Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 2

ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า หลุดพ้นตรีภูมิ

อะไรคือ “ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า หลุดพ้นตรีภูมิ” ปัญหานี้พูดไปแล้วล่อแหลมมาก ในอดีตมีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)มากมายเมื่อพูดถึงปัญหานี้ มักจะถูกผู้ที่ไม่เชื่อในพลังลมปราณ(ชี่กง)เยาะเย้ยถากถางเอาว่า “พวกท่านฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)มีใครบ้างที่ไม่อยู่ในห้าธาตุ ใครบ้างที่หลุดพ้นตรีภูมิ” บางคนไม่ใช่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) แต่งตั้งตัวเองเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) เมื่อความเข้าใจไม่ชัดเจน ก็ยังกล้าที่จะคุยอวด จึงถูกผู้คนปิดปากมามากต่อมาก สร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม สร้างความสับสนอย่างใหญ่หลวง เปิดโอกาสให้คนโจมตีพลังลมปราณ(ชี่กง) ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า หลุดพ้นตรีภูมิ เป็นคำพูดในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ที่มาของคำๆ นี้มาจากศาสนา เกิดขึ้นจากศาสนา เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถพูดถึงปัญหาโดยไม่พูดถึงประวัติความเป็นมา ไม่พูดถึงสภาพแวดล้อมในสมัยนั้น

อะไรคือไม่อยู่ในห้าธาตุ ทั้งทฤษฎีฟิสิกส์โบราณของจีนและสมัยใหม่ ต่างยอมรับว่าทฤษฎีธาตุทั้งห้าของจีนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ธาตุทั้ง 5 นี้ประกอบขึ้นเป็นสรรพสิ่งในจักรวาลของเรา นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเราจะมาพูดถึงธาตุทั้งห้า ที่เราพูดว่าบุคคลผู้นี้ออกจากห้าธาตุ ความหมายก็คือบุคคลผู้นี้ไม่อยู่ในโลกของวัตถุ ฟังดูแล้วน่าอัศจรรย์ เรามาลองคิดปัญหากันดู อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)นั้นย่อมมีพลัง(กง) ข้าพเจ้าเคยทำการทดสอบมาแล้ว แม้กระทั่งอาจารย์ท่านอื่นๆ มากมายก็เคยทดสอบ ทดสอบพลังงานของเขา เนื่องจากองค์ประกอบของสสารในพลัง(กง)นี้ เครื่องมือมากมายที่เรามีอยู่ในปัจจุบันล้วนสามารถตรวจสอบออกมา ถ้ามีเครื่องมือชนิดนั้นๆ อยู่ ก็จะสามารถตรวจสอบการคงอยู่ของส่วนประกอบพลัง(กง)ที่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปล่อยออกมา เครื่องมือสมัยนี้สามารถวัดรังสีอินฟราเรด รังสีอัลตราไวโอเลต คลื่นเหนือเสียง คลื่นใต้เสียง ไฟฟ้า แรงแม่เหล็ก รังสีแกมมา อะตอม นิวตรอน อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ล้วนมีสสารเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีสสารบางอย่างที่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ส่งออกมาแต่ไม่มีเครื่องตรวจวัดได้ ถ้ามีเครื่องมือตรวจวัดก็จะสามารถตรวจพบสสารเหล่านี้ จะพบว่าสสารที่อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ส่งออกมานั้นมากมายมหาศาล

จากผลของสนามแม่เหล็กที่พิเศษ อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)สามารถแผ่รังสีที่จรัสเจิดจ้าออกมา สวยงามเป็นพิเศษ แรงพลังยิ่งสูง สนามพลังงานที่แผ่ออกมาจะยิ่งกว้างใหญ่ คนธรรมดาสามัญก็มีแต่น้อยมาก เพียงเรืองแสงอ่อนๆ ในการวิจัยพลังงานสูงทางฟิสิกส์ คนเราเข้าใจว่าพลังงานก็คือนิวตรอนหรืออะตอมจำพวกนี้ อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)มากมายก็เคยทดสอบมาแล้ว อาจารย์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงล้วนเคยถูกทดสอบมาแล้ว ข้าพเจ้าเองก็เคยถูกทดสอบมาแล้ว สิ่งที่ถูกทดสอบได้นั้นมีรังสีแกมมาและนิวตรอนที่ร้อน ซึ่งมีกำลังเกินกว่ากำลังของการแผ่รังสีของวัตถุปกติประมาณ 80 ถึง 170 เท่า ถึงตอนนี้เข็มเครื่องวัดวิ่งมาถึงสุดขั้วแล้ว จึงไม่สามารถวัดได้ว่ามีกำลังอยู่เท่าใด กำลังนิวตรอนมากมายมหาศาลเช่นนี้ช่างเหลือเชื่อจริงๆ มนุษย์เราทำไมจึงสามารถแผ่กำลังนิวตรอนแรงกล้าเช่นนี้ได้ สิ่งนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)มีพลัง(กง)อยู่จริง มีพลังงานสะสมอยู่จริง ข้อนี้ได้รับการพิสูจน์จากวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแล้ว

หลุดพ้นจากธาตุทั้งห้า ก็ต้องเป็นหลักธรรมบำเพ็ญจิตและชีวิต หากมิใช่หลักธรรมบำเพ็ญจิตและชีวิต เขาจะมีพลัง(กง)ตามระดับชั้นที่สูงต่ำของเขาเท่านั้น การฝึกวิชาที่ไม่มีการบำเพ็ญชีวิต ก็ไม่มีปัญหานี้ เขาก็จะไม่พูดถึงการหลุดพ้นจากธาตุทั้งห้า การบำเพ็ญจิตและชีวิต พลังงานของเขาจะถูกเก็บสะสมไว้ภายในเซลล์ของร่างกาย พวกเราที่ฝึกพลัง(กง) เมื่อเริ่มมีพลัง(กง) พลังงานที่แผ่ออกมาค่อนข้างหยาบ เป็นเม็ดเป็นก้อน มีช่องว่าง ความหนาแน่นไม่มาก เพราะฉะนั้นอานุภาพจึงไม่แรง เมื่อระดับชั้นสูงขึ้น พลังงานจะมีความหนาแน่นมากกว่าโมเลกุลของน้ำนับร้อย นับพัน นับร้อยล้านเท่าก็เป็นได้ ระดับยิ่งสูงความหนาแน่นจะยิ่งมากยิ่งละเอียดอ่อน ยิ่งละเอียดพลังยิ่งสูง ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ พลังงานที่สะสมไว้ในแต่ละเซลล์ของร่างกาย ไม่เฉพาะแต่เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเราในมิติวัตถุนี้ ในมิติอื่นๆ ร่างกายของเรา โมเลกุล อะตอม โปรตอน อิเล็กตรอน จนกระทั่งอนุภาคที่เล็กที่สุดในเซลล์ ก็จะมีพลังงานเหล่านี้สะสมอยู่ นานๆ เข้า ร่างกายของเราก็จะเต็มไปด้วยสสารพลังสูงทั้งหมด

