Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>


จ้วนฝ่าหลุน

บทที่ 9

รากฐาน(เกินจี)

รากฐาน(เกินจี)นั้น กำหนดขึ้นจากความมากหรือน้อยของกุศลซึ่งเป็นสสารที่อยู่ในร่างกายของคนในอีกมิติหนึ่ง กุศลน้อยสสารสีดำก็จะมาก สนามของกรรมก็จะใหญ่ จึงจัดเป็นพวกที่รากฐาน(เกินจี)ไม่ดี กุศลมากสสารสีขาวก็มาก สนามของกรรมก็จะเล็ก จึงจัดเป็นพวกที่มีรากฐาน(เกินจี)ดี สสารสีขาวและสสารสีดำของคนสามารถผันแปรซึ่งกันและกัน ผันแปรกันอย่างไร กระทำเรื่องดีก็จะก่อเกิดสสารสีขาว สสารสีขาวได้มาจากการ อดทนต่อความลำบาก ได้รับความเจ็บปวด ได้มาจากการทำความดี ส่วนสสารสีดำก็คือกระทำความชั่ว ก่อเกิดขึ้นจากการทำเรื่องไม่ดี มันคือกรรม มันมีขั้นตอนของการผันแปรเช่นนี้ ขณะเดียวกันมันยังสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่จะติดไปกับตัวด้วย เพราะว่ามันจะติดตามไปกับจิตหลัก(เหวียนเสิน)โดยตรง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาเพียงชาติเดียวเท่านั้น เป็นสิ่งที่สะสมกันมายาว นาน ดังนั้นจึงพูดถึงการสะสมกรรม สะสมกุศล และบรรพบุรุษก็อาจสืบทอดไปยังรุ่นต่อไป บางครั้งทำให้ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดของคนจีนในสมัยโบราณหรือคนแก่ที่พูดว่า บรรพบุรุษสะสมกุศล หรือการสะสมกุศล ขาดกุศล คำพูดนั้นพูดได้ถูกต้อง ถูกต้องมากจริงๆ

รากฐาน(เกินจี)ดีหรือไม่ดี สามารถกำหนดการรับรู้(อู้)ของคนว่าดีหรือไม่ดี คนที่รากฐาน(เกินจี)ไม่ดีก็จะทำให้เขามีการรับรู้(อู้)ไม่ดี เพราะอะไร เพราะผู้ที่มีรากฐาน(เกินจี)ดี สสารสีขาวจะมาก สสารสีขาวชนิดนี้จะผสมผสานเข้ากับจักรวาลของเราได้ดี กับคุณสมบัติพิเศษความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) ก็ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีช่องว่าง คุณสมบัติพิเศษของจักรวาลจะสะท้อนออกมาบนร่างกายของท่านโดยตรง เชื่อมต่อโดยตรงกับร่างกายของท่าน แต่สสารสีดำชนิดนี้กลับตรงกันข้าม ได้มาจากการทำสิ่งที่ไม่ดี สวนทางให้กับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลของเรา เพราะฉะนั้นระหว่างสสารสีดำนี้และคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลก็จะเกิดช่องว่าง เวลาที่สสารสีดำชนิดนี้มีมาก มันจะก่อเกิดเป็นสนามอยู่รอบๆ ร่างกาย ล้อมคนเอาไว้ข้างใน ถ้าหากขนาดของสนามนี้ยิ่งใหญ่ ความหนาแน่นก็ยิ่งมาก ยิ่งหนา ก็จะทำให้การรับรู้ของคนผู้นี้ยิ่งไม่ดี เพราะว่าเขาไม่สามารถรับรู้ถึงคุณสมบัติพิเศษของจักรวาลความจริง ความเมตตา ความอดทน(เจิน ซั่น เหยิ่น) และก็เพราะว่าเขาได้กระทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามจึงก่อเกิดสสารสีดำขึ้นมา โดยทั่วไปแล้วคนประเภทนี้มักจะยิ่งไม่เชื่อเรื่องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม การรับรู้(อู้)ยิ่งไม่ดี ก็จะยิ่งถูกกรรมขวางกั้น ยิ่งได้รับความลำบาก ก็ยิ่งไม่เชื่อ จึงยากที่จะบำเพ็ญปฏิบัติ

คนที่มีสสารสีขาวมากบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้ง่าย เพราะว่าในขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของเขา เขาเพียงแต่ต้องหล่อหลอมให้เข้ากับคุณสมบัติพิเศษของจักรวาล จิต(ซินซิ่ง)ของเขาก็สามารถยกระดับสูงขึ้น กุศลของเขาก็จะแปรผันเป็นพลัง(กง)โดยตรง ส่วนคนที่มีสสารสีดำมาก ก็เหมือนกับผลิตภัณฑ์ในโรงงาน ต้องผ่านขั้นตอนอีกขั้นตอนหนึ่ง ส่วนของคนอื่นล้วนเป็นวัตถุสำเร็จรูป แต่ของเขาเป็นวัตถุดิบ ต้องผ่านขั้นตอนเสริมแต่งอีกครั้ง ต้องผ่านอีกหนึ่งขั้นตอน ดังนั้นเขาจะต้องรับความลำบากก่อน สลายกรรมของเขาลงไป ผันแปรเป็นสสารสีขาว หลังจากที่ก่อเกิดเป็นกุศลสสารชนิดนี้แล้ว เขาจึงจะสามารถมีพลัง(กง)สูงขึ้นได้ แต่คนประเภทนี้โดยตัวเองมักมีการรับรู้(อู้)ไม่ดี ท่านบอกให้เขาอดทนกับความทุกข์ให้มากยิ่งขึ้น เขาก็จะยิ่งไม่เชื่อ ยิ่งทนไม่ไหว ดังนั้นคนที่มีสสารสีดำมากจึงบำเพ็ญปฏิบัติธรรมลำบาก ที่ผ่านมาสายเต๋าหรือวิชาที่ถ่ายทอดเดี่ยวพูดกันว่าอาจารย์สรรหาลูกศิษย์ ไม่ใช่ลูกศิษย์สรรหาอาจารย์ ก็คือจะดูว่าในร่างกายของเขามีสิ่งเหล่านี้ติดมามากหรือน้อยเป็นตัวกำหนด

รากฐาน(เกินจี)เป็นตัวกำหนดการรับรู้(อู้)ของคน แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไป บางคนรากฐาน(เกินจี)ไม่ดีเลย แต่สภาพแวดล้อมในครอบครัวดีมาก ฝึกพลัง(กง)กันหลายคน และบางคนก็เป็นอุบาสก อุบาสิกาในศาสนา เชื่อมั่นในเรื่องการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ก็สามารถทำให้เขาเกิดความเชื่อ มีการรับรู้(อู้)ดี ดังนั้นจึงไม่แน่นอนเสมอไป และบางคนมีรากฐาน(เกินจี)ดีมาก แต่มักจะถูกความรู้ของการศึกษาอันน้อยนิดที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน ระบบการศึกษาตามแนวคิดแบบเด็ดขาด ทำให้ความคิดของคนแปรเปลี่ยนจนคับแคบลงมาก สิ่งที่อยู่สูงเกินกว่าความรู้ของเขาเขาจะไม่เชื่อทั้งสิ้น และทำให้การรับรู้(อู้)ของเขาได้รับการรบกวนอย่างรุนแรง

ยกตัวอย่างเช่นขณะที่ข้าพเจ้าแสดงธรรม วันที่สองข้าพเจ้าพูดถึงเรื่องเปิดตาทิพย์ มีคนๆ หนึ่งรากฐาน(เกินจี)ดี ในทันทีก็เปิดตาทิพย์ให้เขาถึงระดับชั้นสูงมาก เขามองเห็นภาพที่คนอีกหลายๆ คนมองไม่เห็น เขาพูดกับคนเขาว่า โอ้ ฉันมองเห็นสถานที่แสดงธรรมทั้งหมดนี้ ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)เหมือนกับหิมะโปรยลงมายังร่างกายคน ฉันมองเห็นร่างจริงของอาจารย์หลี่ว่าเป็นอย่างไร ยังมองเห็นรัศมีของอาจารย์หลี่ มองเห็นแล้วว่าธรรมจักร(ฝ่าหลุน)เป็นอย่างไร ธรรมกาย(ฝ่าเซิน)มีอยู่มากเท่าใด มองเห็นแต่ละระดับชั้นก็มีอาจารย์หลี่กำลังบรรยายธรรมอยู่ ธรรมจักร(ฝ่าหลุน)ปรับสภาพร่างกายให้กับผู้ฝึกอย่างไร ยังมองเห็นเวลาที่อาจารย์บรรยายธรรม แต่ละชั้น ระดับชั้นที่แตกต่างกันล้วนมีร่างพลัง(กงเซิน)ของอาจารย์กำลังบรรยายธรรม และยังเห็นนางฟ้าโปรยดอกไม้อยู่เป็นต้น สิ่งที่สวยงามเช่นนี้ก็ได้เห็นหมดแล้ว แสดงว่าคนๆ นี้รากฐาน(เกินจี)ดีมากๆ เขาพูดไปพูดมา สุดท้ายพูดสรุปคำเดียวว่า ฉันไม่เชื่อสิ่งเหล่านี้ บางสิ่งบางอย่างก็ได้รับการพิสูจน์จากวิทยาศาสตร์ปัจจุบันแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างก็สามารถอธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันแล้ว บางสิ่งพวกเราก็ได้วิเคราะห์ให้ฟังหมดแล้ว เพราะว่าสิ่งที่พลังลมปราณ(ชี่กง)เข้าใจนั้น อยู่เหนือความเข้าใจของวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจริงๆ ข้อนี้ยืนยันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้รากฐาน(เกินจี)ก็ไม่เป็นตัวกำหนดการรับรู้(อู้)ทั้งหมดเสียทีเดียว

