Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กะเหรี่ยง

ชนชาติกะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา - รัตนโกสินทร์

1. เอกสาร “ไทยรบพม่า” โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

สงครามไทย-พม่า สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ.2142 ตีเมืองหงสาวดีครั้งที่ 2 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2142 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ล้อมเมืองตองอู และต้นเดือนพฤษภาคม ถัดมาก็เลิกทัพกลับมาตองอู ในการตีเมืองตองอูในครั้งนี้ กองทัพไทยที่ล้อมเมืองตองอูทางด้านทิศตะวันตกนั้นประกอบด้วย พระยานครราชสีมา, พระสิงห์บุรี, ขุนอินทรภิบาล และแสน ภูมิโลกาเพชร ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชรานุภาพได้บอกว่า “สิน ภูมิโลกาเพชร” นั้นเป็นคนกะเหรี่ยง จึงสันนิษฐานต่อไปว่า ในกองทัพกรุงศรีอยุธยานั้นมีแม่ทัพนายกอง และทหาร รวมทั้งกองสอบแนมที่เป็นคนกะเหรี่ยงรับราชการรวมอยู่ด้วย

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยได้เรียบเรียงเรื่องการทำสงครามระหว่างไทยกับพม่า “ในหนังสือไทยรบพม่า” นักรบและขุนพลทหารที่เป็นคนกะเหรี่ยงที่ถูกเปิดเผยเป็นคนแรกคือ นายทหารที่ร่วมไปทำศึกรบพม่ากับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ไปตีกรุงหงสาวดี และขึ้นไปตีเมืองตองอูในคราวนั้น เป็นสงครามไทย-พม่า ครั้งที่14 ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เรียบเรียงและบันทึกไว้ นั่นคือแม่ทัพกะเหรี่ยงที่ชื่อ “สิน ภูมิโลกาเพชร” แท้จริงแล้วมีกะเหรี่ยงรับราชการในกรุงศรีอยุธยาแล้ว ดังจะเห็นได้จากแม่ทัพกะเหรี่ยงผู้นี้ ชื่อ และตำแหน่งส่วนมากจะเป็นชื่อทางการ ชื่อยศ จะไม่ได้จากบอกชื่อจริงไว้ เราจึงไม่สามารถรู้ได้เผยว่าใครเป็นใคร มาจากไหน

ถ้าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไม่มีหมายเหตุทิ้งไว้จากหลักฐานที่มีอยู่ในสมัยอยุธยานั้นเมืองหน้าด่านที่นับว่าไกลสุดเมืองหนึ่ง ก็คือพระยาดำรงราชานุภาพ ไม่มีหมายเหตุทิ้งไว้จากหลักฐานที่อยู่สมัยอยุธยานั้นเมืองหน้าด่านที่นับว่าไกลสุดเมืองหนึ่ง ก็คือเมืองศรีสวัสดิ์ (อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี) ถัดมาก็คือเมืองอุทัยธานี สำหรับเมืองศรีสวัสดิ์นั้นเป็นเมืองที่ชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มาช้านาน จึงต้องส่งส่วยเป็นดีบุก,สมุนไพร และของป่า แก่กรุงศรีอยุธยามาโดยตลอด ศรีสวัสดิ์มีเจ้าเมืองสังขละบุรี (อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี) เป็นเมืองทีหลังเมืองศรีสวัสดิ์ ชาวกะเหรี่ยงภาคกลางได้อาศัยอยู่ในทุ่งใหญ่เซซาโว่ (ผลไม้สีแดง) มาแต่อดีตกาล เพราะทุ่งใหญ่ถือว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมในการเป็นเมืองหลบภัยสงครามไทยกับพม่า

