Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม

พบผู้ใจดีชี้ทางให้ หลงใหลธรรมชาติเกิดเรื่องขึ้น

     เมื่อไต้ซือเมี่ยวส้านตระเตรียมสัมภาระเสร็จก็พร้อมจะออกเดินทางสู่เขาซวีหนีซันเพื่อสืบหาบัวหิมะ เหล่าภิกษุณีพากันออกมาส่งเสด็จ เหล้าพสกนิกรที่ได้รับการสงเคราะห์จากพระองค์พอได้ข่าวว่าพระองค์จะไปจากวัดจินกวงหมิง ต่างก็พากันมาห้อมล้อมจับมือติดไม่ยอมให้พวกเขาสามคนจากไป ต่อมาภายหลังไต้ซือเมี่ยวส้านได้อธิบายให้เข้าใจว่าไปไม่นานก็จะกลับมามิใช่เป็นการละทิ้งที่นี่ เหล่าพสกนิกรจึงโล่งใจอีกทั้งเห็นว่าบุคคลทั้งสามตั้งใจแน่วแน่ จะห้ามปรามก็ไม่สำเร็จ พวกเขาจึงพากันหาธูปหอมแล้วเดินตามเหล่าภิกษุณีไปส่งเดินมาไกลถึงห้าลี้แล้ว และได้รับการห้ามปรามจากไต้ซือเมี่ยวส้านให้หยุดแค่นั้นตั้งหลายครั้ง
      พวกเขาจึงยินยอมแยกจากกันจากนั้นบุคคลทั้งสามก็เดินทางมุ่งหน้าสู่ทางทิศตะวันตก พวกเขาเดินทางในเวลากลางวันและพักแรมในเวลากลางคืน เมื่อท้องหิวก็มีชาวบ้านนำอาหารเจมาถวาย เวลาผ่านไปหลายวันก็ยังคงปลอดภัย พอเวลาผ่านมาถึงเที่ยงของวันที่เจ็ด ก็มาถึงเชิงเขาลูกหนึ่งซึ่งสูงมาก ภูเขามีลักษณะสูงชัน ไม่มีทางที่จะเดินผ่านไปได้จึงได้ลัดเลาะมาตามทางเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยวไปมาซึ่งมุ่งสู่ทางใต้ทั้งสามเห็นเป็นทางที่พอจะเดินไปได้จึงเดินไปตามทางนั้น เลยทำให้ลืมไปว่าภูเขาซวีหนีซันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเดินหลงทางจึงเข้าสู่ป่าลึก เส้นทางสูง ๆ ต่ำ ๆ เดินลำบากมาก ยิ่งไปก็ยิ่งลึกขึ้นทุกที ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะออกพ้นป่ามาได้ ทั้งสามไม่ท้อถอย มุ่งมานะเดินไปข้างหน้า พอเห็นท้องฟ้าเริ่มมืด ก็หาทำเลที่เป็นชะง่อนหิน หลบตัวพักอยู่ใต้นั้น โชคดีที่ไม่พบเห็นอะไร
      พอวันรุ่งขึ้นฟ้าสางแล้ว จึงแบกสัมภาระเดินทางต่อ เดินอยู่อย่างนั้นอีกหนึ่งวันเต็ม ๆ จึงได้พ้นจากชายป่าออกมา พวกเขายังคงมุ่งไปทางทิศตะวันออก แต่ว่าสันเขาลูกนี้ทอดลงไปทางใต้ จึงเดินตามสันเขาไป เลยกลายเป็นมุ่งสู่ทางทิศตะวันนออกเฉียงใต้โดยไม่รู้ตัวยิ่งเดินก็ยิ่งไกลจากจุดหมายออกไปทุกที เป็นอย่างนี้อยู่อีกหกเจ็ดวันจึงได้พบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เพราะตะวันตกดินแล้วต้องไปหาที่พักก็พบกับผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ยอมรับพวกเขาให้ค้างแรมที่บ้าน หลังจากฉันอาหารเจแล้ว จึงถามพวกเขาว่าจะไปที่ไหนกัน ไต้ซือเมี่ยวส้านจึงยอก
