Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา >>

อัญมณีแห่งดวงดาว

  ในคืนข้างแรมเวลาใกล้รุ่งระหว่างปลายเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนมิถุนายน หากเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ท่ามกลางราตรีอันมืดมิดไม่มีเมฆหมอกและแสงไฟรบกวนสายตา เมื่อเพ่งมองไปยังขอบฟ้าทางทิศเหนือ จะเห็นแถบฝ้าสีขาวจางคล้ายเมฆหมอกทอดเป็นทางยาวเหยียดพาดผ่านท้องฟ้าไปทางทิศใต้ ภายในแถบฝ้าสีขาวจางเป็นทางยาวเหยียดนั้น เต็มไปด้วยดวงดาวขนาดเล็กทอแสงระยิบระยับวับวาวมากมายเหลือที่จะคณานับ เป็นประกายงมจับตาน่าประทับใจ มองดูคล้ายเม็ดทรายที่ทอดตัวไปตามชายหาดยาวไกลออกไปจนสุดขอบฟ้า ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจที่มวลมนุษยชาติเห็นกันมาหลายชั่วอายุคน จากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง ยังเป็นปริศนาคาใจ ติดข้องอยู่ในความน่าพิศวงสงสัยเรื่อยมา ไม่มีใครสามารถไขความลับแห่งห้วงเวหาให้กระจ่างได้ คนโบราณคิดว่าบนสวรรค์ชั้นฟ้าเป็นวิมานของเหล่าทวยเทพ จึงสร้างเทพนิยายเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา บ้างจินตนาการว่าเป็นแสงไฟประดับประดาวิมานของเทพเจ้าในแดนสุขาวดีให้สว่างไสว บ้างก็แต่งเป็นตำนานเล่าขานถึงบรรพชนของตนว่ามีความสัมพันธ์กับเทพเจ้าในชั้นฟ้า ส่วนนักโหราศาสตร์ของโลกตะวันออกในสมัยอดีตพากเพียรศึกษาค้นหากันมาช้านานนับตั้งแต่ชาวอารยันเริ่มตั้งต้นถิ่นฐานในชมพูทวีป “สมัยพระเวท” เรียกขานแถบฝ้าสีขาวจางอันน่ามหัศจรรย์นั้นว่า “ทางช้างเผือก” นักดาราศาสตร์ชาวกรีกในยุคเฮเลนิคอันรุ่งเรืองเรียกว่า “ทางน้ำนม” (Milky Way) เพราะไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วในยามค่ำคืนนั้น คือ “ดาราจักร” (Galaxy) ที่มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลดาราจักรหนึ่งในอีกหลายล้านดาราจักรของจักรวาล

  นักดาราศาสตร์ในสมัยโบราณสำคัญผิดคิดว่า “โลกแบน” และเข้าใจว่า “โลก” เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ตั้งนิ่งอยู่กับที่ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ต่างโคจรหมุนเวียนไปในรูปวงกลมรอบโลกอยู่ตลอดเวลา ความลึกลับของจักรวาลและความเป็นไปในโลกซึ่งไม่มีด้วยใครรู้ความจริง เป็นช่องว่างให้ผู้ที่ตั้งตัวเป็นศาสดาของบางศาสนาอ้างว่าพระเจ้าสร้างโลกและสรรพสิ่งในจักรวาล เขียนคัมภีร์ขึ้นตาวความเชื่อของตน สั่งสอนให้ผู้คนหลงผิด ใช้อำนาจของศาสนาบังคับให้ทุกคนยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งมาช้านาน ชนชาวทวีปยุโรปตกอยู่ภายใต้ “ยุคมืด” มาอย่างยาวนานเกือบ 2,000 ปี จนกระทั่งถึง “ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ” ปัญญาชนชาวทวีปยุโรปได้ศึกษาค้นหาความจริงและความลับของโลกและจักรวาล ไปตามหลักแห่งเหตุผล โดยไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของศาสนา เทพอวตารผู้มีอัจฉริยภาพทางความคิดได้มาเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ ใช้ความอุตสาหะพากเพียรค้นหาความลับของจักรวาล จนกระทั่งพบความจริงแท้ทางดาราศาสตร์เป็นครั้งแรก ปฏิวัติโลกให้เข้าสู่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ในพุทธศตวรรษที่ 20 มีชื่อว่า “นิโคลัส โคเปอร์นิคัส” นักบวชแห่งสังฆมณฑลคาทอลิคเมืองตอรูน ในประเทศโปแลนด์ ได้รับทุนให้เดินทางไปศึกษาทางศาสนาที่มหาวิทยาลัยปาดัว ในประเทศอิตาลี มีความรู้รอบในวิชากฏหมายศาสนจักร วิชาการแพทย์และวิชาดาราศาสตร์ มหาบัณฑิตผู้เฉลียวฉลาดดุจเทพอวตารผู้นี้ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบาทหลวงวิหารเฟราเอนบวร์ก เป็นผู้ค้นพบทฤษฏีใหม่ทางดาราศาสตร์สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ชาวโลกไปทั่ว เมื่อหนังสือ “เด ริวูโลทิโอนิบุส” (De Revolotionibus) แปลว่า การหมุนรอบตัวเองของดวงดาวในท้องฟ้า ตีพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ.2083 (ค.ศ.1543) อธิบายให้เห็นถึงหลักฐานการค้นพบทฤษฏีใหม่ คือ “ระบบสุริยจักรวาล” ซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบ โลกและดาวพระเคราะห์ทั้งหลายล้วนแต่โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ในรูปวงกลม

