Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 1

ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้วทำไมไม่สัมฤทธิ์ผล

ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้ว ทำไมไม่สัมฤทธิ์ผล มีคนไม่น้อยมีความคิดเช่นนี้ ผมฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)แล้วไม่ได้รับการถ่ายทอดที่แท้จริง มีอาจารย์คนไหนจะถ่ายทอดวิชาสุดยอดให้ผมได้บ้าง ถ่ายทอดกระบวนท่าชั้นสูงให้ ก็จะสามารถช่วยให้พลัง(กง)ของผมเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันมีคนกว่า 95% ที่มีความคิดเช่นนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าขัน ทำไมถึงเป็นเรื่องน่าขัน เพราะว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)มิใช่เทคนิคความสามารถของคนธรรมดาสามัญ เป็นสิ่งที่เหนือธรรมดา จึงต้องใช้กฎในระดับสูงมาประเมิน ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา สาเหตุสำคัญที่ไม่สัมฤทธิ์ผลก็คือ “การบำเพ็ญ การปฏิบัติ” คำ 2 คำนี้ คนส่วนมากเน้นหนักเฉพาะการปฏิบัติ แต่ไม่เน้นการบำเพ็ญ ท่านไปแสวงหาจากภายนอกอย่างไรก็ไม่ได้ ท่านในร่างของคนธรรมดาสามัญ มือของคนธรรมดาสามัญ ความคิดของคนธรรมดาสามัญ ท่านก็คิดจะเปลี่ยนแปลงสสารพลังงานสูงเป็นพลัง(กง)ให้สัมฤทธิ์ผล ให้ทวีเพิ่มมากขึ้น อะไรจะง่ายปานนั้น ในสายตาของข้าพเจ้าช่างเป็นเรื่องน่าขัน เท่ากับไปขอจากภายนอก เสาะแสวงหาจากภายนอกก็ไม่มีทางจะได้ค้นพบ

สิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนกับเทคนิคความสามารถต่างๆ ในคนธรรมดาสามัญ ท่านเสียเงินสักหน่อย เรียนรู้เทคนิคเคล็ดลับหน่อย ก็ได้วิชาความรู้มา แต่นี่ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นสิ่งที่อยู่สูงเกินระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญ เพราะฉะนั้นท่านต้องปฏิบัติตามกฎที่เหนือธรรมดา จะปฏิบัติอย่างไร ท่านก็จะต้องหันไปบำเพ็ญจากภายใน ไม่ใช่ไปเสาะแสวงจากภายนอก ไม่รู้คนจำนวนเท่าใดที่ไปเสาะแสวงจากภายนอก วันนี้ขอสิ่งนี้ วันพรุ่งนี้ขอสิ่งนั้น โดยที่ยังมีจิตยึดติดที่จะแสวงหาความสามารถพิเศษ มีเป้าหมายต่างๆ นานา บางคนยังคิดจะเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) คิดจะใช้รักษาโรคเพื่อความร่ำรวย การบำเพ็ญปฏิบัติที่แท้จริง ก็คือการบำเพ็ญปฏิบัติจิตใจของท่าน เรียกว่าบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง) อาทิเช่น ในความขัดแย้งระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้ลดอารมณ์ทั้งเจ็ดกามคุณทั้งหก ลดกิเลสตัณหาให้เบาบางลงบ้าง หากท่านยังคิดแก่งแย่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วหวังจะให้สัมฤทธิ์ผลในการมีพลัง(กง)เพิ่มขึ้น อะไรจะง่ายปานนั้น ท่านก็ไม่ต่างจากคนธรรมดาสามัญทั่วไป แล้วท่านจะมีพลัง(กง)เพิ่มขึ้นในการฝึกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องเน้นหนักการบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง) พลัง(กง)ของท่านจึงจะสูงขึ้น และยกระดับชั้นสูงขึ้นมาได้

จิต(ซินซิ่ง)คืออะไร จิต(ซินซิ่ง)รวมไปถึงกุศล(กุศลคือสสารชนิดหนึ่ง) รวมถึงความอดทน การรู้แจ้งด้วยตนเอง(อู้) การเสียสละ สละกิเลสและจิตยึดติดทุกประเภทของคนธรรมดาสามัญ ยังต้องสามารถทนต่อความทุกข์ยากต่างๆ รวมถึงสิ่งต่างๆ ในหลายๆ ด้าน จิต(ซินซิ่ง)ของคนเราต้องพัฒนาขึ้นมาทุกๆ ด้าน เช่นนี้ก็สามารถทำให้ท่านยกระดับขึ้นมาได้อย่างแท้จริง นี่เป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่จะพัฒนาพลัง(กง)ให้สูงขึ้น

