Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

ประมวลกฎหมายอาญาทหาร

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาล เป็นอดีตภาคล่วงแล้ว 2454 พรรษา ปัตยุบันกาล จันทรคตินิยม ศุกรสังวัจฉร มาฆมาศ กัณหะปักษ์ ฉดิถีชีวะวาร สุริยคติกาล รัตนโกสินทรศก 130 กุมภาพันธ์มาส อัฐมาศาหคุณพิเศษ บริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรม นราธิราช พินิตประชานารถมหาสมมตวงษ์ อติศัยพงษวิมลรัตน์ วรขัตติยราชนิก โรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนารถจุฬาลงกรณราชวรางกูร บรมมกุฎนเรนทร์สูรสันตติวงษวิสิฐ สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหารอดิเรกบุญฤทธิ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคย สรรพางค์ มหาชโนตตะมางคประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ บุริมศักดิ์สมญาเทพทวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุตสมบัติ เสนางคนิกรรัตนอัศวโกศล ประพนธปรีชา มัทวสมาจาร บริบูรณคุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินธร บรมชนกาดิศร สมมตประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเสวตฉัตราดิฉัตร ศิริรัตโน ปลักษณมหาบรมราชาภิเศกาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนารถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตน

สรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศรามาธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤไทย อโนบไมย บุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตรพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงพระราชดำริห์ว่า พระธรรมนูญศาลทหารบกและพระธรรมนูญศาล ทหารเรือ ซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติขึ้นไว้ เมื่อรัตนโกสินทรศก 126 และ 127 นั้น เป็นแต่พระราชกำหนดสำหรับจัดการและกำหนดหน้าที่ และ อำนาจศาลทหารบกและศาลทหารเรือ และประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติขึ้นไว้เมื่อรัตนโกสินทรศก 127 นั้น ก็บัญญัติแต่เฉพาะ ลักษณะโทษแห่งความผิดล่วงละเมิดต่อพระราชกำหนดกฎหมายสามัญ บัดนี้ สมควรจะมีพระราชบัญญัติ กำหนดลักษณะโทษแห่งความผิดต่าง ๆ อันเป็นฐานล่วงละเมิดต่อกฎหมาย และหน้าที่ฝ่ายทหารขึ้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ทรง พระราชปรารภว่า การกระทำผิดต่อกฎหมายและหน้าที่ฝ่ายทหารนั้น แม้เป็นการ ซึ่งเกิดจากความประพฤติของบุคคลที่เป็นทหารเสียเป็นพื้นก็จริง แต่มีบางอย่าง ที่อาจเกิดขึ้นจากความประพฤติของบุคคลสามัญก็ได้ ในพระราชบัญญัติเช่นนี้ควรมี บทกฎหมายบางอย่าง ให้ใช้ได้ตลอดทั้งบุคคลที่เป็นทหารและบุคคลสามัญและใช่ แต่เท่านั้นบุคคลซึ่งเป็นทหารย่อมตั้งอยู่ในใต้บังคับวินัยทหาร เมื่อกระทำผิดขึ้นต่อพระราชกำหนดกฎหมายอย่างคนสามัญ ความผิดนั้น ย่อมมีลักษณะการละเว้น ความควรประพฤติในฝ่ายทหารเจือไปด้วย สมควรมีโทษ หนักยิ่งกว่าผู้กระทำผิดเช่นเดียวกันซึ่งเป็นคนสามัญ เพราะฉะนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราไว้เป็นพระราช บัญญัติสืบไปดังนี้ [แก้ไขโดยประมวลกฎหมายอาญาทหารแก้ไขเพิ่มเติม พุทธ.2469 โดยแก้คำว่า ขนมธรรมเนียมทหาร เป็น หน้าที่ฝ่ายทหาร และ วินัยทหาร]

ประมวลกฎหมายอาญาทหาร
ภาค 1
ว่าด้วยข้อบังคับต่าง ๆ
---------

มาตรา 1 ให้เรียกพระราชบัญญัตินี้ว่า ประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 2 ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน รัตนโกสินทรศก 131 เป็นต้นไป [รก.2454/-/455/18 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก 130] มาตรา 3 ตั้งแต่วันที่ใช้กฎหมายนี้สืบไป ให้ยกเลิก 1) กฎหมายลักษณะขบถศึก 2) ข้อความในพระราชกำหนดกฎหมาย และกฎข้อบังคับอื่น ๆ ซึ่ง เกี่ยวกับบรรดาความผิด ที่กฎหมายนี้บัญญัติว่าต้องมีโทษ มาตรา 4 ในกฎหมายนี้ คำว่า ทหาร หมายความว่า บุคคลที่อยู่ในอำนาจกฎหมายฝ่าย ทหาร [นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 7) พุทธ.2487] คำว่า เจ้าพนักงาน ที่ใช้ในประมวลกฎหมายลักษณะอาญานั้น ท่านหมายความตลอดถึงบรรดานายทหารบก นายทหารเรือ ชั้นสัญญาบัตร และชั้นประทวนที่อยู่ในกองประจำการนั้นด้วย คำว่า ราชศัตรู นั้น ท่านหมายความตลอดถึงบรรดาคนมีอาวุธ ที่แสดงความขัดแข็งต่ออำนาจผู้ใหญ่ หรือที่เป็นขบถหรือเป็นโจรสลัดหรือ ที่ก่อการจลาจล