  “ทฤษฏีระบบสุริยจักรวาล” ได้ปฏิวัติล้มล้างทฤษฏีเก่าทางดาราศาสตร์ของ “คลอดิอุสปโตเลมี” นักปรัชญาเมธีแห่งเมืองอเล็กซานเดรียลงไปอย่างสิ้นเชิง “คัมภีร์อัลมาเจสต์” อันมีชื่อเสียงที่แต่งขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ.693 (ค.ศ.150) ที่เคยเชื่อกันมาช้านานว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลพังพินาศไปหมดสิ้น แต่การค้นพบความจริงทางดาราศาสตร์ ถูกสำนักวาติกันตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นตำรานอกรีต เพราะขัดแย้งกับความเชื่อของฝ่ายคริสต์จักรในกรุงโรม สมเด็จพระสังฆราชจึงทรงประกาศห้ามไม่ให้คริสต์ศาสนิกชนอ่านหนังสือของพวกซาตาน ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของพระสันตะปาปา ซึ่งเปรียบดังตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า เป็นบาปหนาสาหัสจะต้องตกนรกหมกไหม้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงรับขึ้นไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ ด้วยเหตุนี้หนังสือการค้นพบความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ ที่มีคุณค่าที่สุดของมวลมนุษยชาติแห่งยุคกลับกลายเป็น “หนังสือที่ไม่มีใครอ่าน (The Book Nobody Read)

  แต่ในสมัยปัจจุบันต้นฉบับของหนังสือดังกล่าว ได้กลายเป็นหนังสือที่มีราคาแพงที่สุดเล่มหนึ่ง จำหน่ายกันในราคาเล่มละ 1 ล้าน 4 แสนบาท หรือ 40,000 ดอลล่าห์สหรัฐ และหายากที่สุด เพราะว่าพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกเพียง 100 เล่มเท่านั้น จึงเป็นหนังสือดาราศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์ และนักสะสมของเก่าอยากได้ไว้เป็นสมบัติส่วนตัวมากที่สุด

  เป็นที่น่าสังเกตว่าใน “ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ” ถึงกำหนดเวลาที่โลกจะต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่อีกยุคหนึ่ง ฟ้าดินได้บันดาลให้บังเกิดเทพอวตารอีกผู้หนึ่ง ซึ่งเปรียบดังเป็นมารศาสนามีนามว่า “มาร์ติน ลูเธอร์” นักบวชเยอรมันไม่เห็นด้วยที่พวกนักบวชฉวยโอกาสจากความไม่รู้ของคริสต์ศาสนิกชน เพราะอ่าน “คัมภีร์ไบเบิล” ไม่ออก และไม่เข้าใจความหมายเพราะว่าเขียนขึ้นด้วยภาษาละตินโบราณ พวกนักบวชได้ใช้เป็นเครื่องมือฉวยโอกาสกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์จากความโง่เขลาเบาปัญญาของประชาชน ไปบำรุงบำเรอความสุขของตนและพวกพ้อง สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยกันไปทั่ว จึงเรียกร้องให้แปลคัมภีร์เป็นภาษาเยอรมันและขอให้ยุติพฤติกรรมหลอกลวงชักจูงคริสต?ศาสนิกชนไปในทางหลงผิด สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงโรมทรงพิโรธ สั่งให้อัศวินผู้แกล้วกล้ายกกองทัพไปจับกุมตัว เพื่อนำไปฟ้องร้องต่อศาลทางศาสนาที่กรุงโรม แต่เจ้าผู้ครองนครในประเทศเยอรมันได้ช่วยคุ้มครองป้องกันจนในที่สุด “มาร์ติน ลูเธอร์” ได้ประกาศจัดตั้งศาสนาคริสต์ใหม่ “นิกายโปเตสแตนต์” แปลว่า “คริสต์ศาสนานิกายที่คัดค้านสำนักวาติกัน” ตรงกับช่วงสมัยที่ “นิโคลัส โคเปอร์นิคัส” ค้นพบทฤษฏีใหม่ทางดาราศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น

  การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริงความลับของจักรวาลระหว่าง “ฝ่ายศาสนจักร” กับ “ฝ่ายวิทยาศาสตร์” ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 20 แม้ว่าสำนักวาติกันแห่งสังฆมณฑลคาทอลิค พยายามใช้อำนาจอิทธิพลครอบงำบีบคั้นอย่างไร แต่ก็ไม่อาจขัดขวางความอยากรู้อยากเห็นความจริงของมนุษยชาติได้ นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ใน “ยุคการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ” ในทวีปยุโรป ได้มุ่งหน้าค้นหาความจริงและความลับในโลกและในจักรวาลตามหลักแห่งเหตุผลสืบต่อมาอีก 100 ปี เทพอวตารอีกผู้หนึ่งมีนามว่า “กาลิเลโอ กาลิเลอี” นักดาราศาสตร์ชาวเมืองปิซา ในประเทศอิตาลี ได้เริ่มต้นศึกษาค้นหาความลับของดวงดาวที่โคจรไปในท้องฟ้า ตามแนวทางวิชาดาราศาสตร์ของ “นิโคลัส โคเปอร์นิคัส” จนกระทั่งพบความจริงว่า “โลกกลม” โลกหมุนรอบตัวเองพร้อมกับโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ “ระบบสุริยจักรวาล” จึงพยายามคิดค้นแสวงหาวิธีพิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ เพื่อเปิดเผยให้ชาวโลกรับรู้ “กาลิเลโอ กาลิเลอี” ถือเป็นนักดาราศาสตร์ยุคใหม่คนแรกที่สามารถไขปริศนาอันลี้ลับดำมืดของจักรวาล ให้มวลมนุษยชาติได้รู้ได้เห็นประจักษ์ตาเมื่อ พ.ศ.2153 ตรงกับสมัยกลางของกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของสยามประเทศ

 พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล
(สรรเพชญ ธรรมาธิกุล)
4 มิถุนายน 2551

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com