Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 8

ใครฝึกพลัง(กง) ผู้นั้นได้พลัง(กง)

สายเต๋าพูดถึงวงจรสวรรค์ใหญ่และเล็ก พวกเราก็จะพูดถึงอะไรคือวงจรสวรรค์(โจวเทียน) วงจรสวรรค์ที่พวกเราพูดถึงโดยทั่วไปคือการนำเอาชีพจรเยิ่นและชีพจรตู๋สองเส้นต่อเข้าด้วยกัน วงจรสวรรค์นี้เป็นวงจรสวรรค์พื้นๆ นับเป็นอะไรไม่ได้ เป็นเพียงสิ่งที่จะขจัดโรคภัยไข้เจ็บและเสริมสร้างสุขภาพ ซึ่งเรียกว่าวงจรสวรรค์เล็ก ยังมีวงจรสวรรค์อีกแบบหนึ่ง มันไม่เรียกว่าวงจรสวรรค์เล็ก และไม่เรียกว่าวงจรสวรรค์ใหญ่ เป็นรูปแบบหนึ่งของวงจรสวรรค์ซึ่งได้มาจากการบำเพ็ญปฏิบัติในระหว่างทำสมาธิ มันเดินวนอยู่ภายในร่างกาย จากหนีหวานหมุนวนลงไปที่ตานเถียน แล้วหมุนวนขึ้นมา หมุนเวียนอยู่ภายในนั้น เป็นวงจรสวรรค์ที่เกิดจากการบำเพ็ญปฏิบัติในระหว่างการทำสมาธิอย่างแท้จริง และหลังจากวงจรสวรรค์ชนิดนี้ก่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะก่อเกิดเป็นกระแสพลังงานที่แรงมาก จากนั้นชีพจรหนึ่งเส้นจะนำพาชีพจรร้อยเส้น นำพาชีพจรอื่นเปิดไปด้วย สายเต๋าสอนวงจรสวรรค์ สายพุทธไม่สอนวงจรสวรรค์ สายพุทธสอนเรื่องอะไร องค์ศากยมุนีเมื่อตอนถ่ายทอดธรรมะของท่านไม่ได้พูดถึงพลัง(กง) ไม่เน้นพลัง(กง) แต่หลักพลัง(กง)ของท่านก็มีรูปแบบการผันแปรของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของท่าน ชีพจรของศาสนาพุทธเดินกันอย่างไร เริ่มต้นจากจุดไป่ฮุ่ย เมื่อเปิดทะลวงแล้ว จากนั้นก็จะหมุนเป็นเกลียวจากบนศีรษะลงมายังส่วนล่างของร่างกาย สุดท้ายก็ใช้รูปแบบนี้ทำให้ชีพจรทั้งหมดเปิดออก

ชีพจรกลางของมี่จงก็มีเป้าหมายเช่นนี้ บางคนพูดว่าไม่มีชีพจร กลาง แล้วทำไมมี่จงจึงสามารถบำเพ็ญปฏิบัติจนมีชีพจรกลางออกมาได้ ที่จริงชีพจรในร่างกายคนรวมกันทั้งหมดมีเกินกว่าหมื่นเส้น เหมือนกับเส้นเลือดมีทั้งเส้นตรงและเส้นขวางไขว้กันไปมา ยังมากกว่าเส้นเลือดเสียอีก ในช่องว่างของอวัยวะภายในไม่มีเส้นเลือด แต่มีชีพจร จากบนศีรษะลงมาถึงร่างกายทุกส่วนก็มีชีพจรเส้นตรงเส้นขวางไขว้กันไปมา นำมาต่อเข้าด้วยกัน เริ่มต้นอาจจะไม่ตรง ต่อเข้าด้วยกันแล้วเปิดให้ทะลุ จากนั้นก็ค่อยๆ ขยายให้กว้างขึ้น ค่อยๆ ก่อเกิดเป็นชีพจรที่ตรงเส้นหนึ่ง อาศัยชีพจรเส้นนี้เป็นแกนที่หมุนรอบตัวเอง นำพาให้วงล้อหลายอันของจิตนึกคิดหมุนไปในแนวนอน เป้าหมายก็คือพาให้ชีพจรในร่างกายทั้งหมดเปิดออก

การบำเพ็ญปฏิบัติของหลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของพวกเรา หลีกเลี่ยงรูปแบบของการให้ชีพจรหนึ่งเส้นนำพาชีพจรร้อยเส้น ทันทีที่เริ่มก็จะให้ชีพจรทั้งหมดเปิดออกพร้อมกัน ชีพจรทั้งหมดหมุนพร้อมกัน พวกเราจะฝึกอยู่ในระดับชั้นที่สูงมากในทันที หลีกเลี่ยงสิ่งที่อยู่ในระดับต่ำ การใช้ชีพจรหนึ่งเส้นนำพาชีพจรร้อยเส้น ท่านคิดจะให้มันเปิดออกทั้งหมด บางคนฝึกทั้งชีวิตยังไม่สำเร็จ บางคนต้องบำเพ็ญปฏิบัติเป็นเวลาหลายสิบปี ยากมาก ในวิชาพลัง(กง)จำนวนมากกล่าวไว้ว่าบำเพ็ญชาติเดียวไม่สำเร็จ ผู้ฝึกบำเพ็ญปฏิบัติในหลักธรรมใหญ่ที่สูงและลึกล้ำต่างๆ สามารถยืดชีวิตให้ยืนยาว เขาไม่เน้นการบำเพ็ญชีวิตหรอกหรือ สามารถยืดชีวิตให้ยืนยาวเพื่อบำเพ็ญปฏิบัติ ต้องใช้เวลาอันยาวนานในการบำเพ็ญ

