Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 7

จิตอิจฉาริษยา

ในการเผยแพร่หลักธรรม ข้าพเจ้ามักจะพูดถึงปัญหาจิตอิจฉาริษยา เพราะอะไร เพราะว่าจิตอิจฉาริษยาในประเทศจีนแสดงออกมารุนแรงมาก รุนแรงจนกลายเป็นธรรมชาติไปเสียแล้ว ตัวเองก็ไม่รู้สึก ทำไมคนจีนจึงมีจิตอิจฉาริษยารุนแรงถึงเพียงนี้ มันมีต้นเหตุที่มา ในอดีตคนจีนได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื้อ(หยูเจี้ยว)ค่อนข้างจะมาก อุปนิสัยค่อนข้างเก็บความรู้สึก โกรธเคืองใครก็จะไม่แสดงออก ดีใจก็ไม่แสดงออก เน้นความสำรวมสุขุม เน้นความอดทน เนื่องจากเคยชินเช่นนี้ ดังนั้นชนชาติจีนจึงมีอุปนิสัยค่อนไปทางเก็บความรู้สึก แน่นอนก็มีส่วนดี ไม่อวดปัญญาของตนเอง แต่ก็มีส่วนไม่ดีในตัวเอง อาจนำมาซึ่งสภาพที่ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงยุคธรรมะปลาย ส่วนที่ไม่ดีเหล่านี้ก็จะปรากฏออกมาเด่นชัดยิ่งขึ้น ก็จะทำให้คนมีจิตอิจฉาริษยาเพิ่มขึ้น ใครมีอะไรดีพอแสดงออกมา คนอื่นก็จะเกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะได้รางวัลจากที่ทำงานหรือจากภายนอก หรือได้รับอะไรดีมาก็ไม่กล้ากล่าวถึง เกรงว่าผู้อื่นรู้แล้วใจจะไม่สมดุล ชาวตะวันตกเรียกสิ่งนี้ว่าความอิจฉาริษยาแบบตะวันออก หรือความอิจฉาริษยาแบบเอเชีย พื้นที่ทั่วทวีปเอเชียต่างได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื้อ(หยูเจี้ยว)ของจีนค่อนข้างมาก ล้วนมีติดอยู่บ้าง มีเพียงประเทศจีนเราที่แสดงออกมาค่อนข้างรุนแรง

นี่มีส่วนเกี่ยวพันกับลัทธิความเสมอภาคของเราที่ผ่านมา ฟ้าถล่มลงมาก็ตายด้วยกัน มีอะไรดีก็แบ่งเท่าๆ กัน เพิ่มเงินเดือนร้อยละเท่าไร ทุกคนได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ความคิดเช่นนี้มองผิวเผินเหมือนจะถูกต้อง ทุกคนเหมือนกันหมด แต่ความจริงแล้วจะเหมือนกันได้อย่างไร งานที่ทำต่างกัน ระดับความรับผิดชอบก็ต่างกัน จักรวาลของเรานี้มีกฎอยู่ข้อหนึ่ง เรียกว่าไม่เสียก็ไม่ได้ ได้ก็ต้องเสีย คนธรรมดาสามัญพูดกันว่าไม่เหนื่อยก็ไม่ได้ เหนื่อยมากได้มาก เหนื่อยน้อยได้น้อย ทุ่มเทมากก็ควรจะได้มาก ลัทธิความเสมอภาคที่ผ่านมานั้นกล่าวกันว่า คนเกิดมาเหมือนกันหมด แต่มาเปลี่ยนแปลงกันภายหลัง ข้าพเจ้าว่าเป็นการพูดที่เด็ดขาดเกินไป สิ่งใดสุดขั้วเกินไปก็ไม่ถูกต้อง ทำไมคนเราเกิดมายังมีแบ่งชายหญิง เกิดมาหน้าตาแตกต่างกัน บางคนมีโรคติดตัวมา พิการ ไม่เหมือนกัน พวกเรามองจากระดับสูง ในอีกมิติหนึ่งชีวิตของคนทั้งชีวิตได้จัดเรียงไว้เป็นลำดับอยู่แล้ว จะเหมือนกันได้อย่างไร คิดจะเสมอภาคเท่าเทียมกัน ในชีวิตของเขาไม่มี จะให้เสมอภาคเท่าเทียมกันได้อย่างไร ย่อมไม่เหมือนกัน

