Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์>>

สุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่น

Mono no aware: การร่วมรู้สึกกับสิ่งต่างๆ - ความรู้สึกอ่อนไหวกับสิ่งที่ไม่จีรังคงทน

นักวิชาการทางด้านอักษรศาสตร์และการศึกษาระดับชาติ Motoori Norinaga (1730–1801) (*) ได้พัฒนามิติทางการเมืองและสังคมเกี่ยวกับการแสดงออกที่พบได้บ่อยๆ ในเรื่อง Genji ส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเศร้าและสงสารในสิ่งต่างๆ ("the pathos of things") (mono no aware) (**) (การร่วมรู้สึกกับสิ่งต่างๆ – ความรู้สึกอ่อนไหวกับสิ่งที่ไม่จีรังคงทน) และระบุถึงมันในฐานะที่เป็นรากฐานของวัฒนธรรมญี่ปุ่นและอัตลักษณ์ประจำชาติ (Miner, pp. 95–96; Nishimura). บรรดานักเขียนสตรีในยุคเฮอัน เป็นเจ้าของความรับรู้ที่พิเศษอันหนึ่ง เพราะพวกเธอเขียนด้วยภาษาพูดท้องถิ่น มากกว่าจะใช้ภาษาจีนอย่างที่นักเขียนชายทำ; วิธีการเช่นนี้ทำให้พวกเธอสร้างสรรค์ผลงานของพวกเธอออกมาภายใต้สุนทรียภาพท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างไปจากบรรดานักเขียนชายที่เขียนด้วยภาษาจีน (writing in Chinese) (Keene)

    (*) Motoori Norinaga (Japanese: 21 June 1730–5 November 1801) was a Japanese scholar of Kokugaku during the Edo period. He is probably the best known and most prominent of all scholars in this tradition.

    (*) Mono no aware the pathos of things), also translated as "an empathy toward things," or "a sensitivity of ephemera," is a Japanese term used to describe the awareness of mujo or the transience of things and a bittersweet sadness at their passing. The term was coined in the eighteenth century by the Edo-period Japanese cultural scholar Motoori Norinaga, and was originally a concept used in his literary criticism of The Tale of Genji, and later applied to other seminal Japanese works including the Man'yoshu, becoming central to his philosophy of literature, and eventually to Japanese cultural tradition.

    Sei Shonagon (b.c. 967) (*) ซึ่งร่วมสมัยกันกับ Murasaki ได้นำเสนอสุนทรียศาสตร์ของชีวิตประจำวัน (เช่นเดียวกับคำบรรยายในหัวข้อที่ค่อนข้างมาตรฐาน) ในหนังสือข้างหมอนของเธอ(Pillow Book) (**) (ในวรรณคดีคลาสสิกของญี่ปุ่น “หนังสือข้างหมอน” หมายถึง บันทึกส่วนตัว หรือบันทึกประจำวัน), หนึ่งในสามเรื่องราวปกิณกะแบบร้อยแก้ว(เรื่องเบ็ดเตร็ด)ที่ยิ่งใหญ่("prose miscellanies") (zuihitsu). รูปแบบของเธอถูกใช้โดยนักเขียนคนอื่นๆ ที่รักสันโดษและสุนทรียภาพในสมัยกลางที่โดดเด่นอย่าง Kamo no Chomei (1153–1216), ซึ่งเป็นนักวีและนักประพันธ์ (poet and man of letters). ในเรื่อง Hojoki (Account of my hut - เรี่องเล่าเกี่ยวกับกระท่อมของฉัน) แสดงถึงระยะห่างทางสุนทรีย์ซึ่งถือเป็นแบบอย่างงานประเภทนี้



    (*) Sei Shonagon (c. 966-1017) was a Japanese author and a court lady who served the Empress Teishi / Empress Sadako around the year 1000 during the middle Heian Period, and is best known as the author of The Pillow Book (makura no soshi).

    (**)The Pillow Book (Makura no Soshi?) is a book of observations and musings recorded by Sei Shonagon during her time as court lady to Empress Teishi during the 990s and early 1000s in Heian Japan. The book was completed in the year 1002.

    In it she included lists of all kinds, personal thoughts, interesting events in court, poetry and some opinions on her contemporaries. While it is mostly a personal work, Shonagon's writing and poetic skill makes it interesting as a work of literature, and it is valuable as a historical document. Part of it was revealed to the Court by accident during Shonagon's life. The book was first translated into English in 1889 by T. Purcell and W. G. Aston. Other notable translations into English were by Ivan Morris in 1967 and in 2006 by Meredith McKinney.