มีคนคิดว่า ท่านพูดถึงปัญหาจิต(ซินซิ่ง) นี่คือสิ่งที่อยู่ในภาวะสำนึก เป็นเรื่องของระดับความคิดของคน กับการฝึกพลัง(กง)ของเราเป็นคนละเรื่องกัน ทำไมจะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ในด้านความนึกคิดของพวกเราที่ผ่านๆ มายังคงถกเถียงกันว่า วัตถุเป็นอันดับหนึ่งหรือจิตใจเป็นอันดับหนึ่ง มีการถกเถียงปัญหานี้มาโดยตลอด ความจริงแล้วข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา วัตถุกับจิตใจเป็นสิ่งเดียวกัน ในการค้นคว้าวิจัยสรีระของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเชื่อว่า ความนึกคิดส่งออกมาจากสมองก็คือสสาร ถ้าเช่นนั้น มันก็เป็นสิ่งที่มีสสารคงอยู่ มันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในจิตใจของคนหรือ มันไม่ใช่เป็นสิ่งเดียวกันหรือ เช่นเดียวกันข้าพเจ้าพูดถึงเรื่องจักรวาล มีวัตถุธาตุคงอยู่ ขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติพิเศษของมันอยู่ด้วย คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) คนธรรมดาสามัญมักจะไม่รู้สึกถึงการคงอยู่ของมัน เพราะว่าคนธรรมดาสามัญล้วนอยู่บนระดับชั้นนี้ เมื่อท่านหลุดพ้นจากระดับชั้นของคนธรรมดาสามัญแล้ว ก็จะสามารถสัมผัส สัมผัสได้อย่างไร วัตถุธาตุใดๆ ในจักรวาล รวมทั้งวัตถุธาตุที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วจักรวาลนั้น ล้วนเป็นจิตวิญญาณ มีความนึกคิด ล้วนเป็นลักษณะของการคงอยู่ของหลักธรรมของจักรวาลในระดับชั้นที่แตกต่างกัน เขาไม่ให้ท่านขึ้นไป ท่านคิดจะยกระดับให้สูงขึ้น แต่ก็ยกระดับขึ้นไม่ได้ มันไม่ยอมให้ท่านขึ้นไป ทำไมจึงไม่ให้ท่านขึ้นไป เพราะว่าจิต(ซินซิ่ง)ของท่านยังไม่ได้พัฒนาขึ้นไป แต่ละระดับชั้นมีมาตรฐานที่ต่างกัน ท่านคิดจะพัฒนาให้สูงขึ้น ท่านจะต้องละทิ้งความคิดที่ไม่ดี และโยนสิ่งสกปรกทั้งหลายของท่านทิ้งไป หล่อหลอมให้เข้ากับมาตรฐานในชั้นนั้น ท่านจึงจะสามารถขึ้นไปได้

เมื่อจิต(ซินซิ่ง)ของท่านยกระดับสูงขึ้น ร่างกายของท่านก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง จิต(ซินซิ่ง)ของท่านยกระดับสูงขึ้น รับรองได้ว่าวัตถุธาตุภายในร่างกายของท่านจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร สิ่งไม่ดีไม่งามต่างๆ ที่ท่านมุ่งแสวงหาและยึดติด ท่านจะสลัดทิ้งไปได้ ยกตัวอย่างเช่น มีขวดที่บรรจุสิ่งสกปรกอยู่จนเต็มขวดใบหนึ่ง ท่านปิดฝาให้แน่นแล้วโยนลงในน้ำ ก็จะจมถึงก้นบึ้ง หากท่านเทสิ่งสกปรกที่อยู่ในขวดออกมายิ่งมาก มันก็จะลอยยิ่งสูงขึ้นมา เมื่อท่านเทออกหมดก็จะลอยขึ้นมาทั้งหมด ในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเรา ก็คือเราต้องสลัดสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่างๆ ในร่างกายออกไป จึงจะสามารถทำให้ท่านยกระดับชั้นขึ้นไปได้ คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลนี้ก็จะบังเกิดผลเช่นนี้ หากท่านไม่บำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน มาตรฐานศีลธรรมของท่านไม่ยกระดับสูงขึ้น ไม่ขจัดความคิดที่ไม่ดี สสารที่ไม่ดีออกไป เขาก็ไม่ให้ท่านยกระดับสูงขึ้นได้ ท่านจะพูดได้อย่างไรว่ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน พูดกันเล่นๆ หากคนยังมีอารมณ์ทั้งเจ็ดกามคุณทั้งหก แล้วให้เขาสำเร็จเป็นพระพุทธ พวกเราลองคิดดูว่าเป็นไปได้หรือ คนผู้นี้ดีไม่ดีพอเห็นพระโพธิสัตว์รูปองค์งดงาม ก็จะมีความคิดอกุศลขึ้นมา หรือหากไม่สลัดจิตอิจฉาริษยาออกไป ก็จะเกิดความขัดแย้งกับพระพุทธขึ้นได้ เราจะปล่อยให้เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้หรือ เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไร ท่านจะต้องขจัดความคิดที่ไม่ดีไม่งามของคนธรรมดาสามัญออกให้หมด ท่านจึงจะสามารถยกระดับสูงขึ้นได้

กล่าวคือ ท่านจะต้องให้ความสำคัญต่อการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมทางจิต(ซินซิ่ง) โดยยึดการบำเพ็ญปฏิบัติตามคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) ตัดกิเลสของคนธรรมดาสามัญ จิตใจที่ไม่ดี ความคิดที่ไม่ดีออกให้หมด ระดับความคิดยกสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย สิ่งไม่ดีต่างๆ ในตัวเราก็ถูกสลัดทิ้งออกไปบ้าง ขณะเดียวกันท่านจะต้องยอมอดทนกับความทุกข์ยากลำบาก รับโทษบ้าง เพื่อจะได้ชำระกรรมของตนออกไปบางส่วน ท่านก็จะสามารถยกระดับสูงขึ้นได้สักเล็กน้อย นั่นก็คือ แรงบังคับของคุณสมบัติพิเศษแห่งจักรวาลต่อท่านจะไม่มากเท่าเดิม การบำเพ็ญตนอยู่ที่ตัวเอง พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์ อาจารย์ท่านให้พลัง(กง)ที่สามารถเพิ่มพลังและทวีขึ้นได้ พลัง(กง)นี้ก็จะบังเกิดผล ก็จะสามารถช่วยผันแปรกุศลที่อยู่ภายนอกร่างกายของท่านเป็นพลัง(กง) เมื่อท่านยกระดับสูงขึ้น บำเพ็ญปฏิบัติสูงขึ้นต่อไปอย่างต่อเนื่อง เสาหลักพลัง(กง)ของท่านจะสูงตามขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ท่านจะต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรมท่ามกลางสภาพแวดล้อมของคนธรรมดาสามัญ ฝึกฝนตนเอง ค่อยๆ ละทิ้งจิตยึดติด และลดละกิเลสทั้งมวลออกไปให้หมด สิ่งที่มนุษย์เราคิดว่าเป็นสิ่งดีงาม ถ้ามองในระดับสูงมักจะไม่ดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่คนเราคิดว่าดี ได้ผลประโยชน์ยิ่งมากในสังคมมนุษย์ มีความเป็นอยู่ยิ่งดี ในสายตาของท่านผู้รู้แจ้งแล้ว บุคคลผู้นี้จะยิ่งไม่ดี ไม่ดีอย่างไร เขายิ่งได้มาก ยิ่งทำร้ายผู้อื่น ได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้ เขายิ่งยึดมั่นในชื่อเสียงผลประโยชน์ เขาจะยิ่งสูญเสียกุศล หากท่านคิดจะมีพลัง(กง)สูงขึ้น ท่านไม่เน้นการบำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง) พลัง(กง)ของท่านก็จะสูงขึ้นไปไม่ได้

ในแวดวงผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมกล่าวกันว่า จิตหลัก(เหวียนเสิน)ของคนไม่มีวันดับสูญ แต่ก่อนเมื่อพูดถึงเรื่องจิตหลัก(เหวียนเสิน) อาจมีคนพูดว่าเป็นเรื่องงมงาย เราทราบกันดีว่า ทางฟิสิกส์วิจัยกันว่าร่างกายมนุษย์เราประกอบขึ้นด้วย โมเลกุล โปรตอน อิเล็กตรอน มีการวิจัยค้นคว้าไปจนถึงขั้นควาร์ก นิวทริโน ถึงจุดนี้กล้องจุลทรรศน์ส่องก็มองไม่เห็นแล้ว แต่ก็ห่างไกลจากต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต จากต้นกำเนิดของสสารอีกมากมายนัก พวกเราเข้าใจแล้วว่าการแตกตัวของนิวเคลียสอะตอม จะต้องมีพลังงานไปกระทบ และต้องมีความร้อนที่มากพอจึงจะทำให้เกิดปฏิกิริยา และเกิดการแตกตัวออกได้ เมื่อมนุษย์สิ้นชีวิต นิวเคลียสอะตอมในร่างกายจะตายไปง่ายๆ ได้อย่างไร ฉะนั้นเราพบว่าเมื่อคนเราตายไป ในมิติที่เราอยู่นี้ มีเพียงส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุดคือโมเลกุลที่หลุดออกไป ในมิติอื่นร่างกายนี้ไม่ได้ถูกทำลายไป เราลองคิดดู หากเรามองร่างกายของเราด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นอะไร ร่างกายของคนเราเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ท่านนั่งนิ่งๆ ไม่ขยับ แต่ร่างกายก็ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โมเลกุลของเซลล์เคลื่อนไหวอยู่ ร่างกายของเรานั้นกระจัดกระจายเหมือนประกอบขึ้นด้วยเม็ดทรายมากมาย ร่างกายของเราภายใต้กล้องจุลทรรศน์จะเห็นเป็นเช่นนี้ แตกต่างจากที่เรามองดูด้วยตาอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะว่าดวงตาคู่นี้ของคนสามารถสร้างภาพหลอนกับท่าน ไม่ให้ท่านมองเห็นสิ่งที่เป็นจริงเหล่านี้ เมื่อตาทิพย์เปิดแล้วก็สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นความสามารถดั้งเดิมของคน แต่ปัจจุบันเรียกว่าความสามารถพิเศษ หากท่านคิดจะมีความสามารถพิเศษ ก็จะต้องกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมที่แท้จริง บำเพ็ญกลับไป

เรามาพูดถึงกุศล ความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมคืออะไร หากเราวิเคราะห์แยกแยะ ก็จะพบว่าคนเรานั้นล้วนมีร่างหนึ่งร่างอยู่ในมิติที่มากมายเหล่านั้น ดูองค์ประกอบของร่างกายเราในปัจจุบัน ส่วนที่ใหญ่ที่สุดก็คือเซลล์ นี่คือเนื้อหนังมังสาของคน ถ้าหากท่านเข้าไปถึงชั้นระหว่างเซลล์กับโมเลกุล ระหว่างโมเลกุลกับโมเลกุล ท่านก็จะเกิดความรู้สึกถึงการเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่ง ลักษณะรูปแบบการคงอยู่ของร่างกายเป็นอย่างไร แน่นอนท่านจะใช้ความคิดในมิตินี้ไปทำความเข้าใจไม่ได้ ร่างกายของท่านต้องหล่อหลอมให้เข้ากับรูปแบบการคงอยู่ในมิตินั้น ในอีกมิติหนึ่งร่างกายของเราสามารถขยายใหญ่และหดเล็กได้ เมื่อนั้นท่านจะพบว่าเป็นมิติที่กว้างใหญ่ไพศาล นี่ก็คือรูปแบบง่ายๆ ที่คงอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่เราหมายถึง ซึ่งจะมีมิติอื่นคงอยู่ในเวลาและที่เดียวกัน ในมิติอื่นซึ่งมีอยู่มากมายคนเราล้วนมีร่างที่กำหนดพิเศษอยู่หนึ่งร่างในแต่ละมิตินั้น ในมิติที่กำหนดพิเศษนั้น รอบๆ ร่างกายจะมีสนามๆ หนึ่ง สนามอะไร สนามนี้ก็คือที่เราเรียกว่ากุศล กุศลคือสสารสีขาวชนิดหนึ่ง ไม่เหมือนสิ่งที่พวกเราเข้าใจกันในอดีตว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใจคน หรือจิตสำนึกของคน แต่มันคงอยู่ในรูปของสสารทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในสมัยก่อนผู้ใหญ่พูดถึงการสร้างบุญกุศล หรือการสูญเสียบุญกุศล ช่างเป็นคำพูดที่ถูกต้องนัก กุศลนี้จะอยู่รอบๆ ร่างกายคน ก่อเกิดเป็นสนามหนึ่ง สมัยก่อนอาจารย์สายเต๋าจะเสาะหาลูกศิษย์ ไม่ใช่ลูกศิษย์เสาะหาอาจารย์ ความหมายคืออะไร อาจารย์สายเต๋าจะดูว่าลูกศิษย์ผู้นี้สะสมกุศลมามากหรือน้อย มีกุศลมากเขาก็จะบำเพ็ญได้ง่าย มีไม่มากเขาก็จะบำเพ็ญได้ยาก พลัง(กง)ของเขาก็จะสูงขึ้นได้ยาก