สมเด็จพระนเรศวรพระองค์กลับจากศึกหงสาวดีและตีตองอู พระองค์ก็เสด็จกลับอยุธยาโดยผ่านเส้นทางสายนี้ เพราะกะเหรี่ยงได้เตรียมเสบียงอาหารเก็บไว้สำหรับกองทัพไทยที่นี่ ชาวกะเหรี่ยงได้ตั้งยุ้งฉางและตำข้าวเปลือกเก็บไว้เป็นข้าวสารสำหรับทัพไทย จำนวนกองข้าวเปลือกที่ถูกสีออกเป็นกองแกลบมีถึงสมาที่สามแห่ง ตามระยะทางที่ตั้งยุ้งฉาง คนกะเหรี่ยงภาคกลางจึงเรียกว่าชื่อทุ่งใหญ่เซซาโว่ หรือท่งใหญ่นเรศวรอีกชื่อหนึ่งซึ่งเป็นชื่อเดิมว่า “ผี้เลิงโป่ง แปลว่า แกลบสามกอง”

ในประวัติศาสตร์การทำสงครามระหว่างไทยกับพม่า เส้นทางเข้าตีกรุงศรีอยุธยาของพม่านั้นมีเส้นทางหลักอยู่อย่างน้อย 3 จุดด้วยกันคือ

  1. เข้าทางด่านแม่ละละเมา เพื่อจะตีเมืองระแหง (จังหวัดตาก) และกระจายกำลังไปตีพิษณุโลก ลงมาตีนครสวรรค์ ขึ้นตีทางเหนือและลงภาคกลาง
  2. เข้าทางด่านพระเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี สายนี้มุ่งตีอยุธยา, ธนบุรีหรือกรุงเทพฯ โดยตรง
  3. เข้าทางด่านสิงขร อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปตีหัวเมืองใต้และวกขึ้นมาเพชรบุรี ,ราชบุรี

คราวหนึ่งได้มีการเตรียมศึกของพม่าที่จะมาตีไทย เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างปลายอยุธยาถึงต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พม่าเข้ามาทางด่านแม่ละเมาเช่นเคย นายพะวอ นายด่านบ้านแม่ละเมาพร้อมกับลูกบ้านได้ออกไปหาข่าวดังทุกครั้ง ทัพหน้าของพม่ายกมาถึงปะทะกับกองลาดตระเวณของชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ละเมา ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันดุเดือดล้มตายกันไปทั้งสองฝ่าย พะวอขุนศึกกะเหรี่ยงขึ้นนั่งช้างเข้าต่อสู้กับพม่า เนื่องจากกองกำลังที่มากกว่าของพม่าและเป็นกองทัพหน้า ไม่ใช่กองลาดตระเวณดังเช่นก่อนๆ ทุกๆ ปีที่ปะทะกันมา ช้างศึกของพะวอเข้าต่อสู้กับแม่ทัพพม่า การต้องสู้ตัวต่อตัวบนหลังช้างเกิดขึ้น ท่ามกลางสายตาของนักรบทั้งสองฝ่าย นายทัพพม่าได้จังหวะพะวอนายด่านกะเหรี่ยงชะตาขาดพลาดท่า ถูกนายทัพพม่าฆ่าตายบนหลังช้าง ณ บริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่งจบชีวิตนักสู้นายด่านบ้านแม่ละเมา ชาวบ้านกะเหรี่ยงแม่ละเมาถูกฆ่าและถูกจับเป็นเชลยสำหรับกรณีพะวอนั้น คาดว่าน่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปลายสมัยอยุธยา สมัยธนบุรีหรือต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ฯ