ชาวตะวันตกอุปนิสัยใจคอค่อนข้างเปิดเผย ดีใจก็ดูออก โกรธก็ดูออก มีส่วนดีของพวกเขา แต่ก็มีส่วนที่ไม่ดี คือไม่สามารถอดทน อุปนิสัยทั้งสองแบบมีทัศนคติแตกต่างกัน ทำอะไรจะได้ผลลัพธ์แตกต่างกัน คนจีนหากได้รับการชมเชยจากหัวหน้า หรือได้รับอะไรดีๆ จากเขา ใจของคนอื่นก็จะไม่สมดุล ถ้าได้รับรางวัลมากสักหน่อย ตัวเองต้องหลบๆ ซ่อนๆ ให้คนรู้ไม่ได้ เวลานี้การเป็นบุคคลตัวอย่างก็เป็นลำบาก ท่านเป็นบุคคลตัวอย่าง ท่านทำได้ดี มาเช้ากลับค่ำ งานนี้ท่านก็ทำคนเดียวทั้งหมดเถอะ ในเมื่อท่านทำได้ดี พวกเราทำไม่ได้ ทั้งเย้ยหยันและถากถาง เป็นคนดีก็เป็นกันลำบาก

หากอยู่ในต่างประเทศก็จะต่างกันโดยสิ้นเชิง นายจ้างเห็นว่าเขามีความขยันขันแข็งดี ให้รางวัลเขามากหน่อย เขาก็จะดีใจเอาเงินรางวัลออกมานับต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน และพูดว่าวันนี้เจ้านายให้รางวัลฉันมากมายขนาดนี้ นับทีละใบทีละใบอย่างดีอกดีใจต่อหน้าทุกคน จะไม่เกิดผลอะไรต่อเขาภายหลัง ถ้าเป็นในประเทศจีน ใครได้รางวัลพิเศษ หัวหน้าจะบอกให้ท่านรีบเก็บขึ้น อย่าให้ใครเห็น ในต่างประเทศเด็กสอบได้เต็มร้อยคะแนน เขาจะดีใจจนวิ่งไปร้องตะโกนไปว่า ผมสอบได้เต็มร้อยคะแนน ผมสอบได้เต็มร้อยคะแนน วิ่งจากโรงเรียนไปถึงบ้าน เพื่อนบ้านจะเปิดประตูออกมาแสดงความยินดีด้วย ชมว่า ทอม เจ้ายอดจริงๆ อีกคนจะเปิดหน้าต่างออกมาพูดว่า แจ็ค แน่ไปเลย ถ้าเกิดเรื่องอย่างนี้ในประเทศจีนก็จะมีปัญหา ผมสอบได้เต็มร้อยคะแนน ผมสอบได้เต็มร้อยคะแนน ถ้าเด็กร้องตะโกนจากโรงเรียนไปถึงบ้านอย่างนี้ละก็ ไม่ทันต้องรอให้ประตูบ้านเปิด ก็จะได้ยินเสียงด่าออกมาจากเพื่อนบ้านว่า เรื่องใหญ่โตอะไรแค่ไหน สอบได้เต็มร้อยคะแนน ตื่นเต้นอะไร ใครไม่เคยสอบได้เต็มร้อยคะแนนบ้าง ทัศนคติที่ต่างกันสองแบบนี้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน มันทำให้คนเกิดความอิจฉาริษยา ถ้าใครได้ดี ไม่ใช่ดีใจไปกับเขา แต่เกิดความไม่สมดุลในใจ มันจะเกิดปัญหาเช่นนี้

ลัทธิความเสมอภาคในหลายปีก่อน ได้ทำให้ทัศนคติของคนสับสนไป ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม คนๆ นี้อยู่ในที่ทำงาน เขาคิดว่าคนอื่นสู้เขาไม่ได้ อะไรก็ทำได้ รู้สึกว่าตัวเองเก่งจริงๆ ในใจเขาคิด แต่งตั้งฉันเป็นผู้จัดการโรงงาน เป็นผู้บริหารฉันก็ทำได้ แต่งตั้งฉันเป็นข้าราชการใหญ่ เป็นนายกรัฐมนตรีฉันก็รับไหว หัวหน้าก็อาจบอกว่าคนๆ นี้ใช้ได้ อะไรก็ทำได้หมด เพื่อนร่วมงานก็พูดว่าคนๆ นี้ใช้ได้ มีความสามารถ แต่ในหน่วยงานของพวกเขาหรือในที่ทำงานเดียวกับพวกเขามีคนๆ หนึ่ง ทำอะไรไม่ค่อยเป็น ทำอะไรก็ไม่ค่อยสำเร็จ อยู่มาวันหนึ่ง คนที่ทำอะไรไม่ได้กลับได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นหัวหน้างาน ไม่ได้แต่งตั้งเขา อีกทั้งมาเป็นหัวหน้าของเขา ในใจเขาก็ไม่สมดุล ทำการเคลื่อนไหวไปทั่ว ทั้งโกรธทั้งอิจฉาอย่างมาก

ข้าพเจ้าขอพูดกฎเช่นนี้ให้พวกเราฟัง กฎที่คนธรรมดาสามัญไม่สามารถจะเข้าใจคือ ท่านว่าอะไรท่านก็ทำได้ แต่ในดวงชะตาของท่านไม่มี ส่วนเขาอะไรก็ทำไม่เป็น แต่ในดวงชะตาของเขามี เขาก็ได้เป็นหัวหน้า ไม่ว่าคนธรรมดาสามัญจะคิดอย่างไร นั่นเป็นความคิดของคนธรรมดาสามัญ แต่ในสายตาของผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง การพัฒนาของสังคมมนุษย์ เป็นเพียงการพัฒนาไปตามกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้ เพราะฉะนั้นคนจะทำอะไรในชั่วชีวิตของคน เขาจะไม่กำหนดตามความสามารถของท่าน พุทธศาสนากล่าวว่าการหมุนเวียนชดใช้กรรม เขาจะกำหนดให้เป็นไปตามกรรมของท่าน ท่านจะเก่งเพียงใดหากไร้ซึ่งกุศล ชั่วชีวิตนี้ท่านอาจจะไม่มีอะไรเลย ท่านดูว่าเขาทำอะไรก็ไม่เป็น แต่เขามีกุศลมาก ได้เป็นขุนนางใหญ่โต ร่ำรวยมั่งมี คนธรรมดาสามัญมองไม่เห็นจุดนี้ เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองควรได้ตามที่เขาทำ ดังนั้นเขาจึงดิ้นรนต่อสู้ตลอดชีวิต จิตใจได้รับความเจ็บปวดอย่างมาก รู้สึกทุกข์ทรมานมาก เหนื่อยมาก จิตใจรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา กินไม่ได้นอนไม่หลับ ท้อแท้ใจ พออายุมากเข้า ทำให้ร่างกายตัวเองทรุดโทรม โรคภัยไข้เจ็บก็รุมล้อมเข้ามา

ดังนั้นพวกเราผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมไม่ควรทำเช่นนี้ พวกเราผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมเน้นการปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ สิ่งใดที่เป็นของท่านย่อมไม่สูญหาย สิ่งที่ไม่ใช่เป็นของท่านก็แย่งเอามาไม่ได้ แน่นอนมันก็ไม่ใช่เป็นกฎตายตัวเช่นนี้เสมอไป หากเป็นกฎตายตัวเช่นนั้น ก็คงไม่มีปัญหาของคนทำความชั่วเหลืออยู่อีก กล่าวคือมันมีปัจจัยของความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่การเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ตามเหตุผลแล้วฝ่าเซินของอาจารย์จะคอยปกป้องคุ้มครอง คนอื่นคิดจะมาเอาของของท่านก็เอาไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงเน้นปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ บางครั้งท่านคิดว่าสิ่งนั้นเป็นของท่าน คนอื่นก็บอกท่านว่า สิ่งนี้เป็นของท่าน ความจริงแล้วมันไม่ใช่ของท่าน ท่านก็อาจคิดว่าเป็นของท่าน สุดท้ายมันไม่ใช่ของท่าน จากจุดนี้ก็ดูว่าท่านจะสามารถปล่อยวางได้หรือไม่ ปล่อยวางไม่ได้ก็คือจิตยึดติด ก็ต้องใช้วิธีนี้ให้ท่านละทิ้งจิตใจที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของท่าน นี่ก็คือปัญหา เนื่องจากคนธรรมดาสามัญไม่สามารถรับรู้(อู้)ถึงกฎข้อนี้ จึงต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อผลประโยชน์

ความอิจฉาริษยาที่สะท้อนออกมาให้เห็นในคนธรรมดาสามัญนั้นรุนแรงเหลือเกิน ในวงการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมก็สะท้อนออกมาให้เห็นค่อนข้างเด่นชัด วิชาพลัง(กง)ด้วยกันต่างก็ไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้แก่กัน พลัง(กง)ของท่านดี พลัง(กง)ของเขาดี วิจารณ์กันไปมา ข้าพเจ้าว่าล้วนอยู่ในระดับชั้นของการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บและเสริมสร้างสุขภาพ พวกที่ต่อสู้ซึ่งกันและกันส่วนใหญ่เป็นพลัง(กง)ที่ยุ่งเหยิงซึ่งวิญญาณแปลกปลอมนำพามา และก็ไม่เน้นจิต(ซินซิ่ง) มีบางคนฝึกมากว่ายี่สิบกว่าปีก็ไม่มีพลังความสามารถพิเศษปรากฏเลย คนอื่นเพิ่งฝึกใหม่ๆ ความสามารถพิเศษก็มีแล้ว ในใจเขาก็จะเกิดความไม่สมดุลขึ้นมาทันที ทำไมฉันฝึกมายี่สิบกว่าปี ยังไม่มีความสามารถพิเศษ เขามีความสามารถพิเศษ ความสามารถพิเศษอะไรกัน ในใจเขาโกรธมาก เขามีวิญญาณแปลกปลอมสิงอยู่ในตัว ธาตุไฟแทรก อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)กำลังสอนลูกศิษย์อยู่ บางคนที่นั่งอยู่ก็ไม่เลื่อมใสศรัทธา นั่นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)อะไร เรื่องไร้สาระอย่างนั้นฉันไม่อยากฟัง อาจารย์คนนั้นอาจจะพูดไม่ได้ดีเท่าเขาก็จริง แต่สิ่งที่อาจารย์ผู้นั้นพูดก็เป็นสิ่งที่อยู่ในวิชาของเขา คนๆ นี้อะไรก็เรียน ประกาศนียบัตรมีเป็นเข่ง มีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)เปิดสอนที่ไหนเขาก็จะไปร่วม เขารู้มากจริงๆ รู้มากกว่าอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)คนนั้นเสียอีก แต่จะมีประโยชน์อะไร ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่ในระดับชั้นของการบำบัดโรคและเสริมสร้างสุขภาพ เขายิ่งบรรจุไว้ในตัวมากเท่าไร สื่อสัญญาณก็ยิ่งสับสน ยิ่งซับซ้อน ยิ่งบำเพ็ญลำบาก มันยุ่งเหยิงไปหมดแล้ว การบำเพ็ญปฏิบัติจริงเน้นความแน่วแน่หนึ่งเดียว จึงจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง ในหมู่ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจริงด้วยกันก็มีเรื่องเช่นนี้ปรากฏให้เห็น ต่างคนต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน จิตใจต่อสู้ชิงดีชิงเด่นขจัดทิ้งไปไม่ได้ ก็จะเกิดจิตอิจฉาริษยาได้ง่าย

เราขอพูดถึงนิทานเรื่องหนึ่ง ในเรื่อง “ฟงเสินเอี่ยนอี้” เซินกงเป้าเห็นเจียงจื่อหยาทั้งแก่และไร้ความสามารถ แต่หยวนสื่อเทียนจุนกลับให้เจียงจื่อ หยาเป็นผู้แต่งตั้งเทพ ในใจของเซินกงเป้าไม่สมดุลขึ้นมาทันที ทำไมถึงให้เขาเป็นผู้แต่งตั้งเทพเล่า ท่านดูข้าพเจ้าเซินกงเป้าเก่งกาจขนาดไหน ตัดศีรษะข้าพเจ้าไปแล้วยังนำกลับมาใส่ใหม่ได้ ทำไมไม่ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้แต่งตั้งเทพ เขาอิจฉาริษยาเหลือเกิน คอยก่อกวนเจียงจื่อหยา

