Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป>>

อิสราเอล

ข้อเขียนโดย ::  ดร.จรัล มะลูลีม

3

ด้วยเหตุข้างต้นนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชาวอาหรับกับชาวยิวทั้ง ๆ ที่ชาวยิวมีการผนึกกำลังทางการเมืองเข้มแข็งกว่าฝ่ายอาหรับ ฐานะทางการเงินก็ดีกว่าเพราะได้รับการสนับสนุนจากชนชาติยิวจากแหล่งต่าง ๆ และจากสหรัฐอเมริกาด้วย ด้านการฝึกฝนด้านการทหารก็ดีกว่าและมีอาวุธที่ดีกว่าด้วย หลังจากชาวยิวเปลี่ยนองค์การใต้ดินฮากานาห์มาเป็นกองทัพแห่งชาติแล้ว ก็ได้เกิดสงครามระหว่างยิวกับประเทศอาหรับ 4 ประเทศคือปาเลสไตน์ อียิปต์ ซีเรีย และเลบานอนขึ้นในปี 1948 ในระหว่างการต่อสู้นี้ ชาวปาเลสไตน์อาหรับต้องทิ้งถิ่นที่อยู่ลี้ภัยไปมากกว่าครึ่ง สงครามครั้งนี้ยุติลงในเวลาอันสั้นโดยคำสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ การตั้งรัฐยิวขึ้นครั้งนี้จึงมีผล 2 ประการคือ เกิดสงครามระหว่างรัฐอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ และทำให้เกิดปัญหาผู้ลี้ภัยขึ้นถึง 9 แสนคน ส่วนใหญ่หนีไปทางประเทศจอร์แดนและฉนวนกาซา นอกนั้นก็ไปยังประเทศซีเรียและเลบานอน

การขับไล่ชาวอาหรับออกจากปาเลสไตน์

          ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่นั้นไม่ใคร่จะได้มีการอพยพโยกย้ายโดยถูกบังคับหรือถอนรากถอนโคนของชนชาติใด ๆ เท่ากับของชาวปาเลสไตน์ ในปี 1948 ชาวปาเลสไตน์ต้องทิ้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน รวมทั้งทรัพย์สินสมบัติของตนไปเป็นผู้ลี้ภัยซึ่งไม่มีทางทำมาหากินเกือบล้านคน นอกจากนั้นผู้นำของชาวอิสราเอลยังมีแผนการบีบบังคับให้ชาวปาเลสไตน์ต้องออกจากดินแดนของพวกเขาไป เพื่อตนจะได้เข้าไปครอบครองแทนที่เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของลัทธิไซออนนิสม์ ซึ่งตั้งใจจะให้ประเทศนั้นกลายเป็นชาวยิวโดยเฉพาะเท่านั้น ดังที่ ดร.เชม วีซมานน์ ประธานาธิบดีคนแรกของอิสราเอลกล่าวว่า “จุดมุ่งหมายของไซออนนิสม์ก็คือ ชาวยิวควรยึดประเทศปาเลสไตน์ให้ได้ ส่วนนายเธียวดอร์ เฮอร์เซิล ก็มีความคิดว่า “การแก้ปัญหาให้ปาเลสไตน์ก็คือต้องกำจัดชาวอาหรับออกไปจากมาตุภูมิของพวกเขาให้หมดสิ้น” ดังนั้นความคิดในเรื่อง “การถ่ายเทประชากร” จึงมีอยู่ในสมองของพวกไซออนนิสม์เสมอ นายโยเซฟ วีทซ์ ชาวยิวได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า” “…ต้องเป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในหมู่พวกเราว่าในประเทศนี้ไม่มีเหลือพอที่คนสองชาติจะอยู่ร่วมกันได้… เราย่อมจะไม่บรรลุถึงเจตนาของเราที่จะเป็นอิสระชนได้ถ้ามีชาวอาหรับอยู่ด้วยในประเทศเล็ก ๆ นี้ วิธีแก้ปัญหาวิธีเดียวก็คือต้องไม่ให้มีคนอาหรับอยู่ด้วย ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำได้มากไปกว่าต้องย้ายชาวอาหรับจากที่นี่ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ย้ายไปให้หมด ไม่ให้เหลือแม้แต่หมู่บ้านเดียวหรือเผ่าเดียว หลังจากการโยกย้ายนี้เท่านั้น ประเทศนี้จึงจะสามารถดูดซึมเอาพี่น้องนับล้าน ๆ คนของเราได้ ไม่มีทางออกอย่างอื่นอีกเลย…”

