Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กะเหรี่ยง

กะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงในประเทศไทย

โดย ชารล์ส คาย์ส แปลเก็บความ/คมลักษณ์ ไชยยะ

กะเหรี่ยงในพงศาวดารโยนก

เจ้าเมืองเชียงใหม่ (กาวิละ) สั่งให้พระอุปราชไปตรวจตราชายแดนจากเมืองยวมไปยังตะวันตกยังสาละวิน อุปราชสังเกตว่าเมืองยางแดงตั้งเรียงรายอยู่บนฝั่งตะวันตกของสาละวินและมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระเจ้า Ava อุปราชได้ชักชวน Fa Fo หรือ พระโฟ ซึ่งเป็นข้าเมืองของเมืองยางแดงไปทำสนธิสัญญากระชับความสัมพันธ์กัน (Prachakitcakoracak 1964: 479 แปลโดยคายส์)

ในข้อมูลยวน-สยาม ผู้เป็นเจ้าของหัวเรื่องที่แปลว่า “บันทึกการทำสนธิสัญญาระหว่างเชียงใหม่และประเทศกะเหรี่ยงแดง” มันถูกล่าวถึงว่าเป้าหมายของการทำสนธิสัญญา เพื่อที่จะเกณฑ์กำลังความช่วยเหลือของคะยาห์ในการจัดเตรียมชาวยวนกับการเริ่มเตือนภัยก่อนกองทัพพม่าคืบหน้ามาถึง (Sanguan 1972B: 546) พงศาวดารโยนกยังบอกต่ออีกว่า

พิธีให้สาบานตามขบนประเพณีกะเหรี่ยงแดง ได้ถูกจัดขึ้นที่ตำบลสายาที่ทอดตัดข้ามผ่านสาละวิน พิธีกรรมที่ประกอบขึ้นของการฆ่าควาย และนำเอาเลือดของมันและผสมกับของเหลว เพื่อให้เกิดเป็น “น้ำแห่งความซื่อสัตย์” เขาของควายถูกแบ่งออก ข้างหนึ่งได้นำไปยังเมืองยางแดงและอีกอันไปยังเมืองเชียงใหม่เพื่อเก็บรักษาไว้ ต่อมาการสาบานถูกทำขึ้นโดยทั้งสองฝ่าย “เหมือนกับยาวนานดังเช่นน้ำในสาละวินไม่มีวันหายไป และเขาควายที่ไม่ตั้งตรง และถ้ำช้างเผือกที่ไม่ทลาย เมืองเชียงใหม่และเมืองยางแดงจะเป็นพันธมิตร” จากนั้นมา เมืองยางแดงและเมืองเชียงใหม่จึงเป็นพันธมิตรกัน (Prachakitcakoracak 1964: 479; แปลโดยคายส์)

สนธิสัญญาสองสำนวนนี้ได้ให้ไว้ในรายงานของคณะกรรมการสยาม-อังกฤษ J.C. Scott ขณะนั้นกำกับดูแลในรัฐชาน ได้ให้คำอธิบายตามมาบนฐานข้อมูลสนับสนุนโดยผู้นำคะเรนนีที่ไม่ได้ระบุชื่อบางคน

