Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

อารยธรรมมนุษย์

อารยธรรมตะวันตกสมัยโบราณ

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย แบ่งเป็น สุเมเรียน, เซมิติค, อินโดยูเรเปียน  อารยธรรมสุเมเรียน : เป็นชาติแรกที่สร้างความเจริญทางเมโสโปเตเมีย มีการปกครองแบบ “นครรัฐ” ความเจริญของชาวสุเมเรียน : ระยะแรกมีพระเป็นผู้ดูแล พระมีอำนาจสูงสุด ค่อมาเมื่อเกิดการแข่งขันรบระหว่างนครรัฐอำนาจการปกครองจึงเปลี่ยนเป็นอยู่ที่นักรบหรือกษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้เข้มแข็งสามารถสู้รบป้องกันนครรัฐและดูแลควบคุมดูแลกิจการต่างๆแทนพระ การปกครองแบบนครรัฐของชาวสุเมเรียนในดินแดนเมโสโปเตเมียจัดว่าเป็นนครรัฐแห่งแรกของโลก

ชาวสุเมเรียนเป็นชาติแรกในดินแดนเมโสโปเตเมียที่รู้จักการเขียนหนังสือ เรียกว่าอักษรคูนิฟอร์ม หรืออักษรรูปลิ่ม (กดลงบนแผ่นดินเหนียว) เป็นพวกแรกที่คิดค้นวิธีการคิดเลขทั้งการลบ บวก และคูณ และนิยมใช้หลัก 60 60 นาที มีการสร้างระบบตวงวัดและปฏิทินแบบจันทรคติ ทางสถาปัตยกรรม ชาวสุเมเรียนได้ชื่อว่าเป็นผู้ริเริ่มการใช้อิฐในการก่อสร้าง ซิกกูแรค หรือหอคอยระฟ้า

 จักรวรรดิชนเผ่าเซมิติคและอินโดยูเรเปียน

ชนเผ่าเซมิติค ได้แก่ ชาวอัคคาเดียน ชาวอมอไรต์ ชาวอัสสิเรียนและชาวคาลเดียน ชนเผ่าอินโดยูเรเปียน ได้แก่ ชาวฮิตไตท์ และชาวเปอร์เซีย ลำดับของพวกที่เข้ามารุกรานในสุเมเรียนมีดังนี้ ...

  1. ชาวอัคคาเดียน นำโดยพระเจ้าซาร์กอนที่ 1 ได้ยกทัพเข้ายึดครองนครรัฐชาวสุเมเรียน และขยายดินแดนจนสถาปนาจักรวรรดิอัคคาเดียนขึ้น นับเป็นจักรวรรดิแห่งแรกที่ปรากฏในประวัติศาสตร์
  2. ชาวอมอไรต์ มีผู้นำชื่อว่า ฮัมมูราบี ได้สถาปนาจักรวรรดิบาบัโลเนีย มีกฏหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรคือ ประมวลกฏหมายฮัมมูราบี ใช้หลัก “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
  3. ชาวฮิตไตท์ เก่งในด้านการทำสงคราม พวกฮิตไตท์ใช้รถรบเทียมม้าเข้าทำลายกองทหารเดินเท้าของศัตรู และยังเป็นพวกแรกในสมัยโบราณที่รู้จักใช้เหล็ก
  4. ชาวอัสสิเรียน เป็นพวกที่มีชื่อเสียงในด้านการรบและความดุร้าย สามารถขยายจักรวรรดิออกไปได้อย่างกว้างขวาง รวบรวมอักษรคูนิฟอร์มไว้ที่หอสมัดนิเนอเวท์ ได้ทิ้งอนุสรณ์ความโหดคือ แอสซูร์บานิปาล
  5. ชาวคาลเดียน ได้สถาปนานครบาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้ง (ได้ชื่อว่า บาบิโลเนียนใหม่) สิ่งที่ชาวคาลเดียนได้ทำคือ วิชาดาราศาสตร์ สามารถคำนวณความเคลื่อนไหวของดาวต่างๆ สามารถทำนายวันที่จะเกิดสุรยุปราคาและจันทรุปราคาได้อย่างแม่นยำ และได้สร้างสวนลอยแห่งนครบาบิโลนขึ้น
  6. ชาวเปอร์เซีย ชำนาญการรบและการเลี้ยงสัตว์ นับถือศาสนาโซโรแอสเตอร์ แบ่งเป็นพระเจ้าแห่งความดีและพระเจ้าแห่งความชั่ว

