Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 7

ปัญหาการรับประทานเนื้อสัตว์

การรับประทานเนื้อสัตว์ก็เป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนมาก แต่การรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ใช่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต พวกเราศึกษาหลักธรรมกันมาเป็นเวลานานเช่นนี้ เราไม่ได้ขอร้องให้ทุกคนไม่รับประทานเนื้อสัตว์ มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ไม่น้อยพอท่านเริ่มเข้าไปเรียนวิชา ก็จะบอกท่านว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปห้ามรับประทานเนื้อสัตว์ ท่านอาจจะคิด ไม่ให้รับประทานเนื้อสัตว์ในทันทีทันใด ยังไม่ทันได้เตรียมใจเลย วันนี้ที่บ้านอาจจะมีไก่ตุ๋น ปลาทอด ได้กลิ่นหอมแต่รับประทานไม่ได้ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมทางศาสนาก็มีข้อบังคับเช่นนี้ ห้ามไม่ให้รับประทาน พลัง(กง)ของสายพุทธโดยทั่วไป และพลัง(กง)ของสายเต๋าบางวิชาก็เน้นเช่นนี้ว่า รับประทานไม่ได้ พวกเรา ณ ที่นี้ไม่ได้บอกให้ท่านทำเช่นนี้ แต่เราก็พูดถึงเรื่องนี้ แล้วเราพูดว่าอย่างไร เพราะว่าหลักพลัง(กง)ของเรานั้นคือหลักธรรมฝึกคน หลักพลัง(กง)ของหลักธรรมฝึกคนก็คือ สภาพการณ์บางประการจะปรากฏออกมาจากพลัง(กง)และหลักธรรม ในขั้นตอนการฝึกพลัง(กง) ระดับชั้นที่แตกต่างกันจะมีสภาพการณ์ปรากฏออกมาไม่เหมือนกัน ถ้าเช่นนั้นจะมีวันใดวันหนึ่ง หรือวันนี้เมื่อข้าพเจ้าบรรยายจบก็จะมีคนเข้าสู่สภาพการณ์เช่นนี้ คือรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ ได้กลิ่นแล้วจะรู้สึกเหม็นคาว เมื่อรับประทานเข้าไปก็อยากจะอาเจียนออกมา สิ่งนี้มิใช่เกิดจากคนมาบังคับท่านไม่ให้รับประทาน หรือท่านบังคับตัวเองไม่ให้รับประทาน แต่เป็นการเกิดจากใจ เมื่อถึงระดับชั้นนั้น ก็จะสะท้อนออกมาจากพลัง(กง)ให้รับประทานไม่ได้ ถึงขนาดเมื่อท่านกลืนลงไปจริงๆ ก็จะอาเจียนออกมา

ผู้ฝึกเก่าของเราล้วนทราบดี การบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมใหญ่ฝ่าหลุนต้าฝ่าจะเกิดสภาพการณ์เช่นนี้ ในระดับชั้นต่างกันก็จะสะท้อนสภาพการณ์ออกมาต่างกัน ผู้ฝึกบางคนมีความอยากค่อนข้างมาก ความอยากรับประทานเนื้อสัตว์รุนแรงมาก ปกติก็รับประทานเนื้อสัตว์ได้มาก เวลาที่ผู้อื่นรู้สึกเหม็นคาวเนื้อสัตว์ เขาไม่รู้สึกเหม็นคาว ยังรับประทานได้ เพื่อให้เขาขจัดจิตใจนี้ออกไป จะทำอย่างไร เขารับประทานเนื้อสัตว์เข้าไปก็จะปวดท้อง ไม่รับประทานก็จะไม่ปวด จะปรากฏสภาพการณ์เช่นนี้ ความหมายก็คือรับประทานไม่ได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นเมื่อฝึกวิชาของเรา ต่อไปนี้ก็จะไม่มีโอกาสรับประทานเนื้อสัตว์กันแล้วหรือ ไม่ใช่เช่นนี้ จะปฏิบัติกับปัญหานี้อย่างไร การรับประทานไม่ได้เป็นการเกิดจากใจของตนเองทำให้รับประทานไม่ได้ มีจุดประสงค์อะไร การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในวัดบังคับไม่ให้ท่านรับประทาน และการสะท้อนจากจิตตัวเองให้รับประทานไม่ได้ของเราเช่นนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องการให้เราขจัดความอยากต่อการรับประทานเนื้อสัตว์และจิตยึดติดประเภทนี้ออกไป