มันคือ...ยืนยันว่าหลายต่อหลายปีที่ผ่านมา ตัวแทนของเชียงใหม่และคะเรนนีตะวันออกได้พบกันเพื่อกำหนดเส้นพรมแดนตะวันออกแม่น้ำสาละวิน ควายจำนวนมหาศาลถูกฆ่า และพวกเขาดื่มเลือดและกินเนื้อสดๆโดยสองฝ่าย และทั้งลาวและคะเรนนีนำเขาควายอันหนึ่งออกไปเป็นเหมือนกับสัญญะและสัญลักษณ์ภายนอกของการตกลงเหนือเส้นพรมแดน สิ่งนี้ถูกกล่าวว่าเคยกำหนดขึ้น โดยนำเอาควายผูกหลวมๆอยู่บนจุดสูงสุดของแถว และเอาตั้งตรงเครื่องหมายอยู่บนเส้นที่เขาติดตามไป พื้นที่ของการพบกันถูกเรียกว่า Kwegyo Taung ในความทรงจำของการตั้งถิ่นฐานและเขาควายทำโดยคะเรนนีที่ยังถูกปกปักรักษาไว้ที่ Sowlon โครงกระดูกของควายที่ถูกฆ่าเป็นที่กลายว่ายังคงอยู่ในถ้ำบน Kwegyo Taung ภูเขาลูกนี้อยู่ที่ไหนฉันไม่สามารถกำหนดได้ แต่มันดูเหมือนจะอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ขงอเมืองเส (หรือเมืองเชของสยาม) สอดคล้องกับเขาควายที่มันถูกพูดถึงว่านาจะถูกพบในเชียงใหม่ (รัฐบาลแห่งอินเดีย, กระทรวงต่างประเทศ 1890:1059)

W.A. Archer เป็นหนึ่งในคณะกรรมการและกงศุลอังกฤษที่เชียงใหม่ ได้รับคำอธิบายอีกอย่างจากคะยาห์ที่อาศัยในหุบเขาแม่ปายตะวันออกของสาละวินและตะวันตกของแม่ฮ่องสอน

คะเรนนีและเชียงใหม่ได้ทำข้อตกลงที่สะท้อนว่าควายจะถูกยิงและถ้าหากว่ามันล้มลงบนทางขวาหรือฝั่งตะวันออก คะเรนนีจะได้ประเทศขึ้นไปถึงขุนยวมและแม่ฮ่องสอน แต่ถ้ามันล้มลงทางขวาหรือฝั่งตะวันตก พวกเขาจะได้เพียงประเทศที่ประชิดติดสาละวิน ควายล้มบนฝั่งตะวันตกและคะเรินนีได้เพียงอาณาเขตแดนที่พวกเขาในปัจจุบันอาศัยอยู่ เขาควายข้างหนึ่งถูกเก็บรักษาโดยเชียงใหม่และคะเรนนีตามลำดับ ในความเข้าใจว่าความสงบสันติจะปกปักรักษาอยู่ทั้งสองฝั่งจนกระทั่งเข้าควายกลายเป็นแนวตรง (i.e.ตลอดกาล) (รัฐบาลแห่งอินเดีย, กระทรวงต่างประเทศ, 1890: 1096)

สอดคล้องกับคำอธิบายยวน-สยามใน “บันทึกการทำสนธิสัญญา” ในระหว่างช่วงเวลาเมื่อพระยาช้างเผือกปกครองเหนือเชียงใหม่ (1813-21) เขาส่งลูกชาย “เพื่อทำการตรวจตราบริเวณชายแดนและปาโปได้ทำน้ำ (แห่งความจงรักภักดี) ผู้ปกครองของประเทศกะเหรี่ยงแดงอยู่ที่ท่าสายดังที่เป็นมาก่อนนี้ (Sanguan 1972A: 546) สิ่งนี้ได้เสนอว่าคันทราวดีถูกพิจารณาว่าเป็นขุนนางรับใช้กษัตริย์มากกว่าพันธมิตร และตำแหน่งของคะยาห์อาจเป็นไปได้มากที่สุดี่จะไม่ได้รับการยอมรับ พื้นฐานของสัมพันธภาพในช่วงแรกเป็นเหมือนกับได้เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันกับอนาคตที่พม่าโจมตี ผาปูนต้องการที่จะป้องกันรัฐเล็กๆที่เพิ่งก่อขึ้น และผู้ปกครองเชียงใหม่ต้องการที่จะป้องกันพรมแดนที่เขาครอบครอง