การรับรู้ การรู้แจ้ง (อู้)

อะไรคือ “การรับรู้ การรู้แจ้ง (อู้)” “การรับรู้ การรู้แจ้ง (อู้)” ต้นตอศัพท์คำนี้มาจากศาสนา ในพุทธศาสนาหมายถึงความเข้าใจต่อพระธรรมของผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม “อู้” ที่เรารู้จัก และ “อู้ในขั้นสุดท้าย” นั้น หมายถึงการรู้แจ้งซึ่งปัญญา(ฮุ่ยอู้) แต่ว่าปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้ในสังคมของคนธรรมดาสามัญเสียแล้ว เช่นคนๆ นี้ฉลาดมาก ล่วงรู้ถึงความคิดของหัวหน้า เข้าใจได้ทันที รู้วิธีเอาใจหัวหน้า คนเขาก็พูดว่ามีการรับรู้(อู้)ดี มักจะเข้าใจไปเป็นเช่นนี้ แต่ว่าเมื่อท่านกระโดดพ้นจากชั้นของคนธรรมดาสามัญ ในระดับชั้นที่สูงขึ้นสักเล็กน้อย ท่านก็จะพบว่า เหตุผลในชั้นที่คนธรรมดาสามัญเข้าใจโดยทั่วไปล้วนไม่ถูกต้อง การรับรู้(อู้)ที่พวกเราพูดถึงนั้นไม่ใช่การรับรู้(อู้)ในลักษณะนี้ การรับรู้(อู้)ของคนฉลาดหลักแหลมกลับจะไม่ดี เพราะว่าคนที่ฉลาดเกินไป เขารู้วิธีเอาใจต่อหน้า มักจะได้รับคำชมจากหัวหน้าและผู้บังคับบัญชา ฉะนั้นงานของเขาที่แท้จริงก็ให้คนอื่นไปทำแทนมิใช่หรือ ฉะนั้นเขาจึงติดค้างผู้อื่น เพราะว่าเขาฉลาดหลักแหลม เขาเก่งในวิธีการ เขาก็จะได้ประโยชน์ คนอื่นก็ต้องเสียประโยชน์ ก็เพราะว่าเขาฉลาดหลักแหลม เขาจะไม่ยอมเสียเปรียบ และก็ไม่ยอมเสียเปรียบง่ายๆ ฉะนั้นคนอื่นก็จะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ นับวันเขายิ่งเห็นแก่ผลประโยชน์ ฉะนั้นจิตใจของเขานับวันก็จะยิ่งคับแคบ ยิ่งรู้สึกว่าผลประโยชน์ของคนธรรมดาสามัญเป็นสิ่งที่ปล่อยให้หลุดมือไม่ได้ เขาก็คิดว่าตัวเองต้องเห็นผลประโยชน์ตรงหน้าเป็นเรื่องสำคัญ เขาจะไม่ยอมเสียเปรียบ

ยังมีคนอิจฉาและชื่นชอบเขา ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่าอย่าอิจฉาและชื่นชอบเขา ท่านไม่รู้ว่าเขามีชีวิตอยู่อย่างเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เขากินไม่ดี หลับไม่เป็นสุข แม้แต่ในฝันยังกลัวจะสูญเสียผลประโยชน์ของเขา เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เขาจะฟื้นฝอยหาตะเข็บ ท่านว่าเขาใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยหรือไม่ ชั่วชีวิตนี้เขาอยู่เพื่อสิ่งนี้ พวกเราพูดว่าต่อหน้าความขัดแย้ง ถอยหลังหนึ่งก้าว ทะเลท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล รับรองว่าเป็นสภาพการณ์อีกแบบหนึ่ง แต่สำหรับคนประเภทนี้ไม่ยอมถอย เขามีชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยที่สุด ท่านอย่าได้ไปเลียนแบบเขา ในวงการฝึกบำเพ็ญธรรมกล่าวกันว่า คนๆ นี้ลุ่มหลงจนลึกมาก เพื่อผลประโยชน์ทางวัตถุ หลงใหลอยู่ในสังคมมนุษย์ บอกให้เขารักษากุศล ไม่ใช่เรื่องง่าย บอกให้เขาไปฝึกพลัง(กง) เขาจะไม่มีวันเชื่อ ฝึกพลัง(กง)หรือ พวกท่านฝึกพลัง(กง)แล้ว ตีก็ไม่ตอบโต้ ด่าก็ไม่ด่ากลับ คนเขาทำร้ายท่านจนถึงเพียงนี้ ในใจท่านไม่คิดตอบโต้เขา ยังต้องขอบคุณเขา พวกท่านโง่เหมือนอาคิวทั้งนั้น ทุกคนเป็นโรคประสาทไปแล้ว คนประเภทนี้เขาไม่มีวันจะเข้าใจเรื่องบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เขาจะว่าท่านเป็นคนที่ไม่อาจจะเข้าใจได้ ว่าท่านโง่ ท่านว่าเขายากแก่การช่วยเหลือหรือไม่

การรับรู้(อู้)ที่พวกเราพูดถึงไม่ใช่การรับรู้(อู้)ในลักษณะนี้ แต่ตรงกับที่เขาพูดคือบนผลประโยชน์ส่วนตัวพวกเราจะโง่สักหน่อย นี่คือการรับรู้(อู้)ที่เรากล่าวถึง แน่นอนก็ไม่ใช่โง่จริงๆ พวกเราเพียงแต่มองผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในด้านอื่นๆ พวกเราจะเฉลียวฉลาดมาก ไม่ว่าจะวิเคราะห์หัวข้ออะไร หรือหัวหน้ามอบหมายหน้าที่อะไร งานจะสำเร็จอย่างไร พวกเราจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เข้าใจและทำได้ดี แต่บนผลประโยชน์ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเรา การปะทะกันบนความขัดแย้งระหว่างคน เราจะมองให้เป็นเรื่องธรรมดา ใครจะว่าท่านโง่ล่ะ ไม่มีใครว่าท่านโง่ รับรองเป็นเช่นนี้

พวกเรามาพูดถึงคนโง่ที่โง่จริงๆ ในระดับชั้นสูงกฎข้อนี้จะกลับกันโดยสิ้นเชิง คนโง่ในสังคมมนุษย์ไม่ทำเรื่องชั่วร้าย และไม่สามารถไปแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่แสวงหาชื่อเสียง เขาจะไม่สูญเสียกุศล แต่คนอื่นกลับต้องให้กุศลเขา ตีเขา ด่าเขา ล้วนเป็นการให้กุศลแก่เขาทั้งนั้น และสสารชนิดนี้มีค่ายิ่งนัก ในจักรวาลของเรามีกฎข้อนี้ ผู้ไม่สูญเสียย่อมไม่ได้ ได้ก็ต้องเสีย คนต่างเห็นว่าคนนั้นโง่ ก็จะด่าเขา เจ้ามันโง่นัก เพียงอ้าปากด่า กุศลส่วนหนึ่งก็โยนข้ามไปแล้ว ท่านเป็นฝ่ายได้เปรียบก็คือท่านเป็นฝ่ายที่ได้ ดังนั้นท่านก็ต้องสูญเสีย เข้าไปเตะเขาหนึ่งที เจ้ามันโง่นัก ดี กุศลก้อนโตก็โยนข้ามไป ใครรังแกเขา ใครเตะเขา เขาหัวเราะดีใจ มาเถอะอย่างไรเสียฉันก็จะได้กุศล ฉันจะไม่ผลักออกแม้แต่นิดเดียว ตามกฎในระดับชั้นสูงนี้ ทุกคนลองคิดดูใครฉลาด ไม่ใช่เขาหรือ เขาฉลาดที่สุด กุศลของเขาไม่ตกหล่นเลยสักนิด ท่านโยนกุศลข้ามไปให้เขา เขาก็ไม่ผลักกลับมาเลยแม้แต่น้อย รับไว้หมด รับเอาไว้ด้วยความยินดี ชาตินี้โง่ชาติหน้าไม่โง่ จิตหลัก(เหวียนเสิน)ไม่โง่ ในศาสนากล่าวไว้ว่า ถ้าคนมีกุศลมากชาติหน้าจะได้เป็นขุนนางใหญ่ ร่ำรวยมหาศาล ล้วนต้องแลกด้วยกุศลของคนทั้งนั้น

พวกเราพูดว่ากุศลสามารถผันแปรเป็นพลัง(กง)ได้โดยตรง ท่านบำเพ็ญได้สูงเพียงใด ไม่ใช่กุศลของท่านที่ผันแปรให้หรอกหรือ มันสามารถผันแปรเป็นพลัง(กง)ได้โดยตรง กำหนดระดับชั้นสูงต่ำของคน แรงพลัง(กงลี่)มากหรือน้อย ไม่ใช่สสารนี้ผันแปรมาหรอกหรือ ท่านว่ามันมีคุณค่าหรือไม่ มันสามารถติดตัวมาเกิด ตายก็นำติดตัวไปได้ ในศาสนาพุทธกล่าวไว้ว่า ท่านบำเพ็ญปฏิบัติได้สูงเพียงใด นั่นคือมรรคผลของท่าน ท่านทุ่มเทออกไปมากเท่าใด ก็จะได้มากเท่านั้น ก็คือเหตุผลข้อนี้ ในศาสนาก็กล่าวไว้ว่า มีกุศลชาติหน้าเป็นขุนนางใหญ่ ร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง กุศลน้อยขอทานก็ยังขอไม่ได้ เพราะว่าไม่มีกุศลไปแลกเปลี่ยน ไม่เสียก็จะไม่ได้ กุศลสักนิดก็ไม่มี ก็ต้องดับสลายทั้งกายและจิต ตายอย่างแท้จริง

ที่ผ่านมามีอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ท่านหนึ่ง เมื่อเริ่มออกมาเผยแพร่ระดับชั้นของเขาสูงมาก ภายหลังอาจารย์พลังลมปราณ(ชี่กง)ท่านนี้ยึดติดในชื่อเสียงผลประโยชน์ อาจารย์ของเขาก็พาจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ของเขาจากไป เพราะว่าเขาจัดอยู่ในพวกบำเพ็ญปฏิบัติจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน) ในขณะที่จิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)อยู่ เขาก็ถูกจิตรอง(ฟู่เหวียนเสิน)ควบคุม ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง มีอยู่วันหนึ่งที่ทำงานจัดแบ่งห้องพัก หัวหน้าพูดว่าคนที่ไม่มีห้องพักมาทางนี้ บอกเหตุผลมาดูซิว่าแต่ละคนมีความจำเป็นต้องการห้องพักอย่างไร ต่างคนต่างบอกเหตุผลของตัวเอง คนๆ นั้นไม่ออกเสียง สุดท้ายหัวหน้าเห็นว่าเขาลำบากกว่าคนอื่น ห้องพักควรจะต้องให้เขา คนอื่นบอกว่าไม่ได้ ให้เขาไม่ได้ ต้องให้ฉัน ฉันมีความจำเป็นต้องการห้องพักอย่างไร เขาพูดว่าถ้าเช่นนั้นท่านก็เอาไปเถิด หากมองในสายตาของคนธรรมดาสามัญ คนๆ นี้ช่างโง่นัก มีคนรู้ว่าเขาเป็นคนฝึกพลัง(กง) จึงถามเขาว่า ท่านเป็นผู้ฝึกพลัง(กง) อะไรก็ไม่ต้องการ ท่านต้องการอะไร เขาพูดว่าสิ่งใดที่คนอื่นไม่ต้องการ ฉันก็ต้องการสิ่งนั้น ที่จริงเขาไม่โง่เลยสักนิด เฉลียวฉลาดมาก เฉพาะเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว เขาจึงทำเช่นนี้ เขาจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ คนอื่นก็ถามอีก มีอะไรที่คนสมัยนี้ไม่ต้องการ เขาพูดว่า ก้อนหินบนพื้นเตะไปเตะมาไม่มีคนต้องการ ฉันก็เก็บก้อนหินนั้น คนธรรมดาสามัญรู้สึกเป็นเรื่องเหลือเชื่อ คนธรรมดาสามัญไม่สามารถเข้าใจจิตใจของผู้ฝึกพลัง(กง) ไม่สามารถเข้าใจได้ ระดับความนึกคิดห่างไกลกันมาก ช่องว่างของระดับชั้นห่างกันมากเหลือเกิน แน่นอนเขาคงไม่ไปเก็บก้อนหินจริงๆ เขาได้พูดในเหตุผลที่คนธรรมดาสามัญไม่สามารถรับรู้(อู้)ได้คือ ฉันไม่ต้องการสิ่งของของคนธรรมดาสามัญ ก็มาพูดถึงหินก้อนนี้ ทุกคนทราบดีในคัมภีร์บัญญัติไว้ว่า ที่แดนสุขาวดี(จี๋เล่อซื่อเจี้ย)ต้นไม้เป็นทอง พื้นดินเป็นทอง นกเป็นทอง ดอกไม้เป็นทอง บ้านก็เป็นทอง แม้กระทั่งร่างของพระพุทธก็เปล่งประกายเป็นสีทองแวววาว เมื่อไปถึงที่นั่นก็ไม่พบก้อนหินสักก้อน ว่ากันว่าเงินที่ใช้จ่ายก็คือก้อนหิน เขาคงไม่นำก้อนหินขึ้นไปที่นั่น แต่เขาพูดเหตุผลที่คนธรรมดาสามัญไม่อาจจะเข้าใจ ความจริงผู้ฝึกพลัง(กง)พูดว่า สิ่งที่คนธรรมดาสามัญแสวงหา พวกเราไม่ต้องการ สิ่งที่คนธรรมดาสามัญมี พวกเราก็ไม่ใส่ใจ และสิ่งที่พวกเรามี คนธรรมดาสามัญคิดอยากจะได้ก็ไม่สามารถจะมีได้