คำว่า ต่อหน้าราชศัตรู นั้น ท่านหมายความตลอดถึงที่อยู่ในเขต ซึ่งกองทัพได้กระทำสงครามนั้นด้วย คำว่า คำสั่ง นั้น ท่านหมายความว่า บรรดาข้อความที่ผู้ซึ่ง บังคับบัญชาทหารผู้ถืออำนาจอันสมควร เป็นผู้สั่งไปโดยสมควรแก่กาลสมัย และชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย คำสั่งเช่นนี้ท่านว่าเมื่อผู้รับคำสั่งนั้น ได้กระทำตามแล้ว ก็เป็นอันหมดเขตของการที่สั่งนั้น [นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขฯ พ.ศ.2473 โดยแก้คำว่า นายทหาร เป็นผู้ซึ่งบังคับบัญชาทหาร] คำว่า ข้อบังคับ นั้น ท่านหมายความว่า บรรดาข้อบังคับและ กฎต่าง ๆ ที่ให้ใช้อยู่เสมอ ซึ่งผู้ซึ่งบังคับบัญชาทหารผู้ถืออำนาจอันสมควร ได้ออกไว้โดยสมควรแก่กาลสมัย และชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย [นิยามนี้แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขฯ พ.ศ.2473 โดยแก้คำว่า นายทหาร เป็น ผู้ซึ่งบังคับบัญชาทหาร] มาตรา 5 ทหารคนใดกระทำความผิดอย่างใด ๆ นอกจากที่บัญญัติไว้ ในประมวลกฎหมายอาญาทหารนี้ ท่านว่ามันควรรับอาญาตามลักษณะพระราช กำหนดกฎหมาย ถ้ากฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ให้เป็นอย่างอื่น มาตรา 5 ทวิ บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฎหมายว่าด้วย ธรรมนูญศาลทหาร ผู้ใดกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร ในกรณีที่มิใช่ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่ บัญญัติไว้ในมาตรา 107 ถึงมาตรา 129 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ถ้าได้ มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น หรือศาลใน ต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษผู้นั้น
ในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีก แต่ถ้าผู้นั้นยังไม่พ้นโทษ ศาลจะลงโทษ น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

*[มาตรา 5 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507] มาตรา 6* ผู้ใดต้องคำพิพากษาศาลทหารให้ลงอาชญาประหารชีวิต ท่านให้เอาไปยิงเสียให้ตาย *[มาตรา 6 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขฯ พ.ศ.2477] มาตรา 7* ผู้มีอำนาจบังคับบัญชาตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร มีอำนาจลงทัณฑ์แก่ทหารผู้กระทำความผิดต่อวินัยทหารตามกฎหมายว่าด้วย วินัยทหาร ไม่ว่าเป็นการกระทำความผิดในหรือนอกราชอาณาจักร *[มาตรา 7 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507] มาตรา 8* การกระทำความผิดอย่างใด ๆ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 มาตรา 23 มาตรา 24 มาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 มาตรา 39 มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 43 มาตรา 44 มาตรา 46 และมาตรา 47 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้มีอำนาจบังคับบัญชา ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร พิจารณาเห็นว่าเป็นการเล็กน้อยไม่สำคัญให้ ถือว่าเป็นความผิดต่อวินัยทหาร และให้มีอำนาจลงทัณฑ์ตามมาตรา 7 เว้นแต่ ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารจะสั่งให้ส่งตัว ผู้กระทำความผิดไปดำเนินคดีในศาลทหาร หรือจะมีการดำเนินคดีนั้นในศาล พลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร จึงให้เป็นไปตามนั้น *[มาตรา 8 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507]

มาตรา 9 ความที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 นั้น ให้ใช้ตลอดถึงความผิด ลหุโทษ และความผิดที่เปรียบเทียบได้ตามกฎหมาย [มาตรา 9 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507] มาตรา 10 บรรดาบทในพระราชกำหนดกฎหมาย ที่ท่านกำหนด แต่โทษปรับสถานเดียว ถ้าจำเลยเป็นทหารซึ่งไม่ใช้ชั้นสัญญาบัตรหรือชั้นประทวน ท่านว่าถ้าศาลวินิจฉัยเห็นสมควรจะให้จำเลยรับโทษจำคุกแทนค่าปรับ ตาม ลักษณะที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายลักษณะอาญานั้นก็ได้ มาตรา 11 ความผิดฐานลหุโทษก็ดี ความผิดอันต้องด้วยโทษจำคุก ไม่เกินกว่าเดือนหนึ่ง หรือปรับไม่เกินกว่าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นนั้น เป็นโทษที่หนักก็ดี ถ้าจำเลยเป็นทหาร ท่านให้ศาลวินิจฉัยตามเหตุการณ์ ถ้าเห็นสมควรจะเปลี่ยนให้เป็นโทษขังไม่เกินกว่าสามเดือนก็ได้ มาตรา 12 เมื่อศาลทหารพิพากษาเด็ดขาดให้ลงโทษแก่ทหารคนใด ท่านว่าให้ผู้ซึ่งบังคับบัญชาทหารผู้มีอำนาจสั่งให้ลงโทษตามคำพิพากษานั้นวินิจฉัย ตามเหตุการ ถ้าเห็นสมควรจะสั่งให้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังต่อหน้าประชุม ทหารหมู่หนึ่งหมู่ใด ตามที่เห็นสมควรก็ได้ [แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขฯ พ.ศ.2473 โดยแก้คำว่า นาย ทหาร เป็น ผู้ซึ่งบังคับบัญชาทหาร และพระราชบัญญัติแก้ไขฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2507 แก้ไขคำว่า ศาลทหารบกหรือศาลทหารเรือศาลใด เป็น ศาลทหาร]

