ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503

ในพระปรมาภิไธย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
สังวาลย์
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ให้ไว้ ณ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2503
เป็นปีที่ 15 ในรัชกาลปัจจุบัน

โดยที่เป็นการสมควรจัดให้มีกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง เพื่อช่วยเหลือเจ้าของสวนยางปรับปรุงสวนยางให้ดีขึ้น พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยาง พ.ศ. 2503

มาตรา 2* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่ วันประกาศในราชกิจจานุเบกษ าเป็นต้นไป *[รก.2503/73/688/6 กันยายน 2503]

มาตรา 3* ในพระราชบัญญัตินี้ ต้นยาง หมายความว่า ต้นยางพารา (Hevea SPP.) ยางพันธุ์ดี หมายความว่า ต้นยางพันธุ์ที่ให้ผลดีตามที่คณะกรรมการ กำหนดโดยคำแนะนำของกรมกสิกรรม สวนยาง หมายความว่า ที่ดินปลูกต้นยางมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่าสองไร่ แต่ละไร่มีต้นยางปลูกไม่น้อยกว่าสิบต้น และโดยส่วนเฉลี่ยไม่น้อยกว่าไร่ละ ยี่สิบห้าต้น สวนขนาดเล็ก หมายความว่า สวนยางที่มีเนื้อที่ไม่เกินห้าสิบไร่ สวนขนาดกลาง หมายความว่า สวนยางที่มีเนื้อที่เกินห้าสิบไร่ แต่ไม่ถึงสองร้อยห้าสิบไร่ สวนขนาดใหญ่ หมายความว่า สวนยางที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ สองร้อยห้าสิบไร่ขึ้นไป เจ้าของสวนยาง หมายความว่า ผู้ทำสวนยาง และมีสิทธิได้รับ ผลิตผลจากต้นยางในสวนยางที่ทำนั้น ยาง หมายความว่า น้ำยาง ยางแผ่น ยางเครพ ยางก้อน เศษยาง หรือยางในลักษณะอื่นใดอันผลิตขึ้นหรือได้มาจากส่วนใด ๆ ของต้นยาง แต่ไม่รวมถึงวัตถุประดิษฐ์จากยาง การปลูกแทน* หมายความว่า การปลูกยางพันธุ์ดี หรือไม้ยืนต้น ชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจตามที่คณะกรรมการกำหนด แทนต้นยางเก่า หรือไม้ยืนต้นเก่าทั้งหมดหรือบางส่วน ปีสงเคราะห์ หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมของ ปีหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายนของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ.ที่ถัดไปเป็นชื่อสำหรับ ปีสงเคราะห์นั้น

เจ้าพนักงานสงเคราะห์ หมายความว่า บุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าพนักงานสงเคราะห์ คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการสงเคราะห์การทำ สวนยาง ผู้อำนวยการ หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุน สงเคราะห์การทำสวนยาง รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ *[มาตรา 3 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2505 และ นิยามคำว่า ปลูกแทน แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2518]

มาตรา 4* ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง ประกอบด้วยเงิน สงเคราะห์ ซึ่งส่งสมทบตามพระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า กองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยาง เพื่อเป็นทุ นใช้จ่ายในการทำสวนยางที่ได้ผลน้อยให้ได้ผลดี ยิ่งขึ้น ให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อ ดำเนินกิจการสงเคราะห์การทำสวนยางตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจ กระทำการใด ๆ ที่จำเป็นหรือเป็นอุปกรณ์แก่วัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้นได้ รวมทั้ง การทำสวนยางและสวนไม้ยืนต้น ตลอดจนกิจการที่เกี่ยวข้องเป็นการสาธิตและ ส่งเสริม เพื่อประโยชน์ในการสงเคราะห์กับให้รวมตลอดถึงการดำเนินการ ส่งเสริมหรือสงเคราะห์การปลูกแทนไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ตามที่รัฐบาลมอบหมาย ให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางมีสำนักงานแห่งใหญ่ใน กรุงเทพมหานคร เรียกว่า สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง *[มาตรา 4 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2518]