ในปี 1836 คะยาห์ ผู้ที่อังกฤษอธิบายเรียกว่า Sawlasa และไทอธิบายว่า Rasa ได้นำเอาผู้ติดตามบางส่วนและตั้งรกรากที่แม่สะมาทอยู่ใกล้กับแม่ฮ่องสอนในปัจจุบันนี้ ซอว์ละสา (i.e. ข้าระสา) ถูกพูดถึงว่าเคยเป็นลูกชายของ Papawgyi ชายผู้ที่พบคันทราวดีและเป็นบรรบุรุษของเขาด้วย สอดคล้องกับคำอธิบายที่ได้ให้อังกฤษโดยหัวหน้าพระในศาสนาพุทธของคันทราวดีว่า ซอว์ละสาถามรองเจ้าอาวาสที่อนุญาตจากผู้ปกครองของ Ava (ผู้ที่ไม่น่าเป็นไปได้มากที่สุด และได้พูดว่าเป็นอลองพระยา) ก่อนการก่อตั้งถิ่นฐานของเขา คำอธิบายของยวน-สยาม กล่าวว่าซอว์ละสาแตกหักกับพ่อของเขา แล้วจึงนำผู้ติดตามของเขาไปสร้างชุมชนขึ้นใหม่ เขาได้ถูกจับในปี 1837 ในคำสั่งของผู้ปกครองเชียงใหม่ไปยังกรุงเทพฯ ที่ซึ่งเขาถูกให้การอนุญาตโดยเจ้าครองสยามที่อาศัยอยู่ภายในอาณาเขตแดนของเขา ทั้งสองคำอธิบายปรากฎถึงความสำคัญที่เกินจริงในการตั้งถิ่นฐานของซอว์ละสา ซึ่งเรื่องเล่ายวน-สยามกล่าวว่าประกอบด้วยครัวเรือนเพียงยี่สิบหลัง

ต่อมาซอว์ละสาได้ย้ายกลับไปรับช่วงต่อพ่อของเขา และสอดคล้องกับเรื่องราวยวน-สยามว่าตายในปี 1843 การตั้งถิ่นฐานที่เขาเห็นว่าน้อยลงเรื่อยๆ แรกที่สิบครัวเรือนและท้ายที่สุดไม่มีเหลือเลย ครัวเรือนสิบหลังสุดท้าย “ย้ายกลับไปบ้านของพวกเขา” ภายหลังราชการยวนพยายามที่จะเก็บรวบรวมภาษีต้นไม้ที่ตัดในบริเวณพื้นที่ ต่อมาชานจากเมืองม็อกไม (Mawkme) ก่อตั้งขึ้นด้วยตัวพวกเขาเองในแม่ฮ่องสอนและตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรภายใต้อำนาจเชียงใหม่

แม้ว่าคะยาห์ตั้งถิ่นฐานในแม่ฮ่องสอนท้ายสุดโดยไม่มากไปกว่าหนึ่งทศวรรษ คะยาห์ไม่มากนักที่ต่อมากลายเป็นตั้งรกรากถาวรในบริเวณที่เป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอนปัจจุบันนี้ เรื่องราวของการตังถิ่นฐานครั้งแรกอาจจะเป็นพื้นฐานต่อความศรัทธาของคะยาห์ ซึ่งอาศัยในแม่ฮ่องสอนปัจจุบันที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยอยู่ภายใต้อำนาจเจ้าเมืองเชียงใหม่

คะยาห์ ไม่ได้เป็นเพียงกะเหรี่ยง ซึ่งผู้ที่ยวนของเชียงใหม่พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นในช่วงแรกของศตวรรษที่ 19 เท่านั้น บันทึกนอกเหนอนี้ สมาชิกกลุ่มเล็กๆของกะเหรี่ยง ซึ่งอาจจะเป็นสกอว์ ซึ่งเคยตั้งรกราก และโดยการบังคับอย่างมากที่สุดในการปกครองของเชียงใหม่ ดังเช่นช่วงแรกในปี 1783 ในระหว่างผู้ปกครองพระยาช้างเผือก (1813-21) เจ้าหน้าที่รัฐยวนถูกออกคำสั่ง “ให้บังคับชายกว่าร้อยคนและจับเชลยในกลุ่มชาวกะเหรี่ยง (เข้าใจเช่นนั้น) ยาง ไส กระบาง (Yang Suai Kabang) ผู้ที่อาศัยในตะวันตกเฉียงใต้ของเชียงใหม่ เชลยศึกจำนวนมากถูกจับ” (Prachakitcakoracak 1964: 482) ถึงแม้ว่าฉันไม่สามารถค้นหาว่าอะไร คือ ความหมายของ Suai Kabang มันเป็นเหมือนว่ากะเหรี่ยงเหล่านี้เป็นเหมือนสกอว์