วงจรสวรรค์เล็กโดยหลักก็คือการขจัดโรคภัยไข้เจ็บและเสริมสร้างสุขภาพ แต่วงจรสวรรค์ใหญ่ก็คือการฝึกพลัง(กง) คือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงของคน วงจรสวรรค์ใหญ่ของสายเต๋าไม่มาแรงเหมือนอย่างพวกเรา ที่ชีพจรทั้งร้อยเส้นเปิดออกหมด ของเขาเป็นการหมุนของชีพจรเพียงไม่กี่เส้น อินสามเส้นและหยางสามเส้นที่มือ ใต้ฝ่าเท้า สองขาไปจรดเส้นผม วนรอบร่างกายหนึ่งรอบ นี่ก็นับเป็นการหมุนเวียนของวงจรสวรรค์ใหญ่ วงจรสวรรค์ใหญ่เริ่มขึ้นมาก็คือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงแล้ว ดังนั้นอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางคนจึงไม่ถ่ายทอดวงจรสวรรค์ใหญ่ สิ่งที่เขาถ่ายทอดก็คือการขจัดโรคภัยและเสริมสร้างสุขภาพ บางคนก็มีพูดถึงวงจรสวรรค์ใหญ่ แต่ว่าไม่ได้ใส่สิ่งอะไรให้แก่ท่าน ไม่ใส่สิ่งใดๆ ให้ ตัวท่านเองก็เปิดให้ทะลุไม่ได้ อาศัยความนึกคิดของตัวเอง คิดจะเปิดทะลุ ไม่ง่ายอย่างนั้น เหมือนกับการออกกำลังกาย จะสามารถทำให้มันเปิดออกได้หรือ การบำเพ็ญอยู่ที่ตัวเอง พลัง(กง)อยู่ที่อาจารย์ ต้องใส่ “กลไกบังคับ(จีจื้อ)” ทั้งหมดเข้าไปในร่างกายให้แก่ท่านจึงสามารถบังเกิดผลเช่นนี้ได้

ตั้งแต่อดีตมาสายเต๋าถือว่าร่างกายคนเป็นจักรวาลเล็ก เขาเชื่อว่าภายนอกจักรวาลใหญ่เพียงใด ภายในก็จะใหญ่เท่านั้น ภายนอกเป็นอย่างไร ภายในก็จะเป็นอย่างนั้น การพูดเช่นนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายนัก จักรวาลใหญ่ขนาดนี้ จะเปรียบเทียบกับร่างกายคนได้อย่างไร เราจะพูดในหลักการเช่นนี้คือ ปัจจุบันวิชาฟิสิกส์ของเราศึกษาวิจัยส่วนประกอบของสสาร จากโมเลกุล นิวเคลียส อิเล็กตรอน โปรตอน ควาร์ก จนถึงนิวทริโน ต่อจากนั้นจะมีขนาดเท่าใด เมื่อถึงขั้นนั้นกล้องจุลทรรศน์ก็มองไม่เห็นแล้ว อนุภาคที่เล็กมากลงไปกว่านี้อีกคืออะไร ไม่สามารถรู้แล้ว ที่จริงในวิชาฟิสิกส์ในปัจจุบันของเรารู้ได้ถึงจุดนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับอนุภาคที่เล็กที่สุดของจักรวาลแล้วยังห่างไกลเหลือเกิน เวลาคนปราศจากกายเนื้อ ดวงตาของเราเวลามองสิ่งของก็จะสามารถบังเกิดผลในการขยายให้ใหญ่ สามารถมองเห็นสิ่งที่เป็นจุลภาค ระดับชั้นยิ่งสูง ภายใต้จุลทรรศน์สิ่งที่เห็นจะใหญ่ยิ่งขึ้น

องค์ศากยมุนีในระดับชั้นเช่นนั้น พระองค์ตรัสถึงทฤษฎีของโลกใหญ่สามพันใบ ตรัสว่าในระบบทางช้างเผือกนี้ ยังมีมนุษย์ที่มีรูปร่างที่มีสีสันเหมือนพวกเราคงอยู่ ยังตรัสถึงภายในเม็ดทรายเม็ดหนึ่งมีโลกใหญ่อยู่สามพันใบ ซึ่งสอดคล้องกับความเข้าใจในวิชาฟิสิกส์ของเราในปัจจุบันพอดี รูปแบบที่อิเล็กตรอนหมุนรอบนิวเคลียส กับการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ มีอะไรแตกต่างกันหรือ ดังนั้นองค์ศากยมุนีตรัสว่า ภายใต้จุลทรรศน์ ทรายเม็ดหนึ่งมีโลกใหญ่อยู่สามพันใบ นั่นก็เหมือนกับจักรวาลหนึ่ง ภายในมีสิ่งมีชีวิต มีวัตถุ ถ้าหากเป็นจริงเช่นนี้ ทุกท่านลองคิดดู ภายในโลกที่อยู่ในเม็ดทรายเม็ดนั้น ก็ยังมีเม็ดทรายใช่หรือไม่ ฉะนั้นภายในเม็ดทรายของเม็ดทรายที่อยู่ข้างในก็ยังมีโลกใหญ่อีกสามพันใบมิใช่หรือ ฉะนั้นโลกสามพันใบที่อยู่ข้างในเม็ดทรายของข้างในเม็ดทรายเม็ดนั้นก็ยังมีเม็ดทรายใช่หรือไม่ ไล่สืบต่อไปเรื่อยๆ จะไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นช่วงที่องค์ศากยมุนีบรรลุระดับชั้นของพระยูไล ท่านได้ตรัสออกมาเช่นนี้ “ใหญ่จนมองไม่เห็นภายนอก เล็กจนมองไม่เห็นภายใน” ใหญ่จนมองไม่เห็นขอบของจักรวาล เล็กจนมองไม่เห็นถึงต้นกำเนิดของสสารที่เล็กที่สุดว่ามันคืออะไร

อาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)บางท่านพูดว่า ข้างในรูขุมขนมีเมือง ข้างในมีรถไฟวิ่ง มีรถยนต์วิ่ง ฟังแล้วเหลือเชื่อ แต่ถ้าเข้าไปทำความเข้าใจและค้นคว้าอย่างจริงจังในมุมมองของวิทยาศาสตร์ เราจะพบว่าการพูดเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหลือเชื่อ วันก่อนเมื่อข้าพเจ้าพูดถึงการเปิดตาทิพย์ มีหลายคนที่ตาทิพย์เปิดจะปรากฏภาพเช่นนี้คือ เขาพบว่าเมื่อเขาวิ่งออกไปจากช่องทางที่หน้าผาก วิ่งอย่างไรก็วิ่งไม่ถึงสุดทาง ฝึกพลัง(กง)ทุกวันก็จะออกวิ่งจากเส้นทางนี้ สองข้างทางมีภูเขา มีน้ำ เวลาวิ่งยังต้องผ่านตัวเมือง ยังเห็นคนมากมาย เขารู้สึกว่านี่เป็นภาพลวงตา เรื่องเป็นอย่างไรกัน มองเห็นอย่างชัดเจน ไม่ใช่ภาพลวงตา ข้าพเจ้าว่า ถ้าหากร่างกายมนุษย์อยู่ภายใต้จุลทรรศน์สามารถใหญ่ได้ขนาดนั้นแล้วละก็ นั่นก็ไม่ใช่ภาพลวงตา เพราะตลอดเวลามาสายเต๋าฝึกพลัง(กง)ก็ถือร่างกายมนุษย์เป็นหนึ่งจักรวาล ถ้าหากเป็นหนึ่งจักรวาลจริง จากหน้าผากไปถึงต่อมไพเนียล ระยะทางยังมากกว่าสิบหมื่นแปดพันลี้ ท่านวิ่งพุ่งออกไปเถอะ ไกลมากๆ

ถ้าหากว่าในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม หลังจากทะลวงวงจรสวรรค์ใหญ่จนเปิดออกทั้งหมดแล้ว ผู้ฝึกจะมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง ความสามารถพิเศษอะไร ทุกท่านคงทราบ วงจรสวรรค์ใหญ่ก็เรียกว่าวงจรสวรรค์เมอริเดียน(จื๋ออู่โจวเทียน) หรือเรียกว่าการหมุนของฟ้าดิน(เฉียนคุนวิ่นจ่วน) หรือเรียกว่าการหมุนของกังหันทดน้ำ(เหอเชอวิ่นจ่วน) การหมุนรอบวงจรสวรรค์ใหญ่ในระดับชั้นต้นๆ ก็จะก่อเกิดกระแสพลังงานแล้ว มันจะค่อยๆ เพิ่มความหนาแน่นผันแปรไปสู่ในระดับชั้นที่สูงยิ่งขึ้น และกลายเป็นสายพลังงานที่มีความหนาแน่นสูงมาก สายพลังงานนี้จะหมุน ในระหว่างการหมุน ในระดับชั้นต้นๆ พวกเราใช้ตาทิพย์มองดู จะพบว่ามันสามารถทำให้ลมปราณ(ชี่)ในร่างกายสลับที่ ลมปราณ(ชี่)ที่หัวใจวิ่งไปที่ลำไส้ ลมปราณ(ชี่)ที่ตับวิ่งไปที่กระเพาะ… ถ้าอยู่ภายใต้จุลทรรศน์จะสามารถเห็นว่า มันสามารถขนย้ายสิ่งของที่ใหญ่มากๆ ถ้าหากสายพลังงานนี้ทะลวงออกมาภายนอกร่างกาย มันก็คือพลัง(กง)ขนย้าย(ปันวิ่นกง) คนที่มีพลัง(กง)แข็งแกร่งมากๆ สามารถขนย้ายสิ่งของที่ใหญ่มากๆ ก็คือการขนย้ายใหญ่(ต้าปันวิ่น) คนที่มีพลัง(กง)อ่อนมากๆ สามารถขนย้ายสิ่งของที่เล็กมากๆ ก็คือการขนย้ายเล็ก(เสี่ยวปันวิ่น) นี่ก็คือรูปแบบของพลังขนย้าย(ปันวิ่นกง)และการก่อเกิดของมัน