มาตรา 4 ทวิ* ในการดำเนินการส่งเสริมหรือสงเคราะห์การปลูก แทนไม้ยืนต้นชนิดอื่นตามมาตรา 4 ให้ใช้เงินทุนค่าใช้จ่ายจากรัฐบาล หรือจาก กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร *[ม าตรา 4 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2518]

มาตรา 5* บุคคลใดส่งยางออกนอกราชอาณาจักรต้องเสียเงิน สงเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราเงินสงเคราะห์ที่รัฐมนตรี ประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำหรับการกำหนดอัตราเงินสงเคราะห์จะต้อง ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน ในการกำหนดอัตราเงินสงเคราะห์ตามวรรคหนึ่ง ให้นำจำนวนเงิน สงเคราะห์ที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางต้องจ่ายเพื่อการสงเคราะห์ใน แต่ละปีและอัตราอากรขาออกตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรที่เรียกเก็บ จากการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรมาเป็นหลักในการพิจารณาด้วย โดยถือ อัตราต่อน้ำหนักยางหนึ่งกิโลกรัมเป็นเกณฑ์ การคำนวณจำนวนเงินสงเคราะห์ที่บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องเสีย ถ้าเศษของน้ำหนักยางเกินครึ่งกิโลกรัม ให้คิดเงินสงเคราะห์เท่ากับน้ำหนัก ยางหนึ่งกิโลกรัม ถ้าเศษของน้ำหนักยางไม่ถึงครึ่งกิโลกรัมให้ถือเป็นน้ำหนัก ที่ไม่ต้องนำมาคำนวณ สำหรับยางที่ส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเป็นตัวอย่างซึ่งมีน้ำหนัก ไม่เกินห้ากิโลกรัม หรือยางที่กระทรวง ทบวง กรม เป็นผู้ส่งออกเพื่อประโยชน์ ใด ๆ อันมิใช ่เพื่อการค้า ไม่ว่าจะมีน้ำหนักเท่าใด ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสีย เงินสงเคราะห์

*[มาตรา 5 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]

มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้งดการเรียกเก็บเงินสงเคราะห์จากบุคคลผู้ส่งยางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งต้องเสียตามมาตรา 5 ได้ โดยกำหนดระยะเวลาตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ จะงดเว้นการเรียกเก็บสำหรับยางทุกชนิดหรือเฉพาะบางชนิดก็ได้

มาตรา 7 เงินสงเคราะห์ที่เก็บได้ตามมาตรา 5 ให้ส่งสมทบ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และให้ใช้จ่ายในกิจการที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัตินี้โดยเฉพาะ

มาตรา 8 ผู้จะได้รับการสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นเจ้าของสวนยางที่มีต้นยางอายุกว่ายี่สิบห้าปีขึ้นไป หรือต้นยาง ทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางที่ได้ผลน้อย การสงเคราะห์ต้องจัดทำด้วยการปลูกแทน และจะสงเคราะห์ ประการอื่นเพื่อประโยชน์ในการปลูกแทน โดยจ่ายให้แก่เจ้าของสวนยาง ซึ่งยางพันธุ์ดี พันธุ์ไม้ยืนต้น พันธุ์พืช ปุ๋ย เครื่องมือเครื่องใช้ จัดบริการ อย่างอื่นช่วยเหลือ หรือจ่ายเงินให้ก็ได้ ทั้งนี้ จะจัดให้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างก็ได้

มาตรา 9* ให้มีคณะกรรมการเพื่อดำเนินกิจการกองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยางคณะหนึ่งเรียกโดยย่อว่า ก.ส.ย. ประกอบด้วยรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายเป็น ประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนัก งบประมาณ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดี กรมศุลกากร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เป็นกรรมการ และกรรมการอื่นอีกไม่เกินหกคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากเจ้าของสวนยางสี่คน และบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยางสองคน ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ *[มาตรา 9 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]

มาตรา 10* กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่ง คราวละสองปี ในกรณีที่กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ หรือในกรณีที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการ ซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง แทนหรือเป็นกรรมการเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการ ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ใน ตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ *[มาตรา 10 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530]

| หน้าถัดไป »

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย