Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สุขภาพ ความงาม อาหารและยา สมุนไพร สาระน่ารู้ >>

สาระน่ารู้เพื่อสุขภาพ

โรคตับ

                    โรคตับมีความหมายค่อนข้างกว้าง อาจจะหมายถึงผู้เป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี ซึ่งสภาพตับโดยทั่วไปแล้วไม่ได้แตกต่างจากคนปกติเท่าไรนัก ไปจนถึงผู้เป็นโรคตับแข็ง ซึ่งอาจจะมีอาการดีซ่าน บวม หรือท้องมานก็ได้ ซึ่งหมายถึงการเสื่อมสภาพของตับ สำหรับผู้เป็นตับแข็ง คงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับเหล่านี้ พอจะแบ่งออกเป็นหัวข้อสำคัญ 6อ. คือ

1) อาหาร
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคตับเล็กน้อย เช่น เป็นพาหะของเชื้อไวรัสบี สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน การรับประทานอาหารหวานมากๆ ไม่มีรายงานว่าทำให้การดำเนินของโรคดีขึ้นกว่าการไม่ได้รับประทานน้ำหวาน อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริโภคอาหารได้ เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ในกรณี เช่นนี้การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรท พวกแป้ง และน้ำตาล เป็นหลัก จะทำให้ย่อยอาหารได้ง่าย และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันสูง สำหรับผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการตับแข็งแล้ว อาหารที่ควรหลีดเลี่ยงคือ อาหารรสเค็มจัด เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการบวม ท้องมานได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีอาการบวมหรือท้องมาน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ 2 กรัม หรือเทียบเท่าเกลือป่นประมาณเศษ 1 ใน 3 ช้อนชาต่อวันเท่านั้น   ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงขึ้นใหม่ ไม่ควรรับประทานอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน หรือสุกๆดิบๆ เพราะบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยเป็นโรคตับมาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ซึ่งบางครั้งรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยตับแข็งที่ไม้มีอาการซึม หรืออาการทางสมอง สามารถรับประทานอาหารโปรตีนได้ตามปกติ ผู้ที่มีอาการทางสมองร่วมกับสภาวะตับแข็งควรจำกัดปริมาณโปรตีนจากเนื้อสัตว์ โดยสามารถเสริมโปรตีนได้ในรูปแบบของโปรตีนจากพืช เช่ย ถั่วเหลือง ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่เป็นผักและผลไม้ให้เพียงพอ เพื่อป้องกันมิให้เกิดท้องผูก   นอกจากจะรับประทานอาหารที่ถูกต้องร่วมกับพืชผักผลไม้ที่สะอาด และเพียงพอที่จะให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว การรับประทานอาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยวไม่มีผลเสียโดยตรงอย่างไรต่อตับ

2) แอลกอฮอล์
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสอักเสบบี อาจจะพอรับประทานได้บ้าง แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบชนิดบีแบบเรื้อรัง มีหลักฐานจัดเจนว่า การรับประทานแอลกอฮอล์ มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงทำให้การดำเนินของโรคลุกลามเร็วขึ้น ถึงแม้ว่าการสูบบุหรี่จะไม่มีผลโดยตรงกับโรคตับ แต่การสูบบุหรี่ก็เป็นผลเสียต่อร่างกาย รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ในการเกิดโรคมะเร็งในหลายๆส่วนของร่างกายนอกจากปอด ดังนั้นเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ควรงดและหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ด้วย