ความจริง การรับรู้(อู้)ที่ข้าพเจ้ากล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นการรับรู้(อู้)ที่อยู่ในขั้นตอนการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม กลับตรงกันข้ามกับการรับรู้(อู้)ของคนธรรมดาสามัญ การรับรู้(อู้)ที่เราหมายถึงอย่างแท้จริง ก็คือหลักธรรมที่อาจารย์ถ่ายทอดในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม หลักเต๋าที่อาจารย์สายเต๋าถ่ายทอด อุปสรรคที่ตัวเองเผชิญในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมนั้น เราสามารถรับรู้(อู้)ว่าตัวเองเป็นผู้บำเพ็ญปฏิบัติได้หรือไม่ เข้าใจได้หรือไม่ ยอมรับได้หรือไม่ ในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมสามารถปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ได้หรือไม่ บางคนไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ ยังคงเห็นแก่ประโยชน์ที่เห็นเด่นชัดในหมู่คนธรรมดาสามัญ ไม่ยอมละทิ้งทัศนคติเดิมๆ ที่มีอยู่ ทำให้เขาไม่เชื่อ บางคนคิดจะรักษาโรค ข้าพเจ้าขอพูด ณ ที่นี้ว่า พลังลมปราณ(ชี่กง)ไม่ใช่เพื่อรักษาโรค เขารู้สึกไม่พอใจ ต่อไปไม่ว่าจะสอนอะไร เขาก็ไม่เชื่ออีกแล้ว

บางคนไม่มีการรับรู้(อู้)เอาเสียเลย บางคนนำเอาหนังสือของข้าพเจ้ามาขีดๆ เขียนๆ ตามใจชอบ คนที่ตาทิพย์เปิดแล้วสามารถมองเห็น หนังสือเล่มนี้มีสีสันสวยงาม เป็นสีทองระยิบระยับ ทุกตัวอักษรล้วนเป็นรูปลักษณ์ธรรมกาย(ฝ่าเซิน)ของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าพูดไม่จริงก็เท่ากับหลอกลวงทุกคน ท่านขีดเขียนจนดำไปหมด ท่านกล้าที่จะขีดเขียนตามอำเภอใจหรือ พวกเรามาที่นี่เพื่อทำอะไร ไม่ใช่นำพาท่านบำเพ็ญขึ้นไปหรอกหรือ บางสิ่งบางอย่างท่านควรจะต้องตรึกตรอง หนังสือเล่มนี้สามารถชี้แนะให้ท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ท่านว่ามีคุณค่าหรือไม่ ท่านไหว้พระพุทธจะสามารถช่วยให้ท่านบำเพ็ญจริงได้หรือไม่ ท่านเลื่อมใสศรัทธา ไม่กล้าแตะต้องพระพุทธรูปแม้แต่น้อย จุดธูปบูชาทุกวัน แต่หลักธรรมที่สามารถชี้นำท่านบำเพ็ญปฏิบัติธรรมได้อย่างแท้จริง ท่านกลับกล้าที่จะทำให้เสียหาย

พูดถึงปัญหาของการรับรู้(อู้)ของคนนี้ หมายถึงในขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม สิ่งที่ปรากฏออกมาในแต่ละระดับชั้น หรือสิ่งใดๆ และหลักธรรมต่างๆ ที่อาจารย์สอน ท่านมีความเข้าใจต่อสิ่งเหล่านี้ในระดับไหน แต่ก็ยังไม่ใช่การรับรู้(อู้)ที่เราจะกล่าวถึงทั้งหมดเสียทีเดียว การรับรู้(อู้)ที่แท้จริงก็คือตลอดชีวิตของเขา ตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญปฏิบัติธรรม พัฒนาสูงขึ้นไปตามลำดับ ไม่หยุดยั้งที่จะขจัดจิตยึดติดและกิเลสตัณหาของมนุษย์ พลัง(กง)ก็จะสูงขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดเขาได้บำเพ็ญปฏิบัติมาถึงขั้นสุดท้าย กุศลซึ่งเป็นสสารทั้งหมดนี้ก็จะผันแปรเป็นพลัง(กง) หนทางการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมตามที่อาจารย์ได้เตรียมไว้ ได้ดำเนินมาถึงขั้นสูงสุดแล้ว ในชั่วพริบตาเดียว “ปัง” ส่วนที่ถูกล็อคเอาไว้ก็จะระเบิดเปิดออกทันที ตาทิพย์ได้เปิดถึงจุดสูงสุดในระดับชั้นของเขา มองเห็นสภาพที่แท้จริงของแต่ละมิติในระดับชั้นที่เขาอยู่ รูปลักษณ์ที่คงอยู่ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละมิติ และรูปแบบการคงอยู่ของสสารในแต่ละมิติ มองเห็นสัจธรรมในจักรวาลของเรา ปรากฏอิทธิฤทธิ์มากมาย สามารถติดต่อสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ได้ เมื่อถึงขั้นนี้แล้วยังไม่ใช่ผู้สำเร็จธรรมชั้นสูงหรอกหรือ ไม่ใช่คนที่บำเพ็ญปฏิบัติธรรมจนรู้แจ้งหรอกหรือ แปลเป็นภาษาอินเดียโบราณก็คือเป็นพระพุทธ