2. ประวัติบุคคลสำคัญชนเผ่ากะเหรี่ยงในไทย

พะวอ วีรชนคนกะเหรี่ยง แห่งบ้านละเมา จ.ตาก

ณ หลักกิโลเมตรที่ 62-63 ถนนสาย แม่สอด-ตาก ซึ่งภูมิประเทศทั้งสองฟากถนนเป็นภูเขาสูง มีศาลตั้งอยู่ริมทางหลวงเส้นนี้ ที่ทุกคนรู้จักกันว่า “ศาลพะวอ” ศาลพะวอเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์แด่นักแดนรบ ที่ชื่อว่า “พะวอ” ประวัติเล่ากันมาว่า พะวอเป็นชาวกะเหรี่ยงที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่นี้มีหน้าที่เป็นนายด่านแม่ทัพที่แม่ละเมา ครั้งที่พม่ายกทัพเข้ามาทางด่านแม่ละเมา พะวอได้ขึ้นขี่ช้างท้ารบศึกกับนายทัพพม่าจนตัวเองต้องจบชีวิต ณ.บริเวณเทือกเขาแห่งนี้ ชาวบ้านเชื่อต่อๆ กันมาว่าวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของนักรบกะเหรี่ยงผู้นี้ยังคงสถิตอยู่ ณ.บริเวณนี้จึงได้สร้างศาลขึ้นมา

รูปหล่อของ “พะวอ” นั้นมีขนาดเท่าองค์จริง ปรากฏในท่ายืน มือขวาถือหอกอันสำคัญที่ดวงตาทำหน้าที่สอแววตาดุดันดังนักรบผู้กล้า

ตามคำเล่าลือที่พอจะเชื่อถือได้เล่าว่า คำนำหน้าของชายชาวกะเหรี่ยงนั้นจะต้องมีคำว่า “พะ” อยู่เสมอ ซึ่งแน่นนอนว่า “พะวอ” เป็นกะเหรี่ยง “พะ” ก็คงไม่แผลงเป็น “พระ”แน่ ส่วนคำว่า “วอ” นั้น คำที่ใช้เป็นชื่อตามข้างหลังถ้าแปลงเป็นไทยออกมา ก็หมายถึง “แดง” และถ้าแปลออกมาอย่างสมบูรณ์ “พะวอ” ก็คือ “นายแดง” แบบกะเหรี่ยงนั่นเอง

มีเรื่องต่ออีกว่า คราวหนึ่งได้มีการเตรียมศึกของพม่าที่จะเข้ามาตีไทย เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างปลายอยุธยา-ต้นกรุงรัตนะโกสินทร์ พม่าเข้ามาทางด่านแม่ละเมาเช่นเคย พะวอ นายด่านบ้านแม่ละเมาพร้อมกับลูกบ้านได้ออกไปหาข่าวดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ทัพหน้าของพม่ายกมาถึงปะทะกับกองลาดตระเวณของชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ละเมา ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันดุเดือดล้มตายกันไปทั้งสองฝ่าย ส่วนพะวอขุนศึกกะเหรี่ยงขึ้นนั่งช้างเข้ามาต่อสู้กับพม่า เนื่องจากกองกำลังที่มากกว่าของพม่าและเป็นกองทัพหน้าด้วย ไม่ใช่กองลาดตระเวณดังเช่นทุกๆปีที่ปะทะกันมา ช้างศึกของพะวอเข้าต่อสู้กับแม่ทัพพม่าการต่อสู้ตัวต่อตัวบนหลังช้างเกิดขึ้น ท่ามกลางสายตาของนักรบทั้งสองฝ่าย นายทัพพม่าได้จังหวะพะวอนายด่านกะเหรี่ยงชะตาขาดพลาดท่า ถูกนายทัพพม่าฆ่าตายบนหลังช้าง ณ บริเวณเทือกเขาแห่งหนึ่ง จบชีวิตนักรบนักสู้นายด่านบ้านแม่ละเมา และชาวบ้านคนกะเหรี่ยงแม่ละเมาถูกเข่นฆ่าและถูกจับเป็นเชลยจำนวนมาก สำหรับกรณีพะวอนั้น คาดว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างปลายสมัยอยุธยา สมัยกรุงธนบุรี หรือต้นสมัยกรุงรัตนะโกสินทร์ เพราะเรื่องราวต่างๆ ยังเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ผู้เฒ่าผู้แก่คนกะเหรี่ยง (โดยบริสุทธิ์ ประสพทรัพย์ ในเอกสาร อ.ส.ท.)

พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมือง-นายอำเภอชาวไทยกะเหรี่ยง

ประวัติของพระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรี และนายอำเภอกะเหรี่ยงคนแรกของอำเภอสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี “ในเสียงปกาเกอะญอ” ได้เรียบเรียงจากเอกสารและคำบอกเล่าของคนกะเหรี่ยงหลายๆ ท่าน การเผยแพร่เรื่องราวของพระศรีสุวรรณคีรีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงได้รู้เรื่องราวและทราบถึงคุณงามความดี บทบาทที่เจ้าเมืองชาวไทยกะเหรี่ยงได้รับใช้ประเทศชาติที่ตนเองเกิด เพื่อเป็นแนวทางสอนเป็นข้อคิดข้อเตือนใจหรือเป็นอนุสติแก่พี่น้องชนชาติเผ่าพันธุ์กะเหรี่ยงระลึกถึงบุคคลเหล่านี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกๆพระองค์ที่ได้ให้โอกาสชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเข้ามาพึ่งในร่มพระบารมีจากการหนีร้อนมาพึ่งเย็นในผืนแผ่นดินไทย

ความเป็นมาของพระศรีสุวรรณคีรีเจ้าเมืองกะเหรี่ยงแห่งสังขละบุรี สันนิษฐานว่ามีชาวกะเหรี่ยงอพยพเข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีเพราะในปี พ.ศ.2317 พม่าขยายอิทธิพลเข้ามาในเขตมอญและมีการเกณฑ์ไพร่มอญเพื่อจะตีไทย พวกมอญถูกพม่าเบียดเบียนมากต้องเข้ามาอพยพสู่ไทยทางด่านเจดีย์สามองค์และด่านแม่ละเมา จ.ตาก เหตุการณ์ครั้งนั้นจากตำนานในเนื้อเพลงที่ชาวกะเหรี่ยงร้องต่อเนื่องกันมานั้นมีใจความสรุปว่าพวกเขาได้ข้ามภูเขาลูกใหญ่ ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสพวกเขาพากันไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่ไล่โว่ แปลว่า ผาแดง ในเขตพื้นที่ทุ่งใหญ่เซซาโว่ อีกพวกหนึ่งขึ้นไปอยู่ที่ ไล่ผล้าอั่ว (ผาค่างคางขาว) ในบ้านไล่ถ่องคู้ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักฤาษีกะเหรี่ยงในลัทธิตะละคง ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

ชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเข้ามาในเขตไทยคงมาจากหลายๆ หมู่บ้าน ในเขตเมืองเมาะตะมะ(เมาะละแหม่ง) สำหรับชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ในตำบลไล่โว่นั้นคงจะเป็นกลุ่มเดียวกันที่อพยพมาจากหมู่บ้านเมกะวะ ในเขตเมืองเมาะละแหม่ง พวกเขาคงจะไม่ได้ลงหลักปักฐาน ณ ตรงที่เป็นตัวอำเภอสังขละบุรีในปัจจุบัน หรือตรงลำน้ำซองกาเลีย ณ เส้นทางไปด่านเจดีย์สามองค์ในปัจจุบัน เพราะที่ตั้งและจุดดังกล่าวอยู่ในเส้นทางเดินทัพของพม่าพอดี ดังนั้นพวกเขาจะต้องอยู่ลึกเข้าไปจากเส้นทางดังกล่าว เพราะโดยนิสัยของชาวกะเหรี่ยงแล้ว รักสงบ ไม่ต้องการความวุ่นวาย หรือมีสงคราม เพราะบ้านของพระศรีสุวรรณคีรี(ทะเจียงโปรย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองคนสุดท้ายนั้นก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่บ้านนิเถะ อำเภอสังขละบุรีเก่าที่จมน้ำไปแล้วนั้น พระศรีสุวรรณคีรีตั้งบ้านอยู่ที่บ้านสะเนพ่อง ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านสะเนพ่อง ได้กล่าวถึงระบบการผลิตของตนว่า “ในสมัยพระศรีสุวรรณคีรี เราทำไร่ เดี๋ยวนี้เราก็ทำไร่ เพราะข้าวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตชาวกะเหรี่ยง” คำกล่าวนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงหลักคิดสำคัญในการดำรงชีวิตของคนกะเหรี่ยงที่ยังคงได้รับการสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

ชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรีได้ปรากฎชัดเจนก่อนมีการสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ.2325 ชุมชนที่มีความสำคัญมากคือเมืองศรีสวัสดิ์ และท้องที่สังขละบุรี กะเหรี่ยงในท้องที่ดังกล่าวเป็นกะเหรี่ยงที่อพยพมาจากภาคใต้ที่เรียกว่าหัวเมืองมอญ

ในปี พ.ศ.2365 กะเหรี่ยงมืองสังขละบุรีนำโดยขุนสุวรรณ ได้เข่นฆ่าและขับไล่ทหารพม่าออกไปจากแผ่นดินไทย พ.ศ.2407 ชาวกะเหรี่ยงได้มีส่วนร่วมในการสำรวจและชี้แนวเขตแดนไทยพม่า โดยมีหลวงพลนายด่านเมืองสังขละบุรี, หลวงจบศรีพิทักษ์นายด่านเมืองศรีสวัสดิ์ และหลวงนายเดชกับขุนนางอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 เดือนมกราคม 2407 ในการทำคอนกรีตที่เป็นแนวแบ่งเขตแดนชายแดนไทย-พม่า

จากการที่ผู้นำชาวกะเหรี่ยงสังขละบุรีได้ตอบสนองนโยบายฝ่ายไทยโดยสมัครใจ ฝ่ายไทยเห็นความสัตย์ซื่อ ความจงรักภักดี และจิตใจที่เสียสละ จึงทำให้ผู้นำของพวกเขาได้เป็นเจ้าเมืองสังขละบุรี มีบรรดาศักดิ์ที่ ”พระยาศรีสุวรรณคีรี” และได้รับพระราชทานลูกประคำคอทองคำในสมัยรัชกาลที่3 นอกจากนั้นยังได้แต่งตั้งให้มีกรรมการรองลงมาอีก 52 คน มีตำแหน่งเป็นนายกอง ควบคุมกันเป็นหมู่เหล่าต่างได้รับเบี้ยหวัดเป็นเงินปีคนละตั้งแต่ 6 ถึง 40 บาท ส่วนเจ้าเมืองจะต้องไปถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่เมืองกาญจนบุรี 3 ปีต่อครั้ง และได้นำเครื่องราชบรรณาการส่งเข้าไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน มีผ้าขาวพับ ผ้าแดงพับ เครื่องยา และของป่าต่างๆ รวมทั้งแร่ทองคำและแร่ดีบุก ซึ่งเรียกว่าส่วยทอง ส่วยดีบุก ในปัจจุบันหลักฐานที่ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินไทย รัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานพระพุทธรูปให้แก่เจ้าเมืองของเขาพร้อมทั้งเครื่องทรงของเจ้าเมือง ยังถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเขตตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี (วุฒิ บุญเลิศ พระยาศรีสุวรรณคีรี:เจ้าเมือง-นายอำเภอชาวไทยกะเหรี่ยง,เอกสารโรเนียว)

เอกสาร “พม่ารบไทย” โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์

พ.ศ.2328 กองทัพพม่าโดยพระเจ้าอังวะ (ปะดุง หรือโบโดพญา) ได้ยกกองทัพมาตีไทยสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่1) สงคราม 9 ทัพ จากหลักฐานของพม่าได้ให้รายละเอียดว่า ทูตไทยที่ถูกส่งไปเพื่อเจรจาความเมืองกับพระเจ้าปดุงได้บอกว่า ได้มีเชลยพม่า 3 คนถูกกองทัพกะเหรี่ยงจับได้ที่สะมิ และเชลยพม่าทั้ง3 คนถูกส่งตัวลงมายังกรุงเทพมหานคร และเชลยพม่าก็ได้ให้การว่ากองทัพพม่ายกทัพมา 9 ทัพ รวมพลทั้งสิ้นกว่า 220,000 คน กองทัพไทยจึงได้เตรียมตัวรับศึกในครั้งนี้

พ.ศ. 2365 กองกำลังกะเหรี่ยงนำโดย ขุนสุวรรณ เจ้าเมืองสังขละบุรี เชื้อสายกะเหรี่ยง ได้ขับไล่และเข่นฆ่าทหารพม่า จนพ่ายหนีออกไปจากดินแดนไทย

พ.ศ. 2407 ชาวกะเหรี่ยงนำโดย หลวงพลนายด่านเมืองสังขละบุรี หลวงจบพิทักษ์นายด่านเมืองศรีสวัสดิ์ และหลวงนายเดชชาวกะเหรี่ยงที่ป้องกันชายแดนไทย-พม่า กับขุนนางอังกฤษ ร่วมกันสำรวจเขตแดนไทยพม่า เมื่อวันที่ 29 เดือนมกราคม 2407

พ.ศ. 2423 ชาวกะเหรี่ยงที่ป้องกันชายแดนไทยพม่าได้พบแห่งคอนกรีตที่เป็นแนวเขตแดนไทยพม่าที่ทำขึ้นในปี พ.ศ. 2407

4. เอกสาร “ลักษณะภาษากะเหรี่ยงโปจังหวัดกาญจนบุรี “ โดยสุวัฒนา เลี่ยมประวัติ

คนกะเหรี่ยงในประเทศไทยอพยพมาจากพม่าทั้งสิ้นสันนิษฐานว่าเข้ามาในสมัยไทยรบกับพม่า คือตั้งแต่รัชสมัยพระไชยราชา สมัยกรุงอยุธยา

5. เอกสาร “ทุ่งใหญ่นเรศวรบนเส้นทางมรดกโลก” โดย ปิ่นแก้ว เหลืองอรามศรี

จากการศึกษาของปีเตอร์ ฮิลตัน พบว่าชาวกะเหรี่ยงได้อาศัยอยู่ในประเทศพม่ามาก่อนที่พม่าจะมาครอบครองดินแดนแถบนี้ ขณะนี้ ซาร์ล เอฤเคยส์ ยืนยันว่าจากหลักฐานคนกะเหรี่ยงได้อยู่ในอยู่บริเวณภาคตะวันออกของพม่ามาก่อน 600-700 ปีมาแล้ว การอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยครั้งใหญ่สู่ดินแดนไทยเริ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2317-2318 โดยประมาณ หรือราวปลายสมัยอยุธยาเข้าสู่แดนไทยทางจังหวัดกาญจนบุรี

6. วรรณคดี และวรรณกรรมไทย ที่พูดถึงคนกะเหรี่ยง

วรรณคดีไทย ขุนช้างขุนแผน “ตอนกำเนิดพลายงาม” ลูกขุนแผนกับนางวันทอง ซึ้งแต่งโดยท่านกวีเอกของไทย ผู้มีนามว่า “สุนทรภู่” ในตอนที่ 24 บรรยายการเดินทางของพลายงาม ที่เดินทางจากสุพรรณบุรี เพื่อจะมาหาคุณย่าคือนางทองประษี ที่จังหวัดกาญจนบุรี สุนทรภู่บรรยายการเดินทางของพลายงามที่ผ่านไร่ของชาวกะเหรี่ยงว่า “ ถึงโคกฆ้องหนองสะพานบ้านกะเหรี่ยง

“ เห็นโรงเรียนไร่ฝ้ายทั้งซ้ายขวา
พริกมะเขือเหลืองงามอร่ามตา
สาลิกาแก้วกินแล้วบินอือ”

อ่านต่อ >>

กะเหรี่ยง
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการอพยพจากประเทศจีน
ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชนชาติไทย
ชนชาติกะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์
ลักษณะบุคคลกะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ ในประเทศไทย
ประชากร
โครงสร้างทางสังคม
ครอบครัว
หมู่บ้าน
ระบบคุณธรรมและจริยธรรม
ประเพณีและข้อห้าม
ศาสนาและพิธีกรรม
ระบบเศรษฐกิจ
การปกครอง
ตำนานชนเผ่า
บรรณานุกรม

กะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงในประเทศไทย
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com