บางคนตักข้าวขึ้นมา ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์ แทบจะกลืนข้าวไม่ลง นั่นคือความอยากของคนธรรมดาสามัญ เช้าวันหนึ่งข้าพเจ้าเดินผ่านประตูหลังของสวนสาธารณะเซิ่งลี่ในเมืองฉางชุน มีชาย 3 คนเดินออกจากประตูหลังของสวนสาธารณะ ตะโกนคุยกัน คนหนึ่งในนั้นพูดว่า ฝึกพลัง(กง)อะไรถึงกินเนื้อสัตว์ไม่ได้ ต่อให้อายุสั้นไป 10 ปีฉันก็ต้องกิน ความอยากรุนแรงอะไรเช่นนั้น พวกเราลองคิดดู ความอยากเช่นนี้ควรจะต้องขจัดทิ้งไปหรือไม่ สมควรอย่างยิ่ง ในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็คือ ต้องขจัดความอยากทุกชนิด จิตยึดติดทุกประเภทของคนให้หมดไป พูดให้ชัด หากเราไม่สามารถละทิ้งความอยากในการรับประทานเนื้อสัตว์ ก็เท่ากับไม่ได้ขจัดจิตยึดติดทิ้งไปใช่หรือไม่ จะสามารถบำเพ็ญได้สำเร็จหรือ ดังนั้นถ้าเป็นจิตยึดติด ก็ต้องขจัดทิ้งไป แต่ไม่ได้หมายความว่าตั้งแต่นี้ต่อไปท่านจะรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ตลอดไป การห้ามรับประทานเนื้อสัตว์โดยตัวของมันเองมิใช่วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์คือไม่ให้ท่านมีจิตยึดติดประเภทนี้ หากในช่วงที่รับประทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ ท่านสามารถขจัดจิตยึดติดนี้ทิ้งไปได้ ต่อไปท่านอาจรับประทานเนื้อสัตว์ได้อีก ได้กลิ่นก็จะไม่เหม็นกลิ่นคาว รับประทานเข้าไปก็ไม่รู้สึกว่าเหม็น ถึงเวลานั้นท่านรับประทานเนื้อสัตว์ก็ไม่เป็นไร

เมื่อถึงเวลาท่านรับประทานเนื้อสัตว์ได้ จิตยึดติดของท่านก็หมดไปแล้ว ความอยากที่มีต่อเนื้อสัตว์ของท่านก็ไม่มีแล้ว แต่ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ต่อไปรับประทานเนื้อสัตว์ก็จะไม่อร่อย ในบ้านมีทำก็รับประทานกับเขา ในบ้านไม่ทำก็ไม่คิดจะรับประทาน ไม่รู้สึกอร่อย จะมีสภาพการณ์เช่นนี้ปรากฏ แต่การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมท่ามกลางคนธรรมดาสามัญนั้นซับซ้อนมาก ที่บ้านทำอาหารที่มีเนื้อสัตว์บ่อยๆ นานๆ เข้า ท่านก็รู้สึกทานแล้วอร่อย ต่อไปก็จะปรากฏสภาพการณ์ที่กลับไปกลับมา ตลอดขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็จะมีสภาพการณ์ที่กลับไปกลับมาหลายครั้ง ในทันทีทันใดท่านก็จะรับประทานไม่ได้ขึ้นมาอีก รับประทานไม่ได้ก็ไม่ต้องรับประทาน รับประทานไม่ได้จริงๆ รับประทานแล้วก็จะต้องอาเจียน รอจนถึงเวลาที่ท่านรับประทานได้ค่อยรับประทาน ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เรื่องที่จะรับประทานเนื้อสัตว์หรือไม่นั้นไม่ใช่วัตถุประสงค์ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การขจัดจิตยึดติดนี้

หลักธรรมใหญ่ฝ่าหลุนต้าฝ่าของเรา จะก้าวไปค่อนข้างรวดเร็ว ขอเพียงท่านยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น แต่ละระดับชั้นก็จะบรรลุได้อย่างรวดเร็ว บางคนเดิมทีก็ไม่ค่อยยึดติดต่อการรับประทานเนื้อสัตว์ มีไม่มีก็ไม่เป็นไร คนประเภทนี้เพียงหนึ่งหรือสองสัปดาห์ก็จะผ่านไป ก็สามารถขจัดจิตยึดติดนี้ทิ้งไปได้ แต่บางคนต้องดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 1 - 3 เดือนหรือครึ่งปี หากไม่มีกรณีพิเศษไม่เกิน 1 ปีก็จะสามารถกลับมารับประทานเนื้อสัตว์ได้อีก เพราะว่าเนื้อสัตว์เป็นอาหารสำคัญส่วนหนึ่งของมนุษย์ไปเสียแล้ว แต่ผู้บำเพ็ญธรรมอย่างจริงจังในวัดจะรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ได้ พวกเรามาพูดถึงความเข้าใจต่อการรับประทานเนื้อสัตว์ในพุทธศาสนา พุทธศาสนาไม่มีการให้งดเนื้อสัตว์ สมัยนั้นองค์ศากยมุนีทรงนำสาวกบำเพ็ญธรรมอยู่ในป่าด้วยความลำบาก ไม่มีศีลข้อห้ามเกี่ยวกับการงดเนื้อสัตว์ ทำไมจึงไม่มี เพราะว่าในสมัยที่องค์ศากยมุนีทรงเผยแพร่หลักธรรมเมื่อ 2500 ปีก่อนนั้น สังคมมนุษย์ยังล้าหลังมากๆ พื้นที่หลายแห่งมีการทำเกษตรกรรมบ้างแล้ว แต่หลายแห่งก็ยังไม่มีการทำเกษตรกรรม พื้นที่เพาะปลูกก็มีน้อยมาก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ ธัญญาหารค่อนข้างขาดแคลนและมีน้อย สังคมในสมัยนั้นเพิ่งจะหลุดพ้นจากสังคมดึกดำบรรพ์ ยึดการล่าสัตว์เพื่อยังชีพ พื้นที่หลายแห่งอาศัยการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก องค์ศากยมุนีเพื่อให้ขจัดจิตยึดติดของคนได้อย่างถึงที่สุด ไม่ให้สัมผัสจับต้องทรัพย์สินเงินทองใดๆ ทั้งสิ้น พระองค์ทรงนำสาวกออกบิณฑบาต ชาวบ้านให้อะไรก็รับประทานสิ่งนั้น การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจะเลือกฉันอาหารไม่ได้ อาหารที่ได้รับบิณฑบาตมาอาจมีเนื้อสัตว์ปะปนอยู่ด้วย

