Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 4

การแปรผันของกรรม

ระหว่างสสารสีขาวกับสสารสีดำมีขั้นตอนในการผันแปร หลังจากที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างคน ก็จะมีขั้นตอนของการผันแปร คือทำความดีก็จะได้สสารสีขาวคือกุศล ทำเรื่องไม่ดีก็จะได้สสารสีดำคือกรรม ยังมีขั้นตอนของการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง บางคนจะพูดว่าใช่หรือไม่ที่ได้ทำเรื่องไม่ดีในช่วงครึ่งแรกของชีวิต ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะว่ากรรมที่คนสะสมมานั้นไม่ใช่ว่ามีเพียงชาติเดียว ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมกล่าวไว้ว่าจิตหลัก(เหวียนเสิน)จะไม่ดับสลาย หากจิตหลัก(เหวียนเสิน)ไม่ดับสลาย เขาก็ย่อมจะมีกิจกรรมทางสังคมในชาติก่อนๆ ถ้าเช่นนั้นเวลาเขามีชีวิตอยู่ในชาติก่อนอาจเคยติดค้างใคร รังแกใคร หรือว่าเคยทำเรื่องที่ไม่ดีอื่นๆ เอาไว้ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นต้น ก็จะก่อเกิดเป็นกรรมเช่นนี้ สิ่งเหล่านี้ในอีกมิติหนึ่ง จะสะสมอย่างต่อเนื่องและจะติดตัวไปตลอด สสารสีขาวก็เช่นกัน ไม่เพียงเกิดมาจากต้นตอเดียว ยังมีอีกลักษณะหนึ่งคือ ในตระกูลเดียวกัน ผลบุญของบรรพบุรุษก็สามารถสืบทอดให้คนรุ่นหลังได้ คนโบราณท่านกล่าวไว้ว่า สะสมผลบุญเถิด สะสมผลบุญ บรรพบุรุษสะสมผลบุญ คนๆ นี้ขาดกุศล เสียกุศล คำพูดนี้ถูกต้องยิ่งนัก คนปัจจุบันไม่เชื่อในคำกล่าวนี้แล้ว ท่านไปพูดกับวัยรุ่นว่า ขาดกุศล กุศลน้อย เขาก็ไม่ใส่ใจ แท้จริงมันมีความหมายลึกซึ้งมาก มันไม่ใช่เพียงแค่ความคิดและมาตรฐานจิตใจของคนสมัยปัจจุบันเท่านั้น ความจริงมันเป็นสสารที่มีอยู่จริง ซึ่งในร่างกายของมนุษย์ก็จะมีสสารทั้ง 2 ชนิดนี้

มีคนพูดว่า ถ้ามีสสารสีดำมาก ก็จะไม่สามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับสูง อาจจะพูดเช่นนี้ได้ คนที่มีสสารสีดำมาก มักมีผลต่อการรับรู้(อู้) เพราะว่ามันก่อเกิดเป็นสนามรอบๆ ตัวท่าน ห้อมล้อมท่านเอาไว้ภายใน ปิดกั้นตัวท่านให้ห่างจากคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) เพราะฉะนั้นคนประเภทนี้อาจจะด้อยในการรับรู้(อู้) คนเขาพูดถึงเรื่องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ฝึกพลังลมปราณ(ชี่กง) เขาจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องงมงายไม่น่าเชื่อเลย เขาจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าขัน ส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนี้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ถ้าคนนี้คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะเป็นเรื่องลำบากและจะไม่สามารถยกระดับพลัง(กง)ใช่หรือไม่ จริงๆ แล้วไม่ใช่ เรากล่าวอยู่เสมอว่าหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ไม่มีขอบเขต ขึ้นอยู่กับใจของผู้บำเพ็ญ อาจารย์นำท่านเข้าประตู การฝึกบำเพ็ญอยู่ที่ตัวท่านเอง ทั้งหมดอยู่ที่ตัวท่านว่าจะบำเพ็ญอย่างไร บำเพ็ญได้หรือไม่ ทั้งหมดต้องดูว่าท่านสามารถอดทนได้หรือไม่ สามารถทุ่มเทได้หรือไม่ ทนทุกข์ได้หรือไม่ หากว่าท่านมีความตั้งใจแน่วแน่แล้ว อุปสรรคใดก็ไม่อาจขวางกั้น ข้าพเจ้าว่าย่อมไม่มีปัญหา