      จุดประสงค์ ผู้เฒ่าถึงกับร้องโอยแล้วพูดว่าพวกท่านอยากจะไปภูเขาซวีหนีซัน แต่เดินทางผิดเสียแล้ว ตอนที่พวกท่านมาไม่ควรเลยหัวเขามาทางใต้ ควรเดินตรงตามเขาทางทิศเหนือ แล้ววกข้ามเหลี่ยมเขา ก็จะเห็นทางสายใหญ่ที่มุ่งสู่ภูเขาซวีหนีซันโดยตรงทำไมพวกท่านไม่ไปทางนั้น กลับออกมาทางใต้จึงเลยมาถึงที่นี่เท่ากับเดินเลยมาตั้งสามร้อยลี้ หากไม่พบตาเฒ่า พวกท่านยิ่งไปยิ่งห่าง ทั้งสามได้แต่มองหน้ากัน หย่งเหลียนจึงพูดสอดขึ้นมาว่า "ท่านผู้เฒ่าขา ถ้าพูดอย่างนี้พวกเราก็ต้องหวนกลับขึ้นไปทางเก่า เมื่อผ่านหุบเขาใต้แล้วค่อยหันเดินไปทางเหนือ ถูกไหมเจ้าคะ" ผู้เฒ่าว่าไม่หรอก เธอไม่รู้จักถนนบนโลกนี้มีทางไปได้ทั่ว เพียงแต่จะใกล้หรือไกลเท่านั้น แล้วทางหุบเขาใต้นั้นไม่เป็นที่ปลอดภัย มีทั้ง เสือ สิงห์ หมาป่า หมาใน เต็มไปหมด ผู้ที่จะผ่านทางนั้นต้องไปเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ พวกท่านผ่านมาได้อย่างปลอดภัยก็นับว่าบุญอักโขแล้ว ถ้าย้อนกลับไปก็อาจเข้าปากเสือกระมัง ไต้ซือเมี่ยวส้านยกมือไหว้ที่หน้าอกพลางร้องว่าอมิตตาพุทธ


      แล้วจึงพูดกับผู้เฒ่าว่า "ท่านผู้เฒ่าโปรดชี้แนะสั่งสอนด้วยเถิด จักขอบพระคุณยิ่ง ตอนนี้ก็หวังความเมตตาจากท่านผู้เฒ่าโปรดชี้แนะทางไปสู่ภูเขาซวีหนีซัน เพื่อให้พวกเราไปถึงโดยเร็ว จะได้กุศลสมบูรณ์ จะเป็นมหากุศลยิ่งนะเจ้าคะ" ผู้เฒ่าว่า "ทำไมจะไม่ได้เล่า พรุ่งนี้พวกท่านออกจากที่นี่ให้ไปทางถนนใหญ่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เดินไปประมาณห้าสิบลี้จะมีภูเขาลูกใหญ่เรียกว่าภูเขาจ้าวอีกา เมื่อข้ามพ้นสันเขาลูกนี้แล้ว ก็ให้มุ่งไปทางเหนือ เดินทางอีกประมาณสามร้อยลี้ แล้วหันไปทางตะวันออกก็จะขึ้นสู่ภูเขาซวีหนีซัน แต่สันเขาจ้างอีกานี่ซิข้ามไปไม่ง่ายนักเพราะบนภูเขาจะมีฝูงนกจ้าวอีกาอยู่ฝูงหนึ่งประมาณ 200-300 ตัวยังกว่านกอินทรี นิสัยดุร้ายมาก ที่หมู่บ้านเชิงเขา