พุทธศาสนาในสมัยโบราณ กลับมีข้อห้ามเกี่ยวกับการห้ามฉันอาหารคาว การงดอาหารคาวก็มาจากพุทธศาสนาในยุคโบราณ แต่ปัจจุบันการรับประทานเนื้อสัตว์เรียกเป็นอาหารคาว ความจริงแล้วสมัยนั้นอาหารคาวไม่ได้หมายถึงเนื้อสัตว์ แต่หมายถึงต้นหอม ขิง กระเทียมจำพวกนั้น ทำไมจึงจัดมันเป็นอาหารคาว ซึ่งปัจจุบันพระสงฆ์จำนวนมากก็ไม่เข้าใจ เพราะว่าพวกเขาจำนวนมากไม่ได้เน้นการบำเพ็ญจริง ไม่รู้หลายสิ่งหลายอย่าง สิ่งที่องค์ศากยมุนีทรงถ่ายทอดคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลก็คือละเว้นกิเลสตัณหาทั้งมวลในหมู่คนธรรมดาสามัญ สมาธิหมายถึงผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมในขณะนั่งสมาธิจะต้องเข้าสู่สมาธิอย่างสมบูรณ์ การรบกวนทั้งหลายที่จะทำให้ไม่สามารถเข้าสู่สมาธิ บำเพ็ญปฏิบัติไม่ได้ ล้วนจัดเป็นการรบกวนที่ร้ายแรง ถ้าใครรับประทานต้นหอม ขิง กระเทียมแล้ว กลิ่นจะฉุนมาก ในสมัยนั้นพระสงฆ์จะบำเพ็ญธรรมในป่าและตามถ้ำต่างๆ นั่งล้อมเป็นวง วงละ 7 - 8 คน นั่งทำสมาธิ หากมีใครฉันสิ่งเหล่านี้เข้าไป จะส่งกลิ่นฉุนและแรง รบกวนการนั่งสมาธิ รบกวนการเข้าสู่สมาธิ เป็นการรบกวนผู้ฝึกพลัง(กง)อย่างรุนแรง ดังนั้นจึงมีข้อห้ามข้อนี้ ถือว่าเป็นอาหารคาว ไม่อนุญาตให้ฉันสิ่งเหล่านี้ สิ่งมีชีวิตที่กำเนิดขึ้นมาจากการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในร่างกายคน ก็รำคาญกลิ่นคาวเหล่านี้ ต้นหอม ขิง และกระเทียมยังสามารถกระตุ้นให้คนเกิดความอยากต่างๆ ได้ด้วย รับประทานเข้าไปมากๆ ก็จะติด ดังนั้นจึงจัดเป็นอาหารคาว

ที่ผ่านมาพระสงฆ์ที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมถึงระดับชั้นสูงๆ แล้ว จะอยู่ในสภาวะเปิดพลัง(กง)หรือกึ่งเปิดพลัง(กง) และทราบดีว่าในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม กฎข้อห้ามบางข้อไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ หากสามารถปล่อยวางจิตใจลงได้แล้ว ตัววัตถุนั้นมิได้ทำให้เกิดผลใดๆ แต่สิ่งที่รบกวนคนจริงๆ ก็คือจิตใจดวงนั้น เพราะฉะนั้นในสมัยก่อนพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูงๆ ก็มองเห็นว่า การรับประทานเนื้อสัตว์ของคนไม่ใช่ปัญหาสำคัญ ประเด็นสำคัญอยู่ที่จิตใจดวงนั้นสามารถปล่อยวางได้หรือไม่ ไม่มีจิตยึดติดรับประทานอะไรเพื่อให้ท้องอิ่มก็ได้ทั้งนั้น เพราะว่าตามวัดวาอารามต่างๆ เขาก็บำเพ็ญปฏิบัติกันเช่นนี้ หลายๆ คนก็เคยชินกันเช่นนี้แล้ว พูดอีกทีมันไม่ใช่ปัญหาของข้อห้ามแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกฎระเบียบของในวัดวาอารามไป ก็คือรับประทานไม่ได้เสียแล้ว จึงเกิดความเคยชินต่อการบำเพ็ญธรรมเช่นนี้ พวกเรามาพูดถึงพระจี้กง ในผลงานทางวรรณกรรมได้เชิดชูจนท่านเด่นออกมา พระสงฆ์ไม่ควรฉันเนื้อสัตว์ แต่ท่านฉันเนื้อสัตว์ ก็เชิดชูให้ท่านโดดเด่นออกมา ความจริงแล้ว จี้กงถูกขับไล่ออกจากวัดหลิงอิ่นซื่อ แน่นอนอาหารกลายเป็นปัญหาสำคัญของท่านขึ้นมาทันที ชีวิตความเป็นอยู่เกิดวิกฤต เพื่อให้ท้องอิ่ม หยิบอะไรได้ก็ฉันอะไร เพียงขอให้ท้องอิ่ม แต่ไม่ได้ยึดติดต่ออาหารประเภทใดๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญ บำเพ็ญมาถึงขั้นนั้นแล้ว ท่านเข้าใจในเหตุผลนี้ดี ความจริงจี้กงฉันเนื้อสัตว์ก็เพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น พอพูดว่าพระสงฆ์ฉันเนื้อสัตว์ นักประพันธ์ก็มีความสนใจขึ้นมา หัวข้อยิ่งเขียนให้น่าตกใจเท่าใด คนก็ยิ่งอยากอ่าน บทประพันธ์วรรณกรรมที่เกี่ยวกับชีวิตจะต้องขยายความให้เกินกว่าความเป็นจริง จึงนำท่านออกมาประโคม ความจริงหากสามารถกำจัดจิตยึดติดนั้นทิ้งไปได้อย่างแท้จริง เพื่อให้ท้องอิ่ม ฉันอะไรก็ไม่สำคัญ