การรับรู้(อู้)ที่เรากล่าวถึงนี้ การรับรู้(อู้)ที่แท้จริงชนิดนี้ยังเป็นเพียงรูปแบบการรับรู้อย่างฉับพลันทันที(ตุ้นอู้) การรับรู้แบบฉับพลันทันที(ตุ้นอู้)คือ การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยถูกปิดกั้นไว้ขณะที่เขามีชีวิตอยู่ ไม่รู้ว่าตัวเองมีพลัง(กง)สูงเพียงใด ไม่รู้ว่าพลัง(กง)ที่ตัวเองฝึกออกมานั้นมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไร ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งเซลล์ในร่างกายก็ถูกปิดกั้นเอาไว้เช่นกัน พลัง(กง)ที่ฝึกออกมาก็ถูกปิดไว้ทั้งหมด จนกว่าจะบำเพ็ญปฏิบัติถึงขั้นสุดท้ายจึงจะเปิดออกมา ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีรากฐานยอดเยี่ยม(ต้าเกินชี่)จึงจะสามารถทำเช่นนี้ได้ การบำเพ็ญปฏิบัติเป็นไปอย่างยากลำบาก เริ่มต้นตั้งแต่ประพฤติตัวเป็นคนดี ขัดเกลาจิต(ซินซิ่ง)ของตัวเองให้สูงขึ้น ยอมรับทุกข์ มุ่งมั่นบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปสู่ระดับชั้นที่สูงยิ่งๆ ขึ้น เข้มงวดต่อการยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้น แต่กลับมองไม่เห็นพลัง(กง)ของตัวเอง คนประเภทนี้บำเพ็ญอย่างลำบากที่สุด นี่ต้องเป็นผู้ที่มีรากฐานยอดเยี่ยม(ต้าเกินชี่) บำเพ็ญมานานหลายปี ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น

ยังมีการรับรู้(อู้)อีกแบบหนึ่งเรียกว่าการค่อยๆ รับรู้(เจี้ยนอู้) พอเริ่มต้นหลายๆ คนจะรู้สึกถึงการหมุนของธรรมจักร(ฝ่าหลุน) ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็ได้เปิดตาทิพย์ให้ทุกท่าน บางคนเนื่องจากสาเหตุบางประการ จากการที่มองไม่เห็นก็จะมองเห็นในภายหน้า จากการที่มองไม่ชัดเจนก็จะมองเห็นได้ชัดเจน จากการที่ใช้ไม่เป็นก็จะใช้เป็น ระดับชั้นจะยกระดับสูงขึ้นตามลำดับ พร้อมๆ กับการยกระดับจิต(ซินซิ่ง)ให้สูงขึ้นและละทิ้งจิตยึดติดต่างๆ ความสามารถพิเศษต่างๆ ก็จะปรากฏออกมา การผันแปรตลอดขั้นตอนของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ขั้นตอนการแปรเปลี่ยนของร่างกาย ล้วนอยู่ภายใต้สภาพการเปลี่ยนแปลงที่ตัวท่านเองสามารถจะมองเห็นหรือรู้สึกได้ ดำเนินไปอย่างนี้จนถึงขั้นสุดท้าย เข้าใจถ่องแท้ถึงสัจธรรมของจักรวาล ระดับชั้นบรรลุถึงจุดสูงสุดตามที่ท่านพึงได้จากการบำเพ็ญปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงของร่างแท้(เปิ๋นถี่) ความสามารถพิเศษก็ได้เสริมสร้างขึ้นมาจนถึงระดับหนึ่ง และจะบรรลุถึงเป้าหมายนี้ตามลำดับ นี่จัดเป็นการค่อยๆ รับรู้(เจี้ยนอู้) การค่อยๆ รับรู้(เจี้ยนอู้)วิธีการบำเพ็ญปฏิบัติแบบนี้ก็ไม่ใช่ง่าย เมื่อมีความสามารถพิเศษ บางคนก็ไม่สามารถปล่อยวางจิตยึดติดลงได้ อยากที่จะโอ้อวด ก็จะทำในสิ่งที่ไม่ดีได้ง่ายๆ เมื่อเป็นเช่นนี้พลัง(กง)ของท่านก็จะตกลงไป ท่านก็จะบำเพ็ญโดยเปล่าประโยชน์ สุดท้ายก็ถูกทำลายไป มีบางคนมองเห็นได้ สามารถมองเห็นการปรากฏของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในแต่ละระดับชั้น เขาอาจจะมาดึงท่านไปทำสิ่งนี้ สิ่งนั้น เขาอาจจะมาดึงท่านไปบำเพ็ญปฏิบัติในวิชาของเขา รับท่านเป็นลูกศิษย์ แต่เขาไม่สามารถช่วยให้ท่านได้มรรคผล เพราะว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้มรรคผลเช่นกัน