ภาคที่ 2
ว่าด้วยลักษณะความผิดโดยเฉพาะ
---------

มาตรา 13 เชลยศึกคนใดท่านปล่อยตัวไปโดยมันให้คำสัตย์ไว้ว่า จะไม่กระทำการรบพุ่งต่อท่านอีกจนตลอดเวลาสงครามคราวนั้น ถ้าและมัน เสียสัตย์นั้นไซร้ ท่านจับตัวมาได้ ท่านให้ประหารชีวิตมันเสีย หรือจำคุกมันไว้ จนตลอดชีวิต หรือมิฉะนั้นให้จำคุกมันไว้ตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี มาตรา 14 ผู้ใดเป็นราชศัตรู และมันปลอมตัวล่วงเข้าไปใน ป้อม ค่าย เรือรบ หรือสถานที่ใด ๆ อันเป็นของสำหรับทหาร หรือมีทหารของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งอยู่ไซร้ ท่านว่ามันเป็นผู้ลักลอบสอดแนม ให้เอาตัว มันไปประหารชีวิตเสีย หรือมิฉะนั้นให้จำคุกมันไว้จนตลอดชีวิต [แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้ไข คำว่า ทหารบกทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 15 ผู้ใดปิดบังซ่อนเร้น หรือช่วยราชศัตรูที่กระทำเช่นว่า มาในมาตรา 14 โดยที่มันรู้ชัดว่าเป็นราชศัตรูก็ดี มันปิดบังซ่อนเร้น หรือช่วย ผู้ลักลอบสอดแนมโดยที่รู้ชัดแล้วก็ดี ท่านว่าโทษมันถึงต้องประหารชีวิตหรือมิฉะนั้น ให้จำคุกมันไว้ตลอดชีวิต มาตรา 16 ผู้ใดเป็นทหาร และมันบังอาจเกลี้ยกล่อมคนให้ไปเข้า เป็นพวกราชศัตรู ท่านว่าโทษมันถึงต้องประหารชีวิต หรือมิฉะนั้นให้จำคุกมันไว้ ตลอดชีวิต

มาตรา 17 ผู้ใดท่านใช้ให้เป็นนายทหาร บังคับกองทหารใหญ่น้อย ป้อม ค่าย เรือรบ หรือสถานที่อย่างใด ๆ ของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้ายังมิทันสิ้นกำลังและสามารถที่มันจะป้องกันและต่อสู้ข้าศึกมันยอมแพ้ยกกองทหาร ป้อม ค่าย เรือรบ หรือสถานที่นั้น ๆ ให้แก่ราชศัตรูเสียไซร้ ท่านว่าโทษมันถึง ประหารชีวิต หรือจำคุกจนตลอดชีวิต หรือมิฉะนั้นให้จำคุกมันไว้ตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป จนถึงยี่สิบปี [แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 18 ผู้ใดยุยงหรือข่มขืนใจ หรือสมคบกันเพื่อยุยงหรือข่มขืนใจ ให้ผู้บังคับกองทหารใหญ่น้อย ป้อม ค่าย เรือรบ หรือสถานที่อย่างใด ๆ ของ ทหาร ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยอมแพ้แก่ราชศัตรู ท่านว่าโทษของมันถึงประหาร ชีวิต หรือจำคุกจนตลอดชีวิต หรือมิฉะนั้นให้จำคุกมันไว้ตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี [แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 19 ผู้ใดเป็นนายเรือ ท่านใช้ให้ควบคุมเรือลำหนึ่งลำใดของ ทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในขณะกระทำการรบพุ่ง ถ้าและมันถอยออก เสียจากที่รบนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ท่านว่าโทษของมันถึงประหารชีวิต หรือ จำคุกจนตลอดชีวิต หรือมิฉะนั้นให้จำคุกมันไว้ตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี [มาตรา 19 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 20 ผู้ใดเป็นนายเรือ ท่านใช้ให้ควบคุมเรือลำหนึ่งลำใด ของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมันจงใจกระทำหรือปล่อยให้เรือนั้น ชำรุดหรืออับปาง ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี [มาตรา 20 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร]
มาตรา 21 ผู้ใดเป็นนายเรือ ท่านใช้ให้ควบคุมเรือลำหนึ่งลำใด ของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมันกระทำหรือปล่อยให้เรือนั้น ชำรุดหรืออับปางด้วยความประมาทของมันไซร้ ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุก ไม่เกินกว่าสามปี [มาตรา 21 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 22 ผู้ใดเจตนากระทำหรือปล่อยให้เรือลำหนึ่งลำใดของ ทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชำรุดหรืออับปาง ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุก ตั้งแต่สามปีขึ้นไปจนถึงสิบห้าปี [มาตรา 22 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 23 ผู้ใดกระทำหรือปล่อยให้เรือลำหนึ่งลำใด ของทหาร ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชำรุดหรืออับปางด้วยความประมาทของมันไซร้ ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่าสองปี [มาตรา 23 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 24 ถ้าเรือนั้นเป็นเรือสำหรับใช้เดินในลำน้ำ ท่านว่าควร ลดอาญาอย่างหนักที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20, 21, 22, 23, นั้นลงกึ่งหนึ่ง และมิให้ศาลต้องถือตามอาญาอย่างเบาที่บัญญัติไว้นั้น ๆ เป็น ประมาณ ในการ ที่จะปรับโทษผู้กระทำผิด
มาตรา 25 ผู้ใดเป็นนายเรือ ท่านใช้ให้ควบคุมเรือเดินทะเล ลำหนึ่งลำใดของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น เช่น พายุเป็นต้น และมันไม่พากเพียรจนสุดสิ้นความสามารถที่จะแก้ไขให้เรือนั้น พ้นอันตรายเสียก่อน มันละทิ้งเรือนั้นไปเสียไซร้ ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุก ไม่เกินกว่าสามปี [มาตรา 25 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 26 ผู้ใดเป็นนายเรือ ท่านใช้ให้ควบคุมเรือเดินทะเล ลำหนึ่งลำใดของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น เช่น เรือเกยที่ตื้นหรือจวนอับปาง มันรู้ว่ายังมีคนอยู่ในเรือนั้น และมันจงใจไป เสียจากเรือนั้นไซร้ ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่าห้าปี [มาตรา 26 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 27 ผู้ใดเป็นทหาร ถ้ามันมิได้มีเหตุอันสมควรที่จะกระทำได้ และมันบังอาจทำลายหรือละทิ้งเครื่องศาสตราวุธ กระสุนดินปืน เสบียง ม้า หรือเครื่องยุทธนาการอย่างใด ๆ ก็ดี หรือทำให้ของนั้น ๆ วิปลาศบุบสลายไป ก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญามัน เป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหารชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกจนตลอดชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำใน เวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุก มันไว้จนตลอดชีวิต หรือมิฉะนั้นให้จำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 3) ถ้ามันกระทำความผิดนั้น ในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่ายี่สิบปี
มาตรา 28 ธงซึ่งได้มีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ในราชการเป็น เครื่องหมายสำหรับประเทศก็ดี รัฐบาลก็ดี หรือสำหรับเรือรบหลวง หรือ กรมกองทหารใด ๆ ก็ดี หรือเป็นเครื่องหมายสำหรับเกียรติยศ หรือตำแหน่ง หน้าที่ราชการของบุคคลใด ๆ ก็ดี เหล่านี้ ถ้าในเวลาเจ้าพนักงานได้ชักขึ้นไว้ หรือประดิษฐานไว้ หรือเชิญไปมาแห่งใด ๆ เพื่อเป็นเครื่องหมายดังที่ว่านั้น ผู้หนึ่งผู้ใดบังอาจ ลด ล้ม หรือกระทำแก่ธงนั้นให้อันตราย ชำรุด หรือเปื้อน เปรอะเสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควรไซร้ ท่านว่ามันมีความผิดฐานสบประมาทธง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 1 ปี อนึ่ง ถ้าธงที่มันสบประมาทนั้น เป็นธงเครื่องหมายสำหรับ พระเกียรติยศของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระมเหษีก็ดี มกุฎราชกุมาร หรือผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้า อยู่หัว หรือพระราชโอรสพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ว่ารัชกาลใด ๆ ก็ดี ท่านไม่ประสงค์จะให้เอาความในมาตรานี้ไปใช้ลบล้างอาญา ที่ท่านได้ บัญญัติไว้สำหรับความผิดฐานแสดงความอาฆาตมาดร้ายและหมิ่นประมาท ดังได้กล่าวไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะอาญาสำหรับพระราชอาณาจักรสยาม มาตรา 98 หรือมาตรา 100 นั้น มาตรา 29 ผู้ใดเป็นทหาร ท่านใช้ให้อยู่ยามรักษาการก็ดี ท่าน มอบหมายให้กระทำการตามบังคับหรือคำสั่งอย่างใด ๆ ก็ดี ถ้าและมันละทิ้ง หน้าที่นั้นเสีย หรือมันไปเสียจากหน้าที่โดยมิได้รับอนุญาตก่อน ท่านว่ามันมี ความผิด ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญา มันเป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหารชีวิตเสีย สถานหนึ่งให้จำคุก จนตลอดชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำใน เวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุก มันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี
3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าสิบปี มาตรา 30 ผู้ใดเป็นทหาร และมันขัดขืนหรือละเลยมิกระทำตาม คำสั่งอย่างใด ๆ ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญามันเป็น สามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหารชีวิตเสีย สถานหนึ่งให้จำคุกจนตลอดชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำในเวลา สงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันตั้งแต่ ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าห้าปี มาตรา 31 ผู้ใดเป็นทหาร และมันขัดขืนมิกระทำตามคำสั่งอย่างใด ๆ โดยมันแสดงความขัดขืนด้วยกิริยา หรือวาจาองอาจต่อหน้าหมู่ทหารถืออาวุธ ด้วยไซร้ ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญา มันเป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหารชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกจนตลอดชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำใน เวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุก มันตั้งแต่สามปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าสิบปี