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือทางภาคใต้ของจีน แถบเมืองกวางตุ้งและกวางสี เวลาอุบาสกอุบาสิกาบางคนสนทนากัน เขาไม่พูดว่าบำเพ็ญพุทธ ดูเหมือนคำว่าบำเพ็ญพุทธจะล้าสมัยไปเสียแล้ว เขาจะพูดว่าเขาเป็นผู้ถือศีลกินเจ รับประทานอาหารมังสวิรัติ ความหมายก็คือรับประทานมังสวิรัติเพื่อบำเพ็ญพุทธ เขาเห็นการบำเพ็ญพุทธเป็นเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ รับประทานมังสวิรัติก็จะสามารถบำเพ็ญพุทธได้หรือ พวกเราคงทราบ มันเป็นเพียงการยึดติดและกิเลสตัณหาอย่างหนึ่งของคน ก็คือจิตใจดวงนี้ ขอเพียงขจัดจิตใจดวงนี้ออกไป นอกจากนี้ยังจะต้องขจัดจิตอิจฉาริษยา จิตต่อสู้ จิตยินดี จิตโอ้อวด จิตทุกประเภท จิตใจของคนนั้นมีมากมาย จิตทุกประเภทที่มีกิเลสตัณหาทุกชนิดล้วนต้องขจัดออกไป จึงจะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจนบรรลุความสำเร็จ เพียงแต่ขจัดจิตใจที่อยากรับประทานเนื้อสัตว์ ก็สามารถบำเพ็ญเป็นพุทธได้หรือ นั่นเป็นการพูดที่ไม่ถูกต้อง

ปัญหาการรับประทานของคน ไม่เพียงแต่การรับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น จะยึดติดกับอาหารชนิดใดก็ไม่ได้ทั้งนั้น สิ่งอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน บางคนกล่าวว่า ฉันชอบรับประทานสิ่งนี้ นี่ก็คือกิเลสตัณหา ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเมื่อถึงระดับชั้นหนึ่งแล้ว จะต้องไม่มีจิตใจเช่นนี้ แน่นอนหลักธรรมของเราสอนในระดับที่สูงมาก พูดโดยผนวกหลักธรรมในระดับชั้นต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน จะให้บรรลุถึงจุดนี้ในทันทีย่อมเป็นไปไม่ได้ ท่านพูดว่าท่านคิดจะรับประทานสิ่งนั้น สำหรับผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงเมื่อถึงเวลาที่ต้องขจัดจิตใจนั้น ท่านก็จะรับประทานไม่ได้ รับประทานแล้วก็จะไม่ได้รสชาติ ไม่รู้ว่ารสชาติอะไร ในสมัยที่ข้าพเจ้ายังทำงานอยู่ โรงอาหารของที่ทำงานขาดทุนอยู่เสมอ ตอนหลังก็เลิกกิจการไป ทุกคนก็พากันห่อข้าวมาเอง เช้าขึ้นมาทำกับข้าว รีบๆ ร้อนๆ ไปทำงานก็เสียเวลา มีบางครั้งก็ซื้อหมั่นโถวสักสองลูก ซื้อเต้าหู้ใส่ซี่อิ้วสักชิ้น ตามหลักแล้วอาหารที่ง่ายๆ เช่นนั้นก็น่าจะใช้ได้ แต่รับประทานบ่อยๆ ก็ไม่ไหว ก็ต้องขจัดจิตใจนี้ทิ้งไป พอท่านมองเห็นเต้าหู้ ก็จะรู้สึกพะอืดพะอม ท่านจะรับประทานก็รับประทานไม่ได้ เกรงว่าจะเกิดจิตยึดติด แน่นอนนี่ต้องบำเพ็ญปฏิบัติถึงระดับหนึ่ง ในระยะเริ่มต้นจะไม่เป็นเช่นนี้

สายพุทธห้ามการดื่มสุรา ท่านเคยพบเห็นพระพุทธองค์ใดถือไหเหล้าหรือเปล่า ไม่มี ข้าพเจ้าว่าเนื้อสัตว์รับประทานไม่ได้ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในสังคมมนุษย์ เมื่อละทิ้งจิตยึดติดได้แล้ว ต่อไปรับประทานอีกก็ไม่มีปัญหา แต่เหล้าหลังจากเลิกแล้วจะดื่มอีกไม่ได้ ผู้ฝึกพลัง(กง)ในร่างกายล้วนมีพลัง(กง)ไม่ใช่หรือ พลัง(กง)ในรูปแบบต่างๆ ความสามารถพิเศษบางอย่างยังจะปรากฏออกมาบนร่างกายของท่าน ล้วนแต่บริสุทธิ์ทั้งนั้น เมื่อท่านดื่มสุราเข้าไป ทุกอย่างก็จะกระจายออกจากร่างกายไปทันที ในชั่วพริบตา ท่านจะไม่มีพลัง(กง)ใดๆ ในร่างกายเหลืออยู่อีกเลย พวกเขาก็ไม่ชอบกลิ่นเหล้า หากท่านติดเหล้ามากๆ ก็จะเป็นที่รังเกียจ ดื่มสุราแล้วจะควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ ทำไมผู้บำเพ็ญเต๋าใหญ่(ต้าเต้า)บางท่านจึงต้องดื่มสุรา เพราะว่าเขาไม่ได้ฝึกบำเพ็ญจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)ของเขา แต่เพื่อมอมเมาจิตหลัก(จู่เหวียนเสิน)

บางคนรักการดื่มสุราเป็นชีวิต บางคนติดสุรา บางคนดื่มจนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ถ้าไม่ได้ดื่มแม้กระทั่งชามข้าวก็ยกไม่ขึ้น ไม่ดื่มไม่ได้ พวกเราผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมไม่สมควรทำเช่นนี้ การดื่มสุราย่อมทำให้ติดได้ มันเป็นกิเลสตัณหา จะกระตุ้นประสาทความอยากของคน ยิ่งดื่มมากก็จะยิ่งติดมาก การเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) พวกเราคิดดู จิตยึดติดชนิดนี้สมควรขจัดทิ้งไปหรือไม่ ต้องขจัดทิ้งไป บางคนก็คงคิด ไม่ได้ ฉันต้องติดต่อต้อนรับแขก หรือฉันมีหน้าที่ต้องติดต่อธุรกิจภายนอก ไม่ดื่มสุรางานก็ไม่ราบรื่น ข้าพเจ้าว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ การเจรจาธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาธุรกิจกับชาวต่างประเทศ การติดต่อประสานงาน ถ้าท่านสั่งเครื่องดื่ม เขาขอน้ำแร่หรือเลือกดื่มเบียร์ ไม่มีใครบังคับท่านให้ดื่มเหล้า ท่านเลือกเครื่องดื่มของท่านเอง ดื่มได้เท่าไรท่านก็ดื่มไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ปัญญาชน ยิ่งไม่ปรากฏเรื่องทำนองนี้ โดยมากก็เป็นเช่นนี้