ในเวลาเดียวกัน ยังมีสสารสีดำอีกชนิดหนึ่ง พวกเราจะเรียกว่ากรรม ในพุทธศาสนาเรียกว่าอกุศลกรรม สสารสีขาวกับสีดำ สสารทั้งสองชนิดนี้จะคงอยู่ในเวลาเดียวกัน สสารทั้ง 2 ชนิดนี้มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร กุศลนั้นเป็นสสารที่เราได้มาจากการทนต่อความทุกข์ยากลำบาก ได้รับความกระทบกระเทือน และทำความดี แต่สสารสีดำนี้เกิดขึ้นจากการที่เราทำความชั่ว ทำเรื่องที่ไม่ดีไม่งาม รังแกผู้อื่น ก็จะได้มาซึ่งสสารสีดำนี้ ทุกวันนี้ไม่เพียงเห็นแต่ผลประโยชน์ บางคนทำแต่สิ่งไม่ดีเพียงเพื่อเงิน อะไรที่ชั่วร้ายก็ทำ ฆ่าคนตัดชีวิต ใช้เงินซื้อชีวิต รักร่วมเพศ เสพยาเสพติด เป็นต้น เรื่องอะไรก็มีทั้งนั้น เวลาที่คนเราทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ก็จะสูญเสียกุศล สูญเสียอย่างไร เช่นเมื่อเวลาด่าผู้อื่น เขารู้สึกว่าได้เปรียบผู้อื่น ได้ระบายความโกรธแค้น ในจักรวาลนี้มีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า ผู้ไม่สูญเสียก็จะไม่ได้ เมื่อได้ก็ต้องสูญเสีย ท่านไม่ยอมสูญเสียก็จะบังคับให้ท่านเสีย ใครเป็นผู้ทำให้เกิดผลเช่นนี้ ก็คือคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลทำให้บังเกิดผลเช่นนี้ขึ้น เพราะฉะนั้นท่านคิดจะเอาแต่ได้อย่างเดียวไม่ได้ ทำอย่างไรดีเล่า เมื่อเขาด่าว่าผู้อื่น รังแกผู้อื่น เขาก็โยนกุศลให้ผู้อื่น ฝ่ายตรงกันข้ามจัดเป็นฝ่ายที่ถูกปรักปรำ เป็นฝ่ายสูญเสีย เป็นฝ่ายรับความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นจึงต้องชดใช้ให้เขา เขาด่าว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อเขาด่าทอ กุศลหนึ่งส่วนก็ลอยจากมิติสนามของเขาไปพอกพูนให้กับคนนั้น เขาด่าทอยิ่งหนัก กุศลก็ยิ่งจะไปพอกพูนให้คนเขายิ่งมาก ตีคนรังแกผู้อื่นก็เช่นกัน เขาต่อยผู้อื่นหนึ่งหมัด เตะหนึ่งที คนผู้นี้รังแกคนเขาหนักเพียงใด กุศลที่โยนข้ามไปก็มากเท่านั้น คนธรรมดาสามัญมองไม่เห็นกฎข้อนี้ เวลาถูกเขารังแก เขาก็ทนไม่ไหว ท่านต่อยฉัน ฉันก็ต่อยกลับไป ผลักเอากุศลกลับคืนไป ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ไม่เสีย เขาอาจจะคิดว่า ท่านต่อยมาหนึ่งหมัด ฉันจะโต้กลับไปสองหมัด ไม่เช่นนั้นไม่หายเจ็บใจ เมื่อเขาโต้กลับเกินไปหนึ่งหมัด เท่ากับยกกุศลในตัวเองไปเพิ่มให้ฝ่ายตรงข้ามหนึ่งส่วน