สสารพลังงานสูงเหล่านี้มีจิตวิญญาณ มันมีความสามารถในตัว เมื่อมีมาก ความหนาแน่นสูง สะสมจนเต็มในเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย มันจะสามารถควบคุมเซลล์ในร่างกายและเซลล์ที่ไร้สมรรถภาพที่สุดในร่างกายของเรา หลังจากเข้าควบคุมแล้ว ก็จะไม่เกิดการผลิตเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์เก่า สุดท้ายก็จะทดแทนเซลล์ทั้งหมดในร่างกายของมนุษย์ แน่นอนข้าพเจ้าพูดอาจจะฟังดูง่าย การจะบำเพ็ญจนถึงระดับนี้ได้ใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน เมื่อท่านบำเพ็ญถึงขั้นนี้ เซลล์ในร่างกายของท่านจะถูกสสารพลังงานสูงนี้เข้าทดแทน ท่านลองคิดดู ร่างกายของท่านยังคงประกอบด้วยธาตุทั้งห้าอีกหรือไม่ ยังคงเป็นสสารในมิติของเรานี้หรือไม่ มันได้ประกอบขึ้นมาด้วยสสารพลังสูงที่รวบรวมมาจากมิติอื่นแล้ว ส่วนประกอบของกุศลก็คือสสารที่มีอยู่ในมิติอื่นเช่นกัน มันไม่ถูกควบคุมโดยสนามเวลาในมิติของเรานี้

นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันมีความเห็นว่าเวลามีลักษณะเป็นสนาม หากไม่อยู่ในขอบข่ายของสนามเวลาก็จะไม่ถูกควบคุมด้วยเวลา ในอีกมิติหนึ่งความนึกคิดด้านมิติกาลเวลาไม่เหมือนกับของเรา มันจะสามารถบังคับสสารในมิติอื่นได้อย่างไร ไม่บังเกิดผลใดๆ ทั้งสิ้น พวกเราลองคิดดู เมื่อถึงเวลานั้นท่านจะยังคงอยู่ในธาตุทั้งห้าหรือ ท่านยังคงอยู่ในร่างกายของคนธรรมดาอีกหรือ แน่นอนไม่ใช่แน่ แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งคนธรรมดาสามัญมองไม่ออก ถึงแม้ร่างกายของเขาได้เปลี่ยนแปลงมาถึงระดับนี้แล้ว ยังนับไม่ได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของการฝึกบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เขายังจะต้องบำเพ็ญให้บรรลุชั้นที่สูงขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นเขายังจำเป็นที่จะต้องบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในโลกของคนธรรมดาสามัญต่อไปอีก จะไม่ให้คนอื่นมองไม่เห็นตัวเขาคงไม่ได้

แล้วต่อไปภายภาคหน้าจะทำอย่างไร ในขั้นตอนของการฝึกบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเขา โมเลกุลของเซลล์ต่างๆ ทั้งหมดของเขาถึงแม้จะถูกสสารพลังงานสูงเข้าทดแทน ทว่าอะตอมนั้นมีการจัดเรียงลำดับเป็นแบบแผน แบบแผนของการจัดเรียงลำดับของโมเลกุล และของอะตอมไม่ได้เปลี่ยนแปลง การเรียงลำดับของโมเลกุลของเซลล์ในร่างกายก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิม อ่อนนุ่มเมื่อสัมผัส การเรียงลำดับของโมเลกุลกระดูกมีความหนาแน่นสูง จึงแข็งเมื่อสัมผัส ความหนาแน่นของโมเลกุลของโลหิตต่ำมาก จึงจัดอยู่ในประเภทของเหลว คนธรรมดาสามัญไม่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของท่านจากภายนอก โมเลกุลของเซลล์ยังคงรักษาสภาพโครงสร้างและการจัดเรียงลำดับตามแบบเดิม โครงสร้างของมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ว่าพลังงานข้างในเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะฉะนั้นบุคคลผู้นี้ก็จะไม่แก่ชราไปตามธรรมชาติ เซลล์ของเขาจะไม่ตาย ด้วยเหตุนี้เขาจะรักษาความหนุ่มสาวได้ตลอดไป ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม คนนั้นจะดูค่อนข้างอ่อนวัย สุดท้ายจะคงอยู่ในสภาพนี้ตลอด

แน่นอนร่างกายนี้เมื่อเกิดปะทะกับรถยนต์ กระดูกก็ยังอาจจะหักได้ ถูกมีดบาดเลือดก็จะออก เพราะว่าการเรียงลำดับของโมเลกุลไม่เปลี่ยน เพียงแต่ไม่ดับสลาย ไม่แก่ไปตามธรรมชาติ ไม่มีการทดแทนเซลล์เก่า นี่ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า การหลุดพ้นห้าธาตุ ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งงมงาย สามารถใช้หลักทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อธิบายได้ บางคนอธิบายได้ไม่ชัดเจนพูดไปโดยไม่มีหลักการ ผู้คนก็กล่าวหาว่างมงาย เพราะว่าคำนี้มีต้นกำเนิดมาจากศาสนา มิใช่เป็นคำศัพท์ที่เกิดจากพลังลมปราณ(ชี่กง)ในปัจจุบัน

อะไรคือการหลุดพ้นตรีภูมิ ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าได้พูดไว้แล้วว่า ประการสำคัญของการที่พลัง(กง)ของเราจะเพิ่มหรือไม่ อยู่ที่การบำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง) หล่อหลอมให้เข้ากับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลก็จะไม่ควบคุมท่าน จิต(ซินซิ่ง)ของท่านยกระดับสูงขึ้น ส่วนประกอบของกุศลก็แปรผันเป็นพลัง(กง) เมื่อขยับสูงขึ้นสูงขึ้นจนถึงระดับชั้นสูง ก็จะก่อเกิดเป็นเสาหลักพลัง(กง) เสาหลักพลัง(กง)นี้มีความสูงเท่าใด พลัง(กง)ของท่านก็จะสูงเท่านั้น มีคำกล่าวอยู่ประโยคหนึ่งว่า หลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ไร้ขอบเขต ล้วนอาศัยใจท่านบำเพ็ญ ท่านจะบำเพ็ญได้สูงเพียงใด อยู่ที่ความอดทนและความสามารถทนทุกข์ของท่าน สสารสีขาวในตัวท่านใช้หมดแล้ว สสารสีดำของท่านเมื่อผ่านการทนทุกข์ลำบากก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสสารสีขาวได้ ถ้ายังไม่พอใช้ ญาติสนิทมิตรสหาย เขาไม่บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ท่านช่วยแบกรับกรรมให้เขา พลัง(กง)ของท่านก็จะเพิ่มสูงขึ้น นี่หมายถึงผู้ที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมถึงระดับชั้นสูงมากแล้ว คนธรรมดาสามัญบำเพ็ญปฏิบัติธรรม อย่าได้คิดไปรับเคราะห์กรรมแทนญาติสนิทของท่าน กรรมหนักเช่นนั้นคนทั่วไปจะบำเพ็ญไม่สำเร็จ นี่ข้าพเจ้าพูดถึงกฎในระดับชั้นที่ต่างกัน

ตรีภูมิที่กล่าวกันในศาสนา คือสวรรค์ 9 ชั้นหรือ 33 ชั้น ก็คือสวรรค์ บนโลก และนรก ประกอบขึ้นเป็นสรรพสัตว์ในตรีภูมิ เขาพูดกันว่าภายในสวรรค์ 33 ชั้น สรรพสิ่งต้องเวียนว่ายตายเกิดกัน 6 ทาง(วัฏสงสาร) หมายถึงชาตินี้เกิดมาเป็นคน ชาติหน้าอาจเป็นสัตว์ก็ได้ พุทธศาสนาสอนไว้ว่า ในช่วงชีวิตที่ยังมีอยู่ ไม่บำเพ็ญแล้วจะบำเพ็ญเมื่อใด เพราะว่าสัตว์ไม่ได้รับอนุญาตให้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ไม่มีสิทธิ์ฟังธรรม บำเพ็ญธรรมแล้วก็ไม่ได้มรรคผล หากมีพลัง(กง)สูงยังจะต้องถูกสวรรค์พิฆาต ร้อยปีไม่ได้เรือนร่างมนุษย์ พันปีได้ร่างมนุษย์สักครั้ง ได้ร่างมนุษย์แล้วท่านก็ยังไม่รู้จักทะนุถนอม หากท่านไปเกิดใหม่เป็นก้อนหิน หมื่นปีหินก้อนนั้นคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่แตกสลาย ไม่ผันแปรไปตามดินฟ้าอากาศ ท่านก็ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ การได้มาซึ่งเรือนร่างมนุษย์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีโอกาสได้รับหลักธรรมใหญ่ นับว่าคนๆ นี้โชคดีมากๆ เรือนร่างมนุษย์ได้มายากลำบาก นี่คือเหตุผล

การฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง)ของเราเน้นเรื่องระดับชั้น ระดับชั้นขึ้นอยู่กับการบำเพ็ญธรรมของตนเอง หากท่านคิดจะบำเพ็ญให้หลุดพ้นตรีภูมิ เสาหลักพลัง(กง)ของท่านจะต้องสูงมากๆ ท่านมิใช่หลุดพ้นตรีภูมิแล้วหรือ บางคนนั่งสมาธิ เมื่อจิตหลักออกจากร่าง ชั่วพริบตาก็จะลอยขึ้นไปสูงมาก ผู้ฝึกบางคนเขียนมาเล่าประสบการณ์ให้ข้าพเจ้าฟังว่า อาจารย์ ผมได้ลอยขึ้นไปบนสวรรค์ไม่ทราบว่ากี่ชั้นด้วยกัน ผมมองเห็นทัศนียภาพต่างๆ นานา ข้าพเจ้าจึงตอบว่า ลองขึ้นไปอีกซิ เขาตอบว่า ผมขึ้นไปไม่ไหวแล้ว ไม่กล้าขึ้นไป ขึ้นไปอีกไม่ไหวจริงๆ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าเสาหลักพลัง(กง)ของเขามีความสูงเพียงเท่านั้น เขานั่งเสาหลักพลัง(กง)ของเขาขึ้นไป นี่ก็คือมรรคผลที่กล่าวกันในพุทธศาสนา บำเพ็ญธรรมได้มรรคผลเพียงเท่านั้น แต่ว่าพูดถึงผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมแล้ว ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของมรรคผล เขายังจะสามารถบรรลุสูงขึ้นไป สูงขึ้นไปได้อีก เสาหลักพลัง(กง)ของท่านสามารถทะลุผ่านเส้นแบ่งเขตตรีภูมิไปได้ ท่านมิเท่ากับหลุดพ้นตรีภูมิแล้วหรือ เราได้ลองวัดดู พบว่าตรีภูมิที่ศาสนากล่าวถึง เป็นเพียงขอบเขตในวงโคจรของดาวนพเคราะห์ บางคนก็เรียกว่าดาวเคราะห์ใหญ่ 10 ดวง ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่ามันไม่มีอยู่จริง ในอดีตอาจารย์ที่สอนพลังลมปราณ(ชี่กง)เหล่านั้น บางท่านเสาหลักพลัง(กง)ได้ทะลุออกนอกเส้นทางช้างเผือก สูงมากๆ เขาหลุดพ้นตรีภูมิไปนานแล้ว การหลุดพ้นตรีภูมิที่ข้าพเจ้าพูดถึง ความจริงก็คือเรื่องของระดับชั้น

เรื่องเกี่ยวกับการแสวงหา

มีคนไม่น้อยที่เข้ามาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยมีจิตยึดติดที่จะแสวงหา บ้างต้องการแสวงหาความสามารถพิเศษ บ้างต้องการฟังทฤษฎี บ้างต้องการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ บ้างคิดจะได้ธรรมจักร(ฝ่าหลุน) มีสภาพจิตต่างๆ นานา บางคนพูดว่า ในครอบครัวยังมีสมาชิกที่ยังไม่ได้มาเข้าร่วมชั้นเรียน ขอธรรมจักร(ฝ่าหลุน)จากข้าพเจ้าโดยจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้บ้าง เราผ่านมาแล้วไม่รู้กี่ชั่วคน ผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน พูดออกมาเป็นตัวเลขแล้วน่าตกใจ สิ่งที่ก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลาอันยาวนานเช่นนี้ ท่านคิดว่าเพียงเสียเงินไม่กี่สิบหยวนก็จะสามารถซื้อธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ได้หรือ แล้วทำไมเราจึงให้กับทุกคนได้โดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้เพราะว่าท่านต้องการเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ใจดวงนี้ใช้เงินเท่าไรก็ซื้อไม่ได้ จิตพุทธส่องประกายออกมา เราจึงทำให้ท่านเช่นนี้ได้