      เมื่อถึงคราวเทศกาลเซ่นไหว้ เนื้อที่พวกเขาไม่รับประทานกัน เขาจะเอามาเสี่ยงโชคลางดู การเสี่ยงโชคลางก็ดูออกจะแปลกประหลาด คือหลังจากเซ่นไหว้แล้วก็นำเอาเนื้อพวกนั้นเททิ้งไว้ที่เชิงเขาเมื่อเททิ้งแล้วก็มีพวกนกอีกามากิน ก็ถึอว่าโชคลางดี ถ้าตอนนั้นไม่มีนกอีกามากิน วันรุ่งขึ้นพวกเขาจะไปคอยดู ถ้าไม่มีเนื้อเหลืออยู่ก็คิดว่าพวกนกจ้าวอีกามากินไปก็นับว่าโชคลางปานกลาง หากเนื้อเซ่นไหว้ที่ทิ้งไว้อยู่ถึงสามวัน พวกนกจ้าวอีกาไม่มากิน ก็ถือว่าเป็นลางร้าย พวกเขาก็จะนำเนื้อมาสับให้หมูให้หมากิน เป็นการถอนลางร้าย เพราะอย่างนี้จึงทำให้พวกนกจ้างอีกาเหล่านี้มีนิสัยชอบกินเนื้อ ในช่วงที่ไม่มีเทศกาลเซ่นไหว้ พวกนกจ้าอีกาจะไม่มีเนื้อกิน พวกนกจ้าวอีกาก็จะจับสัตว์ไปกินเป็นอาหารถ้าหากมีคนเดินอยู่ในป่าและประจวบกับมันกำลังหิวพอดี มันก็จะพากันมาจิกคนจนตายแล้วแบ่งกันกิน ที่แถวนั้นยังมีประเพณีประหลาด ๆ อีกอย่าง คือพวกเขาจะนับถือพวกนกจ้าวอีกายิ่งกว่า นับถือฟ้าดินเสียอีก

      ดังนั้นถ้าพวกนกจ้าวอีกามากินสัตว์เลี้ยงของคนคนพวกนั้นก็ไม่กล้าไล่ไป พวกนายพรานก็ไม่กล้ายิงนกจ้างอีกาอีกด้วยสัตว์ต่าง ๆ ในป่าก็มีจำกัด ถูกกินก็กินไป พวกที่หนีก็หนีไปดังนั้นการกินคนก็เลยเป็นปกติธรรมดา คนที่พวกนกจ้าวอีกากินแม้แต่ต่อสู้ก็ยังไม่กล้า ปล่อยให้พวกมันทึ้งกินตามสบาย ถ้ามีคนถูกนกจ้าวอีกากิน พวกเขาจะพูดกันว่าคน ๆ นั้นต้องทำเรื่องน่าอายไว้แน่ ๆ จึงถูกลงโทษแบบนั้น พวกเขาไม่เพียงไม่รู้สึกเวทนาสัตว์ พวกเขากลับคิดว่าบาปกรรมของคน ๆ นั้นได้ถูกชำระแล้วทาง ๆ นี้แม้จะอันตราย แต่ข้าคิดแทนพวกท่าน ถ้าจะไปภูเขาซวีหนีซันแล้วก็มีสองทางนี้ ทางหนึ่งไปทางหุบเขาใต้กับทางสันเขาจ้าวนกอีกาทางทั้งสองมีอันตรายทั้งคู่ แต่เทียบกันแล้ว หุบเขาทางใต้อันตรายกว่า พวกเสือร้ายมีมาก เส้นทางก็เดินไกลกว่าหลบหลีกลำบาก
      พวกนกจ้าวอีกาแม้จะดุร้ายแต่ข้ามสันเขาเพียงสิบลี้เท่านั้น ถ้าผ่านไปตอนกลางวันอาจไม่เจอพวกจ้าวอีกาก็ได้พอดีช่วงนี้มีเทศกาลเซ่นไหว้ มีบางบ้านก็ทำพิธีตั้งแต่เนิ่น ๆ พวกนกจ้างอีกาก็มีเนื้อกินกันแล้ว ถือว่าประจวบเหมาะก็จะไม่ได้รับอันตรายก็อาจเป็นได้ เมื่อเทียบทางสองสายแล้วสายนั้นดุร้ายกว่าสายนี้ ระยะทางสายนี้จะดีกว่า พอหย่งเหลียนฟังแล้วหน้าซีดเผือดพูดว่า "หนทางอันตรายเช่นนี้ เรียกพวกเราไปได้อย่างไรกัน ไม่ทราบว่านอกจากทางเหล่านี้แล้วยังมีทางอื่นที่จะไปถึงไหม" ผู้เฒ่าว่า "ทางเล็ก ๆ มีอีกมาก แต่ก็อันตรายกว่ากันแยะ ไม่ใช่พวกเสือ สิงห์ หมาป่าแล้ว ก็ยังมีพวกภูติผีปีศาจ ยิ่งเลิกคิดที่จะไป" ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า "เจริญพร ! คำชี้แนะของผู้เฒ่าย่อมไม่ผิดหวัง
