Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม

หาว่าผู้เฒ่าพูดปดว่าพระเมตตา ธิดาน้อยหยุดกันแสงฟังโฉลก

เมื่อพระราชาเมี่ยวจ้วนได้ข่าวมเหสีได้ประสูติพระธิดา ในจิตใจรู้สึกไม่ยินดีเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อได้รู้ว่า ขณะประสูตินั้นมีความพิสดารมากมาย คิดถึงตอนที่พระนางเป่าเต๋อจะทรงตั้งพระครรภ์นั้นมีพระสุบินที่มงคล คิดว่าอย่างไรเสียลูกน้อยนี้คงมีบุญญาธิการบ้าง จิตใจค่อยปลอบประโลมขึ้นมาบ้าง จึงได้พระราชทานพระนามว่า เมี่ยวส้าน
      เมื่อประชาชนทราบข่าวว่าพระราชามีพระราชธิดาเพิ่มอีกพระองค์หนึ่ง ทุกคนต่างดีใจโลดเต้นจนเกิดการเฉลิมฉลองกันยิ่งใหญ่ พระราชาเมี่ยวจ้วนก็ทรงพระราชทานจัดเลี้ยงแก่เหล่าขุนนางในพระราชวังเป็นเวลา 3 วัน กลางนครหลวงของซิ่นหลินประเทศจึงครึกครื้นรื่นเริง ทุกแห่งหนประดับประดาด้วยโคมไฟหลากสี มีการเล่นมหรสพสมโภชเฉลิมฉลอง บรรยากาศแห่งความปีติยินดีพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า เสียงแห่งความปีติยินดีครึกโครม เป็นบรรยากาศแห่งความสนุกสนานโดยปกติประชาชนก็อยู่ดีกินดีอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อมีงานมหามงคลอีกย่อมเพิ่มความสนุกสนานเป็นที่ยิ่ง
      ในงานเฉลิมฉลองวันที่สาม พระราชาเมี่ยวจ้วนได้มีพระบัญชาให้นางกำนัลนำพระธิดาเมี่ยวส้านออกมาให้เหล่าขุนนางได้ชมพระบารมี โดยไม่คาดคิด เมื่อพระธิดามาถึงหน้าบัลลังก์ ได้ประสบกับกลิ่นสุราเมรัยและของคาวเท่านั้นก็ปล่อยเสียงร้องจ้าขึ้นมา คิดอยากจะให้หยุดร้องจึงป้อนนมให้แต่ก็ได้ผล ทำให้พระนมมือไม้สั่นไปหมด เหล่าขุนนางจึงวางจอกเหล้าลง ราชาเมี่ยว จ้วนทรงไม่พอพระทัย ในขณะนั้นมีมหาดเล็กเข้ามาถวายบังคมว่า ที่หน้าประตูวัง มีชายผอมชราผู้หนึ่งบอกว่าเขามีของกำนัลจะถวายพระธิดา ขอเข้าเฝ้าพระราชาเมี่ยวจ้วน
      ราชาเมี่ยวจ้วนทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้า ก็ได้พบนักพรตผู้อาวุโสผู้หนึ่ง ลักษณะเหมือนสามัญชน ราชาเมี่ยวจ้วนจึงตรัสถามว่า ท่านผู้เฒ่ามีนามว่าอะไร เป็นคนถิ่นไหน วันนี้มาที่นี่ประสงค์อันใดรีบบอกมาโดยตรง ผู้เฒ่าเอ่ยว่าข้าแต่พระราชาผู้เจริญทรงถามข้าพระพุทธเจ้าขอถวายรายงานสาเหตุแห่งการมาของข้าพเจ้าเสียก่อน เพื่อให้พระองค์ทรงทราบข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบข่าวว่า ราชาแห่งข้าพระพุทธเจ้าได้มีพระราชธิดาเพิ่มอีกหนึ่งพระองค์แล้วมีการเลี้ยงฉลองใหญ่ ดังนั้นจึงรีบมาเป็นกรณีพิเศษเพื่อแสดงความยินดีเป็นประการแรก ประการที่สอง ต้องการบอกถึงความเป็นมาของพระราชธิดาควรจะทรงทราบไว้ว่า พระราชธิดาองค์นี้คือพระเมตตาลงมาประสูติ เพื่อฉุดช่วยชาวโลกที่มีเคราะห์ ขอพระองค์อย่าได้ทรงดูแคลนพระธิดาองค์นี้ พระองค์จะนำพาเหล่ามนุษย์ให้สำเร็จเป็นพุทธะ
      ราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังดังนั้นก็ทรงหัวเราะลั่นว่า คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าผู้มีอายุมากผู้นี้จะพูดจาตลบตะแลง พระผู้เมตตากลับไม่เสวยสุขที่แดนสุขาวดีกลับจะตกอยู่ในแดนโลกีย์และฆาตเคราะห์ มากำเนิดในที่แห่งนี้ มาเป็นสามัญชนธรรมดา จะมีเหตุผลเป็นเช่นนี้หรือยังจะมาพูดว่า เหล่ามนุษย์เป็นพุทธะอะไรอีก ที่แท้เจ้าก็ตาเฒ่าที่หลอกลวง เจ้าคิดว่าจะโกหกสำเร็จหรือ ผู้เฒ่าตอบว่าพระราชาไม่ทรงรู้อะไร ในพุทธเขตขันธสีมา ส่วนใหญ่มีความคิดที่จะหลุดพ้นจากโลก และก็ไม่มีผู้คิดจะติดอยู่ในโลกนี้ตั้งแต่แรก เป็นเพราะพระผู้เมตตาเห็นว่าชาวโลกมีเคราะห์กรรมหนัก ความทุกข์ยากที่จะมลายไป ดังนี้จึงได้ตั้งมหาปณิธานที่จะฟังเสียงทุกข์แล้วทรงฉุดช่วย ตอนนี้ก็จุติสู่โลกแล้ว หาใช่เหตุบังเอิญไม่ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นใครหรือ กล้าดีอย่างไรที่จะเท็จทูลต่อพระราชา เรื่องนี้เป็นความจริงพระเจ้าค่ะ

      ราชาเมี่ยวจ้วนตรัสว่า ถ้าคำพูดของตาเฒ่าเป็นความจริงที่พระผู้เมตตาจะมีปณิธานเข้าสู่โลกเพื่อฉุดช่วยเคราะห์กรรม ก็น่าที่จะมีกายเป็นชาย ไม่สมควรเกิดมาเป็นหญิง ซึ่งผิดจากเรื่องปกติวิสัย ข้าก็ยังมีจุดที่ไม่เชื่ออยู่ ผู้เฒ่าฟังแล้วก็ทูลว่า เจริญพร ! เจริญพร! เหตุสัมพันธ์อันนี้จะทูลให้พระราชาเข้าใจได้อย่างไรเมื่อไม่ทรงเชื่อก็ตามพระทัย คอยดูต่อไปก็จะรู้ได้เองสักวันหนึ่ง ตอนนี้ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่สมควรจะโต้แย้ง
      ขณะที่ตอบโต้กันอยู่นั้นพระธิดาที่อุ้มอยู่ในอ้อมอกนั้นก็ร้องไห้ใหญ่ เมื่อราชาเมี่ยว จ้วนฟังเสียงร้องไห้ของพระธิดา ในพระทัยเต้นกระตุกจึงถามตาเฒ่าว่าถ้าพูดเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าที่รู้ความเป็นมาของเหตุแห่งอดีตชาตินับว่าเป็นผู้บำเพ็ญธรรม ขณะนี้ลูกน้อยของข้าร้องไห้โฮใหญ่ ที่แท้เพราะสาเหตุอันใด ท่านรู้หรือไม่รู้