          พวกไซออนนิสม์ใช้วิธีการหลายอย่างสำหรับการ “ถ่ายเทประชากร” เช่นการทำสงคราม การก่อการร้าย การขับไล่โดยใช้กำลัง และนโยบายให้ชาวยิวมาตั้งหลักแหล่งในเขตที่อิสราเอลยึดครองไว้ ในปลายปี 1947 ผู้ก่อการร้ายชาวยิวได้ทำร้ายชาวอาหรับอย่างรุนแรง ทิ้งระเบิดลงในกลุ่มคน ทำลายหมู่บ้านเพื่อไม่ให้ชาวอาหรับกลับมาอีก นายยิตซ์ฮัก ราบิน ผู้ที่ต่อมาไปได้เป็นนายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังได้กล่าวไว้ เมื่อเดือนตุลาคมปี 1956 ว่า “ด้วยการบดขยี้ หมู่บ้านชาวอาหรับให้ราบเรียบและขับไล่ผู้อยู่อาศัยออกไป เราจึงจะแน่ใจได้ว่าจะไม่มีหมู่บ้านเหลืออยู่ให้ชาวอาหรับหวนกลับมาได้” และในปี 1993 เขาผู้นี้ยังได้ตั้งคำถามด้วยว่า “ในเมื่อชาวอาหรับมีประเทศที่เป็นอิสระถึง 21 ประเทศ แล้วการที่ยิวจะมีสักประเทศหนึ่งน่ะ มักมากเกินไปหรือ?” จนถึงเดือนพฤศจิกายน 1953 หมู่บ้านชาวอาหรับถูกทำลายไป 161 แห่ง การกระทำที่โหดเหี้ยมที่สุดคือการฆ่าคนเกือบทั้งหมู่บ้านเดรยัสซีน ทำให้ชาวอาหรับต้องหนีออกจากประเทศไปอย่างมากมายในปี 1948 ส่วนการตั้งหลักแหล่งของชาวยิวคือนโยบายที่จะทำให้ชาวยิวมาตั้งบ้านเรือนล้อมที่อยู่ของชาวอาหรับไว้ เพื่อป้องกันมิให้ชาวอาหรับรวมตัวกันได้ และตั้งใจจะผนวกฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดนและฉนวนกาซา เข้าเป็นของอิสราเอล ชาวยิวมีวิธียึดครองที่ดินเช่นนี้มากมาย เช่น ออกกฎหมายยึดเอาที่ดิน เนรเทศเจ้าของเดิมออกไป ออกกฎหมายให้ที่ดินนั้นเป็นเขตต้องห้าม ทำลายบ้านเรือนชาวปาเลสไตน์ ใช้วิธีควบคุมบีบคั้นทางเศรษฐกิจและการกดขี่ปราบปรามชาวปาเลสไตน์ ฯลฯ ในด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ทางการอิสราเอลก็ใช้วิธีสั่งห้ามและเข้าควบคุมการตัดสินใจทุกอย่างในด้านการศึกษาของชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งการขู่เข็ญมิให้นักศึกษาหนุ่มสาวของชาวปาเลสไตน์กล้าแข็งต่อต้านอิสราเอล