    Fujiwara Shunzei (1114–1204) และ Fujiwara Teika (1162–1241) - นักกวีที่เป็นพ่อลูกกัน, นักวิจารณ์, และนักรวบรวมบทประพันธ์ – ได้คิดประดิษฐ์แนวความคิดใหม่ทางด้านวรรคดีและทั้งคู่ถือเป็นคนแรกๆ ซึ่งเป็นผู้รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์กวีนิพนธ์ในญี่ปุ่น(Miner et al.). พวกเขาประเมินคุณค่าสาระดังกล่าวในฐานะความชั่วคราวของ The Tale of Genji และหนทางต่างๆ ในการพูดอย่างอ้อมๆ (allusion – indirect mention). Shunzei ได้ให้การสนับสนุนแนวคิดสุนทรียภาพแบบ yugen (*) และ sabi (**), เชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้กับคุณค่าในพุทธศาสนาและลัทธิชินโต และวางโครงร่างทฤษฎีเกี่ยวกับผลกระทบของกวีนิพนธ์ที่ใช้ประโยชน์กรอบโครงทั่วๆ ไปของกวี(sugata), การเลือกใช้ศัพท์ (diction) (kotoba), และจิตวิญญาน (kokoro). Teika ยังได้เขียนคำสอนเพื่อให้แรงบันดาลใจแก่บรรดานักกวีทั้งหลายด้วย

    (*) yugen (rich or deep beauty) (ดูรุ่มรวย มีค่ามาก หรือความงามอย่างลึกซึ้ง)   Yugen is an important concept in traditional Japanese aesthetics. The exact translation of the word depends on the context. In the Chinese philosophical texts the term was taken from, yugen meant "dim", "deep" or "mysterious". In the criticism of Japanese waka poetry, it was used to describe the subtle profundity of things that are only vaguely suggested by the poems, and was also the name of a style of poetry (one of the ten orthodox styles delineated by Fujiwara no Teika in his treatises).

    (**) sabi (quiet simplicity), (ความเรียบง่ายเงียบสงบ)

    Saigyo (1118–1190) กวีคนหนึ่งซึ่งมาจากครอบครัวนักรบ ต่อมาเขาได้บวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาลัทธิชินงอน (shingon) ได้เขียนบันทึกประจำวันเกี่ยวกับการเดินทาง เป็นการรวบรวมบทกวีเกี่ยวกับการสงคราม และบทกวีอีกชิ้นที่เกี่ยวกับต้นเชอรี่ที่เบ่งบานของ Yoshino ที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างค่อยเป็นค่อยไปจากต้นพลัมสู่ต้นเชอรี่ ในฐานะที่เป็นอุดมคติของดอกไม้ญี่ปุ่น (Miner et al., p. 223). เขาช่วยทำให้อุดมคติการอยู่อย่างสันโดษในสถานที่เงียบสงบเป็นที่นิยม เช่น การปลีกตัวจากสังคมโลก เขียนบทกวี และเดินทางท่องเที่ยวไป อันเป็นเรื่องของสุนทรียภาพอย่างหนึ่ง

    Matsuo Basho (1644–1695) เป็นกวี นักวิจารณ์ นักเขียนบันทึกประจำวัน และนักเดินทาง ซึ่งได้ทำให้สิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวันธรรมดา กลายเป็นเนื้อหาเรื่องราวและรูปคำศัพท์สำหรับกวีนิพนธ์ และได้นำเสนอองค์ประกอบใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องราวความตลกขบขัน (Tsunoda).

อ่านต่อ >>>

sabi - wabi สุนทรียศาสตร์ของความพร่อง / ความไม่พอเพียง
สุนทรียภาพแบบชินโต: การแสดงถึงเอกภาพทั้งมวล
Mono no aware: การร่วมรู้สึกกับสิ่งต่างๆ - ความรู้สึกอ่อนไหวกับสิ่งที่ไม่จีรังคงทน
การละครของญี่ปุ่น Zeami
พิธีชงชา (Tea ceremony)
สวนญี่ปุ่น (Japanese gardens)
ด้านวรรณกรรม
สุนทรียศาสตร์ด้านการประพันธ์ญี่ปุ่นมีรากเหง้ามาจากลัทธิชินโตและพุทธศาสนา
กวีนิพนธ์ญี่ปุ่น: ความเชื่อมโยงระหว่าง”มนุษย์”กับ”ธรรมชาติ”
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com