ในสมัยองค์ศากยมุนี พุทธศาสนาดั้งเดิมมีพูดถึงเรื่องความสามารถพิเศษ ปัจจุบันในพุทธศาสนาไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องความสามารถพิเศษแล้ว ถ้าท่านพูดเขาจะบอกว่าท่านถูกธาตุไฟแทรก ความสามารถพิเศษอะไร เขาไม่ยอมรับ เพราะอะไร พระสงฆ์ในปัจจุบันต่างไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร องค์ศากยมุนีมีศิษย์เอกอยู่ 10 ท่าน มู่เจี้ยนเหลียนได้ชื่อว่ามีอิทธิฤทธิ์เป็นที่หนึ่ง องค์ศากยมุนียังมีสาวกหญิง ในจำนวนนั้นคนที่ชื่อว่าเหลียนฮวาเซ่อ ก็มีอิทธิฤทธิ์เป็นที่หนึ่งเช่นกัน เมื่อศาสนาพุทธเผยแพร่เข้ามาในเมืองจีนก็มีเหมือนกัน ในประวัติศาสตร์ก็มีพระสงฆ์ระดับสูงปรากฏอยู่มากมาย ตั๊กม้อมาเมืองจีนข้ามแม่น้ำโดยใช้ต้นอ้อต้นเดียว แต่อิทธิฤทธิ์ต่างๆ ในระหว่างการพัฒนาในประวัติศาสตร์ นับวันก็ยิ่งถูกปฏิเสธ สาเหตุสำคัญเป็นเพราะพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูงๆ ในวัด พระสงฆ์เจ้าอาวาสเหล่านั้นบางรูปไม่แน่ว่าจะเป็นคนที่มีรากฐาน(เกินจี)ดีมาก อย่าเห็นว่าเขาเป็นเจ้าอาวาสเป็นพระผู้ใหญ่ นั่นเป็นเพียงตำแหน่งในสังคมมนุษย์เท่านั้น เขาก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าเขาบำเพ็ญปฏิบัติเป็นงานหลัก ท่านอยู่บ้านบำเพ็ญเป็นงานอดิเรก จะบำเพ็ญได้สำเร็จหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับจิตใจดวงนั้น เหมือนกันหมด ขาดนิดผิดหน่อยก็ไม่ได้ แต่ว่าพระลูกวัดที่คอยหุงหาอาหาร ก็ไม่แน่ว่าเขาจะเป็นคนที่มีรากฐาน(เกินจี)ต่ำเสมอไป พระลูกวัดยิ่งได้รับความลำบากมากก็จะยิ่งเปิดพลัง(กง)ได้ง่าย พระผู้ใหญ่ยิ่งสุขสบายมากเท่าใดก็ยิ่งเปิดพลัง(กง)ได้ยาก เนื่องจากมีเรื่องของการผันแปรกรรม พระลูกวัดยิ่งลำบากยิ่งเหนื่อย ก็ยิ่งชดใช้กรรมได้เร็ว การรับรู้(อู้)ก็เปิดได้เร็ว อาจเป็นไปได้เขาได้เปิดพลัง(กง)ขึ้นมาทันทีในวันใดวันหนึ่ง พอพลัง(กง)เปิด การรับรู้(อู้)เปิดหรือกึ่งเปิด อิทธิฤทธิ์ก็จะปรากฏออกมา พระในวัดทุกรูปก็พากันมาถามเขา พากันเลื่อมใสศรัทธา แต่เจ้าอาวาสก็รับไม่ได้ แล้วนี่ข้าพเจ้าจะเป็นเจ้าอาวาสต่อไปอย่างไร การรับรู้(อู้)เปิดอะไรกัน เขาถูกธาตุไฟแทรกต่างหาก ไล่เขาออกไป แล้วก็ไล่เขาออกจากวัดไป นานวันเข้า ศาสนาพุทธในดินแดนชาวฮั่นของเราจึงไม่มีใครกล้าพูดถึงความสามารถพิเศษ ท่านดูพระจี้กงมีอิทธิฤทธิ์มากขนาดไหน ขนย้ายท่อนไม้จากภูเขาเอ๋อเหมย โยนขึ้นมาจากบ่อน้ำทีละท่อนๆ สุดท้ายก็ยังถูกไล่ออกจากวัดหลิงอิ่นซื่อ

จิตอิจฉาริษยานี้เป็นปัญหาที่ร้ายแรงนัก เพราะจะส่งผลโดยตรงว่าเราจะสามารถบำเพ็ญปฏิบัติธรรมจนสำเร็จได้หรือไม่ หากขจัดจิตอิจฉาริษยาออกไปไม่ได้ จิตทุกประเภทในการบำเพ็ญก็จะกลายเป็นเปราะบางมาก นี่มีข้อกำหนดไว้ว่า ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม หากไม่สามารถขจัดจิตอิจฉาริษยาออกไปก็จะไม่ได้มรรคผล ไม่ได้มรรคผลแน่นอน ที่ผ่านมาพวกเราคงจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างว่า พระอาหนีถอฝอทรงตรัสไว้ว่ากรรมจะติดตัวไปเกิด หากไม่ขจัดจิตอิจฉาริษยาทิ้งไปย่อมไม่ได้ ด้านอื่นๆ ขาดนิดผิดหน่อย มีกรรมเล็กกรรมน้อยติดตัวไปเกิด หากยังต้องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมต่อ ก็ยังทำได้ แต่หากไม่สามารถขจัดจิตอิจฉาริษยาทิ้งไปนั้นไม่ได้เด็ดขาด วันนี้ข้าพเจ้าขอบอกกับผู้ฝึกพลัง(กง) ท่านอย่าได้ลุ่มหลงงมงายไม่ยอมรับรู้(อู้) ท่านคิดจะบรรลุถึงเป้าหมายของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับชั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป จะต้องขจัดจิตอิจฉาริษยาทิ้งไป ดังนั้นเราจึงยกเรื่องนี้ออกมาพูดโดยเฉพาะ

อ่านต่อหน้า    1   2   3    4   5

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com