      ตาเฒ่าหัวเราะฮาฮ่าแล้วว่า รู้ซิ ! รู้ซิ ! ทั้งหมดมีเหตุและผล ไม่มีอะไรที่ไม่รู้ พระธิดากันแสงเรียกว่ามีมหาเมตตา เพราะว่าพระธิดาเห็นพระราชาจัดงานเลี้ยงฉลองวันประสูติยิ่งใหญ่ ไม่รู้ว่าได้ฆ่าชีวิตวัว แพะ หมู ไก่ ไปเท่าไร พวกหอย กุ้ง ปู ปลา นับไม่ถ้วน ทำลายชีวิตมากมาย เพียงเพื่ออร่อยปากท้องของพวกเรา เป็นการเพิ่มบาปกรรมให้แก่ตนเองนับไม่ถ้วน ดังนั้นจึงทนไม่ได้ จึงได้กันแสงเป็นการใหญ่ หลักแห่งเมตตาธรรม มิใช่กำหนดไว้เฉพาะแต่มนุษย์เท่านั้น สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายล้วนครอบคลุมถึงหมด แม้แต่ต้นหญ้าใบไม้ก็ให้ความเมตตาเสมอเหมือนกัน
      ราชาเมี่ยวจ้วนตรัสถามว่า ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าจะมีวิธีอะไรที่จะทำให้ลูกน้อยไม่ร้องไห้ ตาเฒ่าตอบว่า มี มี มี ให้ข้าพระพุทธเจ้าได้กล่าวโศลกหนึ่ง เมื่อพระธิดาได้ฟังแล้วก็จะไม่กันแสง ว่าแล้วเขาก็เดินไปที่ข้างพระธิดาเมี่ยวส้าน เอามือลูบที่กลางกระหม่อม แล้วกล่าวเป็นโศลกว่า
      อย่ากันแสง อย่ากันแสง กันแสงทำให้สติลืมเลือน ปิดกั้นความฉลาด อย่าได้ลืมปณิธานแห่งมหาเมตตา จิตนางผู้เข้าสู่โลกต้องรู้ว่ามีมหาเคราะห์ถึงสามพัน ล้วนต้องการให้ท่านไปช่วย กุศลสามพันรอคอยท่านไปทำ อย่ากันแสง จงฟังเสียงอริยะ
      พูดแล้วก็แปลก พอผู้เฒ่าพูดเช่นนั้น พระธิดาเมี่ยวส้านทำ เหมือนเข้าใจอย่างนั้น เงี่ยกรรณฟัง เบิกเนตรดูผู้เฒ่านั้น ซึ่งก็ได้จัดการตามความคิดของเขา จึงหยุดกันแสงทันที ดวงเนตรน้อย ๆ ทั้งคู่จับจ้องอยู่ที่ผู้เฒ่า ทำให้ราชาเมี่ยวจ้วนกับเหล่าขุนนางทั้งตำหนักตื่นตระหนกต่างมองหน้ากัน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแปลกประหลาด
      ในขณะนั้นผู้เฒ่าก็เอ่ยขึ้นว่า ตอนนี้พระธิดาเงียบแล้ว ตาเฒ่าก็ไม่อาจอยู่นานได้ ขอลาแล้ว พูดจบก็หันมาคำนับราชาเมี่ยวจ้วนหนึ่งครั้งประสานแขนขาด้วยกัน ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ภายใต้ดวงตานับร้อยคู่ในตำหนักนั้น เห็นเขาเดินตัวเบาเหมือนเหาะ ท่าทางไม่เหมือนผู้เฒ่าเลย ขณะนั้นราชาเมี่ยวจ้วนรู้แล้วว่าเขาเป็นอริยบุคคลชั้นสูง ขาดการต้อนรับขับสู้น่าเสียดายยิ่ง เมื่อได้สติก็รีบรับสั่งให้มหาดเล็กรีบติดตามไปเชื้อเชิญท่านผู้เฒ่ากลับบมา เรียนให้เขาทราบว่าราชายังมีเรื่องอื่นที่จะปรึกษา ต้องเชิญเขากลับมาให้ได้ แต่ต้องใช้วาจาสุภาพอย่าได้ทำลายน้ำใจเขาเป็นอันขาด
      เมื่อมหาดเล็กติดตามมาถึงหน้าประตูราชวัง ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของผู้เฒ่า ทั้งหมดจึงได้ขึ้นม้าแยกย้ายกันออกตามหาแม้จะติดตามไปถึงถนนกี่สายก็ไม่มีร่องรอยของผู้เฒ่า เที่ยวถามประชาชน พวกเขาต่างอยู่ท่ามกลางความสนุกสนาน ยุ่งอยู่กับงานเลี้ยงที่รับประทานกันเพลิน ไม่มีใครสนใจว่ามีผู้เฒ่าหรือไม่ ในที่สุดก็สอบถามไม่ได้ความอะไร เหล่ามหาดเล็กหมดปัญญาที่จะคิดติดตาม จึงพากันกลับราชวังเพื่อถวายรายงานต่อพระราชา
      ราชาเมี่ยวจ้วนได้ตรัสกับเหล่าขุนนางว่า เห็นการเดินเหินของผู้เฒ่าก็กระจ่างชัด แค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ก็ให้มหาดเล็กติดตามไป ทำไมจึงหาไม่พบ หรือว่าผู้เฒ่ามีปีกบินอย่างนั้นหรือ เหล่าขุนนางต่างประหวั่นพรั่นพรึง เสนาบดีผู้ใหญ่จึงกราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้าคิดว่าวันนี้เหล่าประชาราษฎร์กำลังเฉลิมฉลองกันอยู่ถนนทั่วทุกสายเนืองแน่นกว่าปกติ ท่านผู้เฒ่าก็เดินเหินราวกับบเหาะเมื่อเขาออกนอกประตูราชวังไปแล้วปะปนอยู่กับฝูงชน ก็ย่อมจะค้นหาไม่พบในทันที ถ้าหากให้เหล่ามหาดเล็กแบ่งสายกันค้นหาไปตามบ้านเรือนทุกหลัง ก็ต้องได้พบผู้เฒ่าแน่นอน พูดยังไม่ทันขาดเสียง เสนาบดีฝ่ายซ้าย คอนาโล ก็ชิงพูดขึ้นว่า ไม่ได้ ! ไม่ได้! วันนี้ประชาชนกำลังเฉลิมฉลองกันอย่างปีติยินดี ถ้าหากเที่ยวเปิดประตูค้นหาแต่ละเรือน ก็จะเป็นการขัดขวางความสุขของพวกเขาหรอกหรือ เป็นการจราจลต่อการฉลอง ตามความเห็นของข้าพระพุทธเจ้า ผู้เฒ่านั้นคงไม่ค่อยจะว่าง เพียงฟังการวิจารณ์ของเขาครั้งเดียวกับกิริยาการไปมา ก็พอจะรู้อย่างคร่าว ๆ ว่าเขาไม่ยอมอยู่รอ ถึงแม้จะค้นหาก็ไร้ประโยชน์ สู้ปล่อยเขาไปเถิด
      ข้าพระพุทธเจ้าเห็นผู้เฒ่าผู้นี้ ส่วนมากมักจะเป็นการอวตารของพระพุทธเจ้า ว่าเขามีข้อบ่งชี้อะไรหรือที่ว่าผู้เฒ่าเป็นพระพุทธะราชาเมี่ยวจ้วนทรงถาม ที่แท้เสนาบดีเฒ่าคอนาโลผู้นั้นมีความศรัทธาต่อพระพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็สามารถนำพระพุทธธรรมมาอธิบายได้ แต่ก็มีบางส่วนน่าเชื่อบ้างถ้าเป็นไปตามคำพูดของท่านเสนาบดี หากเป็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาก็นับว่าโชคดียิ่ง แต่ก็พลาดโอกาสอันดีเช่นนี้ไป ไม่ได้รับคำชี้แนะอะไรเลยสักนิด น่าเสียดายยิ่ง นี่คิดดูแล้วก็ต้องโทษว่าตนเองมีบุญบารมีน้อย ตอนนี้ก็ไม่ต้องพูดแล้ว