คนที่มีสสารสีดำมาก โดยมากมักจะต้องทุ่มเทมากกว่าคนที่มีสสารสีขาวมาก เพราะว่าสสารสีขาวนั้นผสานกลมกลืนเข้ากับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) ได้โดยตรง ดังนั้นเพียงแต่ให้เขายกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น สามารถยกตัวเองสูงขึ้นในระหว่างความขัดแย้ง พลัง(กง)ของเขาก็จะเพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ คนที่มีกุศลมากการรับรู้(อู้)สูง และสามารถอดทน เหนื่อยยากทั้งร่างกาย ทรมานทั้งจิตใจ แม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยทางร่างกายมากหน่อย ทางจิตใจรับน้อยหน่อย พลัง(กง)ก็สามารถเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีสสารสีดำมากไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ จะต้องผ่านขั้นตอนเช่นนี้ก่อน คือก่อนอื่นต้องแปรผันสสารสีดำให้เป็นสสารสีขาว ก็คือขั้นตอนเช่นนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เจ็บปวดมาก เพราะฉะนั้นคนที่มีการรับรู้(อู้)ไม่ดีต้องทนทุกข์มากกว่า ถ้ากรรมมากการรับรู้(อู้)จะไม่ดี เขาก็ยิ่งที่จะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมลำบาก

ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ท่านดูเขาบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างไร การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยการนั่งสมาธิ จะต้องนั่งขัดสมาธิเป็นเวลานาน เวลานั่งขัดสมาธินานๆ ขาทั้งปวดทั้งชา เวลานานเข้า จิตใจเริ่มว้าวุ่น ว้าวุ่นอย่างแรง เหนื่อยยากทั้งร่างกาย ทรมานทั้งจิตใจ ร่างกายไม่สบาย จิตใจก็ไม่สบาย บางคนเวลานั่งขัดสมาธิกลัวเจ็บ ก็เอาขาลง ไม่คิดจะยืนหยัด บางคนนั่งขัดสมาธิได้สักพักก็เริ่มทนไม่ไหว ก็เอาขาลง ฝึกไปก็เปล่าประโยชน์ พอนั่งขัดสมาธิแล้วปวด ก็รีบๆ เปลี่ยนอิริยาบถแล้วค่อยนั่งขัดสมาธิต่อ เราเห็นว่ามันไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะว่าในขณะที่ขาของเขาปวดอยู่นั้น เรามองเห็นสสารสีดำกำลังจู่โจมบริเวณขาของเขา สสารสีดำก็คือกรรม การทนทุกข์ก็สามารถลบล้างกรรม จากนั้นก็จะแปรผันเป็นกุศล เมื่อเริ่มรู้สึกเจ็บปวด กรรมก็เริ่มสลายไป กรรมยิ่งกดลงไปข้างล่าง ขาของเขาก็ยิ่งเจ็บปวด เพราะฉะนั้นการเจ็บปวดของเขาไม่ใช่ไม่มีสาเหตุ ผู้ที่นั่งสมาธิแล้วปวดขามักจะมีอาการปวดเป็นระยะๆ เวลาปวดขึ้นมาก็ปวดจนสุดที่จะทน พอผ่านพ้นไปความปวดจะน้อยลง อีกสักพักก็จะเริ่มปวดขึ้นมาใหม่ มักจะเป็นอย่างนี้

เพราะว่ากรรมจะสลายทีละส่วน สลายไปส่วนหนึ่งก็จะรู้สึกว่าขาสบายขึ้นมาหน่อย ผ่านไปสักครู่ก็จะปวดขึ้นอีกส่วน เริ่มเจ็บปวดอีก หลังจากสสารสีดำสลายไป ไม่ใช่กระจายหายไป สสารนี้ไม่ดับสลาย หลังจากสลายไปแล้วก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็นสสารสีขาวโดยตรง สสารสีขาวนี้ก็คือกุศล ทำไมมันจึงแปรเปลี่ยนได้ เพราะว่าเขาได้ผ่านการทนทุกข์ เขาได้ชดใช้แล้ว เขาได้รับความเจ็บปวด ข้าพเจ้าพูดแล้วว่ากุศลนั้นได้มาจากการที่เรายอมรับความทุกข์ ความลำบากและทำความดี เพราะฉะนั้นในการนั่งสมาธิจึงมีปัญหานี้เกิดขึ้น บางคนพอปวดขาสักเล็กน้อยก็จะขยับลงมาเคลื่อนไหว แล้วค่อยนั่งขัดสมาธิต่อ ซึ่งจะไม่เกิดผลใดๆ บางคนฝึกท่ายืนอยู่ในท่ายกแขน เมื่อยทนไม่ได้ก็ปล่อยแขนลง ก็ไม่บังเกิดผล ความทุกข์แค่นี้นับประสาอะไร ข้าพเจ้าหมายความว่าถ้าคนที่ฝึกพลัง(กง)เพียงยกแขนก็บำเพ็ญได้สำเร็จ เช่นนี้ก็นับว่าง่ายเกินไป นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะทำสมาธิในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม

ในหลักธรรมของเราจุดสำคัญไม่ใช่ปฏิบัติอย่างนี้ แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นประโยชน์จากการปฏิบัติเช่นนี้ ส่วนใหญ่พวกเราอาศัยการขัดแย้งของจิต(ซินซิ่ง)ระหว่างคนมาแปรผันกรรม โดยมากจะปรากฏออกมาในรูปนี้ ในความขัดแย้งของคน การเสียดสีระหว่างคนนั้นความเจ็บปวดมีมากกว่าเสียอีก ข้าพเจ้าว่าความเจ็บปวดทางร่างกายนั้นง่ายต่อการอดทน กัดฟันก็ผ่านไป เวลาคนมีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน สิ่งที่ยากแก่การควบคุมมากที่สุดก็คือจิต

ยกตัวอย่างเช่น มีคนคนหนึ่งไปทำงาน ได้ยินเพื่อนร่วมงาน 2 คนว่าเขาในทางเสื่อมเสีย ว่าจนฟังไม่ได้ อารมณ์โกรธก็จะเกิดขึ้นมาทันที แต่เรากล่าวกันว่าผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม จะต้องทำให้ได้ถึงขั้นที่ว่า ตีก็จะไม่โต้กลับ ด่าก็จะไม่ด่ากลับ ใช้มาตรฐานชั้นสูงมาควบคุมตัวเอง เขาก็คิด อาจารย์บอกแล้วว่า พวกเราผู้ฝึกพลัง(กง)ต่างจากผู้อื่น ต้องมีกิริยาสูงกว่าคนอื่น เขาจึงไม่ต่อล้อต่อเถียงกับสองคนนั้น แต่โดยมากเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้น ไม่เสียดแทงเข้าไปถึงจิตของคนก็ยังไม่นับ ยังใช้ไม่ได้ ยกระดับไม่ได้ ดังนั้นในใจยังปล่อยวางไม่ได้ ก็จะว้าวุ่นใจ และยังคิดอยากจะหันกลับไปดูหน้าคนทั้งสอง ที่กำลังว่าเขาในทางเสื่อมเสีย พอหันไป มองเห็นสีหน้าดุดันของสองคนนั้น กำลังกล่าวร้ายตัวเองอย่างดุเดือด เขาก็ทนไม่ได้ขึ้นมาทันที ความโกรธก็เกิดขึ้น ก็อาจจะมีเรื่องปะทะกันได้ เวลาที่คนมีความขัดแย้งกัน จึงยากที่จะควบคุมจิตใจของตัวเองไว้ได้ ข้าพเจ้าว่าการผ่านด่านในขณะที่นั่งสมาธินั้น ง่ายกว่ากันมาก แต่ก็ไม่ใช่เป็นเช่นนี้เสมอไป

ดังนั้นต่อไปข้างหน้าเวลาฝึกพลัง(กง) ท่านจะพบกับความทุกข์ความลำบากทุกรูปแบบ หากไม่มีความทุกข์ความลำบากเหล่านี้ ท่านจะบำเพ็ญได้อย่างไร ท่านดีเราก็ดี ไม่มีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ ไม่มีการรบกวนด้านจิตใจ ท่านนั่งอยู่ตรงนั้นจิต(ซินซิ่ง)ก็ยกระดับขึ้นมาได้หรือ มันเป็นไปไม่ได้ คนเราต้องผ่านการปฏิบัติอย่างจริงจังในการขัดเกลาตัวเอง จึงจะสามารถยกระดับให้สูงขึ้นได้ มีคนกล่าวว่า ทำไมเราฝึกพลัง(กง)จึงมักจะพบกับเรื่องยุ่งยาก มีมากพอๆ กับที่คนธรรมดาสามัญประสบกันอยู่ นั่นเพราะว่าท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอยู่ท่ามกลางคนธรรมดาสามัญ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะจับท่านห้อยหัวลง ลอยขึ้นมาแขวนอยู่ตรงนั้น นำท่านขึ้นสวรรค์ไปรับทุกข์เล็กน้อย มันจะไม่เป็นเช่นนี้ ล้วนอยู่ในลักษณะของคนธรรมดาสามัญ เช่นวันนี้มีคนมาทำให้ท่านหงุดหงิด ใครทำท่านโกรธ ทำไม่ดีต่อท่าน หรืออยู่ดีๆ ก็ใช้คำพูดที่ฟังไม่รื่นหูกับท่าน จะดูว่าท่านจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร

ทำไมจึงต้องมาเผชิญกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นเพราะกรรมที่ท่านติดค้างไว้ เราได้ช่วยลบล้างให้ท่านไปมากแล้ว เหลือเพียงส่วนน้อยซึ่งแบ่งไว้ในแต่ละระดับชั้น เพื่อให้ท่านได้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง) จัดความทุกข์ความลำบากบางส่วนให้ท่านได้ฝึกฝนจิตใจ และขจัดจิตยึดติดทุกประเภท เป็นทุกข์ภัยของท่านเองทั้งนั้น เราใช้มันเพื่อยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของท่าน ซึ่งท่านจะผ่านพ้นไปได้ทั้งหมด ขอเพียงท่านยกระดับจิต(ซินซิ่ง) ก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้ เกรงแต่ว่าตัวท่านเองไม่คิดที่จะผ่าน ถ้าคิดจะผ่านก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะฉะนั้นต่อไปเมื่อท่านพบกับความขัดแย้ง ขออย่าได้คิดว่าเป็นเหตุบังเอิญ เพราะว่าเวลาเกิดความขัดแย้ง จะเกิดขึ้นมาทันทีทันใด แต่ว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญ นั่นคือเพื่อให้ท่านได้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง) ท่านเพียงแต่ปฏิบัติตนเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) ท่านก็จะสามารถจัดการกับมันได้ดี

แน่นอน ก่อนที่ทุกข์ภัยและความขัดแย้งจะมาถึง ย่อมไม่บอกกล่าวให้ท่านรู้ล่วงหน้า บอกท่านหมดแล้ว ยังจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างไร มันก็จะไม่บังเกิดผลใดๆ มันมักจะเกิดอย่างกะทันหัน จึงจะสามารถทดสอบจิต(ซินซิ่ง)ของคน จึงจะสามารถทำให้จิต(ซินซิ่ง)ของคนยกระดับสูงขึ้นได้อย่างแท้จริง ดูว่าจะสามารถควบคุมจิต(ซินซิ่ง)ได้หรือไม่ จึงจะดูออก ดังนั้นความขัดแย้งเกิดขึ้นมิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมทั้งหมด การผันแปรของกรรมก็จะมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น มันจะยากลำบากยิ่งกว่าความเหน็ดเหนื่อยทางร่างกายอย่างที่คนทั่วไปคาดคิดเป็นอันมาก ท่านฝึกพลัง(กง)มากอีกหน่อย ยกมือจนเมื่อยหรือยืนจนเมื่อยขา พลัง(กง)ก็จะก่อกำเนิดขึ้นหรือ ฝึกเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงพลัง(กง)ก็เพิ่มขึ้นเช่นนั้นหรือ นั่นเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางร่างแท้(เปิ๋นถี่) ยังต้องมีพลังงานมาเสริมสร้าง มันไม่มีผลต่อการยกระดับชั้น ความทุกข์ทางจิตใจจึงจะเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับชั้นอย่างแท้จริง พูดถึงหากความเหนื่อยยากทางกายก็สามารถยกระดับขึ้นได้ ข้าพเจ้าว่าชาวนาในประเทศจีนลำบากที่สุด มิกลายเป็นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดแล้วหรือ ท่านจะเหนื่อยยากเพียงใดก็เทียบพวกเขาไม่ได้ วันๆ ใช้ชีวิตอยู่กับผืนดินกลางแดดที่แผดเผา ทั้งลำบากทั้งเหนื่อย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่ายเลย เพราะฉะนั้นเราพูดแล้วว่า การจะยกระดับที่แท้จริง ต้องยกจิตใจให้สูงขึ้นอย่างแท้จริง จึงจะเป็นการยกระดับที่แท้จริง

ในระหว่างกรรมถูกผันแปร เพื่อให้เราสามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่กระทำเรื่องไม่ดีเหมือนคนธรรมดาสามัญ ดังนั้นในยามปกติเราจะต้องรักษาจิตใจให้มีความเมตตา จิตใจที่ดีงาม เวลาเผชิญกับปัญหาต่างๆ อย่างกะทันหัน ท่านก็จะสามารถแก้ไขได้ถูกต้อง จิตใจของท่านเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ท่านก็มีเวลาและโอกาสที่จะยับยั้งตน มีเวลาไตร่ตรองมากขึ้น หากใจของท่านคิดแต่จะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับคนอื่น ข้าพเจ้าว่าพอพบกับปัญหาท่านก็จะโต้ตอบกับผู้อื่นทันที รับรองจะเป็นเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อท่านเผชิญกับความขัดแย้งใดๆ ข้าพเจ้าจึงพูดว่าต้องแปรผันสสารสีดำในร่างกายของท่านให้เป็นสสารสีขาว แปรผันให้เป็นกุศล