          การเข้ายึดครองของอิสราเอลจึงทำให้ชาวปาเลสไตน์กลายเป็นคนต่ำต้อยถูกกดขี่ ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ชาวปาเลสไตน์อาหรับจะรู้สึกว่าพวกไซออนนิสม์เป็นศัตรูตัวร้าย พวกเขาพยายามรวมตัวกันทางการเมืองเพื่อต่อต้านชาวอิสราเอล แต่ก็เสียเปรียบในด้านการเงินและอาวุธ ดังนั้นขบวนการกู้ชาติของอาหรับในปาเลสไตน์จึงเกิดขึ้นอย่างมากมายแต่ก็ถูกปราบปรามลงอย่างรวดเร็ว จำต้องใช้การต่อสู้แบบไม่เปิดเผย (หรือแบบจรยุทธ์ขึ้นมา)

          เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1956 แนวหน้ารวมกำลังแห่งชาติ อัล-ฟาตะฮ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีความมุ่งหมาย ที่จะสร้างแนวร่วมของชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดขึ้นมาโดยรวมเอาขบวนการต่อต้านของชาวปาเลสไตน์เข้าด้วยกันโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของความคิดทางการเมืองของแต่ละกลุ่มในปี 1964 ได้มีการจัดตั้งองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์(พีแอลโอ) ขึ้นเพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ให้เป็นอิสระ โดยมีนายยาซิร อารอ ฟัต ถูกรับเลือกให้เป็นประธานของคณะกรรมการบริหารพีแอลโอ อัล-ฟาตะฮกลายเป็นหน่วยที่มีพลังมากที่สุดในองค์การพีแอลโอ ชาวปาเลสไตน์ได้ประกาศความมุ่งหมายของพวกเขาออกมา คือพวกเขาจะต่อสู้เพื่อกลับไปสู่ประเทศที่เป็นมาตุภูมิของตน และจะจัดตั้งปาเลสไตน์ซึ่งเป็นอิสระและเป็นประชาธิปไตยขึ้น ซึ่งชาวยิว คริสเตียนและมุสลิมจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

          แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังต้องเผชิญกับการต่อสู้และสงครามอีกหลายครั้ง เช่นการต่อสู้กับยิวในปี 1965 สงครามหกเจ็ดวันในปี 1967, การโจมตีของชาวจอร์แดน ต่อค่ายผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ที่ตำบลฮุสเซ็นและอัชเราะฮในปี 1968, จนกระทั่งรัฐบาลจอร์แดนทำลายหน่วยต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ในจอร์แดน หน่วยปฏิบัติการใต้ดินพีแอลโอจึงต้องมารวมตัวกันใหม่ที่เทือกเขาเลบานอน ซึ่งถูกทหารอิสราเอลโจมตีอีก จนต้องย้ายที่ทำการไปอยู่ที่เมืองแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรีย ในสงครามเดือนตุลาคมปี 1973 สหรัฐอเมริกาได้แสดงตัวให้เห็นว่ามีอคติเข้าข้างอิสราเอล และเกลียดชังพีแอลโออยู่ตลอดเวลา (ตอนนั้นเป็นรัฐบาลของนายเรแกน*) จนกระทั่งสั่งปิดสำนักงานของพีแอลโอในนครนิวยอร์คและอายัติบัญชีเงินฝากของพีแอลโอเสียด้วย