การสูบบุหรี่ก็เป็นการยึดติด บางคนพูดว่าการสูบบุหรี่สามารถทำให้สมองปลอดโปร่ง ข้าพเจ้าว่าเป็นการหลอกตัวเองและผู้อื่น บางคนทำงานจนเหนื่อย หรือเขียนบทความจนเหนื่อย คิดจะหยุดพักผ่อนสักครู่ก็จะสูบบุหรี่สักมวน เขารู้สึกว่าพอสูบหมดมวนก็จะกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ความจริงแล้วไม่ใช่ เป็นเพราะเขาได้หยุดพักสักครู่นั่นเอง ความคิดของคนบางครั้งสามารถทำให้คนเข้าใจผิดได้ ยังทำให้เกิดมโนภาพที่ผิดๆ หลังจากนั้นก็จะก่อเกิดเป็นทัศนคติอย่างหนึ่งขึ้นมาจริงๆ ก่อเกิดเป็นความเข้าใจผิดอย่างหนึ่ง ท่านรู้สึกว่าการสูบบุหรี่เหมือนกับจะช่วยกระตุ้นประสาทของท่าน จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันไม่บังเกิดผลเช่นนั้น การสูบบุหรี่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนแม้แต่นิดเดียว ผู้ที่สูบบุหรี่มาเป็นเวลานานๆ เวลาแพทย์ผ่าร่างกายของเขาออกมาดู จะพบว่าหลอดลมเป็นสีดำ ปอดก็เป็นสีดำ

พวกเราผู้ฝึกพลัง(กง)จะต้องชำระร่างกายให้บริสุทธิ์มิใช่หรือ จะต้องคอยชำระร่างกายอย่างต่อเนื่อง พัฒนาไปสู่ระดับชั้นที่สูงยิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง แต่ท่านกลับเอาสิ่งไม่ดีใส่เข้าไปในร่างกาย ท่านมิเดินสวนทางกับพวกเราหรือ นอกจากนี้มันยังเป็นกิเลสที่รุนแรงอย่างหนึ่ง คนก็รู้ว่ามันไม่ดี แต่ก็เลิกไม่ได้ ความจริงข้าพเจ้าขอบอกกับพวกเรา ถ้าเขาไม่มีความคิดที่ถูกต้องคอยชี้แนะ คิดจะเลิกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม วันนี้ท่านถือว่าเป็นจิตยึดติดอย่างหนึ่งที่ต้องขจัดทิ้งไป ดูซิว่าท่านจะสามารถเลิกได้หรือไม่ ข้าพเจ้าขอเตือนพวกเรา คนที่คิดจะบำเพ็ญจริงจากวันนี้ไปให้ท่านเลิกบุหรี่ รับรองได้ว่าท่านเลิกได้ ผู้มาฟังธรรมในที่นี้ไม่มีใครคิดจะสูบบุหรี่ หากท่านคิดจะเลิก รับรองได้ว่าท่านจะเลิกได้ ถ้าท่านหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกก็จะไม่มีรสชาติ ท่านอ่านหนังสืออ่านถึงบทนี้ ก็จะบังเกิดผลเช่นนี้ เว้นแต่ว่าท่านไม่คิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เราก็ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าคิดว่าท่านสมควรเลิกเสีย ข้าพเจ้าเคยยกตัวอย่างเช่นนี้ ท่านเคยเห็นพระพุทธองค์ไหน เต๋าท่านใดนั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้น มีที่ไหน การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม เป้าหมายของท่านคืออะไร ท่านสมควรจะเลิกหรือไม่ ดังนั้นข้าพเจ้าว่าหากท่านคิดจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ท่านก็ต้องเลิก มันจะทำลายร่างกายของท่าน และก็เป็นกิเลสประเภทหนึ่ง เป็นสิ่งที่สวนทางกับข้อกำหนดของพวกเราผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม

อ่านต่อหน้า    1   2   3    4   5

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com