      เสนาบดีคอนาโลก็ถวายคำปลอบขวัญแก่ราชาเมี่ยว จ้วนสักครู่ จากนั้นทั้งราชาและขุนนางก็ดื่มต่ออีกครู่หนึ่ง จึงค่อยเลิกลากันไป พระพุทธเจ้าอวตารมานั้นได้แพร่สะพัดไปสู่ประชาราษฎร์ ทุกคนถือว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าตอกเล็กซอยใหญ่ก็ต้องเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเสริม อันที่จริงซิ่นหลินประเทศได้ถูกพระพุทธศาสนาครอบงำมานานแล้ว ชนส่วนใหญ่ต่างศรัทธาในพระพุทธเจ้า มีส่วนน้อยที่ไม่ค่อยจะศรัทธานัก แต่ในสมองของพวกเขาก็มีภาพลักษณ์ของพระพุทธเจ้าคั่งค้างอยู่
      ดังนั้นเมื่อได้ยินเรื่องนี้ทีไรต่างก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง แถมยังเพิ่มการคาดเดาและเพิ่มภาคผนวกไว้มากมาย ทำให้ทั่วทั้งธานีโจษจันกันทั่วราวกับฝนตก รู้กันไปทั้งประเทศ เหมือนกับว่าพระพุทธเจ้านั่งเมืองซิ่นหลินประเทศ นั่นคือ มวลชนศรัทธาว้าวุ้น พุทธเจ้ายังคงเฉยเมย

อ่านต่อ >>>

ถวายสุราศาลาเย็น ไข่มุกเด่นสู่ครรภ์ในฝัน
หาว่าผู้เฒ่าพูดปดว่าพระเมตตา ธิดาน้อยหยุดกันแสงฟังโฉลก
คิดยกราชบัลลังก์ เห็นมดต่อสู้กันเกิดจิตเมตตา
ช่วยเหลือจักจั่นจนบาดเจ็บ ใครรักษาแผนเป็นหายมีรางวัล
แพทย์สามัญไร้โอสถดี ผู้วิเศษกล่าวถึงบัวหิมะ
เสาะหาบัวบานบนเขาซวีหนีซัน มเหสีเป่าเต๋อทรงประชวร
โศลกทิ้งเงื่อนงำ เห็นการเกิดตายแจ้งในสัจธรรม
ปีตินิมิตเห็นพุทธเจ้า ขัดรับสั่งพระบิดาโทษดูแลอุทยาน
แสดงธรรมหน้าโต๊ะเสวย ถูกขับรับงานหนักโรงครัว
นางกำนัลซาบซึ้งในความศรัทธา จึงอาสาช่วยงานตรากตรำ
ปณิธานย่อมเป็นทาสรับใช้ความศรัทธามั่นทำให้เสด็จพ่อกลับใจ
กำหนดฤกษ์บูรณะวัดจินกวงหมิง ได้ฤกษ์ออกเดินทางสู่เขาเยโหม่ว
มีดทดสอบตัดหกอายตนะ สู่ศูนย์ตาเพ่งไตรภูมิในความเงียบ
ในสมาธิเกิดปีติมารเข้าแทรก เข้าสมาธิบัวขาวบานกลางใจ
 เดินทางสู่ภูเขาซวีหนีซัน โปรยข้าวเปลือกผ่านเขาจ้าวอีกา
พบผู้ใจดีชี้ทางให้ หลงใหลธรรมชาติเกิดเรื่องขึ้น
ไต้ซือถูกจับที่ภูเขาจินหลุน ผู้ร่วมทางตัดสินใจไปช่วยเหลือ
คนป่าแย่งรองเท้าสานไป อริยสงฆ์รูปหนึ่งทรงช้างเผือกมา
ไต้ซือเดินทางด้วยเท้าเปล่า ชนเผ่าเจียลาเลี้ยงสัตว์ในทะเลทราย
มีกรรมสัมพันธ์กับบ้านหลู่ ข้าวเหนียวช่วยรักษาโรค
ปราบเสือร้ายเทียนหม่าฟง ที่เมืองหลิวหลีเห็นทางสว่าง
สู่ยอดเขางูกลืนช้าง สู่ภาพมายาเจ้าโจมตี
เจอะหมีขาวแกล้งนอนตาย ให้ลิงเลียนแบบเดินแล้วไหว้
สู่สันเขารู้กระจ่างแจ้ง คุยถึงเรื่องที่ผ่านมาเด็กซนทำเรื่อง
ผ่านความทุกข์ลำบากมานับพันหมื่นสำเร็จธรรมถูกตีกระหม่อมทะลุสหโลกธาตุ
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com