ข้อตกลงแคมป์เดวิด

          เหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งในระหว่างนั้นคือเรื่องที่ประธานาธิบดีซาดัดแห่งอียิปต์ ได้เดินทางไปพบปะกันนายเมนาเฮม เบกิน นายกรัฐมนตรีอิสราเอลและประธานาธิบดีคาร์เตอร์แห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อเจรจาสันติภาพกันเมื่อวันที่ 5 กันยายน 1978 โดยมิได้ปรึกษาหารือกับโลกอาหรับเลย ทั้งสามได้ลงนามในเอกสารฉบับเมื่อวันที่ 17 กันยายน คือโครงการสันติภาพในตะวันตะวันออกกลางและโครงการข้อสรุปแห่งสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล เอกสารฉบับแรกเป็นคำประกาศร่วมระหว่างอิสราเอลกับอียิปต์ถึงความตั้งใจที่จะบรรลุถึงการตกลงในปัญหาทุกด้านของตะวันออกกลาง ส่วนเอกสารฉบับที่สองมีใจความว่า ทั้งสองประเทศ (อียิปต์กับอิสราเอล) จะยอมรับซึ่งกันและกัน สนธิสัญญาฉบับนี้ลงนามกันอย่างเป็นทางการในกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 1979 การที่ซาดัททำลงไปเช่นนี้ทำให้โลกอาหรับไม่พอใจเพราะจะทำให้โลกอาหรับแตกแยกกัน ชาวปาเลสไตน์ก็เกรงว่าอียิปต์จะทอดทิ้งพวกเขาเพราะไปรับรองอิสราเอล พีแอลโอได้ปฏิเสธข้อตกลงนี้อย่างแข็งขันโดยถือว่าเป็นการปฏิเสธสิทธิตามกฎหมายของชาวปาเลสไตน์ ประเทศมุสลิมและประเทศเป็นกลางก็ปฏิเสธ แม้กระทั่งสหประชาชาติก็ยังปฏิเสธ จุดหมายที่สำคัญของอิสราเอลคือจะใช้สนธิสัญญานี้เป็นเครื่องกีดกันมิให้มีการจัดตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์อิสระขึ้นได้ หลังจากนั้นไม่นาน อิสราเอลได้เข้าโจมตีเลบานอนใต้อันเป็นที่อยู่ของพีแอลโออย่างหนักและได้ผนวกกรุงเยรูซาเล็มเข้าเป็นของยิวอีกด้วย ในวันที่ 6 มิถุนายน 1981 สงครามที่ใหญ่ที่สุดและยาวนานที่สุดระหว่างอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์ก็เกิดขึ้นในเลบานอน ครั้งนี้อิสราเอลมีจุดประสงค์คือ

(1) ทำลายกำลังทางการเมืองและการทหารของพีแอลโอ
(2) จัดตั้งรัฐบาลเลบานอนที่เข้มแข็งเพื่อช่วยเหลืออิสราเอล
(3) สร้างอิสราเอลขึ้นเป็นมหาอำนาจเพื่อควบคุมการพัฒนาทุกอย่างด้านการเมืองและเศรษฐกิจได้ในกำมือตน

ฝ่ายสหรัฐอเมริกามีความยินดีในการกระทำของอิสราเอล แต่แสร้งเสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย แต่กลับวีโต้เรื่องที่อิสราเอลต้องถอนทหารไป และรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาก็ไม่ยอมเดินทางไปประท้วงการรุกรานที่กรุงเยรูซาเล็มด้วย แต่ชาวโลกกลับให้ความสนใจแก่คำเรียกร้องของชาวปาเลสไตน์มากกว่าแต่ก่อน การสร้างสงครามครั้งนี้ปรากฏว่ามีคนตายถึง 15,000 คนซึ่งแน่ละส่วนใหญ่ต้องเป็นชาวปาเลสไตน์

          พีแอลโอได้ไปตั้งสำนักงานใหญ่ขึ้นใหม่ในเมืองตูนิซประเทศตูนิเซีย ในปี 1982 ต้องทำงานอย่าง-รีบเร่ง เพื่อสร้างโครงสร้างสำคัญ ๆ ด้านการเมืองและสังคมขึ้นมาใหม่หลังจากถูกทำลายไปแล้ว หน่วยต่อสู้ของพีแอลโอก็ต้องกระจายไปอยู่ตามประเทศอาหรับต่าง ทำให้รวมตัวกันได้ลำบากความพยายามใฝ่หาสันติภาพ

 