ดังนั้น ผลของสงครามอังกฤษ-พม่าในปี 1824-26 อังกฤษได้ควบคุมส่วนของพม่าตอนล่าง ซึ่งอาณาเขตแดนที่รวมเอาประชากรขนาดใหญ่ของสกอว์และกะเหรี่ยงโปว จากบางส่วนของการตกอยู่ใต้อำนาจใหม่ของพวกเขา อังกฤษค้นพบว่ายวนเคยเข้าโจมตีในพื้นที่เพื่อจับผู้คน (รวมทั้งมอญและพม่าบางส่วนเช่นเดียวกับกะเหรี่ยง) ผู้ที่ถูกบังคับย้ายถิ่นในหุบเขาแม่น้ำปิง กะเหรี่ยงบางส่วนส่วนเคลื่อนย้ายไปยังเชียงใหม่ภายหลังที่เคยมีการชักชวนไปเช่นเดียวกันโดยชายผู้หนึ่งที่ได้ร่างแบบราวกับหัวหน้าของกะเหรี่ยงในเขตเชียงใหม่ อังกฤษเคลื่อนย้ายมานำไปสู่จุดจบของการย้ายถิ่นฐานของผู้คนโดยใช้กำลังบังคับ และรับช่วงต่อในการรับส่งกลับประเทศของผู้ที่ถูกจับไปบางส่วน

ในปี 1829 Dr. D. Richardson ผู้แทนของผู้ตรวจการอังกฤษในเมาะละแหม่ง ทำในครั้งแรกของการเดินทางหลายครั้งไปยังเชียงใหม่และประเทศคาเรนนี เขาพบกะเหรี่ยงอาศัยในเมืองยวม (แม่สะเรียง) อาณาบริเวณในพื้นที่ระหว่างยวมและแม่น้ำเมย ณ ตำแหน่งที่พวกเขาบรรจบกัน เขาบันทึกว่ากะเหรี่ยงอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าหน้าที่ยวนที่ส่งจากลำพูน (Blundell 1836: 607-10) กะเหรี่ยงเหล่านี้อาจจะเป็นสกอว์ แม้ว่าทั้งโปว์และสกอว์อยู่ท่ามกลางกะเหรี่ยงที่พลักดันไปตั้งถิ่นฐานในไทยตอนเหนือ (Smeaton 1887:71) ในอาณาเขตแดนปัจจุบันรวมอยู่ในเขตแม่สะเรียง ซึ่งสกอว์ปรากฎขึ้นมาก่อนโปว์

การเคลื่อนย้ายของกะเหรี่ยงไปยังอาณาเขตปกครองของเจ้านครเชียงใหม่ไม่ใช่ผลลัพธ์ทั้งหมดของการบังคับอพยพ ในระหว่างสงครามทำลายล้างระหว่างพม่าและไท ยวนจำนวนมากผู้ที่ตั้งรกรากในบริเวณชายแดนหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัยหรือถูกบังคับด้วยตัวเขาเองที่จะย้ายถิ่นฐานใหม่ในอาณาบริเวณพม่า บางสิ่งบางอย่างในความว่างเปล่าถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ว่างเปล่า โดยยวนและมันค่อนข้างจะเป็นไปได้ว่ากะเหรี่ยงบางส่วนเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณนี้ด้วยการตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง

แม้ว่ากะเหรี่ยงได้รับการกล่าวถึงไปไกลในบันทึกทางประวัติศาสตร์ของยวนมากกว่าที่พวกเขาได้ถูกบันทึกในฝ่ายสยาม แต่พวกเขาได้เริ่มปรากฎขึ้น ดังที่การจำแนกรายละเอียดทางชาติพันธุ์ในประวัติศาสตร์สยามที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาเดียวกัน ดังที่พวกเขาปรากฎไกลออกไปทางตอนเหนือ ในระหว่างสงครามกับพม่า

กะเหรี่ยงบางส่วนปรากฎในการให้การสนับสนุนสยาม ในปี 1775 กะเหรี่ยงถูกกล่าวถึงในพงศาวดารพม่าถึงการที่สยามได้เตรียมตั้งตำแหน่งกำลังพลใกล้กับไทรโยคในจังหวัดกาญจนบุรี ติดต่อกับข่าวกรองการพิจารณาการเคลื่อนทัพของพม่า พวกเขาแสดงบทบาทหน้าที่คล้ายกันอีกครั้งในปี 1786 ใกล้ๆกับต้นน้ำแควน้อยในจังหวัดกาญจนบุรี (Aung Thein 1959: 130, 138; Stern 1971A: 13-14) ด้วยในระหว่างขณะที่สับสนยุ่งยากนี้ กะเหรี่ยงบางส่วน (โปว์เป็นหลักและสกอว์บางส่วน)เคลื่อนย้ายไปยังสยามและกำหนดพื้นที่ด้วยตัวพวกเขาเองภายใต้การปกครองสยาม (บญช่วย ศรีสวัสดิ์ 1963: 104; Stren 1971: 13-14) รวมไปถึง สยามดูเหมือนมีการติดตามปฏิบัติการเดียวกันกับยวนในการบังคับกะเหรี่ยงไปตั้งรกรากในอาณาเขตแดนของพวกเขา (Smeton 1667: 157-59; Stern 1971A: 10-11)

กะเหรี่ยงไม่ได้ตั้งรกราก (โดยสมัครใจหรือไม่สมัครใจ) เพียงในบริเวณชายแดนของสยาม ในแผนที่สยามเก่า ซึ่งจะดูเหมือนเป็นช่วงสมัยจากปี 1827 ชาวบ้านกะเหรี่ยงห้าคนปรากฎในภูเขาระหว่างสระบุรีและโคราชไกลไปทางตะวันออกของกรุงเทพฯ (Kennedy 1970: 325) ในปี 1868 Henri Mouhot พบโดยบังเอิญในหนึ่งของหมู่บ้านเหล่านี้อยู่บนภูเขาในดงพญาไฟที่ราบสูงระหว่างสละบุรีและโคราช

ในโตรกเขาและบนที่สูงที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ใกล้ๆกันนั้น และรบกวนอย่างมากจนเกินไปนั้น ฉันได้พบชาวเขาตัวเล็กๆของกะเหรี่ยงคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนของปาตาวี (Patawi) ผ่านมาได้ไม่นาน ความสงบได้ปกป้องรักษาความเป็นอิสรภาพของพวกเขา พวกเขาอาศัยแยกตัวตัดขาดใกล้กัน เนื่องจากความกลัวอย่างมากในการป้องกันชาวสยามจากการทะลุผ่านเข้ามาหาพวกเขา พวกเขาไม่มีทั้งวัดและพระ พวกเขาเพิ่มขยายพันธุ์ข้าวและกล้วยหลากหลายชนิด ซึ่งถูกพบเพียงในหมู่ชนเผ่าของจุดกำเนิดคล้ายกัน

