Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

เกาหลี (KOREA)

วัฒนธรรมและศิลปะ

เกาหลีเป็นชาติบนคาบสมุทรที่ได้พัฒนาลักษณะที่เฉพาะตัวหลายอย่างของประชาชนอันเนื่องมาจากลักษณะพิเศษทางภูมิประเทศ  มหาสมุทรและภาคพื้นทวีปที่ลาดเอียงประกอบกันเป็นพื้นฐานให้เกิดการสร้างเอกลักษณ์ของประชาชน  ซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรมและศิลปะของประเทศ  การเป็นคาบสมุทรยังมีส่วนทำให้สภาพทางวัฒนธรรมที่แวดล้อมทั้งภายนอกและศูนย์กลาง  จากมุมมองภายนอกที่วัฒนธรรมแบบภาคพื้นทวีปซึ่งหลั่งไหลเข้าสู่คาบสมุทร  ในขณะที่ปัจจัยของวัฒนธรรมในศูนย์กลางมีผลมาจากวัฒนธรรมภายนอกที่แผ่ขยายเข้ามาและทำให้มีการปรับเปลี่ยนเป็นการสร้างศูนย์กลางใหม่ขึ้นมา  ภายใต้อิทธิพลของสภาพภูมิประเทศ  ชาวเกาหลีได้พัฒนาความรักในสันติภาพ  นอกเหนือไปจากบุคลิกภาพที่ไม่อยู่นิ่งยังทำให้เกิดการคิดสร้างสรรค์อย่างพิจารณาโดยการไต่ตรอง  การมองโลกในแง่ดียังทำให้เกิดวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกทางอารมณ์ วิจิตรศิลป์