การรวมอาณาจักรและการปกครองสมัยต่างๆของอียิปต์

สมัยอาณาจักรเก่า : เป็นแบบเทวาธิปไตย นโยบายของยุคนี้คือ รักษาสันติภาพไม่รุกรานใคร นิยมสร้างสถานที่เก็บพระศพให้ฟาโรห์ สม้ยนี้จึงมีชื่อเรียกว่า “ยุคพีระมิด” สมัยอาณาจักรกลาง : มีการขุดตลองเชื่อมระหว่างแม่น้ำไนล์และทะเลแดง ทำให้เดินเรือได้ และสมัยนี้เองถูกพวกฮิคโซสที่ผ่านมาทางช่องแคบสุเอซเข้ารุกรานเป็นครั้งแรก และสามารถครองอียิปต์ได้นานถึง 120 ปี สมัยอาณาจักรใหม่หรือสมัยจักรวรรดิ : เริ่มจากพวกขุนนางต่อต้านการปกครองของฮิคโซสและขับไล่ออกไปจากอียิปต์ ต่อมาฟาโรห์พยายามดึงอำนาจคืนจากขุนนาง มีการสร้างกองทัพบกและเรือ รับรูปแบบการใช้ม้าและรถศึกจากฮิคโซส และยังเริ่มการใช้เหล็ก

 โครงสร้างการปกครองและสังคมของอารยธรรมอียิปต์

โครงสร้างการปกครองของอียิปต์โบราณ : ฟาโรห์เป็นเทวกษัตริย์มีอำนาจควบคุมการปกครองอย่างเด็ดขาด ฟาโรห์มีเจ้าหน้าที่ที่ช่วยปกครองสองประเภท ประเภทแรกคือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่ในเมืองหลวง โดยมีตำแหน่ง วิเซียส์เป็นผู้ปฏิบัติภารกิจต่างๆแทนฟาโรห์ ประเภทที่สองคือ เป็นเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ปฏิบัติอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ ฟาโรห์จะเป็นผู้ส่งออกไปดูแลปกครอง ซึ่งจะบริหารงานจามพระบรมราชโองการของฟาโรห์ หน้าที่สำคัญของทั้งสองคำแหน่งนี้คือ เก็บภาษี รัฐบาลของฟาโรห์ยังมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการชลประทาน และงานที่สำคัญของตัวฟาโรห์เองอีกอย่างคือ ควบคุมดูแลการค้ากับต่างแดน

โครงสร้างทางสังคมของอียิปต์โบราณ : แบ่งเป็น 4 ชนชั้น คือ ยอดพีระมิด ได้แก่ ฟาโรห์ รองจากยอดพีระมิด ได้แก่ ขุนนาง พระ รองจากชนชั้นสูง ได้แก่ ชนชั้นกลาง ช่าง พ่อค้า เจ้าหน้าที่เก็บภาษี ชนชั้นต่ำสุด ได้แก่ ชาวนา

ชาวอียิปต์ได้เขียน คัมภีร์มรณะขึ้น เนื่องจากเชื่อในชีวิตหลังความตาย โดยใช้อักษรเฮียโรกลิฟฟิคหรืออักษรภาพเป็นตัวจารึก วัดที่มีชื่อเสียงของอียิปต์ ได้แก่ คาร์นัค และลุกเซอร์



 มรดกทางด้านอารยธรรมของอียิปต์

ชาวกรีกและการปกครองแบบนครรัฐ

ชาวกรีกเป็นชาวอารยันหรืออินโดยูเรเปียน มีความเชื่อในค่าของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์มีเกียรติและควรแก่การยกย่องความสามารถด้วยตัวเขาเอง ไม่ใช่ในฐานะที่เป็นกลไกของเจ้าเหนือหัวผู้ทรงอำนาจ อารยธรรมกรีกโบราณ แบ่งเป็นหลายสมัย ดังนี้