มนุษย์เราพัฒนามาจนถึงระดับนี้ในทุกวันนี้ แทบทุกคนล้วนตกอยู่ในบ่วงกรรม ร่างกายของคนเราล้วนมีกรรมติดมามากมาย ดังนั้นในปัญหาของการแปรผันกรรม ก็จะมีเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นคือ ในเวลาเดียวกันกับที่พลัง(กง)ของท่านเพิ่มขึ้น จิต(ซินซิ่ง)ยกสูงขึ้น กรรมของท่านก็จะสลายและผันแปรในเวลาเดียวกัน เมื่อพบกับความขัดแย้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในระหว่างการฝึกฝนขัดเกลาด้านจิต(ซินซิ่ง) ท่านสามารถอดทน กรรมของท่านจะสลายไป จิต(ซินซิ่ง)ของท่านก็จะยกระดับสูงขึ้นมา พลัง(กง)ของท่านก็เพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็จะผสมผสานเข้าด้วยกัน คนในสมัยก่อนมีกุศลมาก จิต(ซินซิ่ง)ของเขาสูงอยู่แล้ว เพียงแต่ยอมอดทนต่อความลำบากสักเล็กน้อยพลัง(กง)ก็จะเพิ่มขึ้น คนปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนี้ เมื่อประสบกับความลำบากก็ไม่คิดจะบำเพ็ญ นับวันก็ยิ่งไม่รับรู้(อู้) จึงบำเพ็ญยากยิ่งขึ้น

ในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมนั้น การปฏิบัติต่อความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรม เวลาผู้อื่นปฏิบัติไม่ดีต่อท่าน อาจเนื่องมาจากสองกรณี กรณีแรก ท่านอาจเคยปฏิบัติไม่ดีกับเขาในชาติก่อน จิตใจของท่านไม่สงบ ทำไมถึงทำต่อฉันเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นเมื่อก่อนทำไมท่านจึงปฏิบัติกับเขาเช่นนั้น ท่านพูดว่าในเวลานั้นท่านไม่รู้ เรื่องของชาตินี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องของชาติก่อน คิดเช่นนั้นไม่ได้ อีกปัญหาหนึ่งก็คือ เรื่องของความขัดแย้งยังเกี่ยวพันไปถึงปัญหาการแปรผันกรรม ดังนั้นทางรูปธรรมพวกเราต้องมีกิริยาท่าทีที่ดี จะเหมือนกับคนธรรมดาสามัญไม่ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ทำงาน ในสภาพแวดล้อมการงานอื่นๆ ก็เหมือนกัน พวกที่ทำงานส่วนตัวก็เช่นกัน อีกทั้งการคบค้าระหว่างคน เป็นไปไม่ได้ที่สามารถแยกตัวออกจากสังคม อย่างน้อยที่สุดก็ยังต้องมีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน

ในสังคมการคบหาสมาคมระหว่างกันนั้น มักจะพบกับความขัดแย้งต่างๆ นานาเสมอ ในส่วนของการบำเพ็ญปฏิบัติของเรา ไม่ว่าท่านจะร่ำรวยมียศถาบรรดาศักดิ์สูงสักเพียงใด เป็นเจ้าของกิจการ เปิดบริษัท ค้าขายทำการค้าอะไรก็ไม่สำคัญ ขอเพียงดำเนินธุรกิจด้วยความยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ กิจการงานทุกแขนงอาชีพในสังคมมนุษย์จะต้องคงอยู่ เป็นเพราะจิตมนุษย์ไม่เที่ยงตรง ไม่เกี่ยวกับหน้าที่การงานใดๆ ในอดีตมีคนพูดว่า “พ่อค้า 10 คนจะคดโกงเสีย 9 คน” นี่เป็นคำพูดของคนธรรมดาสามัญ ข้าพเจ้าขอบอกว่านั่นเป็นปัญหาของจิตใจคน ถ้าจิตมนุษย์มีความเที่ยงตรง ทำมาค้าขายอย่างยุติธรรม ท่านลงแรงมากก็ควรจะได้เงินมาก นั่นเป็นปกติวิสัยของสังคมมนุษย์ เมื่อท่านลงแรงไปจึงได้มา ไม่สูญเสียก็จะไม่ได้มา ได้มาจากการทำงาน ในแต่ละระดับชั้นท่านสามารถจะเป็นคนดีได้ ระดับชั้นที่ต่างกันก็จะมีความขัดแย้งที่ต่างกัน ระดับชั้นที่สูงก็มีรูปแบบของความขัดแย้งในระดับสูง ต่างก็สามารถที่จะจัดการกับความขัดแย้งได้อย่างถูกต้อง สามารถจะเป็นคนดีได้ในระดับชั้นนั้นๆ สามารถจะปล่อยวางกิเลสและจิตยึดติดต่างๆ ได้ทั้งนั้น ในแต่ละระดับชั้นก็สามารถมีคนดีปรากฏ และสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในระดับชั้นที่ตัวเองอยู่

ปัจจุบันในประเทศจีนไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือกิจการใดๆ ความขัดแย้งระหว่างคนค่อนข้างพิเศษ ในประเทศอื่น ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ ดังนั้นความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์จึงปรากฏออกมารุนแรงเป็นพิเศษ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเพียงเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อย ความคิดและวิธีการที่ใช้เลวร้ายมาก เป็นคนดียังลำบาก สมมุติว่าคนๆ นี้ไปถึงที่ทำงาน รู้สึกว่าบรรยากาศในที่ทำงานผิดปกติ ภายหลังมีคนบอกเขาว่า มีคนให้ร้ายป้ายสีท่านต่อผู้บังคับบัญชา ทำให้ชื่อเสียงของท่านเสียหาย คนอื่นมองท่านด้วยสายตาที่แปลกๆ คนทั่วไปจะทนได้อย่างไร จะสามารถรับอารมณ์นี้ได้อย่างไร เขาทำฉัน ฉันก็ทำเขา เขามีพรรคพวก ฉันก็มี มาสู้กันเลย คนธรรมดาสามัญก็ทำกันเช่นนี้ คนธรรมดาสามัญจะว่าท่านเก่ง แต่สำหรับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ก็จะเป็นการกระทำที่แย่มาก ท่านไปแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเหมือนกับคนธรรมดาสามัญ ท่านก็คือคนธรรมดาสามัญ แต่ถ้าท่านโต้ตอบแรงเกินกว่าที่เขาทำ ท่านก็จะแย่ยิ่งกว่าคนธรรมดาสามัญเสียอีก

เราควรจะปฏิบัติต่อปัญหานี้อย่างไร เวลาเผชิญกับความขัดแย้งเช่นนี้ ประการแรกเราต้องสงบนิ่ง ไม่ควรปฏิบัติตัวเหมือนที่เขาทำกัน แน่นอนเราสามารถที่จะอธิบายด้วยไมตรีจิต ชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจนก็ไม่เป็นไร แต่ท่านยึดติดเกินไปก็ไม่ได้ เมื่อเวลาเราประสบกับความยุ่งยากเหล่านี้ อย่าได้ไปชิงดีเหมือนกับคนอื่น เขาจะทำอย่างไรท่านก็ทำอย่างนั้น ท่านมิเป็นคนธรรมดาสามัญหรอกหรือ ท่านไม่เพียงแต่ไม่ไปชิงดีชิงเด่นเหมือนที่เขาทำ ในจิตใจของท่านยังเกลียดเขาไม่ได้ ท่านเกลียดเขาไม่ได้จริงๆ ท่านเกลียดเขามิต้องเกิดโทสะหรือ ท่านก็จะไม่สามารถอดทน พวกเราเน้นความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) ความเมตตาของท่านก็จะไม่เหลืออยู่เลย เพราะฉะนั้นท่านจะเหมือนกับเขาไม่ได้ ท่านจะต้องไม่โกรธเขาจริงๆ ถึงแม้เขาทำให้ท่านเสียชื่อเสียงไปทั่ว เสียจนเงยหน้าไม่ขึ้น ท่านไม่เพียงแต่จะโกรธเขาไม่ได้ ในใจท่านยังจะต้องขอบคุณเขา ขอบคุณด้วยใจจริง คนธรรมดาสามัญอาจคิดว่า คนเช่นนี้มิเป็นอาคิวหรือ แต่ข้าพเจ้าขอบอกกับท่าน ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

พวกเราลองคิดดู ท่านเป็นผู้ฝึกพลัง(กง)ต้องใช้มาตรฐานระดับสูงมาเป็นเกณฑ์กำหนดสำหรับตัวท่านหรือไม่ ไม่สามารถใช้กฎของคนธรรมดาสามัญมาเป็นตัวกำหนด การเป็นผู้บำเพ็ญธรรม สิ่งที่ท่านได้คือของที่อยู่ในระดับสูงใช่หรือไม่ ท่านจึงต้องใช้กฎระดับสูงมากำหนดตัวเอง ถ้าท่านปฏิบัติตัวเหมือนเขา ท่านมิเหมือนกับเขาหรือ แล้วทำไมยังต้องขอบคุณเขา ท่านลองคิดดูว่าท่านได้อะไร ในจักรวาลนี้มีกฎอยู่ข้อหนึ่ง เรียกว่าผู้ไม่สูญเสียจะไม่ได้ เมื่อได้จึงต้องสูญเสีย เขาทำให้ท่านเสียหายในหมู่คนธรรมดาสามัญ ถือว่าเขาเป็นฝ่ายที่ได้ เขาเป็นผู้ได้เปรียบ เขายิ่งทำให้ท่านเสียหายรุนแรงมากเท่าใด ท่านต้องอดทนแบกรับมากเท่าใด เขาก็สูญเสียกุศลมากเท่านั้น กุศลเหล่านี้ก็จะตกเป็นของท่าน ในเวลาเดียวกันกับที่ท่านแบกรับ ใจของท่านอาจจะปล่อยวางได้มาก ไม่นำมาใส่ใจ