ท่านที่มีจิตยึดติดกับการแสวงหา ตั้งใจมาเพื่อสิ่งนี้หรือ ในความคิดของท่านคิดต้องการอะไร ธรรมกายของข้าพเจ้าในอีกมิติหนึ่งสามารถรู้ได้ทุกอย่าง เพราะว่าความนึกคิดเกี่ยวกับกาลเวลาทั้งสองมิติไม่เหมือนกัน มองจากอีกมิติหนึ่งความคิดของท่านที่ก่อตัวขึ้นจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า ก่อนที่ท่านจะคิด เขาก็สามารถล่วงรู้ เพราะฉะนั้นท่านจะต้องสลัดความคิดที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ไปเสีย สายพุทธเน้นเรื่องบุญวาสนา ทุกคนมา ณ ที่นี้เพราะบุญวาสนานำพา ได้สิ่งที่ท่านควรจะได้ เพราะฉะนั้นท่านจะต้องทะนุถนอม จิตไม่ควรยึดติดกับการแสวงหาใดๆ

ในอดีตการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของศาสนา สายพุทธพูดถึงความว่างเปล่า ไม่คิดสิ่งใด เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ สายเต๋าเน้นความไม่มี อะไรก็ไม่มี ไม่ต้องการและไม่แสวงหา ผู้ฝึกพลัง(กง)พูดว่า ตั้งใจฝึกพลัง(กง) โดยจิตไม่หวังได้พลัง(กง) บำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยไม่หมายมั่น เพียงเน้นการบำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน ระดับของท่านก็สามารถจะทะลุสูงขึ้น ท่านย่อมได้ในสิ่งที่ควรได้ ท่านไม่ปล่อยวาง มิเป็นจิตยึดติดหรือ ณ ที่นี้เราถ่ายทอดหลักธรรมในระดับชั้นสูงเช่นนี้ แน่นอนข้อกำหนดทางด้านจิต(ซินซิ่ง)ของท่านก็ต้องสูง เพราะฉะนั้นท่านมาศึกษาหลักธรรมต้องไม่ตั้งจิตแสวงหา

เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อพวกเรา ข้าพเจ้าจะนำท่านไปสู่ทางที่ถูกต้อง จะต้องอธิบายหลักธรรมนี้ให้ท่านฟังอย่างถ่องแท้ เวลาคนแสวงหาตาทิพย์ ตาทิพย์จะปิดตัวเอง และปิดล้อมตัวท่านเอาไว้ ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา ในขณะที่เราบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมในภพ ความสามารถพิเศษต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เวลานี้เราเรียกว่าความสามารถพิเศษ มันจะบังเกิดผลควบคุมคนธรรมดาสามัญได้ ก็เพียงในมิติปัจจุบันของเรานี้เท่านั้น ความสามารถและศาสตร์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ท่านแสวงหาไปเพื่ออะไร แสวงหากันไปมา เมื่อถึงขั้นหลักธรรมนอกภพ ในอีกมิติหนึ่งก็จะไม่บังเกิดผลใดๆ เมื่อเราบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นหลักธรรมในภพ ความสามารถพิเศษเหล่านี้ล้วนต้องละทิ้งไปทั้งหมด นำมันเก็บรักษาไว้ในมิติที่ลึกมากๆ เพื่อเป็นบันทึกของขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของท่านในภายหน้า จะมีประโยชน์ก็เพียงเท่านี้

เมื่อถึงขั้นหลักธรรมนอกภพ คนจะต้องเริ่มต้นบำเพ็ญปฏิบัติธรรมกันใหม่ จะเป็นร่างกายที่ไม่อยู่ในธาตุทั้งห้าตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไปแล้ว เขาคือร่างพระพุทธ ร่างกายเช่นนั้นจะไม่เรียกว่าร่างพระพุทธได้หรือ ร่างพระพุทธนี้จะต้องเริ่มต้นบำเพ็ญปฏิบัติธรรมใหม่ เริ่มเกิดความสามารถพิเศษขึ้นมาใหม่ ไม่เรียกว่าความสามารถพิเศษ เราเรียกว่าอิทธิฤทธิ์พระธรรม มีอานุภาพสูงส่ง สามารถควบคุมทุกมิติ เป็นการสำแดงประสิทธิผลอันแท้จริง ท่านว่าท่านจะแสวงหาความสามารถพิเศษไปเพื่ออะไร ผู้ที่มีจิตแสวงหาความสามารถพิเศษทุกคน ท่านต้องคิดจะนำไปใช้นำไปแสดงเพื่อโอ้อวดในสังคมมนุษย์ มิเช่นนั้นท่านแสวงหาความสามารถพิเศษเพื่อประโยชน์อันใด มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ จะนำมาเป็นเครื่องประดับยังต้องหาสิ่งที่ดูดี ข้าพเจ้าคิดว่าในจิตใต้สำนึกของท่าน ท่านมีจุดประสงค์ที่จะใช้มัน แต่มันไม่ใช่เทคนิคที่จะแสวงหาได้ในสังคมมนุษย์ เป็นสิ่งที่เหนือธรรมดา ไม่สามารถให้ท่านนำออกมาโอ้อวดในหมู่คนธรรมดาสามัญ การโอ้อวดนั้นก็คือจิตยึดติดอย่างรุนแรงชนิดหนึ่ง เป็นจิตที่ไม่ดีอย่างยิ่ง เป็นจิตที่ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมต้องสลัดทิ้งไป ท่านคิดจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือหาเงินเพื่อความร่ำรวย นำไปใช้ต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายในสังคมมนุษย์ ยิ่งไม่ควรกระทำ เป็นการใช้สิ่งที่อยู่ในระดับชั้นสูงมารบกวน ทำลายสังคมมนุษย์ ความคิดเลวร้ายยิ่งนัก จึงไม่ยินยอมให้นำออกมาใช้ตามอำเภอใจได้

โดยทั่วไปความสามารถพิเศษจะบังเกิดแก่คนสองประเภทค่อนข้างมาก คือเด็กและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีผู้สูงอายุ มักจะสามารถควบคุมจิต(ซินซิ่ง)ตัวเองได้ดี เธอเหล่านี้ถึงแม้จะอยู่ในสังคมก็ไม่มีจิตยึดติด หลังจากได้ความสามารถพิเศษแล้ว เธอจึงสามารถควบคุมได้ง่าย ไม่มีจิตใจโอ้อวด ทำไมคนหนุ่มสาวจึงมีความสามารถพิเศษยาก โดยเฉพาะชายหนุ่ม เขายังคิดที่จะดิ้นรนต่อสู้ในสังคมมนุษย์ต่อไปอีก ยังคิดที่จะบรรลุเป้าหมายต่างๆ เมื่อได้ความสามารถพิเศษแล้ว ก็จะใช้ความสามารถพิเศษนี้เพื่อการบรรลุเป้าหมาย เพื่อใช้เป็นความสามารถอย่างหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายของเขา ซึ่งจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นความสามารถพิเศษของเขาจึงปรากฏออกมาไม่ได้