มาตรา 32 ผู้ใดเป็นทหาร และมันขัดขืนหรือละเลยมิกระทำตาม ข้อบังคับอย่างใด ๆ ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญาจำคุก มันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงสิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำใน เวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึกไซร้ ท่านให้ลงอาญา จำคุกมันตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปจนถึงห้าปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าสามปี มาตรา 33 ผู้ใดเป็นทหาร และมันขัดขืนมิกระทำตามข้อบังคับ อย่างใด ๆ โดยมันแสดงความขัดขืนนั้นด้วยกิริยาหรือวาจาองอาจต่อหน้า หมู่ทหารถืออาวุธด้วยไซร้ ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษตามสมควร แก่เหตุดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญาจำคุก มันตั้งแต่สามปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำใน เวลาศึกสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญา จำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงสิบปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าห้าปี มาตรา 34 ผู้ใดเป็นทหาร ท่านใช้ให้เป็นยามรักษาการ หรือ อยู่ยามประจำหน้าที่และมันหลับเสียในหน้าที่ก็ดี หรือเมาสุราในหน้าที่ก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ
1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญา จำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงเจ็ดปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำใน เวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุก มันตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปจนถึงสามปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นในเวลา หรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าสองปี [มาตรา 34 แก้ไขโดยประมวลกฎหมายอาญาทหาร แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2469 โดยแก้คำว่า และมันนอนเสีย เป็น และมันหลับเสีย] มาตรา 35 ผู้ใดเป็นทหาร ท่านใช้ให้เป็นยามรักษาการ หรือ อยู่ยามประจำหน้าที่ และปรากฏว่ามันมิได้เอาใจใส่ หรือมันมีความประมาท ในหน้าที่นั้นไซร้ ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุดังจะ ว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญา จำคุกมันตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปจนถึงห้าปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำใน เวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุก มันไม่เกินกว่าสามปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นในเวลา หรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าสองปี มาตรา 36 ผู้ใดบังอาจใช้กำลังทำร้ายแก่ทหารยามรักษาการก็ดี หรือแก่ทหารอยู่ยามประจำหน้าที่ก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษตาม สมควรแก่เหตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ
1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญา มันเป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหารชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกมัน จนตลอดชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกมันตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำ ในเวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลง อาญาจำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นในเวลาหรือที่อื่น นอกจากที่ว่า มาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าห้าปี ถ้าและในการประทุษร้ายนั้น มันทำให้เขาถึงตายหรือให้เขามี บาดเจ็บถึงสาหัสด้วยไซร้ ท่านว่าถ้ามันสมควรรับโทษหนักยิ่งกว่าที่บัญญัติ ไว้ในมาตรานี้แล้ว ก็ให้มันผู้กระทำผิดนั้นรับอาญาตามลักษณะที่ท่านบัญญัติ ไว้ในมาตรา 250,251, และ 257 แห่งประมวลกฎหมายลักษณะะอาญา มาตรา 37 ผู้ใดหมิ่นประมาทหรือขู่เข็ญว่า จะกระทำร้ายแก่ ทหารรักษาการก็ดี หรือแก่ทหารอยู่ยามประจำหน้าที่ก็ดี ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญา จำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงสิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำ ในเวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญา จำคุกมันตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปจนถึงห้าปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้น ในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่า มาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าสามปี [มาตรา 37 แก้ไขโดยประมวลกฎหมายอาญาทหาร แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2469 โดยแก้คำว่า ทหารยามรักษาการอยู่ยามประจำหน้าที่ เป็น ทหารยามรักษาการก็ดี หรือแก่ทหารอยู่ยามประจำหน้าที่ก็ดี]