หลายคนแม้ว่าได้เข้ามาใกล้พวกเขา แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาดำรงอยู่ มันเป็นความจริงว่าพวกเขาค่อนข้างเป็นพวกเร่ร่อน บางอย่างยืนยันว่าพวกเขาจ่ายบรรณาการแต่ละปีด้วยการเก็บเกี่ยวอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นครั่งยางไม้หรือครั่งญี่ปุ่นอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในทางตรงข้ามกัน หน่วยงานปกครองของโคราชและหัวหน้าของสละบุรีหลายคน ปรากฎว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับผู้อยู่ใต้อำนาจ (Mouhot 1868: 293-94; คายส์แปล)

ในปี 1827 C.H. Carpenter ซึ่งเป็นมิชชั่นนารีในหมู่ชาวกะเหรี่ยงของพม่าได้ “ค้นพบ” ชาวกะเหรี่ยงอีกครั้งที่อาศัยในภูเขาระหว่างสละบุรีและโคราช

กะเหรี่ยงไม่มากนักในเขตใกล้เคียงกันนี้ ไม่ได้อยู่มาโดยกำเนิดและไม่ใช่ทั้งที่พวกเขามาจากตะวันออก บรรพบุรุษของพวกเขาถูกจับโดยสยามในครั้งหนึ่งของการบุกโจมตีในเขตเมืองทวาย และถูกนำไปยังพื้นที่ห่างไกลนี้ เพื่อป้องกันพวกเขาหนี กระทั่งที่นี่แยกโดดเดี่ยวจากผู้คนมหาศาล และพวกเขาเป็นอิสระอย่างแท้จริงจากการเก็บภาษี พวกเขาได้ตั้งรกรากท่ามกลางคนลาวและแต่งงานระหว่างกันกับพวกเขา จนกระทั่งเด็กๆได้สูญเสียความสามารถในการใช้ภาษาของพวกเขาเองทั้งหมด หนึ่งหรือสองโหลของผู้อาวุโสยังคงสามารถพูดกะเหรี่ยงและเข้าใจเราได้เป็นอย่างดี แต่นั่นเป็นทั้งหมด (Carpenter 1873: 73)

การอ้างถึงสยามบุกโจมตีไปยังทวายได้เสนอว่าตะวันออกไกลที่สุดที่กะเหรี่ยงอาจจะเคยตั้งรกราก ดังที่เริ่มต้นเหมือนกับช่วงปีท้ายๆของศตวรรษที่ 18 ถ้าหากว่าการกำหนดเวลาของ Kennedy ที่แผนที่ถูกแก้ไข พวกเขาได้ตั้งรกรากอย่างแน่ชัดก่อนปี 1827 มันจะปรากฎว่าภายหลังราวห้าสิบถึงเจ็ดสิบห้าปี กะเหรี่ยงกลุ่มเล็กๆที่ย้ายถิ่นฐานใหม่นี้ได้ยื่นไปถึงตำแหน่งของการผสมกลมกลืนทั้งหมดไปยังการโอบล้อมกลุ่มผู้พูดภาษาไท

แผนที่พิมพ์ขึ้นโดย Kennedy ใส่ในช่วงแรกสุดใช้ในหัวของ “กะเหรี่ยง” ฉันเคยที่ค้นเจอ ฉันเชื่อว่าคำสยามได้รับสืบทอดมากจากคำมอญ กะเหรี่ยง ซึ่งถูกใช้โดยมอญราวกับป้ายฉลากสำหรับผู้พูดภาษากะเหรี่ยง รากศัทพ์นี้เป็นไปได้มากว่าให้กับกะเหรี่ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกะเหรี่ยงโปว์) ซึ่งเคยมีสัมพันธภาพอยู่ร่วมกันกับมอญเป็นเวลานาน ในขณะการทำลายครั้งท้ายสุดของอาณาจักรเพกวนในพม่าตอนล่าง ชาวมอญจำนวนมากหนีไปยังสยามและบางส่วนร่วมกับกองทัพสยามในการต่อสู้กับพม่าของพวกเขา ในบริเวณชายแดนที่ชาวมอญตั้งรกรากและที่การต่อสู้เกิดขึ้น สยามทำการติดต่อกับชาวกะเหรี่ยงเป็นอันดับแรก มันคล้ายกันจริงว่าการติดต่อเหล่านี้ถูกประสานเป็นครั้งแรกโดยชาวมอญ