การฝึกบำเพ็ญปฏิบัติธรรม มิใช่เป็นเรื่องล้อเล่น และมิใช่เทคนิคในสังคมมนุษย์ แต่เป็นเรื่องเคร่งครัดมาก ท่านคิดจะบำเพ็ญหรือไม่ จะบำเพ็ญได้หรือไม่ได้ อยู่ที่ท่านจะสามารถยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของท่านให้สูงขึ้นได้อย่างไร หากว่าบุคคลผู้นี้สามารถแสวงหาความสามารถพิเศษมาได้ ก็จะเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ท่านคิดว่าเขาจะบำเพ็ญหรือไม่ แท้จริงแล้วเขาไม่ได้คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเลย เพราะว่าจิต(ซินซิ่ง)ของเขายังคงอยู่ในระดับพื้นฐานของมนุษย์ ความสามารถพิเศษที่ได้นั้นได้จากการขอมา เขาอาจจะกระทำในสิ่งที่เลวร้ายได้ทุกอย่าง เช่นในธนาคารมีเงินมากมาย ไปขนออกมาหน่อย บนถนนมีสลากรางวัล ไปหยิบเอารางวัลที่ 1 มา ทำไมจึงไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านกล่าวไว้ว่า ไม่เน้นคุณธรรม เมื่อมีความสามารถพิเศษย่อมประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ดีได้ง่าย ข้าพเจ้าคิดว่านี่เป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้องนัก มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ท่านไม่เน้นคุณธรรม ไม่บำเพ็ญจิต(ซินซิ่ง) ความสามารถพิเศษก็จะไม่บังเกิดขึ้นได้แน่นอน บางคนมีจิต(ซินซิ่ง)ที่ดี เมื่อได้ความสามารถพิเศษในระดับชั้นนั้นแล้ว ภายหลังเขาไม่สามารถควบคุมไว้ได้ ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่ว่าเมื่อใดเขากระทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ความสามารถพิเศษของเขาจะลดน้อยลงหรือสูญสลายไป และไม่มีวันได้กลับคืนมา ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นคือทำให้เขาเกิดจิตยึดติด

อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านบอกว่าเรียนรู้วิชาจากเขา 3 วัน 5 วัน ก็สามารถรักษาโรคได้ เหมือนกับเป็นการโฆษณา เราเรียกว่าพ่อค้าพลังลมปราณ(ชี่กง) พวกท่านลองคิดดู คนธรรมดาสามัญเช่นท่าน เพียงส่งลมปราณ(ชี่)ออกมานิดหนึ่งก็สามารถรักษาคนไข้ได้หรือ ในร่างกายของคนธรรมดาสามัญก็มีลมปราณ(ชี่)เช่นกัน ท่านก็มีลมปราณ(ชี่) ท่านเพิ่งจะเริ่มฝึกพลัง(กง) จุดลมปราณเหลากงของท่านเพิ่งจะเปิด เริ่มจะรับและปล่อยลมปราณ(ชี่)ได้ เมื่อท่านไปรักษาโรคให้ผู้อื่น ร่างกายผู้ป่วยก็มีลมปราณ(ชี่)อยู่ ดีไม่ดีท่านกลับเป็นฝ่ายถูกรักษา ระหว่างลมปราณ(ชี่)กับลมปราณ(ชี่)นั้นเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แท้จริงแล้วลมปราณ(ชี่)รักษาโรคไม่ได้ ขณะที่ท่านรักษาโรคให้ผู้ป่วย ตัวท่านและผู้ป่วยจะรวมเป็นสนามเดียวกัน พิษไข้ของคนไข้จะเข้าสู่ร่างกายของท่าน มากเท่ากัน ต้นตอของโรคแม้จะอยู่ในตัวเขา เมื่อรับพิษไข้เข้าไปมากๆ ท่านเองอาจล้มป่วยไปด้วย เมื่อท่านรู้สึกว่าสามารถรักษาโรคได้ ก็มักจะเปิดประตูรับรักษาโรคให้ผู้ป่วย ใครมาก็ไม่ปฏิเสธ ท่านจะเกิดจิตยึดติด รักษาให้คนหายจากโรคได้ ดีใจเหลือเกิน ทำไมจึงรักษาให้โรคหายได้ ท่านลองคิดดู ในตัวอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมมีวิญญาณแปลกปลอมสิงอยู่ เพื่อให้ท่านเชื่อถือ มันจะให้สื่อสัญญาณกับท่านเล็กน้อย ท่านจะรักษาได้เพียง 3 คน 5 คน 10 คน 8 คน ก็หมดแล้ว มันเป็นการสูญเสียพลังงานอย่างหนึ่ง หลังจากนั้นแล้วพลังงานก็จะไม่หลงเหลืออีกเลย ตัวท่านเองไม่มีพลัง(กง) พลัง(กง)มาจากไหน พวกเราอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ใช้เวลาหลายสิบปีในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ในอดีตการบำเพ็ญธรรมเป็นเรื่องยากลำบาก ถ้าไม่ยึดมั่นบำเพ็ญหลักธรรมในสายหลัก ไปบำเพ็ญในวิชาสายย่อย ก็จะลำบากอย่างยิ่ง

อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านมีชื่อเสียงมาก ใช้เวลาในการบำเพ็ญธรรมหลายสิบปี จึงได้พลัง(กง)เพียงเล็กน้อย ท่านไม่ได้บำเพ็ญ เพียงแต่มาร่วมชั้นเรียนก็จะคิดมีพลัง(กง) เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จากนั้นท่านก็จะเกิดจิตยึดติด เมื่อเกิดจิตยึดติด ท่านก็ไม่สามารถรักษาโรคให้เขาหายได้ ท่านก็จะเกิดความกังวล บางคนเพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของตนเอง เวลารักษาโรคมีความคิดอย่างไร ขอให้โรคนั้นมาอยู่ที่ตัวฉัน ขอให้โรคของเขาหาย นั่นไม่ใช่เกิดจากเมตตาจิต เขายังไม่ได้ละทิ้งจิตที่ต้องการมีชื่อเสียงและเงินทอง เมตตาจิตก็จะไม่ก่อเกิด เขากลัวว่าตัวเองจะเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงคิดยอมเอาตัวเองเข้าแลกกับโรค เขากลัวจะเสียชื่อเสียง จิตแสวงหาชื่อเสียงรุนแรงอะไรเช่นนี้ เมื่อความปรารถนานี้เกิดขึ้น โรคภัยนั้นก็จะเคลื่อนย้ายมายังร่างกายของเขา บังเกิดผลในทันที เขาได้โรคกลับไปส่วนหนึ่ง ผู้ป่วยกลับหายจากโรค ท่านรักษาโรคของผู้อื่นเสร็จ ส่วนตัวเองกลับบ้านไปทนทุกข์ ท่านรู้สึกว่าตัวเองสามารถรักษาโรค ได้รับคำชมเชยยกย่องเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง) ท่านดีอกดีใจ หลงระเริงกับชื่อเสียง นี่มิใช่จิตยึดติดหรือ หากรักษาไม่หายก็ท้อแท้ทุกข์ใจ นี่มิใช่เกิดจากการหลงใหลในชื่อเสียงลาภยศหรือ และพิษไข้ของคนที่ท่านรักษาก็จะมาอยู่ที่ตัวท่าน อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมที่สอนท่านขับลมปราณ(ชี่)ออกจากร่างกาย ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่าขับออกไปไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เพราะว่าตัวท่านเองไม่สามารถที่จะแยกแยะลมปราณ(ชี่)ดีกับลมปราณ(ชี่)ไม่ดี นานๆ เข้าร่างกายของท่านจะเป็นสีดำทั่วไปหมด นั่นก็คือกรรม

เมื่อมาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ท่านก็จะพบกับความยุ่งยาก ท่านจะทำอย่างไร ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานเท่าใด จึงจะสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นสสารสีขาวได้ เป็นเรื่องยากจริงๆ โดยเฉพาะท่านที่มีรากฐาน(เกินจี)ยิ่งดี ก็ยิ่งจะเจอกับปัญหานี้ บางคนใจจดใจจ่อที่จะรักษาโรค เมื่อท่านมีความต้องการ สัตว์ตัวนั้นอาจเห็นเข้าก็จะเข้ามาสถิต นี่ก็คือการสิงร่าง ท่านต้องการจะรักษาโรคไม่ใช่หรือ ก็จะให้ท่านได้รักษา แต่มันจะไม่ให้ท่านไปรักษาโดยปราศจากเงื่อนไข ผู้ไม่เสียย่อมไม่ได้ อันตรายยิ่งนัก สุดท้ายท่านก็นำพามันเข้ามาหาท่าน แล้วท่านคิดว่าท่านยังจะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติได้อีกหรือ ท่านได้ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง

บางท่านที่มีรากฐาน(เกินจี)ดีก็ใช้รากฐาน(เกินจี)ของตัวเองไปแลกกับกรรมของคนอื่น คนๆ นั้นมีโรค มีกรรมหนัก เมื่อท่านรักษาคนป่วยหนัก กลับไปบ้านก็จะรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน พวกเราหลายคนที่เคยรักษาคนไข้มาก่อนจะมีความรู้สึกเช่นนี้ คนไข้หายป่วยแต่ตัวท่านกลับต้องล้มป่วยอย่างหนัก นานๆ เข้า กรรมก็จะถ่ายโอนมามาก ท่านใช้กุศลไปแลกกับกรรมของคนอื่น นั่นก็คือไม่เสียก็จะไม่ได้ อย่าคิดว่าท่านเพียงแต่รับเอาโรคมาเท่านั้น กรรมก็ต้องใช้กุศลไปแลกมา ในจักรวาลนี้มีกฎอยู่ว่า สิ่งที่ตัวท่านต้องการ ใครก็ยุ่งไม่ได้ และไม่สามารถบอกว่าท่านดี จักรวาลมีข้อกำหนดอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือใครมีกรรมมากผู้นั้นก็คือคนเลว ท่านใช้รากฐาน(เกินจี)ของตัวเองไปแลกกับกรรมของเขา เมื่อมีกรรมมากท่านยังจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้อย่างไร รากฐาน(เกินจี)ของท่านถูกเขาทำลายจนหมดสิ้น ไม่น่ากลัวหรือ โรคของเขาหาย เขาสบายแล้ว แต่ท่านกลับบ้านต้องไปทนทุกข์ทรมาน หากท่านไปรักษาให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งสัก 2 คน ท่านก็จะต้องไปตายแทนเขา อันตรายใช่ไหม เรื่องก็เป็นเช่นนี้ คนส่วนใหญ่จะไม่ทราบเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องนี้

มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมบางท่าน อย่าคิดว่าเขามีชื่อเสียงมาก คนมีชื่อเสียงใช่ว่าจะเป็นคนเข้าใจอะไรได้เสมอไป คนธรรมดาสามัญจะรู้อะไร มีคนเป่าหูก็จะหลงเชื่อ ท่านอย่าคิดว่าเขาทำเช่นนี้ไม่เป็นไร เขาไม่เพียงแต่ทำร้ายผู้อื่น ยังทำร้ายตัวเอง เวลาผ่านไปสักปีสองปี ท่านก็จะเห็นว่าเขาจะเป็นเช่นไร การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไม่อนุญาตให้ทำลายกันเช่นนี้ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมสามารถรักษาโรค แต่ไม่ใช่นำมาใช้เพื่อรักษาโรค มันเป็นสิ่งที่เหนือธรรมดา ไม่ใช่เทคนิคความสามารถของคนธรรมดาสามัญ ท่านนำมันมาทำลายตามอำเภอใจเป็นเรื่องที่ไม่อนุญาตโดยเด็ดขาด ปัจจุบันมีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ปลอมมากมายที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการ นำเอาพลังลมปราณ(ชี่กง)ไปเป็นเครื่องมือในการแสวงหาเงินทองและชื่อเสียง พวกเขานำไปใช้ขยายอิทธิพลเป็นแก๊งเป็นกลุ่มที่เลวร้าย คนประเภทนี้มีจำนวนมากกว่าอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)จริงหลายเท่าตัว คนธรรมดาสามัญพูดเช่นนี้ ทำเช่นนี้ ท่านก็เชื่อ คิดว่าพลังลมปราณ(ชี่กง)ก็เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เลย สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดล้วนเป็นหลักการที่แท้จริง