มาตรา 38 ผู้ใดเป็นทหาร และมันบังอาจกระทำการประทุษร้าย ด้วยกำลังกายแก่ผู้ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือมันไซร้ ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญา มันเป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหารชีวิตเสีย สถานหนึ่งให้จำคุก มันตลอดชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกมันตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำ ในเวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญา จำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้น ในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่า มาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงเจ็ดปี [มาตรา 38 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ พ.ศ.2473 โดยแก้คำว่า แก่ทหารคนใดที่มีอำนาจเหนือมัน เป็น แก่ผู้ซึ่งมีอำนาจ บังคับบัญชาเหนือมัน] มาตรา 39 ผู้ใดเป็นทหาร และมันบังอาจใช้กำลังทำร้ายแก่ ทหารผู้ใดซึ่งเป็นผู้ใหญ่เหนือมันไซร้ ท่านว่ามันควรรับอาญาจำคุกไม่เกิน กว่าห้าปี มาตรา 40 ถ้าและในการกระทำผิดเช่นว่ามาในมาตรา 38 และ 39 นั้น เป็นเหตุให้ผู้ต้องประทุษร้ายถึงตาย หรือต้องบาดเจ็บถึงสาหัส ด้วยไซร้ ท่านว่า ถ้ามันสมควรรับโทษหนักยิ่งกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้แล้ว ก็ให้ลงอาญาแก่มันผู้กระทำผิดนั้นตามลักษณะที่ท่านบัญญัติไว้ในมาตรา 250, 251 และ 257 แห่งประมวลกฎหมายลักษณะอาญา
มาตรา 41 ผู้ใดเป็นทหาร และมันบังอาจแสดงความอาฆาต มาทร้ายต่อผู้บังคับบัญชา หรือต่อทหารที่เป็นใหญ่เหนือมัน หรือมันหมิ่นประมาท ใส่ความ หรือโฆษณาความหมิ่นประมาทอย่างใด ๆ ก็ดี ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่าสามปี [มาตรา 41 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ พ.ศ.2473 โดยแก้คำว่า บังอาจแสดงความอาฆาตมาทร้ายต่อผู้ใดซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชา หรือเป็นผู้ใหญ่เหนือมัน เป็น บังอาจแสดงความอาฆาตมาทร้ายต่อผู้บังคับ บัญชา หรือต่อทหารที่เป็นใหญ่เหนือมัน] มาตรา 42 ถ้าทหารมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปใช้กำลัง ทำร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะทำร้ายก็ดี หรือมันกระทำการอย่างใด ๆ ขึ้นให้วุ่นวาย ในบ้านเมืองของท่านก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดฐานกำเริบ ต้องระวางโทษตาม สมควรแก่เหตุด้วยกันทุกคน ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญา มันเป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหารชีวิตเสีย สถานหนึ่งให้จำคุก มันจนตลอดชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำ ในเวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลง อาญาจำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นในเวลา หรือที่อื่น นอกจากที่ว่า มาแล้วท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าห้าปี มาตรา 43 ถ้าและในพวกทหาร ที่กระทำการกำเริบที่ว่ามา ในมาตรา 42 นั้น มีศาสตราวุธไปด้วยตั้งแต่คนหนึ่งขึ้นไป ท่านว่าพวกนั้น ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุด้วยกันทุกคน ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ
1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญา มันเป็นสามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหารชีวิตเสีย สถานหนึ่งให้จำคุก จนตลอดชีวิต สถานหนึ่งให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 2) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำ ในเวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญา จำคุกมันตั้งแต่สามปีขึ้นไปจนถึงยี่สิบปี 3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้น ในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่า มาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าสิบปี มาตรา 44 เมื่อเจ้าพนักงาน ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ได้บังคับทหาร ที่กระทำการกำเริบในที่ใด ๆ ให้เลิกไปเสีย ถ้าและพวกทหารที่กระทำ การกำเริบนั้น คนใดที่ยังมิได้ใช้กำลังทำร้ายอย่างใดแล้วเลิกไปตามบังคับนั้น โดยดี ท่านว่าให้ลงโทษแก่มันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 