กะเหรี่ยงอาจจะได้เคลื่อนที่ไปยังสยามด้วยเช่นกันกับมอญ ซึ่งค้นหาทางหนีจากการกดขี่ของพม่า (Stern 1968A: 299) รวมไปถึงกะเหรี่ยงอาจจะเคยถูกกระตุ้นให้เคลื่อนย้ายออกจากบ้านของเขา ดังเช่นผลต่อเนื่องจากความคิดโลกหน้าที่แผ่ยื่นไปสื่อตอนปลายในปี 1820 (Stern 1968A: 305-6) ในอีกด้านหนึ่ง การตั้งรกรากอันดับแรกของกะเหรี่ยงในสยามเหมือนกับในอาณาเขตแดนยวนทางตอนเหนือเป็นการหน้าที่ทั้งของการอพยพด้วยกำลังบังคับโดยสยามและการอพยพด้วยความสมัครใจโดยกะเหรี่ยงในการสนองตอบต่อเหตุการณ์ในพม่าและต่อความไม่สงบภายในสังคมของพวกเขาเอง มากที่สุดในกะเหร่ยงที่ตั้งถิ่นฐานในสยามกับไม่เพียงได้รับความยกเว้นพิเศษ ดังเช่น ผู้ที่ไปยังภูเขาระหว่างสละบุรีและโคราชที่ได้พบบ้านในเขตภูเขาของกาญจนบุรีและจังหวัดตาก

โดยสรุป การปรากฎของกะเหรี่ยงเป็นรายละเอียดทางชาติพันธุ์ที่มีความหมายสำคัญในโลกทัศน์ไทของยวนและสยามที่เกิดขึ้นในระหว่างปี 1770 และ 1820 รัฐคะยาห์ของคันทราวดี ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นบนชายแดนตะวันตกของเชียงใหม่ดึงดูดความสนใจของผู้ปกครองยวนเนื่องจากพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของมัน แม้ว่าผู้บุกเบิกและตั้งถิ่นฐานร่วมสมัยของคะยาห์ภายในชายแดนของรัฐยวนไม่ได้คาดการณ์ก่อนว่าการเคลื่อนไหวสำคัญของคะยาห์ไปยังไทยเหนือ แต่จำนวนมหาศาลของกะเหรี่ยงสกอว์และโปว์มาถึงอย่างไม่เต็มใจบางครั้งและบางครั้งก็เต็มใจที่จะก่อตั้งบ้านอย่างถาวรขึ้นในอาณาเขตแดนยวน สกอว์และโปว์ตั้งรกรากด้วยกันเช่นกันและเริ่มต้นเหมือนผลจากท้งการผลักดันและเติมเข้าไปในอาณาเขตแดนของกษัตริย์สยาม ดังที่กะเหรี่ยงเริ่มต้นพัฒนาสัมพันธภาพโดยเฉพาะกับยวนและสยาม และโครงสร้างใหม่ด้วยวิธีใดเหล่านี้ สัมพันธภาพสามารถถูกจัดระเบียบเริ่มต้นไปสู่การวิวัฒนาการ

อ่านต่อ >>

กะเหรี่ยง
ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการอพยพจากประเทศจีน
ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชนชาติไทย
ชนชาติกะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์
ลักษณะบุคคลกะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆ ในประเทศไทย
ประชากร
โครงสร้างทางสังคม
ครอบครัว
หมู่บ้าน
ระบบคุณธรรมและจริยธรรม
ประเพณีและข้อห้าม
ศาสนาและพิธีกรรม
ระบบเศรษฐกิจ
การปกครอง
ตำนานชนเผ่า
บรรณานุกรม

กะเหรี่ยงในประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์ของกะเหรี่ยงในประเทศไทย
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com