คนธรรมดาสามัญอยู่ในสังคมมนุษย์เมื่อเกิดความสัมพันธ์เป็นหมู่คณะ กระทำเรื่องเลวร้ายต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งที่ติดค้างคนอื่นจะต้องชดใช้ ถ้าท่านเที่ยวรักษาใครต่อใครตามอำเภอใจ หากรักษาหายขาดได้จริง เป็นเรื่องที่ยอมกันได้หรือ พระพุทธมีอยู่ทุกแห่งหน ทำไมพระพุทธถึงไม่ทำในสิ่งเหล่านี้ ท่านสามารถช่วยให้มนุษย์อยู่กันอย่างสุขสบาย ทำไมท่านจึงไม่ทำ กรรมของใครผู้นั้นควรเป็นผู้ชดใช้ ไม่มีใครกล้าที่จะไปทำลายกฎข้อนี้ บางคนในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ด้วยเมตตาจิต เขาอาจยื่นมือให้ความช่วยเหลือบ้าง ช่วยได้แต่เพียงผลักดันโรคให้ไปปรากฏในภายภาคหน้า ท่านไม่รับโทษวันนี้วันหน้าก็ยังต้องรับโทษ หรือผลัดเปลี่ยนให้ท่านชั่วขณะหนึ่ง ท่านไม่ป่วยก็ต้องเสียเงิน ประสบภัยก็เป็นได้ ผู้ที่เราจะช่วยทำสิ่งนี้ให้ได้ สามารถช่วยลบล้างกรรมให้แก่ท่านได้ทันที จะทำให้เฉพาะผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ไม่ทำให้กับคนธรรมดาสามัญ ในที่นี้ข้าพเจ้ามิใช่พูดถึงหลักการของข้าพเจ้าเอง แต่ข้าพเจ้ากำลังพูดถึงสัจธรรมของจักรวาล และความเป็นจริงในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม

เราจะไม่สอนให้ท่านไปรักษาโรค แต่เราจะนำท่านไปสู่ทางสายหลัก ไปสู่หนทางที่ถูกต้อง คือมุ่งสู่ระดับที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเปิดการแสดงธรรมก็จะบอกว่า ลูกศิษย์ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ทุกคนจะไม่อนุญาตให้รักษาโรค ท่านไปรักษาโรคให้ผู้อื่นท่านก็จะไม่ใช่ลูกศิษย์ของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) เพราะว่าเรานำท่านเดินไปสู่ทางสายหลัก ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในภพ เราจะต้องทำการชำระร่างกายให้ท่านตลอดเวลา ชำระให้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าร่างกายของท่านจะถูกทดแทนด้วยสสารพลังงานสูง หากท่านยังเที่ยวรับสิ่งที่เป็นสีดำมาใส่ตัวของท่าน ท่านจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้อย่างไร นั่นก็คือกรรม ท่านก็ไม่อาจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้ ท่านรับมามากเกินไปท่านก็จะทนไม่ไหว ท่านรับทุกข์กรรมมากเกินไปท่านก็ไม่สามารถบำเพ็ญธรรม นี่คือเหตุผล ข้าพเจ้าถ่ายทอดหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ออกมา พวกท่านอาจไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดนั้นคืออะไร เมื่อข้าพเจ้าสามารถถ่ายทอดหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ออกมาได้ ย่อมมีวิธีที่จะปกป้องรักษา ถ้าท่านไปรักษาโรคให้ผู้อื่น สิ่งต่างๆ ที่ใส่ไว้ในร่างกายของท่านเพื่อให้ท่านได้บำเพ็ญปฏิบัติ ธรรมกายของข้าพเจ้าจะถอนกลับมาหมด จะไม่ยอมให้ท่านทำลายสิ่งล้ำค่านี้เพียงเพื่อชื่อเสียงลาภยศ ท่านไม่ปฏิบัติตามหลักธรรม ก็ไม่ใช่คนของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า) ร่างกายของท่านก็จะกลับสู่สภาพของคนธรรมดาสามัญ สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายก็จะคืนกลับไปให้ท่านทั้งหมด เพราะว่าท่านต้องการเป็นคนธรรมดาสามัญ

หลังจากที่ข้าพเจ้าบรรยายธรรมจบเมื่อวาน มีผู้ฟังจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นทีเดียว แต่ผู้ที่มีโรคหนักเพียงไม่กี่คนจะเริ่มมีอาการก่อนคนอื่น โดยรู้สึกไม่สบายมากตั้งแต่เมื่อวาน เมื่อวานหลังจากที่ข้าพเจ้าได้ทำการถอนสิ่งไม่ดีจากร่างกายของพวกเราออกไป พวกเราส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกว่าตัวเบาขึ้น ร่างกายสบาย แต่ในจักรวาลของเรานี้มีกฎข้อหนึ่งที่เรียกว่าไม่เสียก็ไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่สามารถถอนสิ่งไม่ดีต่างๆ ในร่างกายของท่านออกไปทั้งหมด โดยที่ท่านไม่ต้องรับความทุกข์ทรมานใดๆ เลยย่อมเป็นไปไม่ได้ กล่าวคือต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บ ต้นตอของความไม่สบาย พวกเราได้ทำการถอนออกจากร่างกายของท่านแล้ว แต่สนามของโรคภัยไข้เจ็บในตัวท่านยังอยู่ ดูจากตาทิพย์ที่เปิดในระดับชั้นต่ำ จะมองเห็นภายในร่างกายมีลมปราณ(ชี่)สีดำรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน สกปรกมัวหมองไปด้วยลมปราณ(ชี่)ของโรค รวมตัวกันเป็นลมปราณ(ชี่)สีดำที่หนาแน่นและขุ่นข้นอย่างมาก เวลามันกระจายออกก็จะแผ่ขยายไปทั่วร่างกายของท่าน