ในจักรวาลนี้ยังมีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า เมื่อท่านแบกรับความทุกข์อย่างใหญ่หลวงแล้ว ดังนั้นกรรมในตัวท่านก็จะได้รับการผันแปร เพราะว่าท่านได้ชดใช้ ยอมรับความเจ็บปวดมากเท่าใด การแปรผันก็จะมากเท่านั้น กลายเป็นกุศลทั้งหมด ผู้ฝึกพลัง(กง)ต้องการกุศลนี้มิใช่หรือ ท่านก็จะได้รับสองต่อ ยังได้ชำระกรรมไปด้วย หากเขาไม่สร้างสถานการณ์เช่นนี้แก่ท่าน ท่านจะยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ได้อย่างไร ท่านดีฉันก็ดี นั่งอยู่ด้วยกันสมัครสมานสามัคคีพลัง(กง)ก็จะเพิ่มขึ้น จะมีเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร เป็นเพราะเขาสร้างความขัดแย้งเช่นนี้ให้กับท่าน เปิดโอกาสให้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง) เมื่อท่านสามารถยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ของตัวเองในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น จิต(ซินซิ่ง)ของท่านก็ยกระดับขึ้นมาได้มิใช่หรือ เป็นผลได้ที่ 3 ท่านเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) จิต(ซินซิ่ง)ของท่านยกระดับสูงขึ้นพลัง(กง)ก็จะสูงขึ้นด้วยมิใช่หรือ เป็นผลได้ที่ 4 ท่านจะไม่ขอบคุณเขาได้อย่างไร ท่านต้องขอบคุณเขาด้วยใจจริง ความจริงต้องเป็นเช่นนี้

แน่นอนจิตใจที่เขาแสดงออกมาไม่ดี มิเช่นนั้นก็ไม่ได้ให้กุศลแก่ท่าน แต่เขาเป็นผู้เปิดโอกาสให้ท่านได้ยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้นจริงๆ ก็คือเราจะต้องเน้นการบำเพ็ญปฏิบัติด้านจิต(ซินซิ่ง) ในการบำเพ็ญปฏิบัติจิต(ซินซิ่ง)ก็จะชำระกรรมในเวลาเดียวกัน แปรผันเป็นกุศล ท่านจึงจะสามารถยกระดับชั้นสูงขึ้น นี่เป็นสิ่งที่เสริมซึ่งกันและกัน มองจากระดับสูง กฎนี้ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง คนธรรมดาสามัญอาจไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ท่านดูกฎนี้จากระดับสูง ทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงไป ในคนธรรมดาสามัญท่านอาจคิดว่ากฎนี้ถูกต้อง แต่ว่ามันไม่ถูกต้องอย่างแท้จริง เมื่อดูจากระดับสูงจึงจะถูกต้องอย่างแท้จริง โดยมากเป็นเช่นนี้

กฎข้าพเจ้าได้อธิบายให้พวกเราจนกระจ่างแล้ว หวังว่าในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในวันข้างหน้า ทุกท่านจะสามารถปฏิบัติตนเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง บำเพ็ญปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะว่ากฎได้ให้ไว้ตรงนี้แล้ว อาจมีบางคนเพราะว่าเขาอยู่ในสังคมมนุษย์ เขารู้สึกว่าผลประโยชน์ทางวัตถุที่อยู่ต่อหน้าเป็นของจริงแท้ๆ ก็ยังเห็นแก่ประโยชน์ที่อยู่ตรงหน้า ในกระแสของสังคมมนุษย์ เขาไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานสูงกับตัวเองได้ ความจริงการเป็นคนดีในสังคมมนุษย์มีบุคคลตัวอย่างเป็นแบบฉบับ แต่นั่นเป็นบุคคลตัวอย่างในสังคมมนุษย์ ท่านคิดจะเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ต้องอาศัยจิตใจของท่านไปบำเพ็ญทั้งสิ้น ต้องอาศัยตัวท่านไปรับรู้(อู้)ทั้งสิ้น ไม่มีแบบอย่าง ดีที่พวกเราได้ถ่ายทอดหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ออกมาแล้ว ในอดีตหากท่านคิดจะบำเพ็ญ ยังไม่มีผู้ใดให้คำชี้แนะ เช่นนี้ท่านปฏิบัติตามหลักธรรมใหญ่(ต้าฝ่า)ก็อาจปฏิบัติได้ดี บำเพ็ญได้หรือไม่ ปฏิบัติได้หรือไม่ บรรลุถึงระดับใด ล้วนขึ้นอยู่ที่ตัวท่านเอง