42 และ 43 นั้นแต่ กึ่งหนึ่ง มาตรา 45 ผู้ใดเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน ชั้นนายสิบ ชั้นจ่า หรือเป็นพลทหารก็ดี ถ้าและมันขาดจากหน้าที่ราชการโดยมิได้รับอนุญาต หรือมันขาดจากราชการในเมื่อพ้นกำหนดอนุญาตลาแล้วก็ดี แม้เป็นไปด้วย ความเจตนาจะหลีกเลี่ยงจากราชการตามคำสั่งให้เดินกองทหาร หรือเดินเรือ ไปจากที่ หรือคำสั่งเรียกระดมเตรียมศึกนั้นไซร้ ท่านว่ามันมีความผิดฐานหนี ราชการ อีกนัยหนึ่งมันขาดจากราชการ จนถึงกำหนดที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือ 1) ขาด 24 ชั่วโมง ต่อหน้าราชศัตรู 2) ขาด 3 วัน ถ้ามิใช่ต่อหน้าราชศัตรู แต่ในเวลาสงคราม หรือในเขตที่ใช้กฎอัยการศึก
3) ขาด 15 วัน ในที่และเวลาอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ดังนี้ไซร้ ท่านก็ว่ามันมีความผิดฐานหนีราชการดุจกัน [มาตรา 45 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า พลทหารบกทหารเรือ เป็น พลทหาร] มาตรา 46 ผู้ใดกระทำความผิดฐานหนีราชการ ท่านว่ามันต้อง ระวางโทษตามสมควรแก่เหตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ 1) ถ้ามันหลบหนีไปเข้าอยู่กับพวกราชศัตรู ท่านว่าโทษมันถึงตาย 2) ถ้ามันกระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญาจำคุก มันไว้จนตลอดชีวิต หรือมิฉะนั้นให้จำคุกมันไว้ยี่สิบปี 3) ถ้ามันมิได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำใน เวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุก มันไว้ตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงสิบห้าปี 4) ถ้ามันกระทำความผิดนั้นในเวลา หรือที่อื่นนอกจากที่ว่า มาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันผู้กระทำผิดนั้นไว้ไม่เกินกว่าห้าปี มาตรา 47 ผู้ใดเป็นทหาร ท่านใช้ให้มีหน้าที่จัดซื้อหรือทำ หรือ ปกครองรักษาทรัพย์สิ่งใด ๆ ของทหาร ถ้าและมันบังอาจเอาของอื่น ปลอมหรือปนกับทรัพย์สิ่งนั้น ๆ ให้เสื่อมลงก็ดี หรือมันปล่อยให้ผู้อื่นกระทำ เช่นนั้นโดยมันรู้เห็นเป็นใจด้วยก็ดี ท่านว่ามันมีความผิดต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปจนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ร้อยบาทขึ้นไปจนถึง สองพันบาทด้วยอีกโสดหนึ่ง และทหารคนใดท่านใช้ให้มีหน้าที่จัดซื้อหรือทำ หรือปกครองรักษา สิ่งใด ๆ ของทหาร ถ้าและมันบังอาจจ่ายทรัพย์สิ่งใด ๆ ที่มันรู้อยู่ว่ามีของอื่น ปลอมหรือปนเช่นว่ามาแล้วก็ดี หรือมันปล่อยให้ผู้อื่นกระทำเช่นนั้นแล้วมันไม่รีบ
ร้องเรียนต่อผู้ใหญ่ที่เหนือมันก็ดี ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษเช่นว่า มาในมาตรานี้แล้วนั้นดุจกัน

[มาตรา 47 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 โดยแก้คำว่า ทหารบก ทหารเรือ เป็น ทหาร] มาตรา 48 ในเวลาสงคราม ถ้าผู้ใดกระทำการปราศจาก ความเมตตาแก่คนที่ถูกอาวุธบาดเจ็บ หรือแก่คนที่ป่วยเจ็บในกองทัพฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใดก็ดี หรือกระทำการปล้นทรัพย์แย่งทรัพย์อย่างใด ๆ ที่ท่านบัญญัติไว้ใน มาตรา 249 ถึงมาตรา 259 และมาตรา 288 ถึงมาตรา 303 แห่งประมวล กฎหมายลักษณะอาญานั้น ท่านให้เพิ่มโทษมันผู้กระทำผิดต้องระวางโทษตามที่ ท่านบัญญัติไว้สำหรับความเช่นนั้นขึ้นด้วยอีกกึ่งหนึ่ง มาตรา 49 ในเวลาสงคราม ถ้าผู้ใดใช้ธงกาชาดหรือเครื่องหมาย กาชาดโดยผิดข้อบังคับแห่งหนังสือสัญญานานาประเทศ ซึ่งทำที่เมืองเยนีวา เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก 125 ท่านว่ามันมีความผิดต้องด้วย อาญาซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 128 แห่งประมวลกฎหมายลักษณะอาญา [มาตรา 49 แก้ไขโดยประมวลกฎหมายอาญาทหาร แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2469 โดยแก้คำว่า กากะบาทแดง เป็น กาชาด] มาตรา 50 ผู้ใดเป็นทหาร ถ้ามันกระทำผิดในเวลาที่ท่านใช้ให้ เป็นยามรักษาการ หรืออยู่ยามประจำที่ หรือให้กระทำการอย่างใด ๆ ที่มี ศาสตราวุธของหลวงประจำตัวโดยความผิดที่ท่านบัญญัติไว้ในมาตราต่าง ๆ แห่งกฎหมายลักษณะอาญาดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ มาตรา 98 ถึงมาตรา 100 ความผิดในฐานประทุษร้ายต่อ พระบรมราชตระกูล มาตรา 102 ถึงมาตรา 104 ความผิดฐานกบฎภายในพระราช อาณาจักร