วงจรสวรรค์ใหญ่ก็คือการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยตรง ดังนั้นจะนำมาซึ่งสภาวะและรูปแบบที่แตกต่างกันของพลัง(กง) มันก็จะนำเราไปสู่สภาวะที่พิเศษมากๆ สภาวะอะไร ทุกคนอาจจะอ่านในหนังสือโบราณ เช่น “ตำนานเทพ(เสินเซียนจ้วน)” หรือ “ตานจิง” “เต้าจ้าง” “ซิ่งมิ่งกุยจื่อ” ข้างในมีเขียนคำกล่าวไว้เช่นนี้ เรียกว่า “บินขึ้นมากลางวันแสกๆ(ไป๋ยื่อเฟยเซิน)” ก็คือกลางวันแสกๆ คนๆ นี้ก็บินขึ้นมา ที่จริงข้าพเจ้าขอบอกทุกท่าน เมื่อวงจรสวรรค์ใหญ่เปิดทะลวงแล้ว คนๆ นี้ก็จะสามารถลอยขึ้นไปกลางอากาศ ก็ง่ายๆ อย่างนี้ มีคนคิด ฝึกพลัง(กง)มาหลายปีเช่นนี้ คนที่วงจรสวรรค์ใหญ่เปิดทะลวงแล้วก็คงมีไม่น้อย ข้าพเจ้าว่าคนที่บรรลุถึงระดับนี้จะสักกี่หมื่นคนก็ไม่แปลก เพราะว่าวงจรสวรรค์ใหญ่ก็เป็นเพียงก้าวแรกของการฝึกพลัง(กง)

ถ้าเช่นนั้นทำไมจึงไม่เห็นคนเหล่านี้ลอยขึ้นมาล่ะ ไม่เห็นเขาลอยขึ้นไปกลางอากาศ สภาพของสังคมคนธรรมดาสามัญจะทำลายกันไม่ได้ รูปแบบของสังคมคนธรรมดาสามัญจะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงกันตามอำเภอใจไม่ได้ จะให้ทุกคนบินอยู่บนฟ้าได้หรือ นั่นยังเป็นสังคมมนุษย์กันอีกหรือ นี่เป็นด้านที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง ในหมู่คนธรรมดาสามัญ คนมิใช่อยู่เพื่อจะเป็นคน แต่เพื่อจะกลับสู่สภาพดั้งเดิมแท้จริง ดังนั้นยังคงมีปัญหาของการรับรู้(อู้) ถ้าเขาเห็นคนมากมายสามารถบินขึ้นมาอย่างชัดแจ้ง เขาก็จะไปบำเพ็ญ ก็จะไม่มีเรื่องของการรับรู้(อู้)แล้ว ดังนั้นท่านบำเพ็ญใช้ได้แล้ว ก็ยังไม่สามารถให้ใครดูได้ง่ายๆ แสดงให้ใครเห็นไม่ได้ คนอื่นยังต้องบำเพ็ญ ดังนั้นหลังจากวงจรสวรรค์ใหญ่เปิดทะลวงแล้ว เพียงแต่ปิดนิ้วมือ นิ้วเท้าหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของท่าน ท่านก็บินขึ้นมาไม่ได้

พวกเราโดยมากเวลาวงจรสวรรค์ใหญ่กำลังจะเปิดทะลุ จะมีสภาพอย่างหนึ่งปรากฏออกมา บางคนเวลานั่งสมาธิร่างกายจะโน้มไปข้างหน้าอยู่เสมอ เพราะว่าด้านหลังเปิดทะลวงได้ดีกว่า ด้านหลังเบาเป็นพิเศษ ด้านหน้าจะรู้สึกหนัก บางคนหงายไปข้างหลัง ก็คือด้านหลังรู้สึกหนัก ด้านหน้าเบา ถ้าหากทุกส่วนเปิดทะลวงได้ดีมากๆ ท่านก็กระดอนขึ้น รู้สึกว่าตัวเองจะถูกดึงขึ้น มีความรู้สึกลอยขึ้นจากพื้น เมื่อถึงเวลาที่สามารถลอยขึ้นมาได้จริงๆ ก็จะไม่ให้ท่านลอยขึ้นมา แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไป มีคนสองจำพวกที่จะเกิดความสามารถพิเศษได้ เด็กไม่มีจิตยึดติด คนแก่โดยเฉพาะสตรีสูงวัยไม่มีจิตยึดติด ความสามารถพิเศษจะออกมาง่าย รักษาไว้ได้ง่าย ผู้ชายโดยเฉพาะชายหนุ่ม เมื่อมีความสามารถพิเศษ จิตใจที่อยากโอ้อวดของเขาเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเวลาเดียวกันเขาก็อาจจะนำมันมาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการแข่งขันในหมู่คนธรรมดา จึงไม่อนุญาตให้มันคงอยู่ ฝึกออกมาได้แล้วก็จะต้องปิดเอาไว้ ปิดเอาไว้จุดหนึ่ง ฉะนั้นคนๆ นี้ก็จะลอยขึ้นมาไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้ท่านมีสภาพเช่นนี้ปรากฏออกมา อาจจะให้ท่านลองดูได้ บางคนก็สามารถรักษามันไว้ได้ต่อไป

ทุกที่ที่มีการเปิดสอนก็มีเหตุการณ์เช่นนี้ ตอนที่ข้าพเจ้าไปเปิดสอนที่ซันตง ผู้ฝึกจากจี้หนานก็มี ผู้ฝึกจากปักกิ่งก็มี บางคนพูดว่า อาจารย์ ฉันไม่รู้เป็นอะไร เดินๆ ไปก็รู้สึกจะลอยขึ้นจากพื้นดินอยู่เสมอ นอนอยู่ที่บ้านก็จะลอยขึ้นอยู่เรื่อย ห่มผ้าอยู่แม้กระทั่งผ้าห่มก็แทบจะลอยขึ้นมา เหมือนกับเป็นลูกโป่งจะลอยขึ้นอยู่ร่ำไป ขณะที่ข้าพเจ้าเปิดสอนที่เมืองกุ้ยหยาง ผู้ฝึกเก่าคนหนึ่งของมณฑลกุ้ยโจว เป็นสตรีสูงอายุ ในบ้านเธอวางเตียงอยู่ 2 เตียง ติดกำแพงด้านละเตียง เธอนั่งสมาธิอยู่บนเตียง เธอก็รู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นมา พอเธอลืมตาขึ้นดูก็ลอยไปถึงเตียงฝั่งนั้นเสียแล้ว เธอก็คิด ฉันจะต้องกลับไป ก็ลอยกลับมาทันที

ที่ชิงเต่ามีผู้ฝึกคนหนึ่ง ช่วงพักเที่ยงในห้องไม่มีคน เขานั่งสมาธิอยู่บนเตียง พอนั่งลงไปก็ลอยขึ้นมา กระดอนขึ้นลงอย่างรุนแรง สูงมากกว่าหนึ่งเมตร ขึ้นมาแล้วก็ลงไป กระดอนขึ้นๆ ลงๆ ทำเอาผ้าห่มหล่นลงไปกองอยู่กับพื้น มีความตื่นเต้นยินดีอยู่นิดๆ แต่ก็กลัวหน่อยๆ กระดอนขึ้นๆ ลงๆ อยู่อย่างนั้นตลอดชั่วโมงพักเที่ยง ในที่สุดกระดิ่งเข้างานก็ดังขึ้น ในใจเขาคิด ให้ใครเห็นไม่ได้ นี่ทำอะไรอยู่รีบหยุดดีกว่า ก็หยุดลงทันที นี่ก็คือทำไมคนมีอายุจึงสามารถควบคุมตัวเองไว้ได้ ถ้าเป็นคนหนุ่มสาว กระดิ่งเข้าทำงานดังแล้ว ทุกคนมาดูกันเถอะ ฉันบินขึ้นมาได้แล้ว การที่คนจะควบคุมจิตโอ้อวดของตัวเองได้ยากก็อยู่ตรงนี้ ดูฉันฝึกพลัง(กง)ได้ดีถึงเพียงนี้ ฉันสามารถบินขึ้นมาได้แล้ว พอเขาโอ้อวดก็หมดกัน ไม่อนุญาตให้มันคงอยู่เช่นนี้ เรื่องเช่นนี้มีมาก มีผู้ฝึกประเภทนี้ในทุกๆ แห่ง

พวกเราพอเริ่มต้นก็จะให้ชีพจรทั้งหมดเปิดออก ณ วันนี้พวกเราจำนวนร้อยละแปดสิบถึงเก้าสิบก็ได้บรรลุถึงสภาพตัวเบา ไม่มีโรค ในเวลาเดียวกันเราได้พูดแล้วว่า ณ ที่นี้เราไม่เพียงแต่ต้องผลักดันให้ท่านบรรลุถึงสภาพเช่นนี้ ให้ร่างกายของท่านชำระหมดจดแล้ว ยังต้องใส่สิ่งต่างๆ ไว้ในร่างกายของท่าน ให้ท่านสามารถมีพลัง(กง)ทันที ณ ชั้นเรียนนี้ เท่ากับข้าพเจ้าดึงท่านขึ้นมาแล้วส่งไปข้างหน้า ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าบรรยายหลักธรรมให้แก่ทุกท่าน จิต(ซินซิ่ง)ของทุกท่านก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พวกเราจำนวนมากเมื่อเดินออกจากหอประชุมแห่งนี้ ท่านจะรู้สึกเหมือนเป็นคนอีกคนหนึ่ง รับรองว่าโลกทัศน์ของท่านได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ท่านจะรู้ว่าต่อไปท่านจะปฏิบัติตนอย่างไร จะเหลวไหลต่อไปไม่ได้แล้ว รับรองว่าเป็นเช่นนี้ ดังนั้นจิต(ซินซิ่ง)ของพวกเราก็ได้ตามขึ้นมาแล้ว

พูดถึงวงจรสวรรค์ใหญ่ ถึงแม้ไม่ให้ท่านลอยขึ้นมา แต่ว่าท่านจะรู้สึกเบาทั้งตัว เดินไปบนถนนจะลู่ไปตามลม ที่ผ่านมาเดินไม่กี่ก้าวก็จะเหนื่อย เวลานี้ต่อให้เดินไกลแค่ไหนก็รู้สึกสบาย ขี่จักรยานก็เหมือนกับมีคนผลักท่าน ขึ้นบันไดสูงแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย รับรองว่าเป็นเช่นนี้ อ่านหนังสือเล่มนี้บำเพ็ญเองก็สามารถจะบรรลุถึงสภาพที่ควรจะได้เช่นกัน คนอย่างข้าพเจ้า ถ้าไม่อยากพูด ข้าพเจ้าจะไม่พูด แต่ถ้าข้าพเจ้าพูดออกมาก็ต้องเป็นความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้เหตุการณ์เช่นนี้ เวลาข้าพเจ้าบรรยายธรรม ถ้าข้าพเจ้าไม่พูดความจริง พูดเรื่องที่เกินความจริงอยู่ตรงนี้ พูดไปตามอำเภอใจอย่างไร้สาระ ก็เท่ากับข้าพเจ้าถ่ายทอดธรรมะนอกรีต ข้าพเจ้ากระทำเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในจักรวาลก็เฝ้ามองกันอยู่ ท่านจะเดินออกนอกลู่นอกทางก็ไม่ได้