      พวกเราจะไปตามทางที่ท่านบอก หย่งเหลียนเธอเลิกกลัวได้ ต้องรู้ว่าพวกเราเป็นเพศบรรพชิต นอกจากศรัทธาบำเพ็ญเพียรแล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง กายเนื้ออันเป็นเปลือกนอกไม่ควรเหลือไว้ พวกเราไปครั้งนี้อันตรายมีมาก ใช่ว่าจะเป็นสันเขาจ้าวอีกาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากเกรงกลัวไม่กล้าเดินหน้า แล้วจะมีวันได้ถึงภูเขาซวีหนีซันหรอกหรือ ทุกอย่างมีพุทธานุภาพคุ้มครอง รับรองว่าจะข้ามสันเขาได้อย่างปลอดภัยตอนนี้ไม่ขอรบกวนท่านผู้เฒ่าแล้ว" ผู้เฒ่าจึงอำลาแล้วเข้าห้องไปปล่อยให้พวกเขานั่งพักผ่อน ชั่วคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนลุกขึ้นทำความสะอาดตนเองแล้ว
      ท่านผู้เฒ่าก็เข้าไปทำอาหารเช้าสำหรับพวกเรา เราทั้งสามมาขอนคุณผู้เฒ่าแล้ว ก็ร่ำลา ออกเดินทาง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พวกเราคาดว่าพอหลังเที่ยงแล้วฏ็จะข้ามพ้นสันเขาจ้าวอีกาอย่าได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลยเพราะฉะนั้นระหว่างทางไม่กล้าหยุดพัก พอตอนนั้นก็มองเห็นสันเขาจ้าวอีกาตระหง่านอยู่ข้างหน้า ป่าไม้เป็นป่าทึบ ต้นไม้หนาแน่น จะมองเห็นทางหญ้ามืดครึ้ม มองไกลออกไป รู้สึกว่าน่ากลัวเดินย่ำอยู่กลางดงทำใจให้อดสั่นระทึกไม่ได้ เมื่อเดินไปอีกสักหน่อยก็ถึงเชิงเขา ก็พบทางเดินที่เป็นหิน เป็นขั้นบันไดไต่ขึ้นไปได้ทุกคนท่องพุทโธอยู่ในใจ ก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญจนถึงสันเขาก็ยังไม่พบอะไร แม้แต่เงาของนกจ้าวอีกาสักตัวก็ไม่เห็น

      จากนั้นก็เป็นทางลาดลงเขา เห็นลิบ ๆ อยู่ด้านล่างเป็นหมู่บ้านใหญ่ ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า "เจริญพร ! เจริญพร ! พวกเธอเห็นหมู่บ้านด้านหน้าไหม พวกเราไปถึงที่นั่นก็ดีแล้ว" แม้ปากจะพูดอย่างนี้แต่ขาทั้งสองเมื่อยล้าเต็มที ดีที่ว่าเป็นทางเดินลงเขา เบาแรงกว่าตอนขึ้นแยะเลย เดินตามสบายก็นับว่าได้ระยะทางมากอยู่ไม่ช้าก็มาถึงกึ่งกลางเขาบริเวณนี้เป็นที่ราบกว้าง ต้นไม้กับหินก็ลดน้อยลงไป ตอนนั้นไต้ซือเมี่ยวส้านกำลังหมดแรงเดินต่อไปไม่ไหว ระหว่างทางไม่พบอะไร ก็รู้สึกสบายพระทัยโดยเฉพาะวันนี้ไม่พบนกจ้าวอีกา จึงพูดกับหย่งเหลียนว่า "พวกเราเดินทางวันนี้ได้ห้าสิบลี้