ประติมากรรมของเกาหลีที่เก่าแก่ที่สุดเป็นที่รู้จักกัน  คือ  หินแกะสลักบนหน้าผาริมฝั่งแม่น้ำ  ที่ชื่อว่า  บันกูแด  ในอุลซัน  เครื่องปั้น  กระดูกและหินรูปคนและสัตว์  ได้ขุดค้นพบในส่วนต่าง ๆ ของประเทศในที่ตั้งหมู่บ้านยุคหินใหม่  เครื่องดินเผารูปแบบคลื่นซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะในยุคนี้ซึ่งถูกแทนที่ด้วยลวดลายแบบเส้นโค้ง  และเริ่มมีการเกษตร  สิ่งของจากยุคก่อนประวัติศาสตร์บางชิ้นที่พบในเกาหลีมีศิลปะแบบนามธรรม  สันนิษฐานได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์เพื่อจุดประสงค์ด้านศาสนา มีการทำวัตถุสำริดหลายชนิด  แต่ธรรมเนียมแบบยุคหินใหม่ยังคงอยู่และศิลปะในยุคนี้มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาอย่างใกล้ชิด  ระหว่างยุคสามอาณาจักร  เมื่อระบบสังคมเปลี่ยนแปลง  ศิลปะเกาหลีดูเรียบง่ายและแข็งแรง  อย่างไรก็ตาม  ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา  ทำให้ศิลปะมีความงดงามด้วยเนื้อหาและเทคนิคทั้งสามอาณาจักรมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  งานประติมากรรมสมัยโกกุริว (37 ปี ก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ.688)  สมัยแบกเจ (18 ปีก่อนคริสตศักราช ค.ศ.660)  และสมัยชิลลา (57 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ.935)  ซึ่งจะเห็นได้จากรพระพุทธรูปตัวอย่างที่สำคัญของยุคโกกุริว คือ พระตถาคตเจ้าเป็นพระพุทธรูปยืนสำริดปิดทอง  และพระพุทธรูปเมตรัยเป็นพระพุทธรูปสำริดปิดทองเช่นเดียวกันในอิริยาบถนั่งสมาธิทั้งสองอย่างนี้งดงามด้วยพระพักตร์มีรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความเมตตา ส่วนประติมากรรมของแบกเจ  เช่น  พระพุทธรูปศิลาที่แกะสลักบนหน้าผาที่ซิวซัน  พระพักตร์มีรอยยิ้มเป็นองค์ประกอบสำคัญของศิลปะแบกเจ  ถึงแม้ว่าเทคนิคในงานศิลปะแบบเหมือนจริงของศิลปะยุครวมชิลลาซึ่งมีความสามัคคีปรองดองด้านการเมืองในสังคม  ระหว่างยุคนี้ศิลปะโลหะได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างดียิ่ง  หลุมศพของพวกขุนนางของชิลลา  นักโบราณคดียังได้พบสิ่งของที่มีค่าจำพวกเครื่องทองของกษัตริย์และราชินี  รวมทั้งมงกุฎ  ต่างหู  สร้อยคอ และเข็มขัด  มงกุฎทองเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถในทางศิลปะอย่างยอดเยี่ยม  ซึ่งมีการแกะสลักลายเส้นประดับประด้วยรูปทรงส่วนคล้ายต้นไม้บนมงกุฎ  ส่วนที่ห้อยย้อยลงมาทำด้วยทองคั่นด้วยหยก  รูปหยดน้ำเป็นสายงดงามรวมถึงตั่งหูที่มีการผสมผสานลวดลายอย่างประณีตและงามยิ่ง   นอกจากนี้ช่างฝีมือในยุคซิลลายังมีฝีมือในการสร้างระฆังในวัด  ระฆังสำริดเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี  มีการออกแบบสวยงาม  เสียงดังกังวานและขนาดใหญ่น่าทึ่ง  ปลายศตวรรษที่ 8  ระฆังของพระเจ้าเซียงดอกหรือระฆังเอมิลเล  เป็นระฆังที่มีชื่อเสียงและมีขนาดใหญ่ที่สุดในเกาหลี  เป็นปฏิมากรรมทรงดอกบัวประดับด้วยรูปดอกไม้ลายเปลวเพลิง  และเทพธิดาจากสวรรค์  ความสามารถในเชิงศิลปะในยุคโกคูรยอ (ช่วง 918 – 1392)  ได้พัฒนาการทำเครื่องเคลือบศิลาดลเจริญถึงขีดสุด  ด้วยสีสันที่สวยงามโดยเฉพาะสีเขียวหยก  และสิ่งของต่าง ๆ ได้แก่  โถ  เหยือกใส่ไวน์  จาน  ถ้วย  ภาชนะเผาเครื่องหอม  และแจกันดอกไม้  รวมทั้งมีเครื่องประดับที่งดงามด้วยการแกะสลักนูน  ฝังด้วยมุกหรือโลหะ  จากศิลาดลเหล่านี้ผลิตขึ้นระหว่างศตวรรษที่  12 และ 13  ใช้สำหรับชื่นชมมากกว่าที่จะนำมาใช้สอย  อาจกล่าวได้ว่าศิลาดลนี้ทำขึ้นด้วยจิตวิญญาณนอกเหนือจากชีวิตจริง  เทคนิคการทำศิลาดลมาจากราชวงศ์ซ้องของจีนในยุคโกคูรยอ (ช่วง 960 – 1279 )  แต่อิทธิพลของจีนได้สูญหายไปในช่วงแรกของศตวรรษที่  12  ภายหลังชาวเกาหลีได้ประดิษฐ์คิดค้นจนมีความงดงาม  รวมถึงเทคนิคการฝังมุกหรือโลหะ  และการแกะสลักลวดลายลงในเนื้อดินเหนียว  แล้วใช้สีดำและสีขาวเติมลงไปในร่องเล็กตามเส้นลวดลาย  วัตถุที่เกินจะถูกขูดออกมาก่อนนำไปเผา   การออกแบบเหล่านี้ประยุกต์จากวิธีการง่าย ๆ และมีข้อจำกัดในระยะแรก เป็นผลทำให้ได้ภาชนะศิลาดลที่มีลักษณะบางและสวยงาม  แต่ปลายศตวรรษที่  13  การออกแบบใช้ลวดลายที่นิยมกัน  แต่ไม่พิถีพิถัน  ต่อมาการออกแบบลวดลายหยาบขึ้นหลังจากการรุกรานของมองโกล  ทักษะการทำศิลาดลหายไปในศตวรรษที่ 14  แต่ได้มีการนำกลับมาทำใหม่โดยช่างฝีมือรุ่นปัจจุบัน  ซึ่งได้อุทิศตนและแรงงานเพื่อฟื้นฟูศิลปะการทำชองจา  ซึ่งเป็นศิลาดลสีฟ้าเขียวแบบโกคูรยอ  ได้พัฒนาเป็น  เครื่องลายครามสีขาวของโชซอน  ศิลปินเครื่องปั้นดินเผาของโชซอน เริ่มทำเครื่องปั้นดินเผาบุนชอง  ซึ่งเป็นภาชนะกระเบื้องเคลือบสีเทาปนเขียวสอดลายขาวต่อมาได้พัฒนาเป็นเครื่องลายครามสีขาว  สังคมในสมัยโชซอนได้รับอิทธิพลสำคัญจากลัทธิขงจื้อการเปลี่ยนแปลงจากการปกครองโดยชนชั้นสูงที่เป็นแบบตามสบายในสมัยโกคูรยอสู่การมีแนวคิดทางสังคมของลัทธิขงจื้ออย่างจริงจัง  สะท้อนภาพให้เห็นในศิลปะกระเบื้องเคลือบในสมัยนั้น  เครื่องลายครามสีขาวที่วาดลวดลายอย่างเรียบง่ายจะมีรูปทรงโค้งมากกว่าเครื่องเคลือบศิลาดลของยุคโกคูรยอ  ในสมัยโชซอน  เตาเผาอยู่ในความควบคุมของรัฐบาล  รวมทั้งการผลิต  เครื่องลายครามสีขาวจะเขียนลายสีฟ้า  ปกติจะเป็นลายซาคุนจา (ต้นไม้สี่ชนิดตามความนิยมและสัญลักษณ์ทางศิลปะ)  ได้แก่  ดอกพลัม  กล้วยไม้  เบญจมาศและต้นไผ่  นอกจากนี้ออกแบบลวดลายเป็นรูปดอกบัว  และต้นหญ้าในฤดูใบไม้ร่วง  ขณะนี้มีการศึกษาวิจัยเครื่องลายครามของโชซอน  และมีการนำกลับมาใช้อีกครั้ง  ถือเป็นผลดีแก่ศิลปินเครื่องปั้นดินเผาปัจจุบัน ช่วงทำเครื่องลายครามพยายามนำศิลปะในสมัยก่อนมาใช้  ซึ่งเห็นได้ที่เมืองอินชอน  เมืองเล็ก ๆ ห่างจากกรุงโซล  ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง  สถาปัตยกรรมของเกาหลีสามารถแบ่งได้สองแบบหลัก ๆ ตามรูปแบบ  คือ  การออกแบบที่ใช้ในพระราชวังและวัด  สถาปนิกเกาหลีโบราณจะใช้ระบบเสาและคาน  ส่วนบ้านทั่วไปจะใช้ฟางหรือหญ้ามุงหลังคา  และมีออนดอล เป็นการทำความร้อนที่พื้น คนชั้นสูงมักสร้างบ้านหลังใหญ่และมุงหลังคาด้วยกระเบื้องมุงเป็นรูปโค้งอย่างงดงามและรับน้ำหนักด้วยชายคาที่ลาดและซ้อนขึ้นไปเล็กน้อย  สถาปนิกที่จะคำนึงการประสานโครงสร้างสิ่งก่อสร้างกับธรรมชาติแวดล้อม  การออกแบบของสถาปนิกโบราณ  มักจะออกแบบอาคารที่มีโครงสร้างเป็นไม้  มัวยังซูชอน (ศาลาแห่งชีวิตที่ไม่มีความตาย)  อยู่ที่วัดบุกกุกซา ในยองจู  จังหวัดเกียงซังบุก-โด  อาจคาดได้ว่าสร้างขึ้นใน ศตวรรษที่  13  สถาปัตยกรรมแบบตะวันตก  เช่น  โบสถ์และอาคารสำนักงานสำหรับสถานทูตของต่างชาติ  เริ่มเข้าสู่เกาหลีตอนปลายศตวรรษที่ 19  สร้างโดยสถาปนิก  และวิศวกรจากต่างประเทศ  ตั้งแต่ทศวรรษ 1960  เกาหลีเริ่มเป็นประเทศอุตสาหกรรม และมีความเป็นเมือง  รัฐบาลดำเนินงานตามแผนพัฒนา  มีอาคารเก่าที่สวยงามจำนวนมากถูกรื้อถอนและถูกแทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างอื่น  อย่างไรก็ตามเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการประชุมโดยพิจารณาแนวคิดที่จะประสานโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างให้กลมกลืนกับธรรมชาติแวดล้อมกลับมาใช้อีกครั้ง

อ่านต่อ >>

ยุคสามก๊ก
ยุคอาณานิคมของญี่ปุ่นและสงครามโลก
การแบ่งแยกประเทศ
วัฒนธรรมและศิลปะ
วรรณกรรม
จิตรกรรม
ดนตรีและนาฏศิลป์
ละครและภาพยนตร์
พิพิธภัณฑ์และโรงละคร
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com