คนทั่วไปรู้ว่าวงจรสวรรค์เป็นเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จริงยังใช้ไม่ได้ ถ้าจะให้ร่างกายถูกทดแทนและผันแปรด้วยสสารพลังงานสูงโดยเร็วที่สุดแล้ว ยังจะต้องมีการหมุนเวียนของวงจรสวรรค์อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะพาให้ชีพจรในร่างกายทั้งหมดหมุนเวียน เรียกว่าเหมาอิ่วโจวเทียน อาจมีคนรู้จักกันน้อย ในหนังสือบางครั้งก็พูดถึงศัพท์เช่นนี้ แต่ไม่มีใครอธิบายและไม่บอกท่าน ล้วนพูดวกวนอ้อมไปมาในด้านทฤษฎี เพราะเป็นความลับสุดยอดของความลับ พวกเรา ณ ที่นี้ก็จะอธิบายออกมาให้ท่านฟังจนหมด จะเริ่มต้นจากจุดไป่ฮุ่ยเซี่ย(และอาจออกมาจากจุดฮุ่ยอินเซี่ย) เมื่อออกมาแล้วจะเดินไปตามจุดต่อเชื่อมของด้านอินและด้านหยาง เดินจากข้างหูลงมา จากนั้นเดินตามไหล่ลงมา ผ่านร่องนิ้วมือไปทีละนิ้วทีละนิ้ว จากนั้นเดินไปตามด้านข้างของร่างกาย จากใต้ฝ่าเท้าข้ามไป ขึ้นมาตามหว่างขาด้านหนึ่ง จากนั้นก็ลงไปอีกด้านหนึ่ง ลงไปใต้ฝ่าเท้าอีกครั้ง ขึ้นมาตามด้านข้างของร่างกาย ผ่านไปตามร่องนิ้วมือทีละนิ้วทีละนิ้ว วนหนึ่งรอบขึ้นไปบนศีรษะ นี่ก็คือเหมาอิ่วโจวเทียน คนอื่นสามารถเขียนเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม ข้าพเจ้าใช้คำพูดไม่กี่คำก็พูดออกมาหมด ข้าพเจ้ารู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความลับอะไรของสวรรค์ แต่ว่าคนอื่นรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มีค่ามาก และจะไม่นำมาพูด การถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ที่แท้จริงจึงจะพูดถึงเหมาอิ่วโจวเทียน ถึงแม้ข้าพเจ้าจะพูดออกมาแล้ว แต่ใครก็อย่าใช้จิตนึกคิดไปชี้นำ บังคับตัวเองไปฝึก ท่านฝึกก็ไม่ใช่หลักธรรมใหญ่ธรรมจักร(ฝ่าหลุนต้าฝ่า)ของพวกเราแล้ว การบำเพ็ญสู่ระดับชั้นสูงที่แท้จริงแล้วต้องไร้การหมายมั่นใดๆ ไร้การเคลื่อนไหวทางจิตนึกคิดใดๆ สิ่งที่ใส่ให้ท่านล้วนสำเร็จรูปแล้ว สิ่งเหล่านี้จะก่อเกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ กลไกที่อยู่ข้างในเหล่านี้จะฝึกฝนท่าน ถึงเวลามันจะหมุนได้เอง ถึงวันหนึ่ง เวลาท่านฝึกพลัง(กง)จะส่ายศีรษะ ศีรษะส่ายไปด้านนี้มันก็จะหมุนไปทางด้านนี้ ศีรษะส่ายไปด้านนั้นก็จะหมุนไปทางด้านนั้น มันจะหมุนทั้งสองด้าน

วงจรสวรรค์ใหญ่และเล็กหลังจากเปิดทะลุหมดแล้ว เวลานั่งสมาธิจะผงกศีรษะ นี่คือลักษณะที่ปรากฏเมื่อพลังงานเดินผ่าน พวกเราฝึกฝ่าหลุนโจวเทียนฝ่าก็เช่นกัน พวกเราฝึกกันเช่นนี้ ที่จริงแล้วเวลาท่านไม่ฝึกมันก็จะหมุนเองโดยอัตโนมัติ ปกติก็จะหมุนอยู่ตลอดเวลา เวลาท่านฝึกก็คือเสริมกลไกให้แรงยิ่งขึ้น พวกเราพูดว่าเป็นหลักธรรมฝึกคนมิใช่หรือ เวลาปกติท่านจะพบว่าวงจรสวรรค์นั้นหมุนเวียนอยู่เสมอ แม้ท่านไม่ได้ฝึก กลไกพลังชี่(ชี่จี)ชั้นที่ใส่ไว้ภายนอกนี้ ก็คือชีพจรใหญ่ที่อยู่ชั้นนอกนำพาให้ร่างกายของท่านฝึกอยู่ ล้วนเคลื่อนไหวเองโดยอัตโนมัติ มันยังจะหมุนทวน ทั้งหมุนตามและหมุนทวน เปิดทะลวงชีพจรของท่านอยู่ตลอดเวลา