ทำไมเราถึงให้ความสำคัญต่อกุศลนี้ยิ่งนัก การผันแปรของกุศลนี้มีส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร ในทางศาสนากล่าวกันว่า เมื่อมีกุศลหากชาตินี้ไม่ได้ ชาติหน้าจะได้ เขาจะได้อะไร เขามีกุศลมากอาจจะได้เป็นใหญ่เป็นโตมียศถาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยมั่งมี คิดอะไรก็ได้อะไร ก็ใช้กุศลนี้แลกมา ในศาสนายังได้กล่าวไว้ว่า หากบุคคลผู้นี้ไม่มีกุศล เขาก็จะตายทั้งกายและจิต จิตหลัก(เหวียนเสิน)ของเขาจะถูกทำลาย หลังจากเสียชีวิตแล้วเขาจะดับสลายจนหมดสิ้น ไม่มีอะไรหลงเหลือ ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมพวกเราพูดกันว่า กุศลสามารถผันแปรเป็นพลัง(กง)ได้โดยตรง

เรามาพูดกันถึงการผันแปรกุศลเป็นพลัง(กง)ได้อย่างไร ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมมีคำกล่าวอยู่คำหนึ่งว่า “การบำเพ็ญปฏิบัติอยู่ที่ตัวเอง พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์” แต่มีบางคนเห็นว่า ตั้งกระทะก่อเตา เก็บตัวยามาเคี่ยวเป็นยาอายุวัฒนะ(ตาน) เคลื่อนไหวความนึกคิด เขารู้สึกว่าเป็นสิ่งสำคัญ ข้าพเจ้าจะบอกกับท่านว่าไม่สำคัญเลย ท่านคิดมากแล้วก็คือจิตยึดติด ท่านย้ำคิดมากๆ เท่ากับยึดติดต่อการแสวงหามิใช่หรือ การปฏิบัติบำเพ็ญอยู่ที่ตัวเอง พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์ ขอให้ท่านมีความมุ่งมั่นเช่นนี้ก็พอแล้ว ผู้ที่กระทำเรื่องนี้ให้คืออาจารย์ ท่านไม่สามารถทำด้วยตัวเอง ร่างกายของคนธรรมดาสามัญเช่นท่าน จะผันแปรสสารพลังสูงให้เป็นร่างของผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงได้หรือ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พูดไปแล้วก็เป็นเรื่องน่าขบขัน กระบวนการผันแปรของร่างกายมนุษย์ในมิติอื่นเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ลึกล้ำซับซ้อนอย่างมาก สิ่งเหล่านี้ท่านไม่สามารถทำได้

อาจารย์จะให้อะไรแก่ท่าน จะให้พลัง(กง)ที่จะทวีขึ้นได้ เพราะว่ากุศลอยู่ภายนอกร่างกายของคน พลัง(กง)ที่แท้จริงของคนเกิดจากกุศล ระดับชั้นของคนไม่เท่ากัน มีพลัง(กง)มากน้อยเพียงใด กุศลจะเป็นตัวกำหนด อาจารย์จะผันแปรกุศลของท่านเป็นพลัง(กง) หมุนเป็นเกลียวสว่านขึ้นสู่เบื้องบน พลัง(กง)ซึ่งเป็นตัวกำหนดที่แท้จริงของชั้นสูงต่ำของคนนั้นจะเติบโตอยู่ภายนอกร่างกาย พลัง(กง)ที่หมุนเป็นเกลียวสว่านขึ้นไปถึงศีรษะ ท้ายสุดก็จะก่อเกิดเป็นเสาหลักพลัง(กง) พลัง(กง)ของบุคคลผู้นี้มีพื้นฐานสูงต่ำเพียงใด ก็จะดูจากเสาหลักพลัง(กง)ของเขาผู้นี้ว่าสูงเพียงใด นี่ก็คือระดับชั้นของเขา พุทธศาสนาเรียกว่ามรรคผล บางคนเมื่อนั่งสมาธิ จิตหลัก(เหวียนเสิน)สามารถออกจากร่าง ทันทีทันใดเขาก็ลอยสูงขึ้นไปสูงขึ้นไป สูงจนไม่สามารถที่จะขึ้นต่อไปได้อีก ไม่กล้าขึ้นไปอีก เขานั่งเสาหลักพลัง(กง)ของตัวเองขึ้นไป เขาสามารถขึ้นไปได้สูงแค่นั้น เพราะว่าเสาหลักพลัง(กง)ของเขามีความสูงแค่นั้น ถ้าสูงกว่านั้นเขาก็ไม่สามารถขึ้นไปได้อีก นี่ก็คือมรรคผลที่กล่าวกันในพุทธศาสนา