มาตรา 105 ถึงมาตรา 108 ความผิดฐานกบฎภายนอกพระราช อาณาจักร มาตรา 112 ถึงมาตรา 115 ความผิดต่อทางพระราชไมตรีกับ ต่างประเทศ มาตรา 116 ถึงมาตรา 128 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน มาตรา 151 ความผิดฐานกระทำให้เสื่อมเสียอำนาจศาล มาตรา 154 ความผิดฐานช่วยผู้อื่นให้พ้นอาชญาอันควรรับโทษตาม กฎหมาย มาตรา 165 ถึงมาตรา 169 ความผิดฐานหลบหนีจากที่คุมขัง มาตรา 177 ถึงมาตรา 182 ความผิดฐานสมคบกันเป็นอั้งยี่และ เป็นซ่องโจรผู้ร้าย มาตรา 183 และมาตรา 184 ความผิดฐานก่อการจลาจล มาตรา 185 ถึงมาตรา 201 ความผิดฐานกระทำให้เกิด ภยันตรายแก่สาธารณชนฐานกระทำให้สาธารณชนปราศจากความสะดวก ในการไปมาและการส่งข่าวและของถึงกัน และฐานกระทำให้สาธารณชน ปราศจากความสุขสบาย มาตรา 253 ความผิดฐานเกี่ยวข้องในที่วิวาทต่อสู้กันซึ่งมีผู้ถึงแก่ ความตาย มาตรา 254 ถึงมาตรา 259 ความผิดฐานประทุษร้ายแก่ร่างกาย มาตรา 268 ถึงมาตรา 277 ความผิดฐานกระทำให้เสื่อมเสีย อิสรภาพ มาตรา 288 ถึงมาตรา 296 ความผิดฐานลักทรัพย์ มาตรา 297 ถึงมาตรา 302 ความผิดฐานวิ่งราว ฐานชิงทรัพย์ ฐานปล้นทรัพย์ และฐานสลัด มาตรา 303 ความผิดฐานกรรโชก
มาตรา 327 ถึงมาตรา 330 ความผิดฐานบุกรุก ท่านว่ามันผู้กระทำผิดต้องระวางโทษตามที่ท่านบัญญัติไว้สำหรับความ ผิดเช่นนั้น และให้เพิ่มโทษขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง [มาตรา 50 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ พ.ศ.2476] มาตรา 51 [ยกเลิกแล้วโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ พ.ศ.2476] มาตรา 52 เมื่อความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดดังที่ได้ระบุไว้ใน มาตรา 20, 22, 27 (2 หรือ 3), 29 (2 หรือ 3), 30 (2 หรือ 3), 31 (2 หรือ 3), 32, 33, 36 (2 หรือ 3), 37, 38 (2 หรือ 3), 39, 41, 42 (2 หรือ 3), 43 (2 หรือ 3), 46 (2 3 หรือ 4), หรือ 47 แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหารนี้ได้กระทำลงด้วยความประสงค์ ที่จะบ่อนให้สมรรถภาพของกรมกองทหารเสื่อมทรามลงไซร้ ท่านให้เพิ่มโทษ ผู้กระทำผิดดังต่อไปนี้ ถ้าระวางโทษอย่างสูงสุดกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงจำคุก ตลอดชีวิตไซร้ ท่านให้เพิ่มขึ้นเป็นโทษอย่างสูงสุดถึงประหารชีวิต ถ้าระวางโทษอย่างสูงสุดกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงจำคุกมี กำหนดยี่สิบปีไซร้ ท่านให้เพิ่มขึ้นเป็นโทษจำคุกไว้จนตลอดชีวิตเป็นอย่างสูงสุด ถ้าระวางโทษอย่างสูงสุดที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เพียงจำคุกมี กำหนดเวลาอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวแล้ว ท่านให้เพิ่มขึ้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษ ที่ได้วางไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ
เมื่อความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดดังที่ได้ระบุไว้ในวรรคต้นนี้ ได้กระทำ ไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จะล้างล้มรัฐบาลก็ดี หรือจะให้เปลี่ยนประเพณี การเมือง หรือเศรษฐกิจแห่งพระราชอาณาจักรด้วยใช้กำลังบังคับหรือกระทำร้าย ก็ดี ท่านว่ามันผู้กระทำมีความผิดต้องระวางโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกมันไว้จน ตลอดชีวิต [มาตรา 52 เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ พ.ศ.2470] --------------------- ประมวลกฎหมายอาญาทหารแก้ไขเพิ่มเติม พระพุทธศักราช 2469 [รก.2469/-/501/3 ตุลาคม 2469] --------------------- พระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช 2470 [รก.2470/-/173/5 กันยายน 2470] --------------------- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช 2473 [รก.2473/-/120/3 สิงหาคม 2473] --------------------- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช 2476 [รก.2476/-/536/10 กันยายน 2476] --------------------- พระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช 2477 [รก.2478/-/321/5 พฤษภาคม 2478]
--------------------- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช 2476 [รก.2476/49/665/30 มีนาคม 2486] --------------------- พระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช 2486 พุทธศักราช 2486 [รก.2486/47/1335/14 กันยายน 2486] --------------------- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ 7) พุทธศักราช 2487 [รก.2487/63/929/10 ตุลาคม 2487] --------------------- พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2507 หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้สอดคล้อง กับประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2505 และเพื่อให้ศาลทหารมีอำนาจลงโทษบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ซึ่งกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรได้ [รก.2507/111/678/24 พฤศจิกายน 2507]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com