เริ่มจากวันนี้ บางท่านจะรู้สึกหนาวขึ้นมาทั้งตัว ราวกับเป็นไข้หวัดใหญ่ อาจจะปวดกระดูก คนส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่สบายเฉพาะส่วน ปวดขา เวียนศีรษะ จุดต่างๆ ในร่างกายที่เคยเจ็บป่วยมาก่อน แต่หายดีหลังจากได้ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง) หรือหายเพราะอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ช่วยรักษาให้ท่าน อาการก็จะกำเริบขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เป็นเพราะเขาไม่สามารถรักษาท่านให้หายขาดได้ เพียงแต่ช่วยระงับอาการไว้ชั่วขณะ โรคยังคงอยู่ ณ จุดนั้น ระงับไม่ให้กำเริบออกมาในเวลานี้ แต่จะกำเริบขึ้นมาใหม่ในวันหน้า เราก็จะต้องขุดคุ้ยให้ออกมา ขุดรากถอนโคนออกมาให้หมด เมื่อทำเช่นนี้ท่านอาจรู้สึกว่าโรคกำเริบขึ้นมาอีก นี่เป็นการขจัดกรรมของท่านจากรากเหง้า เพราะฉะนั้นจึงมีปฏิกิริยาเกิดขึ้นกับท่าน บางคนจะมีปฏิกิริยาเฉพาะส่วน ตรงนี้ไม่สบาย ตรงนั้นก็ไม่สู้ดี อาการไม่สบายทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นเรื่องปกติ ข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา ไม่ว่าท่านจะรู้สึกไม่สบายอย่างไร ขอให้ยืนหยัดมาฟังการบรรยายธรรมต่อไป ทันทีที่ท่านเดินมาเข้าห้องเรียน อาการต่างๆ ของท่านจะหายไป จะไม่เกิดอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น จุดนี้ขอย้ำกับพวกเราว่า ไม่ว่าท่านรู้สึกทุกข์ทรมานอย่างไร หวังว่าท่านจะยืนหยัดต่อไป ธรรมะเป็นสิ่งที่ได้มาด้วยความยากลำบาก ท่านยิ่งรู้สึกทรมานเท่าใด แสดงให้เห็นว่าสิ่งใดเมื่อถึงที่สุดแล้วก็จะหวนกลับคืนไปทางตรงข้าม ร่างกายของท่านจะต้องชำระ จะต้องชำระทุกส่วน ต้นตอของโรคถูกถอนออกไปแล้ว คงเหลือลมปราณ(ชี่)สีดำเพียงเล็กน้อย แผ่กระจายออกมา ให้ท่านทนทุกข์ทรมาน รับโทษทัณฑ์เล็กๆ น้อยๆ ท่านจะไม่รับทุกข์บ้างสักนิดย่อมเป็นไปไม่ได้

ในสังคมมนุษย์มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทั้งชื่อเสียงเกียรติยศ เงินทอง ท่านนอนไม่หลับ กินไม่ได้ ท่านทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมถึงขนาดนี้ มองดูร่างกายของท่านจากอีกมิติหนึ่ง กระดูกเป็นสีดำ ร่างกายเช่นนี้ การชำระให้ท่านโดยที่ท่านไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลยย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านย่อมมีปฏิกิริยาตอบสนองบ้าง บางท่านอาจมีอาการทั้งถ่ายและอาเจียน มีผู้ฝึกหลายท่านจากสถานที่ต่างๆ เขียนมาเล่าประสบการณ์และความรู้สึกให้ข้าพเจ้าฟังเกี่ยวกับปัญหานี้ว่า อาจารย์ หลังจากเลิกเรียนระหว่างเดินทางกลับบ้าน ต้องหาห้องน้ำตลอดทาง ที่เป็นเช่นนี้เพราะอวัยวะภายในล้วนต้องถูกชำระ บางคนจะเกิดอาการง่วงนอน ข้าพเจ้าบรรยายจบเขาก็ตื่น ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เพราะว่าในสมองเขามีโรค จำเป็นต้องรับการปรับรักษา หากรักษาสมองของเขาในขณะที่ตื่นอยู่ เขาจะทนไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องให้เขาเข้าสู่ภวังค์ ให้เขาไม่รู้ตัว แต่บางคนอวัยวะการรับฟังไม่มีปัญหา เขาจะหลับอย่างสุขสบายแต่สามารถรับฟังได้โดยไม่ตกหล่นสักคำ จากนี้ไปเขาก็จะกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ไม่หลับนอน 2 คืนก็ไม่อ่อนเพลีย ล้วนมีอาการที่ไม่เหมือนกัน จะต้องปรับและชำระร่างกายทุกส่วนให้ท่าน

ผู้บำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ที่แท้จริง เมื่อท่านสามารถปล่อยวางจิตลงได้แล้ว ก็จะเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองตั้งแต่บัดนี้ ผู้ที่ปล่อยวางไม่ได้ ปากว่าปล่อยวางได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถปล่อยวางจริงๆ จึงยังคงเป็นเรื่องยาก มีคนส่วนหนึ่งหลังจากเข้าใจสาระสำคัญที่ข้าพเจ้าสอน เขาปล่อยวางได้แล้ว ร่างกายก็จะได้รับการชำระ คนอื่นรู้สึกตัวเบาแล้ว เขาเพิ่งจะเริ่มขจัดโรคภัยออกไปได้ เพิ่งจะเริ่มรู้สึกไม่สบายขึ้นมา ในแต่ละชั้นจะมีคนส่วนหนึ่งที่ตามไม่ทัน การรับรู้(อู้)ไม่ค่อยดี ดังนั้นไม่ว่าท่านจะประสบเหตุการณ์อย่างไรล้วนเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะไปเปิดสอนที่ใดก็จะมีเหตุการณ์เช่นนี้เสมอ บางคนจะรู้สึกไม่สบายมากฟุบอยู่บนโต๊ะ รอให้ข้าพเจ้าไปช่วยรักษาให้ ข้าพเจ้าจะไม่ลงมือรักษาให้ ด่านนี้ถ้าท่านข้ามผ่านไปไม่ได้ ต่อไปวันข้างหน้าหากท่านบำเพ็ญปฏิบัติด้วยตนเอง ท่านจะต้องพบกับทุกข์ภัยร้ายแรงต่างๆ ด่านนี้ท่านยังผ่านพ้นไปไม่ได้ แล้วท่านจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้อย่างไร สิ่งเล็กๆ แค่นี้ท่านยังฟันฝ่าไปไม่ได้หรือ ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านจะฟันฝ่าไปได้ เพราะฉะนั้นพวกท่านอย่าได้มาขอให้ข้าพเจ้าช่วยรักษาโรค ข้าพเจ้าเองก็จะไม่รับรักษาโรคให้ใคร พูดคำว่า “โรค” ข้าพเจ้าก็ไม่ใคร่อยากฟัง

มนุษย์ยากที่จะช่วยเหลือให้หลุดพ้น ทุกชั้นที่ข้าพเจ้าเปิดสอน มักจะมีคนประมาณร้อยละ 5 ร้อยละ 10 ที่ตามไม่ทัน จะให้ทุกคนได้ธรรมะย่อมเป็นไปไม่ได้ ผู้ที่สามารถยืนหยัดปฏิบัติ ก็ยังต้องดูว่าเขาจะสามารถบำเพ็ญธรรมได้หรือไม่ ยังจะต้องดูว่าท่านมีความมั่นคงแน่วแน่ในการบำเพ็ญธรรมได้หรือไม่ จะให้ทุกคนสำเร็จเป็นพุทธย่อมเป็นไปไม่ได้ ผู้บำเพ็ญจริงในหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า) อ่านหนังสือก็จะปรากฏอาการเช่นเดียวกัน ได้รับในสิ่งที่ควรจะได้เช่นเดียวกัน

อ่านต่อ  หน้า1  หน้า2  หน้า3  หน้า4

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com