การวัดระดับจิต(ซินซิ่ง)ว่าสูงเพียงใด ยังมีมาตรวัดอีกอันหนึ่ง มาตรวัดและเสาหลักพลัง(กง)ไม่อยู่ในมิติเดียวกัน แต่คงอยู่ในเวลาเดียวกัน เมื่อท่านพัฒนาจิต(ซินซิ่ง)ขึ้นมา เช่นในสังคมมนุษย์ มีคนมาด่าท่าน ท่านไม่ได้ตอบโต้ โดยที่จิตของท่านสงบ มีคนต่อยท่านหนึ่งหมัด ท่านก็เงียบ ยิ้มแล้วก็ผ่านไป จิต(ซินซิ่ง)ของคนๆ นี้ก็สูงมากแล้ว หากท่านเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม สิ่งที่ท่านจะได้คืออะไร ท่านมิได้พลัง(กง)หรอกหรือ จิต(ซินซิ่ง)ของท่านสูงขึ้นแล้ว พลัง(กง)ของท่านก็จะสูงตามไปด้วย จิต(ซินซิ่ง)สูงเท่าใดพลัง(กง)สูงเพียงนั้น นี่คือสัจธรรมที่แท้จริง ที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะฝึกพลัง(กง)ในสวนสาธารณะก็ดี ที่บ้านก็ดี ฝึกด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจด้วยความศรัทธา ฝึกได้ดี แต่เมื่อเขาก้าวออกนอกประตูก็มิใช่ผู้บำเพ็ญแล้ว ทำตามอำเภอใจ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่อลาภเพื่อยศในหมู่คนธรรมดาสามัญ แล้วพลัง(กง)ของเขาจะสูงขึ้นได้อย่างไร แน่นอนไม่มีทาง การเจ็บไข้ได้ป่วยของเขาก็ไม่มีทางหาย นี่ก็คือสาเหตุว่า ทำไมบางคนฝึกพลัง(กง)มาเป็นเวลานานก็ยังไม่สามารถหายจากโรคภัยไข้เจ็บ พลังลมปราณ(ชี่กง)คือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่เหนือธรรมดา ไม่ใช่เป็นการออกกำลังกายของคนธรรมดาสามัญ จะต้องเน้นการบำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง) จึงจะหายจากโรค หรือมีพลัง(กง)สูงขึ้นได้

บางท่านคิดว่าตั้งกระทะก่อเตา เก็บตัวยาเคี่ยวยาอายุวัฒนะ(ตาน) เข้าใจว่าตานนี้ก็คือพลัง(กง) แท้จริงไม่ใช่ ตานนี้เพียงเก็บสะสมพลังงานได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่พลังงานทั้งหมด ตานคืออะไร เราทราบกันดีว่า เรายังมีสิ่งที่เกี่ยวกับการบำเพ็ญชีวิตอีกส่วนหนึ่ง ร่างกายยังจะมีพลังความสามารถพิเศษออกมาอีก อีกทั้งมีศาสตร์ต่างๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกปิดกั้นเอาไว้ ไม่ให้ท่านนำออกมาใช้ มีความสามารถพิเศษมากมายนับหมื่นชนิดที่ถูกปิดกั้นไว้เป็นชั้นๆ ทำไมจึงไม่ให้นำออกมาใช้ จุดประสงค์ก็คือไม่ต้องการให้ท่านนำไปใช้ก่อเรื่องต่างๆ ตามอำเภอใจในสังคมมนุษย์ ไม่ให้ไปรบกวนสังคมมนุษย์ตามอำเภอใจ และก็ไม่ต้องการให้ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ในสังคมมนุษย์อย่างง่ายๆ เพราะว่าจะเป็นการทำลายสภาพของสังคมมนุษย์ มีหลายคนต้องรู้แจ้ง(อู้)ด้วยตนเองจากการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม หากแสดงความสามารถพิเศษออกมาให้เห็นทั้งหมด ผู้คนเห็นว่าเป็นของจริง ก็จะพากันมาบำเพ็ญธรรม คนที่ประพฤติชั่วร้ายหรือสร้างแต่ความเลวก็พากันมาบำเพ็ญ ทำเช่นนี้ไม่ได้ ไม่อนุญาตให้ท่านไปโอ้อวดเช่นนั้นได้ ท่านยังอาจทำผิดได้ง่าย เพราะว่าท่านยังมองไม่เห็นถึงความสัมพันธ์ของเหตุและผล มองไม่เห็นธาตุแท้ของมัน ท่านคิดว่าเป็นเรื่องดี แต่อาจเป็นการทำเรื่องไม่ดีก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้ท่านนำมาใช้ เพราะว่าเมื่อท่านกระทำความผิด ระดับชั้นก็จะตกลงมา บำเพ็ญเสียเวลาเปล่า เพราะฉะนั้นความสามารถพิเศษจึงต้องปิดกั้นไว้ จะทำอย่างไร เมื่อถึงวันที่เปิดพลัง(กง) เปิดการรู้แจ้ง(อู้) ตานก็คือลูกระเบิดที่จะระเบิดเปิดความสามารถพิเศษทั้งหมด ส่วนที่ถูกปิดกั้นทั้งหมดของร่างกายและทวารทุกจุดจะถูกระเบิดออกมาทั้งหมด “ปัง” เสียงดังสนั่น ทั้งหมดจะถูกระเบิดออก ตานก็คือเพื่อการนี้ พระสงฆ์เมื่อถึงแก่มรณภาพนำเรือนร่างไปฌาปนกิจแล้ว จะพบว่ามีพระธาตุเหลืออยู่ บางคนคิดว่ามันเป็นกระดูกและฟัน แต่คนธรรมดาสามัญทำไมจึงไม่มี นั่นก็คือเมื่อตานระเบิดออก พลังงานของมันถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว ซึ่งพระธาตุประกอบขึ้นด้วยสสารมากมายในมิติอื่น มันก็คือสสารนั่นเอง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร คนปัจจุบันถือว่าเป็นของมีค่า มีพลังงาน มีแสง มีความแข็งแกร่ง ก็คือสิ่งนี้