นอกจากนี้คนในมิติชั้นสูงล้วนเป็นเทพ แปลงร่างกายใหญ่โต มีฤทธิ์เดชมหาศาล หากจิตไม่เที่ยงตรง ท่านจะไปกับเขาไหม ถ้าท่านไปกับเขา ก็จะบำเพ็ญโดยเปล่าประโยชน์ไปในทันที แม้เขาจะเป็นพระพุทธจริง เต๋าจริง ท่านก็ต้องเริ่มต้นบำเพ็ญปฏิบัติธรรมกันใหม่ คนในระดับชั้นต่างๆ นั้น เป็นเทพทั้งนั้นมิใช่หรือ มีแต่เพียงบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปจนถึงชั้นสูงมากๆ บรรลุถึงเป้าหมายแล้ว จึงจะสามารถหลุดพ้นออกไปได้ แต่ว่าในสายตาของคนธรรมดาสามัญแล้ว เทพเหล่านั้นสามารถแปลงร่างให้ใหญ่โตได้จริง ความสามารถยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะได้มรรคผล ภายใต้การรบกวนของสื่อสัญญาณแต่ละชนิด ภายใต้การเย้ายวนของภาพต่างๆ ใจของท่านจะหวั่นไหวหรือไม่ ดังนั้นจึงพูดว่าตาทิพย์เปิดก็บำเพ็ญลำบาก จิต(ซินซิ่ง)ยิ่งยากที่จะควบคุม ดีที่พวกเราบางคนจัดอยู่ในจำพวกที่ความสามารถพิเศษจะได้รับการเปิดออกในช่วงกลางของการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม เข้าสู่สภาวะการค่อยๆ รับรู้(เจี้ยนอู้) ตาทิพย์นั้นจะเปิดให้ทุกคน แต่ความสามารถพิเศษของหลายๆ คนนั้นไม่อนุญาตให้ท่านแสดงออกมาได้ จนกว่าจิต(ซินซิ่ง)ของท่านจะค่อยๆ ยกระดับขึ้นถึงระดับหนึ่งแล้ว สภาพจิตใจมั่นคงแล้ว สามารถควบคุมตัวเองได้แล้ว ก็จะระเบิดเปิดออกให้ท่านในทันที มาถึงระดับชั้นๆ หนึ่งก็ให้ท่านมีสภาวะของการค่อยๆ รับรู้(จี้ยนอู้)ปรากฏออกมา เมื่อถึงเวลานั้นก็จะสามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายขึ้น ความสามารถพิเศษต่างๆ ก็ปรากฏออกมา ตัวเองบำเพ็ญขึ้นไปอีกจนในที่สุดเปิดออกทั้งหมด ยอมให้ท่านมีสิ่งเหล่านี้ออกมาในช่วงกลางของการบำเพ็ญปฏิบัติ พวกเราส่วนมากจะจัดอยู่ในจำพวกนี้ จึงไม่ต้องรีบร้อนที่จะเห็น

ทุกท่านอาจเคยได้ยินว่านิกายฉันจงก็กล่าวถึง การรับรู้แบบฉับพลันทันที(ตุ้นอู้) และการค่อยๆ รับรู้(เจี้ยนอู้) ประมุขของนิกายฉันจงรุ่นหกฮุ่ยเหนิงสอนเรื่องการรับรู้แบบฉับพลันทันที(ตุ้นอู้) ส่วนเสินซิ่วจากสำนักฝ่ายเหนือสอนการค่อยๆ รับรู้(เจี้ยนอู้) ในประวัติศาสตร์ ทั้งสองท่านได้ทำการถกเถียงทฤษฎีการศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสตร์เป็นเวลาอันยาวนาน โต้แย้งกันไปมา ข้าพเจ้าว่าไม่มีความหมาย เพราะอะไร เพราะว่าสิ่งที่พวกเขาเน้นเป็นเพียงความเข้าใจในกฎข้อหนึ่งในระหว่างการบำเพ็ญปฏิบัติ กฎข้อนี้บางคนเข้าใจในทันทีทันใด แต่บางคนจะค่อยๆ รับรู้(อู้) ค่อยๆ เข้าใจ จะรับรู้(อู้)อย่างไรก็ใช้ได้มิใช่หรือ การรับรู้แบบฉับพลันทันที(ตุ้นอู้)ก็เป็นเรื่องดีมาก การค่อยๆ รับรู้(เจี้ยนอู้)ก็ใช้ได้เช่นกัน ต่างก็เป็นการรับรู้(อู้)มิใช่หรือ ต่างก็เป็นการรับรู้(อู้)ทั้งนั้น ดังนั้นแบบไหนก็ไม่ผิด

อ่านต่อหน้า 1   2  3  4  5

บทที่1 นำคนไปสู่ระดับสูงอย่างแท้จริง
บทที่2 เรื่องเกี่ยวกับตาทิพย์
บทที่3 ทุกคนเป็นสานุศิษย์
บทที่4 เสียกับได้
บทที่5 รูปธรรมจักร(ฝ่าหลุน)
บทที่6 ธาตุไฟแทรก(โจ๋วหั่วยู่หมอ)
บทที่7 ปัญหาการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
บทที่8 การจำศีล (ปี้กู่)
บทที่9 พลังลมปราณ(ชี่กง)กับกายบริหาร
คำศัพท์

  แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com