ฉะนั้นเป้าหมายของการเปิดทะลวงวงจรสวรรค์คืออะไร การเปิดทะลวงวงจรสวรรค์โดยตัวของมันเองไม่ใช่เป้าหมายของการฝึกพลัง(กง) ถึงแม้วงจรสวรรค์ของท่านเปิดทะลวงแล้ว ข้าพเจ้าว่าอะไรก็ยังไม่ใช่ ยังต้องฝึกต่อไป เป้าหมายคือใช้รูปแบบของวงจรสวรรค์เช่นนี้ ให้หนึ่งชีพจรนำพาร้อยชีพจร ให้ชีพจรทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายเปิดออกทั้งหมด พวกเรากำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เมื่อฝึกต่อไป บางคนเวลาวงจรสวรรค์ใหญ่หมุนเวียนจะพบว่า ฝึกจนชีพจรกว้างมาก เหมือนกับหัวแม่มือ ข้างในจะกว้างมาก เพราะว่าพลังงานแรงมาก กระแสพลังงานหลังจากก่อเกิดขึ้นมาแล้วจะกว้างและสว่างมาก นี่ยังนับเป็นอะไรไม่ได้ เช่นนั้นจะต้องฝึกจนถึงระดับใด ต้องให้ร้อยชีพจรในร่างกายทั้งหมดค่อยๆ ขยายกว้างขึ้น พลังงานแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สว่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดชีพจรกว่าหมื่นเส้นต่อกันเป็นหนึ่งแผ่น บรรลุถึงสภาพของการไร้ชีพจร ไร้จุดทวาร ต่อกันเป็นแผ่นเดียวกันทั้งร่างกาย นี่ก็คือเป้าหมายสุดท้ายของการเปิดทะลวงชีพจร เป้าหมายของมันก็คือให้ร่างกายของคนทุกส่วนผันแปรเป็นสสารพลังงานสูงทั้งหมด

เมื่อฝึกจนถึงขั้นนี้ โดยหลักแล้วร่างกายของคนก็จะถูกผันแปรโดยสสารพลังงานสูง ก็พูดได้ว่าได้ฝึกจนถึงขั้นสูงสุดของการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมในภพแล้ว เนื้อตัวของร่างกายคนก็ได้บำเพ็ญปฏิบัติจนถึงจุดสุดยอดแล้ว เมื่อถึงขั้นนี้แล้วยังจะนำเขาไปสู่สภาวะแบบหนึ่ง สภาวะอะไร เขามีพลัง(กง)ที่สมบูรณ์มากแล้ว การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมในร่างกายของคนธรรมดาสามัญ ก็คือในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมในภพ ความสามารถพิเศษหรือความสามารถแฝง(เฉี่ยนเหนิง)ที่คนมี ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะออกมาหมด แต่การบำเพ็ญในหมู่คนธรรมดาสามัญส่วนใหญ่จะถูกปิดเอาไว้ และเสาหลักพลัง(กง)ของเขาก็ขึ้นได้สูงมากแล้ว รูปแบบของพลัง(กง)ทั้งหมด ล้วนถูกพลัง(กง)ที่แรงเสริมจนแข็งแกร่งมากๆ แต่ว่าเขาจะทำให้บังเกิดผลได้เพียงในมิติของเราเท่านั้น ไม่สามารถบังคับไปถึงมิติอื่น เพราะว่ามันเป็นเพียงความสามารถพิเศษที่บำเพ็ญปฏิบัติออกมาจากร่างกายของคนธรรมดาสามัญ แต่ว่าก็สมบูรณ์มากทีเดียว ในแต่ละมิติ รูปแบบต่างๆ ของร่างกายที่คงอยู่ในมิติที่แตกต่างกัน ล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง สิ่งที่ร่างกายนั้นมี สิ่งที่ร่างกายในแต่ละมิติมี ล้วนแล้วแต่สมบูรณ์มากๆ มองขึ้นไปแล้วน่าตกใจ บางคนทั่วร่างกายเต็มไปด้วยดวงตา ทุกรูขุมขนเต็มไปด้วยดวงตาทั้งนั้น ทั่วบริเวณมิติสนามของเขาก็จะมีดวงตา เพราะว่าเป็นพลัง(กง)ของสายพุทธ มีบางท่านร่างทั้งร่างล้วนเป็นรูปลักษณ์โพธิสัตว์ รูปลักษณ์พระพุทธ ลักษณะของพลัง(กง)แต่ละประเภทได้บรรลุถึงระดับที่สมบูรณ์มากๆ แล้ว อีกทั้งมีร่างชีวิตมากมายปรากฏออกมา

เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว มันยังจะปรากฏสภาวะแบบหนึ่งออกมา เรียกว่า “ซันฮวาจวี้ติ่ง(ดอกไม้สามดอกรวมอยู่บนศีรษะ)” เป็นสภาวะที่เด่นชัดมากๆ และสะดุดตามากๆ คนที่ระดับชั้นตาทิพย์ไม่สูงนักก็สามารถมองเห็น บนศีรษะมีดอกไม้สามดอก ดอกหนึ่งเป็นดอกบัว แต่ไม่ใช่ดอกบัวในมิติวัตถุของพวกเรา ยังมีอีกสองดอกก็เป็นดอกไม้ในมิติอื่น สวยงามมากๆ ดอกไม้ทั้งสามดอกผลัดกันหมุนอยู่บนศีรษะ หมุนตาม หมุนทวน ทั้งสามดอกยังหมุนรอบตัวเอง แต่ละดอกมีเสาหลักใหญ่หนึ่งต้น ใหญ่เท่าเส้นผ่าศูนย์กลางของดอก เสาหลักใหญ่สามต้นทะลุตรงขึ้นยอดฟ้า นั่นไม่ใช่เสาหลักพลัง(กง) มันก็เป็นรูปแบบเช่นนี้ มหัศจรรย์มากๆ ตัวท่านเองเห็นแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติมาถึงขั้นนี้ ร่างกายจะขาวสะอาด ผิวหนังก็จะละเอียดอ่อน เมื่อบรรลุถึงขั้นนี้ ก็คือได้บรรลุถึงรูปแบบสูงสุดของการบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมในภพแล้ว แต่นี่ยังไม่ถึงจุดสุดยอด ยังต้องบำเพ็ญปฏิบัติต่อไปอีก ยังต้องเดินหน้าต่อไป

เมื่อเดินไปข้างหน้า ก็จะเข้าสู่ระดับชั้นของการก้าวข้ามระหว่างหลักธรรมในภพและหลักธรรมนอกภพ เรียกว่าสภาวะร่างขาวบริสุทธิ์ (และเรียกว่าร่างโปร่งใส) เพราะร่างกายที่ได้บำเพ็ญปฏิบัติจนบรรลุรูปแบบสูงสุดของหลักธรรมในภพ ก็เป็นเพียงร่างกายของคนที่ได้ผันแปรไปสู่รูปแบบสูงสุดแล้วเท่านั้น เวลาที่เข้าไปสู่รูปแบบนั้นอย่างแท้จริง ร่างกายทั้งหมดก็จะประกอบขึ้นด้วยสสารพลังงานสูงแล้ว ทำไมจึงเรียกร่างขาวบริสุทธิ์ คือเขาได้บรรลุความบริสุทธิ์ในระดับสูงสุดแล้ว มองดูด้วยตาทิพย์ ทั่วทั้งร่างกายจะโปร่งใส ก็เหมือนแก้วที่โปร่งใส มองไปแล้วไม่มีอะไรเลย จะปรากฏสภาวะเช่นนี้ พูดให้ชัดขึ้น เขาเป็นร่างพระพุทธแล้ว เพราะว่าร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยสสารพลังงานสูงกับร่างกายเดิมของพวกเราจะไม่เหมือนกันอีกต่อไป เมื่อถึงขั้นนี้ ความสามารถพิเศษทั้งหลายและศาสตร์ต่างๆ ที่ปรากฏออกมาในร่างกายทั้งหมดต้องโยนทิ้งไปทันที ย้ายมันไปอยู่ในมิติที่ลึกมากๆ ไม่มีประโยชน์แล้ว ต่อจากนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว เพียงแต่ว่าต่อไปวันใดที่ท่านบำเพ็ญสำเร็จ ท่านหันกลับไปดูขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของท่านที่ผ่านมา นำมันออกมาดูบ้าง ถึงเวลานั้นจะเหลืออยู่เพียงสองสิ่ง เสาหลักพลัง(กง)ยังอยู่ กายทิพย์(เหวียนอิง)ที่บำเพ็ญปฏิบัติได้โตขึ้นมากแล้ว แต่สองสิ่งนี้ล้วนอยู่ในมิติที่ลึกมาก คนทั่วไประดับตาทิพย์ไม่สูงจะมองไม่เห็น เขาสามารถมองเห็นเพียงว่าร่างกายของคนๆ นี้เป็นร่างโปร่งใส

เพราะว่าสภาวะร่างขาวบริสุทธิ์ก็คือเป็นระยะก้าวข้ามระหว่างชั้น เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติต่อไป ก็จะเป็นการก้าวเข้าสู่การบำเพ็ญปฏิบัติหลักธรรมออกนอกภพอย่างแท้จริง และเรียกว่าการบำเพ็ญปฏิบัติในร่างพระพุทธ ทั้งร่างกายจะประกอบขึ้นด้วยพลัง(กง) เมื่อถึงเวลานี้จิต(ซินซิ่ง)ของคนมั่นคงแล้ว เริ่มต้นการฝึกใหม่ เริ่มต้นเกิดความสามารถพิเศษใหม่ นั่นไม่เรียกความสามารถพิเศษแล้ว เรียกว่า “อิทธิฤทธิ์พุทธธรรม(ฝอฝ่าเสินทง)” มันสามารถบังคับมิติทั้งหมดที่มีอยู่ เดชานุภาพไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อท่านบำเพ็ญปฏิบัติต่อไปในภายภาคหน้า สิ่งที่อยู่ในระดับชั้นที่สูงยิ่งขึ้น ตัวเองจะรู้ว่าจะบำเพ็ญปฏิบัติธรรมอย่างไร และเข้าใจรูปแบบการคงอยู่ของการบำเพ็ญปฏิบัติ

อ่านต่อหน้า  1  2  3   4  5  6  7

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com