันเป็นทอดๆ มี 2 ลักษณะ คือ ห่วงโซ่อาหาร และข่ายใยอาหาร

ห่วงโซ่อาหาร (food chain) เป็นการเคลื่อนย้ายพลังงาน และธาตุอาหารในระบบนิเวศ ผ่านผู้ผลิต ผู้บริโภคในระดับต่างๆ โดยการกินกันเป็นทอดๆ ในลักษณะเป็นเส้นตรง กล่าวคือ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งกินสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเพียงชนิดเดียวเท่านั้น

ห่วงโซ่อาหารแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

  1. ห่วงโซ่อาหารแบบจับกิน( Grazing Food chain) เป็นห่วงโซ่อาหารที่เริ่มต้นที่พืชผ่านไปยังสัตว์กินพืชและสัตว์กินสัตว์ตามลำดับ ตัวอย่างนี้พบได้ทั่วไปในชุมชนป่า หรือชุมชนมหาสมุทร ตัวอย่าง เช่น พืชผัก ------ แมลงกินพืช ----- กบ ------- งู ------- เหยี่ยว
  2. ห่วงโซ่อาหารแบบกินเศษอินทรีย์ (Detritus food chain ) เป็นห่วงโซ่อาหารที่เริ่มจากสารอนินทรีย์จากซากของสิ่งมีชีวิตถูกย่อยสลายด้วยผู้ย่อยสลายซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกจลินทรีย์และจะถูกกินโดยสัตว์และต่อไปยังผู้ล่าอื่น ๆ เช่น

ข่ายใยอาหาร / สายใยอาหาร ( food web )
เป็นการเคลื่อนย้ายพลังงานและธาตุอาหารในระบบนิเวศ ผ่านผู้ผลิตและผู้บริโภคในระดับต่างๆ โดยการกินกันเป็นทอดๆในลักษณะไม่เป็นเส้นตรงเหมือนห่วงโซ่อาหารเสมอไป กล่าวคือ มีการจับกินกันอย่างสับสนวุ่นวาย สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งอาจกินสิ่งมีชีวิตหลายชนิด ในขณะเดียวกัน สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นก็มีโอกาสถูกจับกินโดยสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นหลายชนิด เช่น

ในทางนิเวศวิทยา แบ่งระบบนิเวศในโลกนี้ ออกเป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ

  1. ระบบนิเวศบนบก ( terrestrial ecosystem )
    ใช้ชนิดพืช (plant species ) เป็นดัชนีในการแบ่งเขต เช่น ระบบนิเวศทุ่งหญ้า ป่าชนิดต่างๆ และทะเลทราย เป็นต้น
  2. ระบบนิเวศในน้ำ ( aquatic ecosystem)
    ใช้ความเค็ม (salinity) เป็ดตัวกำหนด เช่น ระบบนิเวศน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย เป็นต้น

ระบบนิเวศหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยระบบย่อยหลายระบบ บางครั้งเรียก ระบบย่อยภายในระบบนิเวศ ว่า ระบบสิ่งแวดล้อม (environmental systems) เช่น ระบบนิเวศป่าไม้ ประกอบด้วย ระบบ(สิ่งแวดล้อม) น้ำ ระบบ(สิ่งแวดล้อม)ดิน ระบบ(สิ่งแวดล้อม)สัตว์ป่า ระบบ(สิ่งแวดล้อม)พืช เป็นต้น

ในทางปฏิบัติคำว่า ระบบนิเวศ มักใช้เหมือนหรือแทนกันได้กับคำว่า ระบบสิ่งแวดล้อม แต่ในทางทฤษฎี ระบบสิ่งแวดล้อม มีขอบเขตที่แคบกว่า กล่าวคือ ระบบสิ่งแวดล้อมอาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ซึ่งเป็นการระบุระบบเฉพาะเป็นสำคัญ เช่น ระบบสิ่งแวดล้อมสัตว์ป่า พืช ดิน เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบป่าไม้ โดยอาจจะเรียกว่าเป็นระบบนิเวศป่าไม้ก็ได้

ปัจจัยกำหนดลักษณะของระบบนิเวศ
ปัจจัยที่จะเป็นสิ่งกำหนดลักษณะของระบบนิเวศมีหลายอย่างคือ 1. อุณหภูมิ 2. ความชื้น 3. แสง 4. ดิน 5. ไฟป่า 6. มลภาวะ 7. การแย่งชิง 8. การกินซึ่งกันและกัน 9. ปรสิต

การควบคุมระบบนิเวศ

  1. ศักยภาพทางชีวภาพ ( biological potential) สิ่งแวดล้อมแต่ละชนิดมีศักยภาพทางชีวภาพในการควบคุมการเกิดเพิ่มหรือลดแตกต่างกัน สิ่งแวดล้อมถูกทำลายไป ก็จะมีการทดแทนขึ้นมาในภายหลัง
  2. ขีดจำกัดความทนทาน ( limit of tolerance ) สิ่งแวดล้อมภายในระบบจะมีขีดจำกัดความทนทานต่างกันจึงทำให้ระบบนิเวศมีองค์ประกอบมากน้อยต่างกัน
  3. สมรรถนะการยอมมีได้ ( carrying capacity ) ในระบบนิเวศที่แตกต่างกัน อาจมีสมรรถนะการยอมมีได้ของสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันได้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากปัจจัยจำกัด
  4. การเปลี่ยนแปลง ( dynamism ) สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและสถานที่ แม้ว่าไม่มีการรบกวนเลยก็ตาม
  5. การเปลี่ยนแปลงแทนที่ ( succession )
    การทดแทนเชิงนิเวศ ( ecological succession ) หรือ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในเอกสารบางเล่ม เรียกว่า การสืบลำดับทางนิเวศวิทยา เป็นความ สามารถของระบบนิเวศในการฟื้นฟูสภาพธรรมชาติที่ถูกทำลาย ให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์และมั่นคงได้
    ถ้าระบบนิเวศทำลาย สิ่งแวดล้อมบางอย่างในระบบจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งความสัมพันธ์ก็จะเปลี่ยนด้วย แต่เมื่อทิ้งไว้ก็จะมีการทดแทนขององค์ประกอบให้คืนสภาพเดิมได้ การสืบลำดับขั้นต้นจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เคยมีชุมชน หรือเป็นทะเลทราย หลังจากนั้นการสืบลำดับที่ 2 จะ เกิดในพื้นที่ที่มีชุมชนสิ่งแวดล้อมมาก่อนแล้วถูกทำลาย ตัวอย่าง เช่น
    ป่าถูกทำลาย - - - ทุ่งหญ้า- - - ป่าละไม่พุ่ม- - - ป่าสมบูรณ์

    กิจกรรมที่ส่งเสริมการสืบลำดับเชิงนิเวศวิทยา
    - การปลูกป่าในพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายโดยภัยธรรมชาติ
    - การเพิ่มธาตุอาหารในดินและกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น
  6. ความยืดหยุ่นทางชีวภาพ (biological magnification)
    ตัวอย่าง เช่น สิ่งมีชีวิต มีความสามารถในการสะสมสารพิษต่างกัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและความแข็งแรง
  7. ความต้านทานทางสิ่งแวดล้อม ( environmental resistance )
    เป็นความสามารถอยู่ในสภาพที่สิ่งแวดล้อมเป็นพิษหรือไม่เอื้ออำนวยให้อยู่ได้ เช่น สิ่งมีชีวิตบางชนิดสามารถอยู่ในน้ำเสียในคลองของกรุงเทพมหานครได้ เป็นต้น

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com