แน่นอนรูปแบบของการแปรผันกรรมนั้น ไม่เป็นไปอย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้เสมอไป อาจปรากฏออกมาในด้านอื่น ในสังคม ภายในครอบครัวก็อาจเกิดขึ้นได้ เดินไปบนถนนหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมอื่นๆ ก็อาจพบกับเรื่องยุ่งยาก จิตที่ปล่อยวางไม่ได้ในหมู่คนธรรมดาสามัญ ก็ต้องให้ท่านปล่อยวางทั้งหมด จิตยึดติดต่างๆ ตราบใดที่ท่านยังมีอยู่ ก็ต้องให้ขจัดทิ้งไป ในภาวะแวดล้อมต่างๆ จะให้ท่านล้มลุกคลุกคลาน เพื่อให้ท่านรู้แจ้งได้ธรรม ก็คือต้องบำเพ็ญปฏิบัติกันเช่นนี้

ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่ค่อนข้างจะเป็นรูปแบบทั่วๆ ไป พวกเราหลายคนในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ในเวลาฝึกพลัง(กง) คู่สมรสของท่านก็จะไม่พอใจมาก ทันทีที่ท่านเริ่มฝึกพลัง(กง) ก็จะหาเรื่องชวนทะเลาะตบตี ท่านไปทำเรื่องอื่นเขาจะไม่สนใจ ท่านบอกจะไปเล่นไพ่นกกระจอก เสียเวลาเท่าไร แม้เขาจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่เท่ากับการที่ท่านไปฝึกพลัง(กง) ท่านไปฝึกพลัง(กง)ก็ไม่เป็นการยั่วโทสะเขา เป็นการออกกำลังกาย ก็ไม่ส่งผลกระทบถึงเขา เป็นเรื่องดี แต่เมื่อใดที่ท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เขาก็จะขว้างปาและชวนทะเลาะตบตีกับท่าน บางคนเป็นเพราะว่าฝึกพลัง(กง) คู่สามีภรรยาเกือบต้องหย่าร้างกัน หลายคนไม่คิดกันว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นท่านลองไปถามเขาดู ฉันฝึกพลัง(กง)ทำไมเธอต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาเองก็ตอบไม่ถูกจริงๆ ว่า ทำไมเป็นเช่นนั้น จริงซิ ฉันไม่ควรจะต้องโกรธมากมายขนาดนั้น แต่ทำไมจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟในเวลานั้น ความจริงเรื่องมันเป็นอย่างไร ในขณะที่เราฝึกพลัง(กง)อยู่นั้น กรรมจะต้องมีการผันแปร ไม่สูญเสียจะไม่ได้ สิ่งที่สูญเสียเป็นสิ่งที่ไม่ดี ท่านจะต้องชดใช้

อาจเป็นไปได้ว่าพอเดินเข้าประตูบ้าน คู่สมรสของท่านก็จะเริ่มชวนทะเลาะกับท่านไม่หยุด หากท่านสามารถอดกลั้นผ่านไปได้ พลัง(กง)ที่ท่านฝึกมาวันนี้ ก็จะไม่ฝึกเปล่า บางท่านก็ทราบดีว่าการฝึกพลัง(กง)เน้นที่กุศล ดังนั้นเขากับคู่สมรสในเวลาปกติจะปฏิบัติต่อกันดีมาก พอคิดว่า ปกติฉันว่าหนึ่งเป็นหนึ่งไม่มีสอง วันนี้เขาขึ้นมาบนหัวฉันแล้วหรือ อดกลั้นโทสะไม่อยู่ ก็เริ่มทะเลาะกับเขาขึ้นมา พลัง(กง)ที่ฝึกมาวันนั้น ก็ฝึกเปล่า เพราะว่ากรรมอยู่ตรงนั้น เขากำลังช่วยท่านชำระท่านไม่ยอม ทะเลาะกับเขาขึ้นมาก็ไม่ได้ชำระ เรื่องประเภทนี้ยังมีอีกมาก พวกเรามีไม่น้อยที่เคยประสบกับเรื่องทำนองนี้มาก่อน ไม่ได้คิดว่าเพราะอะไรท่านไปทำเรื่องอื่นเขากลับไม่ค่อยมายุ่งเกี่ยว ที่จริงเป็นเรื่องดี แต่เขากลับชวนทะเลาะกับท่าน ที่จริงคือช่วยท่านชำระกรรม แต่ว่าตัวเขาเองกลับไม่รู้ เขาไม่เพียงแต่ชวนทะเลาะหาเรื่องอย่างผิวเผิน แต่ในใจยังคงดีกับท่าน ไม่ใช่เป็นเช่นนี้ เป็นความโกรธที่แสดงออกมาจากใจจริงๆ เพราะว่ากรรมตกอยู่ที่ผู้ใดผู้นั้นก็ไม่อาจจะทนได้ รับรองได้ว่าเป็นเช่นนี้แน่นอน

อ่านต่อหน้า 1   2  3  4  5

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com