  1. อารยธรรมกรีกสมัยคลาสสิก : เรียกอีกอย่างว่า สมัยเฮลเลนิก มีศูนย์กลางที่เมืองเอเธนส์ มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้านทั้งปรัชญา วิทยาศาสตร์ การเมือง การแพทย์ การละคร สถาปัตยกรรม ฯลฯ แต่อารยธรรมนี้ต้องสิ้นสุดเนื่องจากสงครามเพโลนีเซียน
  2. อารยธรรมสมัยเฮลเลนิสติก : เริ่มต้นเมื่อกรีกตกอยู่ภายใต้อำนาจของนครรัฐมาซิโดเนีย สมัยนี้มีพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ปกครอง ซึ่งพระองค์สามารถขยายอาณาเขตและแผ่ขยายอารยธรรมกรีกไปได้อย่างกว้างขวาง และทรงสนับสนุนการค้าระหว่างกรีกและประเทศตะวันออก นครที่มีชื่อเสียงคือ อเล็กซานเดีย ในอียิปต์ สมัยนี้มีความเจริญในด้านต่างๆเช่น ปรัชญา คณิตศาสตร์ ศิลป

ในด้านการเมืองการปกครองนั้น กรีกมิได้รวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่แยกเป็น นครรัฐ แต่ละนครรัฐเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน นครรัฐที่มีชื่อเสียงมีสองแห่งคือ

  1. นครรัฐเอเธนส์ : เน้นผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ ตำราเรียนที่สำคัญคือ มหากาพย์อีเลียด และโอดิซซี สถาบันการปกครองของนครรัฐเอเธนส์ที่สำคัญคือ
    - สภาสามัญหรือสภาประชาชน : มีอำนาจสูงสุดในนครรัฐทั้งด้านนิติบัญญัติและบริหาร
    - สภาห้าร้อยคน : คณะกรรมการรับผิดชอบในการบริหารของนครรัฐ
    - ศาลประชาชน : ถือเป็นศาลสูงสุดไม่มีการอุทธรณ์ฏีกาอีกต่อไป ถือเป็นองค์กรที่ควบคุมการบริหารโดยตรง
    - คณะนายพลทั้งสิบ : นายพลที่มีชื่อคือ นายพลเพริคลีส มีหัวหน้าคือ ผู้บัญชาการทหาร (คล้ายนายก)
  2. นครรัฐสปาตาร์ : เป็นแบบรัฐทหาร พลเมืองทุกคนต้องเป็นทหาร ส่วนใหญ่มีอาชีพกสิกรรมเป็นหลัก ชอบรุกรานดินแดนใกล้เคียง เอาเชลยไปเป็นทาส เรียกว่า เฮลอต หลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์สิ้นพระชนม์ กรีกโบราณทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน

นักปรัชญาที่สำคัญของกรีกโบราณ

มรดกทางด้านอารยธรรมของกรีกโบราณ

การปกครองระบบประชาธิปไตยของนครรัฐเอเธนส์ : เป็นต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยทางอ้อมหรือแบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษในยุคปัจจุบัน สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบคลาสสิก : การใช้เสา จะจำแนกเป็น 3 แบบ คือแบบ ดอริค มีความงามเรียบง่ายและแสดงความมั่นคง แข็งแรง เป็นแบบที่แพร่หลายมากที่สุดของกรีก แบบไอโอนิค มีการตกแต่งเป็นรูปย้อยม้วยลงมาทั้งสองข้าง ให้ความงามอ่อนช้อย นุ่มนวล และแบบโครินเธียน จะตกแต่งมากมายด้วยการแกะเป็นรูปใบไม้ประดิษฐ์ เป็นความงามแบบหรูหรา ฟุ่มเฟือย

ชาวโรมันและโครงสร้างทางสังคม

โครงสร้างทางสังคมของโรมัน แต่ละกลุ่มมีสิทธิทางสังคมแต่งต่างกัน ดังนี้

  1. พวกแพทริเชียน : พวกชนชั้นสูง หัวหน้าครอบครัวมีอำนาจเด็ดขาด สมัยที่โรมมีกษัตริย์ปกครอง พวกแพทริเชียนเป็นสมาชิกสภาเซเนท มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่กษัตริย์ในนโยบายต่างๆ
  2. พวกเพลเบียน : ประชาชนโรมันส่วนใหญ่ พวกประกอบอาชีพค้าขาย ช่างฝีมือ
  3. พวกฐานะต่ำสุด พวกคลีเอนต์ : ทำนาในที่ดินของพวกแพทริเชียน โดยได้รับส่วนแบ่งตอบแทนค่าแรง

    ชาวโรมันเป็นคนทำงานหนัก กล้าหาญมากในยาวสงคราม ขยัน อดทน เรียบง่าย มีระเบียบ และมีความรับผิดชอบสูง ส่วนใหญ่ทำกสิกร นิยมอาบน้ำสาธารณะ กีฬาที่นิยมมากได้แก่ การแข่งรถ และการต่อสู้แบบกลาดิเอเตอร์ที่สนามประลองยุทธ์หรือโคลอสเซียม

ชาวโรมันต่างจากชาวกรีกหลายประการไม่ว่าจะเป็นการหาความสำราญในสถานที่อาบน้ำสาธารณะ ความตื่นเต้นในการต่อสู้ ตลอดจนการเช่าอยู่อาศัยอย่างแออัดรวมกันหลายๆหน่วย โรมันเป็นชนชาตินักรบโดยกำเนิด มีความอดทนกล้าหาญ มีการสร้างถนนจากเมืองที่รบชนะต่อไปยังกรุงโรม และยังมีการสร้างป้อมปราการ มีกองทหารที่ดีเรียกว่า กองทหารลีเจน

การเมืองการปกครองของอารยธรรมโรมัน

สมัยกษัตริย์

  1. ฐานะและอำนาจของกษัตริย์ยังคงเป็นแบบสมัยโบราณ : เลือกโดยราษฏร อำนาจถูกจำกัดด้วยประพณี ทรงมีอำนาจในการปกครอง ลงโทษผู้ทำความผิด แต่ไม่มีสิทธิยกโทษผูเผิดโดยไม่ได้รับการยินยอมจากที่ประชุม
  2. สภาประชาชน : ที่ประชุมของราษฏรสามัญเรียกว่า พวกเพลเบียน เป็นชายฉกรรจ์เช่นเดียวกับกรีก มีอำนาจยับยั้งในข้อเสนอของกษัตริย์ที่จะเปลี่ยนแปลงกฏหมาย แต่ไม่มีสิทธิเรื่องกฏหมายหรือเสนอการเปลี่ยนนโยบาย
  3. สภาเซเนท : ที่ประชุมผู้อาวุโสที่เรียกว่า แพทริเซียน คือพวกหัวหน้าเผ่าต่างๆ สภานี้เป็นผู้เลือกกษัตริย์ พิจารณาข้อเสนอของกษัตริย์ที่ผ่านสภาประชาชนมาแล้วว่าไม่ขัดกับประเพณีเดิม และเป็นศาลฏีกา

สมัยสาธารณรัฐ: ในสมัยแรกเป็นการปกครองแบบอภิชนาธิปไตย (พวกเซเนทสูงสุด) ต่อมาเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนได้สิทธิมาดังนี้

  1. พวกเพลเบียนมีสิทธิเลือกบุคคลขึ้นเป็นคณะ เรียกว่า ตรีบูน มีอำนาจคุ้มครองราษฏร 2
  2. เพลเบียนเรียกร้องให้มีการเขียนกฏหมายขึ้น เรียกว่า กฏหมาย 12 โต๊ะ ป้องกันสิทธิเสรีภาพของราษฏร
  3. ระบบสาธารณรัฐเริ่มเสื่อมลงเมื่อสภาเซเนทหันไปใช้วิธีรุนแรงในการแก้ปัญหาทางการเมือง จนภายหลังเหตุการณ์นี้นำไปสู้เผด็จการทหารสมัยจักรวรรดิ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำว่า “จักรพรรดิ”

สมัยจักรวรรดิ :

จักรพรรดิเป็นคนเดียวที่ทรงอำนาจสูงสุด พวกสภาเซเนท สภาราษฏรหมดบทบาทลงไป เท่ากับว่าเป็นระบอบราชาธิปไตย

มรดกทางด้านอารยธรรมของโรมัน

การนำกฏหมายมาระบุเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรก คือกฏหมาย 12 โต๊ะ เกี่ยวกับการปฏิบัติของศาลกฏหมายครอบครัว มรดก ทรัพย์สินและการประพฤติปฏิบัติของราษฎร

แนวคิดเกี่ยวกับอารยธรรม
อารยธรรมตะวันออกสมัยโบราณ
อารยธรรมตะวันตกสมัยโบราณ
อารยธรรมยุคกลางตะวันตก
อารยธรรมยุคกลางตะวันออก
อารยธรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์
อารยธรรมสมัยใหม่ด้านแนวคิดทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลง
อารยธรรมสมัยใหม่ด้านเศรษฐกิจและการปฏิวัติอุตสาหกรรม
จักรวรรดินิยมและผลกระทบ
สงครามโลก บทเรียนสำหรับมนุษยชาติ
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com