          เมื่อวันที่ 6-9 กันยายน 1982 ได้มีการประชุมสุดยอดของกลุ่มประเทศอาหรับ ครั้งที่ 12 ในเมืองเฟซ ประเทศโมร็อกโก ที่ประชุมได้ออก “กฎบัตรเฟซ” ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญดังนี้
(1) จัดตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์โดยมีเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง
(2) ถอนกำลังทหารของอิสราเอลออกจากเขตยึดครองทั้งหมดซึ่งเดิมเป็นของอาหรับก่อนสงครามปี 1967
(3) รื้อถอนถิ่นฐานที่อิสราเอลสร้างขึ้นในปี 1967
(4) ยืนยันสิทธิ์ของชาวปาเลสไตน์ในการจะตัดสินใจด้วยตนเองและสามารถใช้สิทธิ์ในประเทศปาเลสไตน์ภายใต้การนำของพีแอลโอ
(5) ให้ฉนวนกาซาและดินแดนฝั่งตะวันตก (ของแม่น้ำจอร์แดน) อยู่ในความดูแลของสหประชาชาติไปก่อน และให้สภาความมั่นคงรับประกันต่อสันติภาพในระหว่างชนชาติต่างๆ ในแถวนั้น

แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอเฟซนี้โดยสิ้นเชิง กลุ่มประเทศอาหรับได้ยื่นข้อเสนอนี้ไปยังรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีแรแกนจึงได้เรียกร้องให้ยุตินโยบายสร้างถิ่นฐานใหม่ของอิสราเอลเสียทันที แต่เขาก็ยังปฏิเสธเรื่องการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสระ และมิได้กล่าวเลยว่าจะเกลี้ยกล่อมให้ถอนทหารอิสราเอลจากเขตยึดครองได้อย่างไร และเขายังบอกปัดข้อเสนอของชาวอาหรับที่จะเอากรุงเยรูซาเล็มคืนด้วยนายเบรสเนฟประธานาธิบดีรัสเซียได้เสนอแผนสันติภาพ 6 ข้อ ให้แก่นายเรแกนมีเนื้อหาว่าให้อิสราเอลคืนดินแดนยึดครองทั้งหมดให้แก่ชาวปาเลสไตน์ ชาวปาเลสไตน์มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐอิสระของพวกเขาเองขึ้นในเขตแดนอิสราเอล และอิสราเอลต้องคืนกรุงเยรูซาเล็มตะวันออกให้ชาวปาเลสไตน์ด้วย แต่ในระหว่างนั้นอิสราเอลกลับท้าทายด้วยการสร้างชุมชนชาวยิวขึ้นใหม่อีก 5 แห่งที่แถบตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน นับตั้งแต่ปลายสงครามเดือนมิถุนายน 1967 เป็นต้นมา อิสราเอลเริ่มโฆษณาว่าตนต้องการสันติภาพ โดยเน้นให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจากันโดยตรงระหว่าง 2 ฝ่ายในการประชุมสุดยอดที่เมืองคาร์ทูม เมื่อวันที่ 1 กันยายน 1967 นั้นกลุ่มประเทศอาหรับได้ตัดสินใจ 3 ข้อคือ
- จะไม่ยอมรับรองประเทศอิสราเอล
- จะไม่เจรจาต่อรองกับอิสราเอล
- จะย้ำถึงสิทธิของชาวปาเลสไตน์ที่จะกลับไปยังบ้านเกิดของพวกเขา

อุปสรรค 3 ประการที่ขวางกั้นหนทางแห่งสันติภาพอยู่ นั่นคือ

(1) การที่อิสราเอลแย่งชิงดินแดนซึ่งไม่ใช่ของตนตามกฎหมายไป
(2) อิสราเอลได้ขับไล่ประชากรเดิมออกไปจากแผ่นดินบ้านเกิดของพวกเขา
(3) การถือเชื้อชาติรวมทั้งลัทธิขยายอาณาเขตด้วยการรุกรานของลัทธิไซออนนิสม์