3) อัลฟาท๊อกซิน
สารอัลฟาท๊อกซิน เป็นสารที่สร้างจากเชื้อรา Aspergillus   ซึ่งเป็นเชื้อราตระกูลเดียวกับที่พบตามขนมปังที่เก็บไว้นานๆ นั่นเอง เชื้อชนิดนี้บางตระกูลสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า อัลฟาท๊อกซินขึ้น ซึ่งสารพิษนี้สามารถชักนำให้เกิดมะเร็งตับได้ เชื้อราชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในอาหารบางอย่าง ซึ่งเก็บไว้อย่างไม่ถูกวิธี และมีความชื้น เช่น ถั่ว พริกป่น ข้าวโพด ข้าวสาร เป็นต้น การศึกษาจากประเทศจีนตอนใต้พบว่า อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งตับ ในผู้ป่วยที่เป็บโรคตับอักเสบแบบบีเรื้อรัง ในหมู่บ้านที่มีสารอัลฟาท๊อกซินปนเปื้อนในอาหารสูงกว่า กลุ่มประชากรที่เป็นตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง ที่บรโภคอาหารที่ไม่ได้ปนเปื้อนด้วยสารอัลฟาท๊อกซินอย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังที่กล่าวมาแล้ว

4) อารมณ์ และการพักผ่อน
บ่อยครั้งที่แพทย์พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง หรือโรคตับแข็งที่มีอาการทั่วไปสบายดีมาตลอด แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ หรือตรากตรำงานหนักเกินไป ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงมีส่วนชักนำให้ตับอักเสบเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการดีซ่าน หรือบางครั้งอาตรุนแรงจนเกิดสภาวะตับวายเกิดขึ้นได้ นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว การมีจิตใจเบิกบานแจ่มใสก็มีความสำคัญ ทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย

5) ออกกำลัง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง และมีอาการที่บ่งบอกว่ามีสภาพการทำงานของตับเหลืออยู่น้อย เช่น ดีซ่าน ท้องมาน บวม ผู้ป่วยเหล่านี้ควรงดออกกำลังกายและหลีกเลี่ยงการเดินหรือนั่งนานๆ ผู้ป่วยที่มีประวัตเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร "ม่ควรออกกำลังกายที่จะต้องเบ่งหรือเกร็งกล้ามเนื้อท้อง เช่น ยกน้ำหนัก เนื่องจากจะกระตุ้นให้ความดันเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกได้ อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะเริ่มต้นที่ไม่มีอาการผิดปกติ สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหม เช่น การวิ่งมาราธอน หรือกีฬาที่ต้องแข่งขันการออกกำลัง เช่น การเดิน วิ่งเบาๆดูจะเป็นการออกกำลังที่เหมาะสม

6) อัลฟาฟีโตโปรตีน
(Alpha feto-protein) เป็นสารที่สร้างขึ้นโดยเซลล์ตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่มีการแบ่งตัวของเซลตับ เราพบสาร Alpha feto-protein สูงในเด็กแรกเกิด อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับ อาจมีการเพิ่มขึ้นของ Alpha feto-protein ซึ่งใช้เป็นเครื่องเตือนมะเร็งของตับได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสฐบีแบบเรื้อรัง โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ตลอดจนผู้ที่เป็นตับแข็งไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม ถือว่าเป็นประชากรที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งของตับ การตรวจพบมะเร็งตับระยะเริ่มแรก สามารถให้การรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสหายขาดได้ ดังนั้นผู้ที่โรคตับควรมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามนัด และตรวจ Alpha feto-protein ตามที่แพทย์เห็นสมควร.

มะเร็งเต้านม
โรคตับ
ไวรัสตับอักเสบ บี
กรรมพันธุ์กับภูมิแพ้
ภูมิแพ้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา
โรคนิ่ว
ความดันโลหิตสูง
ปวดเข่า
ไร้สมรรถภาพทางเพศ
บุหรี่
โรคหอบหืด
โรคเก๊าท์
โรคกระเพาะ

โรคตาแดง
เบาหวาน
การตรวจร่างกายด้วยคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็ก
การตรวจสมองด้วยเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์
การตรวจร่างกายด้วยเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์
เมื่อฟันแท้หลุด
ต้อหิน
ท่อน้ำตาตันในเด็ก
เลเซอร์ช่วยดวงตา

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com