การที่พลัง(กง)ไม่สูงขึ้นยังมีสาเหตุอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือไม่รู้ถึงหลักธรรมในระดับสูง ไม่สามารถบำเพ็ญปฏิบัติให้สูงขึ้นไป หมายความว่าอย่างไร ดังเช่นที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ก่อนหน้านี้ บางท่านฝึกวิชาพลัง(กง)ต่างๆ มามากมาย ข้าพเจ้าจะบอกให้ ต่อให้ศึกษามามากเท่าใดก็ไม่มีประโยชน์ ยังคงเป็นเด็กชั้นประถมอยู่นั่นเอง ท่านยังคงเป็นเด็กชั้นประถมในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ล้วนเป็นกฎในระดับต่ำ ท่านเอากฎในระดับขั้นต่ำไปบำเพ็ญปฏิบัติในระดับสูง ย่อมไม่บังเกิดผลใดๆ ในทางชี้แนะ เหมือนกับท่านศึกษาในมหาวิทยาลัย แต่ใช้แบบเรียนของชั้นประถม ท่านก็ยังคงเป็นนักเรียนประถม ต่อให้เรียนมากอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ กลับจะแย่ลงกว่าเดิม ในระดับชั้นที่แตกต่างกันย่อมมีธรรมะที่แตกต่างกัน หลักธรรมในระดับชั้นที่ต่างกันย่อมมีแนวทางชี้แนะที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น กฎระดับขั้นต่ำไม่สามารถชี้แนะให้ท่านบำเพ็ญปฏิบัติไปสู่ระดับสูงได้ สิ่งที่เราจะอธิบายต่อไปล้วนเป็นกฎที่จะบำเพ็ญปฏิบัติในระดับสูง ข้าพเจ้านำสิ่งที่อยู่ในระดับชั้นที่ต่างกันผนวกเข้าด้วยกันมาอธิบาย ซึ่งจะมีผลต่อการชี้แนะในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของท่านได้ตลอดเวลา ข้าพเจ้ามีหนังสืออยู่หลายเล่ม ยังมีเทปบันทึกเสียง วีดีทัศน์ ท่านจะพบว่า หลังจากท่านอ่าน ดู ฟัง ไปแล้วครั้งหนึ่ง ผ่านไปอีกระยะหนึ่งมาดู ฟัง หรืออ่านอีก รับรองได้ว่าจะยังเกิดผลในทางชี้แนะต่อไป ท่านก็จะสามารถยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นแนวทางชี้แนะให้กับท่านได้อย่างต่อเนื่อง นี่ก็คือหลักธรรม สาเหตุสองประการที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมแล้วพลัง(กง)ไม่สูงขึ้น คือไม่เข้าใจหลักธรรมในระดับสูงจึงไม่สามารถบำเพ็ญได้ ไม่ได้บำเพ็ญจากภายใน ไม่บำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง) พลัง(กง)ก็ไม่สูงขึ้น นี่คือเหตุผลสองประการ

อ่านต่อ หน้า1  หน้า2  หน้า3  หน้า4  หน้า5  หน้า6  หน้า7

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com