ฉะนั้นการแสวงหาสันติภาพย่อมจะไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะสันติภาพมิอาจมีได้หากปราศจากความยุติธรรม หลายครั้งแล้วที่อิสราเอลไม่เคยทำตามมติของสหประชาชาติ เช่นไม่ยอมถอนทหารออกไปจากเขตที่ตนยึดครองไว้ อิสราเอลต้องการใช้การบีบบังคับจากการยึดครองด้วยกำลังทหาร เพื่อให้ฝ่ายอาหรับยอมรับว่าดินแดนเหล่านั้นเป็นของอิสราเอล นอกจากนั้นอิสราเอลยังต้องการยุติข้อพิพาทก็เพื่อผลประโยชน์ของตนเองคือตนต้องการจะเดินเรือใน “น่านน้ำของนานาชาติ” (ซึ่งเป็นของอาหรับนั่นเองไม่ใช่ของชาติอื่น) สิ่งที่เรียกว่าข้อเสนอเพื่อสันติภาพของอิสราเอลนั้นมิได้เป็นไปตามมติของสหประชาชาติ หรือเรื่องการจ่ายค่าทดแทนให้แก่ผู้ลี้ภัยหรือการบูรณะสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่ผู้ลี้ภัยเลย

          สันติภาพของอิสราเอลมิได้รวมเอาการแก้ไขความอยุติธรรมอย่างหนักหนาสาหัสที่ตนทำไว้กับชาวปาเลสไตน์ อิสราเอลต้องการแต่เพียงทำให้ความมุ่งหวังด้านการเมืองและอาณาเขตของตนสมปรารถนาเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงยากที่ฝ่ายอาหรับจะยอมตามได้ การกดขี่ที่เหี้ยมโหดซึ่งชาวอิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์นั้นย่อมสร้างความเกรี้ยวโกรธและเจ็บช้ำแก่ฝ่ายที่ตกเป็นเหยื่อต่อไป แต่การต่อสู้กันอยู่ทุกวันยังมีอยู่ต่อไป โดยก้อนหินของฝ่ายปาเลสไตน์และโดยปืนและระเบิดของฝ่ายอิสราเอล เราจะได้ฟังข่าวอยู่ทุกวันว่าผู้ที่ล้มตายลงทุกวันนั้นคือชาวปาเลสไตน์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งคนแก่ชรา การต่อสู้แบบนองเลือดของอิสราเอลนั้นแทนที่จะสร้างสันติภาพและความเป็นระเบียบขึ้นในตะวันออกกลาง กลับขยายความเกลียดชังเจ็บแค้นของชาวอาหรับให้เพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น ตราบใดที่ชาวอิสราเอลยังยึดอยู่กับหลักการของไซออนนิสม์อยู่อย่างนี้ก็อาจกล่าวได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างยิวกับอาหรับก็จะต้องมีอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะมีการเจรจาสันติภาพกันกี่ครั้ง ไม่ว่าผู้นำของชาติมหาอำนาจจะทำท่าสนับสนุนอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าไม่ได้เป็นไปด้วยความจริงใจแล้ว การเจรจานั้น ๆ ก็ย่อมไร้ผล

          ดร.จอห์น เอ็ชเดวิส อดีตกรรมาธิการทั่วไปของ UNRWA ได้แสดงความคิดเห็นว่า “เมื่อเวลามาถึง ทั่วโลกและแม้แต่ชาวอิสราเอลด้วยจะได้เห็นว่าไซออนนิสม์ คือสาเหตุแห่งความขัดแย้ง” และนายแมคโชเวอร์ ศาสตราจารย์วิชาปรัชญาชาวยิวได้พูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่า “สันติภาพในดินแดนนั้น ขึ้นอยู่กับการปลดปล่อยตัวเองของอิสราเอล จากลัทธิไซออนนิสม์ และเมื่อการปกครองของไซออนนิสม์ยุติลง”

ย้อนกลับ>>>

บรรพชนต้นตระกูลอิสราเอล
การอพยพ
อิสราเอล 12 เผ่า
กษัตริย์องค์แรกๆ ของอิสราเอล
สองราชอาณาจักร
สมัยจักรวรรดิอัสซีเรียเรืองอำนาจ
สมัยจักรวรรดิบาบิโลนเรืองอำนาจ
สมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเรืองอำนาจ
สมัยจักรวรรดิกรีกเรืองอำนาจ
สมัยจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ

 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com