      ตอนนี้ฉันเมื่อยล้าหมดแรงเดินไม่ไหวแล้ว ตรงนี้ทัศนียภาพสวยงาม พวกเราพักสักครู่ดีไหม" แม่อุปถัมภ์กูพูดว่า "ฉันเองก็แย่แล้วพักสักหน่อยก็ดี "หย่งเหลียนไม่เห็นด้วยร้องขึ้นว่า "ท่านไต้ซือ ! เมื่อวานนี้ท่านผู้เฒ่าเรียกให้พวกเรารีบข้ามสันเขาไป อย่าได้เห็นแก่พักเลย ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะไม่ดี หม่อมฉันเห็นว่าตรงไปเลยจะดีกว่า" แม่อุปถัมภ์ว่า" เธอเอาอีกแล้วผ่านมาตั้งเยอะแล้วยังไม่เจออะไร พักแค่ประเดี๋ยวเดียวจะมีเรื่องอะไร" หย่งเหลียนหมดปัญญาจึงโยนสัมภาระลง ขณะกำลังนั่งลงบนก้อนหิน ทันใดนั้นเสียงนกจ้าวอีการ้องขึ้นทั้งสี่ทิศ ทำให้ทั้งสามคนตกใจนั่นคือ   พักเพียงชั่วครู่ เพียงแค่นั้นก็ตกใจ

อ่านต่อ >>>

ถวายสุราศาลาเย็น ไข่มุกเด่นสู่ครรภ์ในฝัน
หาว่าผู้เฒ่าพูดปดว่าพระเมตตา ธิดาน้อยหยุดกันแสงฟังโฉลก
คิดยกราชบัลลังก์ เห็นมดต่อสู้กันเกิดจิตเมตตา
ช่วยเหลือจักจั่นจนบาดเจ็บ ใครรักษาแผนเป็นหายมีรางวัล
แพทย์สามัญไร้โอสถดี ผู้วิเศษกล่าวถึงบัวหิมะ
เสาะหาบัวบานบนเขาซวีหนีซัน มเหสีเป่าเต๋อทรงประชวร
โศลกทิ้งเงื่อนงำ เห็นการเกิดตายแจ้งในสัจธรรม
ปีตินิมิตเห็นพุทธเจ้า ขัดรับสั่งพระบิดาโทษดูแลอุทยาน
แสดงธรรมหน้าโต๊ะเสวย ถูกขับรับงานหนักโรงครัว
นางกำนัลซาบซึ้งในความศรัทธา จึงอาสาช่วยงานตรากตรำ
ปณิธานย่อมเป็นทาสรับใช้ความศรัทธามั่นทำให้เสด็จพ่อกลับใจ
กำหนดฤกษ์บูรณะวัดจินกวงหมิง ได้ฤกษ์ออกเดินทางสู่เขาเยโหม่ว
มีดทดสอบตัดหกอายตนะ สู่ศูนย์ตาเพ่งไตรภูมิในความเงียบ
ในสมาธิเกิดปีติมารเข้าแทรก เข้าสมาธิบัวขาวบานกลางใจ
 เดินทางสู่ภูเขาซวีหนีซัน โปรยข้าวเปลือกผ่านเขาจ้าวอีกา
พบผู้ใจดีชี้ทางให้ หลงใหลธรรมชาติเกิดเรื่องขึ้น
ไต้ซือถูกจับที่ภูเขาจินหลุน ผู้ร่วมทางตัดสินใจไปช่วยเหลือ
คนป่าแย่งรองเท้าสานไป อริยสงฆ์รูปหนึ่งทรงช้างเผือกมา
ไต้ซือเดินทางด้วยเท้าเปล่า ชนเผ่าเจียลาเลี้ยงสัตว์ในทะเลทราย
มีกรรมสัมพันธ์กับบ้านหลู่ ข้าวเหนียวช่วยรักษาโรค
ปราบเสือร้ายเทียนหม่าฟง ที่เมืองหลิวหลีเห็นทางสว่าง
สู่ยอดเขางูกลืนช้าง สู่ภาพมายาเจ้าโจมตี
เจอะหมีขาวแกล้งนอนตาย ให้ลิงเลียนแบบเดินแล้วไหว้
สู่สันเขารู้กระจ่างแจ้ง คุยถึงเรื่องที่ผ่านมาเด็กซนทำเรื่อง
ผ่านความทุกข์ลำบากมานับพันหมื่นสำเร็จธรรมถูกตีกระหม่อมทะลุสหโลกธาตุ
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com